jaojook

P. Pongpipatthana is born in June 3 1969 in Tambol Thanodduan Ampur Khuan Khanoon Phatthalung province ,southern Thailand. Pete graduated faculty of political science from University in Bangkok , also received petrochemical industrial certificate from college in Rayong (Eastern sea board project). That was before his journalism begun for several Thai newspapers in Bangkok including Thai cable TV network. His last position for journalist in Thailand was a chief of economic and financial news reporter. In 1998 Pete traveled to United States for APEC-Asian Pacific economic corporation finance ministers meeting at Washington D.C. That was in President Bill Clinton period. He decided to stay in US and worked for some local Thai newspaper in Los Angeles and in 1999 Pete moved to San Francisco and Bay area to work as a reporter for local newspaper there. During his journalism duty Pete met many Congress members in their local places and Capital Hill Washington D.C. such as Rep. Shalley Berkley (D-Nevada) ,Rep Bob Clement(D-Tennessee) Speaker of House Nancy Pelosi (D-California) Senator John Ensign( R-Nevada), Rep.Dana Rohrabacher(R-California), former lieutenant governor of Maryland Kathleen Kennedy Townsend. Yet Pete participated in nonprofit organization in Los Angeles and U.S. nationwide. He also enjoyed traveling to see many natural places like Yosemite national park (California) Yellow Stone national park (Wyoming Idaho and Montana) Zion and Bright Canyon national park (Utah) Grand Canyon (Arizona) Lake Havasu (Arizona) Death Valley (California). Pete favoured the world heritage as Yellow Stone national park.He also loves to see American folklife in central and south part of United States. In reality of spending time of life in US Pete has learned how to survive. He also worked for many kinds of basic jobs as the new immigrant there would do. His hobbies are hiking traveling writing reading and he is very interesting on an ancient oriental science like Indian yoga Chinese taichi including herbal plants and Asian tradition. In the end of year 2005 Pete went back to Thailand. He decided to ordinate for being a Buddhist monk at his hometown-Wat (temple) Panangtung ,Khuan Khanoon , Phatthalung before he was journey to Wat Tam Kwanmuang in Ampur Sawi ,Chumpon province for stronger meditation practicing by Dhammayutikanikaya Buddhist monk master. From his experience in U.S. and traveling to another countries Pete came out two books VEGANISM and GREEN CARD by the Thai name Bhira Pongpipattha(พีร์ พงศ์พิพัฒน์). Both were published by Phetprakai publishing company in Thailand and sell at book stores around the country including Thai book stores in U.S. Since year

Homepage: http://jaojook.wordpress.com

ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์ ptipitaka@yahoo.com

เท่าที่ติดตามสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจของโลก ของอาเซียน(ASEAN)และของไทย รวมถึงการได้คุยกับนักธุรกิจไทยหลายคน ที่คุยไปด้วยถอนใจไปด้วย ทำให้ผมเกิดมโนภาพเกี่ยวกับความเป็นไปหรือแนวโน้มของเศรษฐกิจของไทยในปีนี้(2556)และปีหน้า(2557) ซึ่งเป็นเรื่องที่คนไทย รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านนโยบายและด้านปฏิบัติการ ควรระมัดระวัง อย่างยิ่ง ดังนี้นะครับธกส.

นับเงิน
1.วิกฤตการณ์ด้านแรงงาน , ผมค่อนข้างที่จะเชื่อว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติแรงงาน จากหลายปัจจัย เช่น การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท สามารถเป็นเหตุของการตกงานของแรงงานไทยและแรงงานต่างด้าวที่เข้าไปทำมาหากินในเมืองไทยได้มาก เพราะนายจ้างต้องจ่ายค่าแรงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อกิจการของบริษัทผลิตต่างๆ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม ที่ผู้ประกอบจะมีต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น มองในแง่นี้อย่าคิดว่าการขึ้นค่าแรง เป็นเรื่องไม่ดีต่อแรงงานไทยนะครับ การขึ้นค่าแรงเป็นเรื่องดีจริงครับ ดีต่อการหมุนเงินในระบบเศรษฐกิจอีกด้วย แต่การขึ้นค่าแรงที่ถูกหลักจะต้องคำนึงถึง, หนึ่ง คุณภาพของแรงงาน(แรงงานมีทักษะดีขึ้น) และ สอง คำนึงการเติบโตหรือความสามารถในการขยายและเปิดตลาดของผลผลิต(products) ซึ่งเมืองไทยเองกลับไม่มีสองปัจจัยดังกล่าวประกอบอย่างพอเพียง ขณะที่ในประการที่ สองเอง ตลาดสินค้าอุตสาหกรรมไทยที่ผลิตเพื่อการส่งออกกลับหดลงและเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนต่ำกว่า
วิกฤติแรงงานจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ,ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ต้องการที่จะลดต้นทุนการผลิต เพราะแรงงาน มีราคาสูงขึ้น และเป็นปัจจัยที่ไม่คงที่แน่นอน ก็จะเป็นเหตุให้ผู้ประกอบการนำเครื่องจักรมาใช้แทนแรงงานมากขึ้น ทำให้จำนวนคนตกงานเพิ่มสูงมาก หน่วยงานด้านเศรษฐกิจบางแห่งประมาณว่า จำนวนแรงงานที่ตกงานจากสาเหตุนี้ไม่น่าจะต่ำกว่า 6 แสนคน แต่ผมคาดว่าน่าจะเป็นล้านหรือมากกว่านี้ ,ธุรกิจขนาดย่อมและขนาดกลาง(SMEs) จะล้มหายตายจากเป็นจำนวนมาก จนในที่สุดก็หนีไม่พ้นรัฐบาลที่จะต้องออกมารับผิดชอบ (ด้วยเงินภาษีของประชาชนและเงินกู้ซึ่งตอนนี้มีสัดส่วนที่สูงอยู่แล้ว)
นอกเหนือไปจาก การตกงานของแรงงานจะกระทบต่อส่วนอื่นๆ เช่น ในภาคการเงิน และสถาบันการเงิน(Finance) รวมทั้งธุรกิจรถยนต์ และอสังหาริมทรัพย์ เพราะแรงงานเหล่านี้ไม่มีกำลังผ่อน ดังนั้น ความเสี่ยงของเรื่องนี้จะมีมากหรือน้อย จึงขึ้นอยู่กับการวางแผนของผู้ประกอบการและนโยบายรัฐบาล ภาพที่เห็นๆกันอยู่นี้ ที่ดูเสมือนเศรษฐกิจดีหรือมีเงินสะพัด เทียบกันไม่ได้กับช่วงระยะต่อจากนี้อีกไม่นานที่ไทยเรามีความเสี่ยงที่จะเจอมรสุมด้านเศรษฐกิจอีกครั้ง หากรัฐและเอกชนไม่กำหนดแผนหรือนโยบายด้านการเงินการคลัง ด้านอุตสาหกรรมและพาณิชย์ ให้รอบคอบรัดกุมเสียตั้งแต่ตอนนี้ธกส.
2.วิกฤตการณ์ด้านการเงิน ,ผมคิดว่าส่วนหนึ่งเป็นผลพวงจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาล เช่น โครงการรถคันแรก โครงการรับจำนำข้าวจากเกษตรกร แค่สองโครงการนี้ก็ส่งผลกระทบกับตลาดเงินและตลาด รวมถึงระบบการคลังของรัฐบาลอย่างมากเมื่อเทียบต่อจีดีพี , ผลกระทบดังกล่าวอาจไม่เป็นภายในวันสองวัน แต่จะค่อยๆส่งผล โดยเฉพาะโครงสร้างหนี้ของประเทศ พูดง่ายๆ คือ รัฐบาลไทยจะแบกรับภาระหนี้เพิ่มมากขึ้น แม้จะมีการโยกเงินและคิดโครงการเพื่อหมุนเงินให้ดูสะพัด แต่ก็เสมือนการเล่นแร่แปรธาตุทางการเงิน ซึ่งในภาวะแท้จริงแล้ว ไม่ว่ารัฐจะคิดโครงการใหญ่เพื่อให้เงินสะพัดมากขนาดใด ก็ไม่น่าจะเป็นผล เพราะในท้ายที่สุดแล้วเงินเหล่านั้น ย่อมตกไปอยู่ในมือของกลุ่มธุรกิจบางกลุ่มเท่านั้น เช่น หากพิจารณาจากสองโครงการใหญ่ของรัฐบาล ผลประโยชน์ย่อมตกแก่กลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์(ข้ออ้างเรื่องผลประโยชน์ด้านแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมต่อเนื่องด้านรถยนต์ ต้องดูในรายละเอียดให้ดีว่าจริงๆแล้วใครได้รับประโยชน์) และกลุ่มโรงสี รวมถึงพ่อค้าข้าว มากกว่าที่จะตกถึงมือเกษตรกรส่วนใหญ่
เม็ดเงินนับแสนล้าน(ในโครงการจำนำข้าว) นั้น รัฐสามารถนำเอาทำโรงสีได้ทั้งประเทศให้กลุ่มเกษตรกร เพื่อแปรสภาพออกมาเป็นข้าวสารขายได้ด้วยซ้ำ แต่แน่ล่ะ การทำเรื่องแบบนี้เป็นของยากสำหรับสำหรับรัฐบาลไทย เพราะไปเกี่ยวข้องกับฐานการสนับสนุนทางการเมืองต่อพรรคการเมืองของกลุ่มผลประโยชน์ด้านค้าข้าว (ส่วนหนึ่งของกรณีนโยบายการส่งเสริมชาวนา รัฐไทยน่าจะดูตัวอย่างจากการดำเนินการด้านนโยบายด้านข้าวของรัฐบาลเวียดนาม ,ไม่ถึงขนาดต้องเอา “อย่าง”เวียดนาม แต่น่าจะเอา “เยี่ยง”เวียดนามมาใช้ได้)
สำหรับวิกฤติการเงินที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นนี้ ผมเชื่อว่า กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย(แบงก์ชาติ) น่าจะจับสัญญาณอะไรได้บางอย่างด้วยซ้ำ ต้องไม่ลืมว่าก่อนที่จะเกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในอเมริกาครั้งที่ผ่านมา ก็เนื่องด้วยสาเหตุจากการเล่นแร่แปรธาตุทางการเงินของฝ่ายธุรกิจและการควบคุมที่หละหลวมของฝ่ายรัฐอเมริกัน เวลานี้ประเทศไทยดูเหมือนจะเดินเข้าใกล้จุดสุกงอมของปัญหาดังกล่าว เพราะโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ไม่มีผลผลิตจริงในวงจรเศรษฐกิจ ขาดความเชื่อมโยงเชิงวงจรเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต่อเชื่อมกัน เช่น เรื่องของแรงงานในภาคการผลิตต่างๆ กับนโยบายด้านอุตสาหกรรม หรือกับนโยบายด้าน “เกษตรพาณิชย์” เป็นต้น
นอกเหนือไปราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ที่สมควรจะต้องเป็นไปตามกลไกการตลาด แต่ปรากฏว่า สินค้าบางรายการ เช่น สินค้าเกษตรมีราคาแพง เนื่องจากต้นทุนด้านแรงงานปรับสูงขึ้น ทำให้เกษตรกรอยู่กันอย่างลำบาก และต้องเลิกอาชีพไปในที่สุด ,สินค้าเกษตรที่ประชาชนมีความจำเป็นต้องบริโภคชนิดดังกล่าว ก็ต้องปรับราคาสูงขึ้น เนื่องจากต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศ เป็นเหตุให้ค่าครองชีพสูงขึ้น
ธนาคารพาณิชย์หลักๆของไทยส่วนใหญ่อาจได้รับผลกระทบจากผลของความล้มเหลวของเศรษฐกิจเชิงนโยบายการเงิน (เล่นแร่แปรธาตุ)น้อย เพราะรายได้จากแบงก์เหล่านี้มาจากการคิดกับค่าธรรมเนียมเอากับลูกค้าของแบงก์เหล่านั้นเอง ซึ่งเป็นรายได้ที่มั่นคงและแน่นอนกว่ารายได้ส่วนอื่น (เรื่องนี้แบงก์พาณิชย์ของไทยกระทำกันอย่างไม่ละอาย โดยแบงก์ชาติเองได้แต่มองดูตาปริบๆ) ยกเว้นบางสถาบันการเงินที่เน้นการปล่อยสินเชื่อด้านยานยนต์ หรือสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์มากเกินไป ที่จะมีความเสี่ยงสูง
3.การย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน , เวลานี้หลายกลุ่มธุรกิจการผลิตในเมืองไทยได้ย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน อย่างเช่น ลาว พม่า กัมพูชา เป็นต้น ตัวอย่างนี้สามารถเห็นได้จากการเตรียมรับมือกับสถานการณ์ของกลุ่มสหพัฒน์ ที่เริ่มผ่องถ่ายการผลิตบางส่วนออกไปยังพม่า เพราะไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนแรงงานในไทยได้อีกต่อไป บริษัทอื่นๆ ก็อยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกัน ซึ่งดูเหมือนชะตากรรมการผลิตสินค้าต่างๆในไทยเป็นเรื่องที่ยังมืดมนในอนาคต เพราะได้รับแรงกดดันถึง 2 ทาง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง(อีกเช่นเคย) ได้แต่มองดูตาปริบๆ
แรงกดดันทางแรก คือ เรื่องการเพิ่มขึ้นของต้นทุนด้านแรงาน ซึ่งเป็นที่ประจักษ์กันอยู่แล้วว่า ค่าแรงในเมืองไทยสูงกว่าค่าแรงในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะมีการเพิ่มขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำหรือไม่ก็ตาม เหตุผลส่วนหนึ่ง คือ ความต้องการแรงงานจำนวนมากของผู้ประกอบการเป็นเหตุให้ค่าแรงสูง และนำสู่ความล้มเหลวเชิงการแข่งขันด้านต้นทุนในที่สุด
แรงกดดันทางที่สอง คือ การระบายสินค้า(ตลาด)ของผู้ผลิตสินค้าถูกบีบและถูกจัดให้อยู่ในพื้นที่แคบลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ของโมเดิร์นเทรด(ที่ผูกขาดอยู่ในกี่เจ้า) โดยไม่ได้รับการเหลียวแลแก้ไขด้านกฎหมายเพื่อความเป็นธรรม(ด้านการค้าในประเทศ)จากรัฐบาล หรือรัฐสภาเลย และนับวันทางเลือกด้านตลาดของผู้ผลิตสินค้าเหล่านี้จะน้อยลงไปเรื่อยๆ หากไม่ได้รับการสนใจเหลียวแลจากรัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ธุรกิจเหล่านี้ก็จะถึงทางตัน และเป็นเหตุให้โมเดิร์นเทรด ซึ่งเป็นกลุ่มทุนเพียงไม่กี่กลุ่ม และเป็นกลุ่มการลงทุนจากต่างประเทศ ยึดครองตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค ก็จะนับเป็นการบั่นทอนกลไกการตลาดที่เคยทำงานให้ขาดสะบั้นลงในที่สุด
ขณะเดียวกันน่าสนใจว่า ระบบทุนเป็นใหญ่ โดยปราศจากการควบคุม(ด้านกฎหมาย)เพื่อความเป็นธรรมในการแข่งขัน กลับให้บริษัทการผลิตขนาดเล็กถึงขนาดกลางล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก โดยถูกกลุ่มทุนขนาดใหญ่เหล่านี้กินรวบและทุบทำลายทั้ง(ด้านกลยุทธ์)การลงทุน และ(ด้านกลยุทธ์)การตลาด ทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้ ทั้งยังปราศจากการเหลียวแล โดยเฉพาะจากภาครัฐที่ยังคงมุ่งนโยบายประชานิยมไม่เปลี่ยนแปลง
ผมไม่ได้ปฏิเสธ ประชานิยมครับ ในอเมริกาก็ยังมีประชานิยมกันเป็นเรื่องปกติ , ประชานิยมหลายบางเรื่องเป็นเรื่องดี ผลประโยชน์ตกถึงมือประชาชนโดยตรง แต่ประชานิยม ควรคำนึงวงจรด้านเศรษฐกิจให้ครบถ้วนและรัดกุม รวมทั้งคำนึงถึงความยุติธรรมในภาคเศรษฐกิจและภาคสังคมด้วย

แสดงความคิดเห็น

รับทำงานสารคดี ข่าว รายงาน

 

Image

รับทำ(เขียน)งานสารคดี , ข่าว , รายงาน และคอลัมน์ทั่วไป

โดย

พีร์  พงศ์พิพัฒนพันธุ์  และทีมงาน

(เช็ค : google search engine)

ติดต่อ

085 244 1332

ppongnv@gmail.com

แสดงความคิดเห็น

รับเขียนสารคดี ข่าว รายงานและคอลัมน์

รับทำ(เขียน)งานสารคดี , ข่าว , รายงาน และคอลัมน์ทั่วไป

โดย

พีร์  พงศ์พิพัฒนพันธุ์  และทีมงาน

(เช็ค : google search engine)

ติดต่อ

085 244 1332

ppongnv@gmail.com

แสดงความคิดเห็น

รับปรึกษาวิทยานิพนธ์และโปรเจคท์งาน

Image

รับปรึกษาวิทยานิพนธ์และโปรเจคท์งาน ด้านรัฐศาตร์ สังคมศาตร์ ปรัชญาและพุทธศาตร์

โดย พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์ และทีมงาน

(เช็ค : google search engine)

โทร 085 244 1332

ppongnv@gmail.com

แสดงความคิดเห็น

รับปรึกษาวิทยานิพนธ์และงานโครงการ(projects)

Image

รับปรึกษาวิทยานิพนธ์และโปรเจคท์งาน ด้านรัฐศาตร์ สังคมศาตร์ ปรัชญาและพุทธศาตร์

โดย พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์ (กูเกิล เสิร์ช เอ็นจิน)

โทร 085 244 1332

ppongnv@gmail.com

แสดงความคิดเห็น

รับปรึกษาวิทยานิพนธ์

รับปรึกษาวิทยานิพนธ์ สาขาปรัชญา พุทธศาตร์และสังคมศาตร์

ติดต่อ
พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์
085 244 1332

https://plus.google.com/117484025159949500036/about

แสดงความคิดเห็น

@tibet

@tibet

road to Mandala

แสดงความคิดเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.