หลังไชน่าทาวน์

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์

ปี 2002 ที่ลาสเวกัส หลังจากประสบการณ์ขับรถได้ปีหนึ่ง เป็นเรื่องที่ผมเชื่อเหลือเกินว่า เราไม่สามารถเลี่ยงได้กับคำถามเกี่ยวกับสำนักนางโลมในเมืองบาป ทำให้ผมนึกผู้หญิงจีน ผิวขาว ร่างเล็ก หุ่นเพรียว เธอชื่อ “มีมี่” ผมเจอเธอครั้งแรกที่บ่อนโลคอล “โกลด์โคสต์” (Local casino-Gold Coast) บนถนนเวสต์ฟลามิงโก (West Flamingo Road) ซึ่งเป็นบ่อนที่ตั้งอยู่ห่างจากย่านสทริพไม่มากนัก ค่าโดยสารแท็กซี่จากสทริพไปบ่อนแท่งนี้ในสมัยนั้นแค่ 5 เหรียญกว่าๆ

เพื่อนผมชี้ให้ดู มีมี่ ที่กำลังนั่งเคร่งเครียดกับการเล่นเกมที่โต๊ะไพ่เก้า ผมไม่เคยเห็นตัวจริงของเธอมาก่อน เพียงแต่ได้ยินชื่อมาจากเพื่อนผู้ขับรถด้วยกัน โดยเฉพาะเพื่อนชาวเอเชีย อย่าง คนจีน คนเวียดนาม คนลาว ฟิลิปินส์และแม้กระทั่งเพื่อนกลุ่มคนไทย

ตอนนั้น ผมเพียงได้เบอร์ มือถือของเธอมาจากเพื่อนร่วมอาชีพ ซึ่งเป็นนักขับกลางคืน แต่ก็ยังไม่เคยโทรหา เป็นเพราะยังไม่มีลูกค้าถามถึง..…
หลังจากนั้น เมื่อคุ้นเคยกับเธอมากขึ้น ผมมักได้ยินสำเนียงแปร่งๆห้วนๆแบบคนจีนพูดภาษาอังกฤษของเธอที่เวลารับโทรศัพท์ มักขึ้นต้นเสมอว่า “ไอ แอม เวรี่ บิสซี่” หรือ

“โอ.เค. ยู แคน คัม นาว”

มีมี่หมายถึงเด็กๆในคอนโทรลของเธอไม่ว่างหรือว่าง เพราะบางครั้งเธอมีเด็กแค่สามคน หรืออาจมากกว่านั้น อาจเป็นสี่หรือห้าคน แต่เผอิญพวกเธอติดแขกหมด เพราะธุรกิจที่มีมี่ทำนับว่าเป็นธุรกิจที่ออกจะยุ่งเกือบตลอด ซึ่งหมายถึงมันสามารถทำรายได้อย่างมหาศาลทีเดียว

ผมรู้ว่า ในช่วงค่ำคืน หรือแม้กระทั่งตอนกลางวัน เธอแทบไม่ว่างเลย เมื่อวันหนึ่งผมลองเข้าไปในห้องเล็กๆในบ้านแบบทาวน์เฮ้าส์ สองชั้น บนถนนอาร์วิลล์ ด้านหลังไชน่าทาวน์ลาสเวกัส มีมี่อยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนโซฟายาวสีเขียว ในห้องรับแขกเหมือนเด็กๆของเธอบางคนในกางเกงขาสั้นจู๋เสื้อสายเดี่ยวที่นั่งอยู่บนโซฟาอีกด้านในห้องเดียวกันนั้น ถัดเลยลึกเข้าไปเป็นห้องเล็กๆแบ่งซอยราวสามสี่ห้อง ผมเหลือบไปเห็นทีวีวงจรปิดวางอยู่ในมุมของห้องรับแขกด้วย ในช่วงตอนเดินออกจากทาวน์เฮ้าส์ หากสังเกตจะเห็นกล้องขนาดเล็กติดไว้ด้านเหนือประตูทางเข้า

ผมกับเพื่อนไปเยี่ยมมีมี่ครั้งแรก ในฐานะแห่งการดีลธุรกิจ เราต้องการรู้รายละเอียดสถานที่ตั้ง บรรยากาศ และดูหน้าตาของเด็กๆ เธอเชื้อเชิญให้ผมกับเพื่อนนั่งข้างๆ และต้อนรับเราด้วยเครื่องดื่มโซดา แต่ผมกับเพื่อนออกตัวขอเป็นน้ำเปล่าแทน

หญิงสาวเอเชียผมสองคน คิดว่า อาจเป็นคนจีน ไม่ก็เวียดนาม นั่งอยู่ที่โซฟาอีกด้านตรงข้ามกับโซฟาที่ผมกับเพื่อนและมีมี่นั่งอยู่ ดูท่าทางก็รู้ว่า พวกเธอกำลังคอยแขก ผมยังนึกว่า วันนั้นธุรกิจอาจไม่ค่อยดี มีมี่แทบไม่พูดอะไรกับเรามาก ผมเห็นเธอยุ่งกับการรับโทรศัพท์แทบตลอด คุยทั้งภาษาจีนและภาษอังกฤษ จนกระทั่งผมกับเพื่อนขอตัวกลับ ก่อนก้าวออกจากประตูไป เราบอกกับเธอว่า หากมีลูกค้าก็จะโทรหา

ต่อมาเมื่อผมกับมีมี่คุ้นเคยกันมากขึ้น เธอเล่าให้ฟังว่า เด็กของเธอสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปมา ในเมืองต่างๆ โดยเฉพาะเมืองใหญ่ ในแต่ละรัฐอย่าง นิวยอร์ค ชิคาโก ฮูสตัส ลอสแองเจลิส. ซานฟรานซิสโกผมถามถึงผู้หญิงไทยเธอบอกว่ามีเหมือนกัน เพียงแต่ในวันนั้นที่ไปเราไม่เจอหญิงไทยคนนี้ มีมี่บอกว่า เธอเดินทางไปทำงานในเมืองต่างรัฐ

มีมี่ให้คอมมิชชั่นกับคนขับแท็กซี่ อย่างต่ำ 50 เหรียญ ส่วนหากคนขับคนใดอยากได้มากกว่านี้ก็ไปบวกเพิ่มกับลูกค้า แล้วโทรไปหาเธอ บอกราคาที่คุยตกลงกับลูกค้าให้รู้ก่อน เมื่อลูกค้าไปถึงทาวน์เฮ้าส์ มีมี่ก็จะบอกราคาตรงกันกับที่คนขับแท็กซี่บอกลูกค้าไปในตอนแรก

มีมี่ให้หลักเกณฑ์กับพวกเราในการตั้งราคาค่าตัวไว้ว่า สำหรับลูกค้าฝรั่งหรือชาติที่ไม่ใช่เอเชียน อย่างต่ำราคา 180 เหรียญ แต่หากเป็นคนเอเชีย อย่างต่ำราคา 150 เหรียญ หมายถึงคนขับได้ 50 เหรียญแน่นอนไม่ว่าลูกค้าจะเป็นเชื้อชาติใด หากเป็นลูกค้าฝรั่ง ไม่ใช่เอเชียน หักแล้วมีมี่และเด็กๆจะได้ 130 เหรียญ แต่หากเป็นลูกค้าเอเชียน หักแล้วมีมี่และเด็กๆ ก็จะเหลือ 100 เหรียญ

แท็กซี่ชาวเอเชีย เพื่อนผมหลายคนไปตั้งราคากัน 200 ถึง 250 เหรียญ บางคนก็กดลูกค้าถึง 300 เหรียญ อย่างไรก็ตามพวกเขาต้องโทรบอกมีมี่ให้ทราบก่อนล่วงหน้า จะได้บอกราคาให้ตรงกัน

หลักการและวิธีการดีลธุรกิจพรรค์อย่างว่า ก็คือ คนขับยกสายโทรหามีมี่ต่อหน้าลูกค้า ซึ่งนั่งอยู่ในรถแท็กซี่ที่กำลังวิ่งนั้น แม้ในช่วงรถกำลังติด หรือขณะติดไฟแดง หลังจากที่คนขับเจรจาทำความตกลงราคาค่าตัวกับลูกค้าเสร็จแล้ว บอกราคาออกไป ก็เป็นอันรู้กันระหว่างคนขับกับเธอ หลังจากนั้นมีมี่จะพูดรับปากแทคแคร์ลูกค้าคนนั้น และรอจนแท็กซี่นำลูกค้าไปส่งที่ทาวน์เฮ้าท์ โคมเขียว หลังนั้น

พวกเราชาวแท็กซี่คนไทยเรียกทาวน์เฮ้าส์หลังนั้นว่า “บ้านโคมเขียว” เหมือนในนิยายจีนกำลังภายใน ผมว่า บ้านของมีมี่มีบรรยากาศออกไปทางนี้ เพราะเมื่อตกกลางคืนหลังสองทุ่มไปแล้ว หลังไชน่าทาวน์ลาสเวกัสซึ่งตั้งอยู่เลยออกไปจากย่านสทริพทางด้านตะวันตกราวไมล์กว่าๆค่อนข้างเงียบ

มีมี่เองต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง ในการทำธุรกิจประเภทนี้ในลาสเวกัส เพราะเป็นธุรกิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อาจถูกจับกุมและดำเนินคดีจากตำรวจได้ เธอวางคนดูแลไว้หน้าทาวน์เฮ้าส์ ซึ่งดูเหมือนบ้านพักอาศัยธรรมหลังหนึ่งเท่านั้น มีบางครั้งจะเห็นรถแท็กซี่ขับมาจอดข้างหน้าบ้านส่งแขก เธอจะมองผ่านกล้องทีวีวงจรปิดอยู่ข้างใน

ที่ลาสเวกัสการค้าบริการทางเพศเป็นธุรกิจผิดกฎหมาย แม้จะมีการทำธุรกิจประเภทนี้หลากหลายรูปแบบ บางครั้งตำรวจก็ส่งสายสืบไปล่อซื้อบริการก็มี

เธอย้ายสถานที่ทำธุรกิจมาหลายครั้งแล้วก่อนที่จะมาเปิดใหม่ที่ด้านหลังไชน่าทาวน์เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีมี่บอกกับผมว่าเธอไม่คิดว่า จะอยู่ในที่แห่งนี้ได้นานนัก ไม่นานก็ต้องย้ายออกไปเปิดที่อื่น ก่อนที่ตำรวจลาสเวกัสจะได้กลิ่น

เพื่อนผมบางคน ไปส่งลูกค้าให้กับเธออยู่เรื่อยๆ เพราะเขาคุยชักจูงลูกค้าเก่ง แต่สำหรับผมแล้วรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอย่างไรบอกไม่ถูก ทั้งที่นักเที่ยวหลายคนถามถึงเรื่องนี้ แต่ผมมักบอกพวกเขาให้ไปหาเอาในสทริพคลับมากกว่า เป็นการบอกแบบส่งเดช ซึ่งผมเองไม่ทราบเหมือนกันว่า จริงๆแล้วมันจะได้เรื่องหรือไม่ เพียงแต่นึกถึงครอบครัวเมียและลูกของพวกเขาที่บ้าน ลูกค้าบางคนก็อยู่ในสภาพเมามาย

เพื่อนชาวแท็กซี่หลายคนเปิดมิเตอร์รอที่หน้าบ้านมีมี่ก็มี ลูกค้าอาจใช้เวลาแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น บางคนมาทำธุรกิจในช่วงกลางวันเช้า บินกลับเย็น พวกเขาไม่มีเวลามากนัก แค่ 30 นาที ก็ถือว่านานไปด้วยซ้ำสำหรับนักธุรกิจอเมริกันพวกนี้

ผมรู้ว่า มีมี่มีรายได้จำนวนมากจากธุรกิจที่เธอทำ ผมมักเจอเธอตามบ่อนต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นบ่อนโลคอล รอบนอกสทริพ อย่างเช่น บ่อนโกลโคสต์ บ่อนออร์ลีนส์ (Orleans Casino) และบ่อนพาเลซ สเตชั่น (Palace Station Casino)

ความเป็นนักเล่นอย่างฉกาจฉกรรจ์ของมีมี่ ทำให้เธอเป็นที่รู้กันในบรรดาพวกนักเล่นขาประจำที่บ่อน รวมทั้งในบรรดาดีลเลอร์ที่แจกไพ่ในบ่อนที่เธอไปเล่น มีมี่เล่นเสียได้เสียต่อครั้งเป็นหมื่นเหรียญ

เหมือนกับคนเอเชียหลายคนที่อาศัยอยู่ในลาสเวกัส ที่ชอบเล่นการพนันเป็นชีวิตจิตใจ หลายคนทำงานมาเป็นสิบยี่สิบปี แต่ไม่มีรถขับไปทำงาน ต้องเดิน หรืออาศัยรถเมล์ ไม่ก็ปั่นจักรยานไปทำงานก็มี ผู้หญิงไทยบางคนสามีฝรั่งเสียชีวิต ทิ้งบ้านและทรัพย์สินไว้ให้จำนวนมาก แต่ก็ต้องต้องมลายหายไปไม่นานนัก เพราะชีวิตของพวกเธอไปผูกติดกับบ่อน

มีมี่อาจต่างจากนักเล่นหลายคน ตรงที่เธอมีรายได้เป็นกอบเป็นกำจากธุรกิจกามบันเทิง เงินเมื่อได้มาง่ายบางทีก็ไปง่ายเช่นเดียวกัน เธอเคยเล่าให้ผมฟังเหมือนกันถึงความเสียหายที่เกิดจากการพนัน แต่เธอก็ไม่ยอมหยุดที่จะเล่น เหมือนมันซึมเข้าเส้นเลือดไปแล้ว

ใครจะรู้ว่า ผู้หญิงเอเชียนร่างเล็ก วัยสามสิบเจ็ด ที่กำลังนั่งเล่นไพ่เก้า และเป็นลูกค้าประจำบ่อนโกลโคสต์ มีเบื้องหลังที่มามากมาย นับแต่เธอย้ายจากบ้านเกิดเมืองนอนในแถบชานเมืองเซี่ยงไฮ้ มาอเมริกานานหลายปีมาแล้ว

มีมี่เคยทำงานในบ่อนที่ลาสเวกัส แต่เธอไม่ชอบมันตรงที่มีเจ้านายคอยมาจู้จี้บงการ จึงเดินออกจากบ่อน อาศัยเพื่อนคนจีนที่อยู่ในวงการมาก่อน ต่อมาเธอก็กลายเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่เปิดธุรกิจลับที่ท้าทายต่อกฎหมายของคลาร์ค เคาน์ตี้ รัฐเนวาดา ผมเดาเอาว่า เธอต้องพัวพันกับธุรกิจกามบันเทิงก่อนที่จะเดินทางเข้ามาอเมริกา เพราะดูเธอช่ำชองในการทำธุรกิจประเภทนี้ ดูได้จากการมีสายสัมพันธ์ที่กว้างขวางในบรรดากลุ่มผู้หญิงประกอบอาชีพเหล่านี้ ในหลายๆเมืองที่หมุนเวียนไปมา โดยเฉพาะเมืองที่มีไชน่าทาวน์ คนจีนหรือคนเอเชียอาศัยอยู่มาก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเมืองใหญ่ทั้งฟากตะวันออกและตะวันตกของอเมริกา

ตอนหลังคนจีนหรือคนเอเชียจำนวนมากหันมาเปิดธุรกิจอาบอบนวดกัน เนื่องจากนักท่องเที่ยวอเมริกันนิยมนวดกันจนกลายเป็นแฟชั่น แต่นักเที่ยวเหล่านี้ ส่วนใหญ่มีทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องนวดในเชิงเซ็กส์ หรือเกี่ยวเนื่องกับการค้าบริการทางเพศ

คนขับรถแท็กซี่ที่ลาสเวกัส มักได้รับคำถามอยู่เสมอว่า ที่ไหนมี แฮปปี้แอนดิ้ง บ้าง ซึ่งในความหมายที่แท้จริงแล้ว อาจไม่จบลงที่การมีเซ็กส์ก็ได้ แต่พวกนักเที่ยวหมายถึงองค์ประกอบแห่งอรรถรสทางเพศด้านอื่น ๆซึ่งสถานอาบอบนวดบางแห่งมีบริการด้านนี้อยู่จริง
ที่ไชน่าทาวน์ และรอบเมืองลาสเวกัส การแข่งขันของธุรกิจอาบอบนวดเป็นไปอย่างเข้มข้น มีสถานบริการนวดหลายประเภท ทั้งแบบญี่ปุ่น แบบจีน หรือกระทั่งแบบไทย รวมทั้งทำเป็นแบบสปาก็มี

ภายใต้การแข่งขันที่รุนแรงดังกล่าว ทำให้คนขับแท็กซี่หรือลีโมซีน ได้รับประโยชน์อีกเช่นเคย พวกเขาได้รับค่าคอมมิชชั่น ต่อหัวลูกค้า โดยเฉลี่ยตกอยู่ราว 20 เหรียญต่อการนำไปลูกค้าไปให้ร้าน 1 คน บางร้านให้มากถึง 30 เหรียญต่อหัว ค่าคอมมิชชั่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆนับแต่ช่วง 6 ถึง 7 ปีที่ผ่านมา ที่อยู่ที่ 5 เหรียญต่อหัว ต่อมาเพิ่มเป็น 10 ,15 , 20 กระทั่งเป็น 25 หรือ 30 เหรียญ แสดงให้เห็นถึงการแข่งขันเพื่อหวังดึงลูกค้าเข้าร้านที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับราคาค่านวด แต่ละร้านนวดจะชาร์จลูกค้าไม่เท่ากัน เมื่อปี 2007 ค่านวดต่อชั่วโมงของบรรดาร้านนวดในลาสเวกัส การคิดราคาขึ้นอยู่กับประเภทและระยะเวลาของการนวด อย่างเช่น การนวดเพื่อผ่อนคลายธรรมดาทั่วไปโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 50 เหรียญต่อครึ่งชั่วโมง หรือ 70 เหรียญ ต่อชั่วโมง แต่หากเป็นการนวดแบบไทย ราคาอาจสูงกว่าการนวดแบบทั่วไป ร้านมาตรฐานอย่าง พรินเซส มาสสาจ (Princes Massage) บนถนนพาราไดซ์ ไม่ไกลจากโรงแรมสตราโตสเฟียร์ ชาร์จลูกค้า 150 เหรียญ ต่อการนวดชั่วโมงครึ่ง สำหรับการนวดเท้าก็เรียกเก็บแพงมากพอๆกับนวดแผนไทย

เพื่อนคนไทยของผมผู้เปิดร้านนวดแบบนวดจริงๆ ต้องคอยตอบคำถามของลูกค้าหรือแขกกันบ่อยครั้งกรณี “แฮปปี้แอนดิ้ง” ภาพลักษณ์การนวดไม่ว่าที่ใดในอเมริกา ในความคิดของนักเที่ยว ก่อให้เกิดจิตนาการที่ลึกซึ้งด้านกามบันเทิง หากเป็นนวดไทย ภาพเก็บตกของนวดไทย “แบบฉบับพัทยา และป่าตอง” ยังคงค้างอยู่ในหัวของนักเที่ยวอเมริกันที่เคยไปเยือนสถานที่ทั้งสองแห่งนี้

ไม่แปลกที่พวกที่ต้องการนวดเหล่านี้ ถามหาหมอนวดที่เป็นผู้หญิง หมอนวดผู้ชายมักขายไม่ออก

เรื่องนี้สร้างความอึดอัดใจ โดยเฉพาะหมอนวดหญิงที่ต้องการทำแบบมืออาชีพ ในแบบฉบับอายุรเวช บางครั้งถูกลูกค้าชายลวนลามก็มี บ้างก็แสดงท่าทางวิตถารให้หมอนวดดู

อย่างไรก็ตามกลิ่นหอมของธุรกิจนวด ยังคงกำจายออกไปมากขึ้น แต่ละปีที่ลาสเวกัส มีการเปิดธุรกิจนวดเพิ่มขึ้นจำนวนมาก อเมริกันขี้เมื่อยผู้มาร่วมงานประชุม (Convention) หลายคนชะแว้บไปผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่เครียดเกร็งที่ร้านนวด ก่อนที่จะเข้าไปทำงานในคอนเวนชั่นต่อ เพราะร้านนวดอยู่ไม่ไกลจากศูนย์การประชุมมากนัก แค่ราวๆหนึ่งไมล์แค่นั้น

คาดกันว่า ร้านนวดในรูปแบบที่หลากหลาย เฉพาะในเขตคลาร์คเค้าน์ตี้นั้น มีอยู่จำนวนหลายร้อยแห่ง ผมคิดว่า หากจะจัดโชว์ หรืองานประชุมเกี่ยวกับนวดยังได้เลย อาจเรียกว่า “Massage Convention” หรือ “Massage Show” หรือโชว์เกี่ยวกับนวด ในลาสเวกัสยังไม่มีโชว์ประเภทนี้ ทั้งนับวันธุรกิจนวดจะโตมากขึ้น แม้ความจริงแล้วในส่วนของไทยเราเอง นวดแผนไทยก็สามารถโชว์กับต่างชาติได้ เหมือนกับที่ฝรั่งหลายคนรู้จักนวดวัดโพธิ์กันอยู่แล้ว

บางทีไม่แน่เร็วๆนี้ ผมอาจเห็นการจัด Massage Show ที่คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ ลาสเวกัส โชว์ดังกล่าวที่เมืองนี้ ย่อมเป็นงานโชว์ในระดับโลก แล้วเราจะได้เห็นการเติบโตของธุรกิจประเภทนี้ หรือกระทั่งธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจนวด เช่น การขายอุปกรณ์การนวด หรือการใช้เทคโนโลยีช่วยในการนวด อาจเรียกว่า ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการนวด ซึ่งปัจจุบัน ผลิตออกมาจำหน่ายเป็นจำนวนมาก

ธุรกิจของมีมี่ดูเหมือนจะเลยไกลไปจากการนวด ช่วงพักหลังนับแต่ปลายปี 2005 เป็นต้นมา เมื่อผมเลิกทำงานในรอบกลางคืน ทำให้ไม่ค่อยได้เจอหรือโทรหาเธอมากนัก จนห่างเหินกันออกไป ในรอบกลางวัน ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีนักเที่ยวที่อยาก แสวงหาประสบการณ์เชิงลึกในลาสเวกัสมากนัก

ในช่วงตั้งแต่ต้นปี 2005 ผมได้ข่าวตำรวจลาสเวกัสหรือกระทั่งหน่วยงานกลางอย่างเอฟบีไอกวาดจับร้านกามบันเทิงที่บ้างเป็นซ่อง บ้างเปิดเป็นร้านนวดบังหน้าอยู่เนืองๆ จากปากคำของเพื่อนผู้ขับรถรอบกลางคืน แต่ไม่เคยได้ยินว่า มีมี่โดนจับ

ผมพยายามทำเป็นไม่สนใจทุกอย่างที่เกี่ยวข้องหรือดีลกับลูกค้าประเภทที่ต้องการพาไปสถานที่เที่ยวประเภทนี้ เมื่อลูกค้าถามก็ตอบว่าไม่รู้ หรือบอกราคาให้สูงเข้าไว้ ประกอบกับคนโดยสารในรอบการทำงานกลางวัน ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเอาจริงเอาจังกับเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว คือ เพียงสักแต่เพียงถาม พอเอาเข้าจริงๆ แล้วก็ไม่กล้า หรือบอกว่าราคาที่บอกนั้นแพงไปบ้าง

สำหรับการดำเนินธุรกิจของมีมี่ ในความเป็นจริงแล้ว ถือว่า ราคาถูกที่สุด หากเทียบกับการเรียกผู้หญิงมาบริการบันเทิงในห้องที่โรงแรม หรือที่เรียกกันว่า ไพรเวท เอ็นเตอร์เทนเนอร์ (Private Entertainers) เพราะไม่ทันที่ผู้หญิงจะถึงห้องคนโทรเรียกใช้บริการก็โดนชาร์จแล้ว ประมาณ 150 เหรียญ ไม่ว่าจะมีกิจกรรมทางเพศหรือไม่ก็ตาม

พวกลูกค้ากลางคืนที่ถูกส่งไปหามีมี่ บางทีโดนน้ำเมาพาไป มีหลายรายเหมือนที่กันตั้งใจมาตั้งแต่แรกก่อนมาถึงลาสเวกัสเสียด้วยซ้ำ

ต่อมาผมทราบข่าวว่า หลังจากช่วงที่ตำรวจออกกวาดล้างจับกุมสถานประกอบการขายบริการทางเพศในปี 2006 มีมี่ย้ายธุรกิจจากทาวน์เฮ้าส์หลังเดิม ไปเช่าโรงแรมใหญ่ขนาดกลางเป็นสถานที่ทำงาน เธอเปลี่ยนโรงแรมเกือบทุกสัปดาห์

ก่อนหน้านั้น เป็นช่วงที่หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นลาสเวกัสประโคมข่าว ความไม่จริงจังของตำรวจในการปราบปรามโสเภณี โดยเฉพาะการปล่อยให้ผู้ซื้อบริการลอยนวล

เพื่อนๆผู้ขับรถรอบกลางคืนเล่าให้ฟังว่า แทบไม่มีร้านเอเชียนที่ทำธุรกิจใต้ดินดังกล่าวเหลืออยู่เลย บางร้านโดนตำรวจจู่โจมจับก็มี

มีมี่ย้ายสำนักงานของเธอ เปลี่ยนไปเรื่อยๆในหลายโรงแรมท้องถิ่นที่เธอได้ดีลห้องพักฟรี จากการเล่นพนันที่บ่อนแห่งนั้นอยู่บ่อยๆ เธอบ่นกับเพื่อนผมว่า การทำมากินชักฝืด ลำบากมากขึ้น แทบกระดิกตัวทำอะไรไม่ได้เลย

นานแล้วที่ผมไม่ได้เจอมีมี่ ในห้วงคำนึงบางครั้งผมยังอดนึกถึงผู้หญิงเอเชียน ผิวขาว ร่างเล็ก พูดจาห้วนๆ ตรงไปตรงมา นั่งไขว่ห้าง เอนตัว บนโซฟาตัวยาวสีเขียว ในบ้านแบบทาวน์เฮ้าส์ ค่ำคืนหนาวเยือกในเดือนธันวาและมกรา ขณะที่ย่านเวกัสสทริพเต็มไปด้วยการพนันและปาร์ตี้พลุกพล่าน
ทาวน์เฮ้าส์ของมีมี่กลับมีบรรยากาศเงียบสงบ
คล้ายไม่มีกิจกรรมใดๆเกิดขึ้น…

  1. ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: