พุทธรัฐแบบไทยกับประชาธิปไตยสากล

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์

ดูข่าวในเมืองไทยว่าด้วยปัญหาการเมืองกับศาสนาในช่วงนี้แล้วทำให้เห็นว่า ศาสนากับการเมืองในเมืองไทยนั้นแยกกันไม่ออก ต่างสัมพันธ์เชิงเอื้อผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน
ในแง่ความเป็นอยู่ของพระสงฆ์ซึ่งเป็นบุคคลสัญลักษณ์เชิงพุทธเอง พระสงฆ์ต้องอยู่ภายใต้กติกาถึง 3 ชั้น ชั้นแรก คือ พระสงฆ์ต้องอยู่ภายใต้พระวินัยในพุทธศาสนา ชั้นที่สอง คือ พระสงฆ์ต้องอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.สงฆ์ฉบับ พ.ศ. 2505 แก้ไข พ.ศ. 2535 และชั้นที่ 3 พระสงฆ์ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายบ้านเมืองเหมือนพลเมืองไทยโดยทั่วไป
สิ่งที่แสดงให้เห็นว่าพระสงฆ์ซึ่งเป็นบุคคลสัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนาเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างชัดเจนคือ กระบวนการในชั้นที่สอง พระสงฆ์ไทยต้องอยู่ภายใต้กฎหมายสงฆ์ที่แสดงให้เห็นบทบาทของรัฐที่เข้ามากำกับดูแลกิจการพระพุทธศาสนาในประเทศไทย โดยมีองค์กรศูนย์กลางของศาสนาพุทธแบบทางการคือ มหาเถรสมาคม (มส.) และหน่วยงานของรัฐที่เพิ่งจัดตั้งมาได้ไม่กี่ปี คือ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) อีกหน่วยงานหนึ่ง
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าศาสนาพุทธในเมืองไทยแยกไม่ออกจากการเมือง ด้วยเหตุที่มีอำนาจรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งมองอีกทีการเข้ามาเกี่ยวข้องของอำนาจรัฐดังกล่าว เป็นผลดีกับพุทธศาสนาทั้งในแง่บุคคลและการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนแต่ในขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งจารีตความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับการเมืองตามแบบฉบับของไทยดังกล่าวก่อให้เกิดความสุ่มเสี่ยงในแง่ของความขัดแย้งทางด้านความเชื่อทางศาสนาแม้แต่คนในศาสนาพุทธเดียวกันนั่นแหละ โดยเฉพาะในกลุ่มที่คิดว่าศาสนาพุทธแบบทางการคืออำนาจ และมีอำนาจที่จะกำหนดความเชื่อความศรัทธาของศาสนิกซึ่งก็คือชาวพุทธได้ ทั้งที่แนวความคิดดังกล่าวเป็นแนวความคิดที่ล้าสมัยเต็มทีในยุคโลกาภิวัตน์ ที่การนับถือศาสนาของผู้คนมีลักษณะของความเป็นปัจเจกมากยิ่งขึ้น คือ ต่างคนต่างนับถือศาสนาตามเหตุผลและความเชื่อของแต่ละคน มากกว่าการชี้นำโดยรัฐหรืออำนาจรัฐ หรืออำนาจทางการเมืองแบบศูนย์กลางอย่างที่เคยเป็นมา
นัยยะดังกล่าวแสดงให้เห็นลักษณะของความเป็นไปของศาสนาและศาสนิกที่กำลังเป็นไปในโลก 2 ประการ ประการแรก คือ ความมีอิสระที่จะเชื่อหรือนับถือในศาสนาที่ตนศรัทธา ประการที่สอง คือ การปรับตัวของระบบความเป็นอยู่ของศาสนาและศาสนิกเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยที่เป็นกระแสโลก คือ ผู้คนเลือกเชื่อ นับถือในสิ่งที่ตนเห็นอยากเชื่อหรืออยากนับถือโดยไม่ก่อความเดือดร้อนให้กับคนอื่น รวมถึงการที่ไม่นับถือศาสนาอะไรเลยก็เป็นทางเลือกของคนจำนวนมากภายใต้กระบวนทัศน์ประชาธิปไตยปัจจุบัน

ความเป็นไปของการนับถือศาสนาทั้ง 2 ประการ กำลังบอกว่าอำนาจรัฐที่จะเข้าไปควบคุมดูแลศาสนาที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ (การเมือง) กับศาสนาในเมืองไทยกำลังน้อยลง หน่วยงานทางการที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของพุทธศาสนามีกิจการศาสนาที่ต้องดูแลในมือน้อยลงเรื่อยๆ ขณะที่ความหลากหลายของศรัทธาต่อศาสนาในรูปแบบทั้งเก่าและใหม่ของศาสนิกกลับเพิ่มมากขึ้น ดังกรณีของสันติอโศกที่แม้ออกไปจากพุทธศาสนาแบบทางการแล้วหากยังรักษาฐานของศาสนิกผู้ศรัทธาเอาไว้ได้อย่างแน่นแฟ้น แถมศาสนิกอาจยังกลับเพิ่มพูนมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ
มองในแง่นี้เท่ากับศาสนาพุทธแบบทางการที่เห็นเด่นชัดมากที่สุด (เนื่องจากความเป็นทางการนั่นเอง) ถูกจำกัดอยู่แค่นิยาม “พุทธรัฐ” เท่านั้น รวมถึงการตีความพระไตรปิฎกบนความเป็นทางการ ในขณะที่ยังมีกลุ่มพุทธศาสนิกอื่นตีความออกไปอีกหลากหลาย ดังการตีความเพื่อหาเหตุผลของความจำเป็นที่ภิกษุณีต้องเป็นบุคคลทางศาสนาแบบเดียวกับภิกษุ ซึ่งเหตุผลดังกล่าวไม่ได้รับการยอมรับจากฝ่ายพุทธแบบทางการในเมืองไทย หากในที่สุดแล้วผู้นำภิกษุณีบางกลุ่ม เช่น กลุ่มของภิกษุณีธัมมนันทาหรือกลุ่มอื่นๆ ก็ยังคงดำรงสภาพความเป็นนักบวชหญิงในพุทธศาสนาอยู่ได้อย่างที่เป็น ยกเว้นแต่ความสัมพันธ์ระหว่างสถานภาพภิกษุณีกับกฎหมายรัฐ โดยถึงแม้ข้อเรียกร้องของภิกษุณีและผู้ที่เห็นด้วยในแนวทางเดียวกันนี้จะไม่ประสบความสำเร็จก็ตาม แต่ในการลงหลักปักฐานของบรรพชิตชาวพุทธเพศหญิงในเมืองไทยนั้นต้องนับว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี
เรื่องนี้ทำให้ต้องแปลกใจในความโอละพ่อของปัญญาชนผู้เรียกร้องบางคน รวมถึงนักสตรีนิยม ที่มิใช่ภิกษุณีที่พยายามเรียกร้องให้สถานภาพของภิกษุณีกลับไปผูกแขวนอยู่กับ (อำนาจ) รัฐด้วยเหตุผลเพื่อสิทธิประโยชน์ความเท่าเทียมกับภิกษุในแง่กฎหมาย (ซึ่งตอนนี้แทบไม่เหลืออะไรมากไปกว่าการนั่งรถเมล์หรือรถโดยสารสาธารณะบางจำพวก ฟรี) ทั้งๆ ที่ผู้เรียกร้องเหล่านี้ต่างก็อ้างตนว่าเป็นเสรีชนและต้องการให้ศาสนาแยกออกจากรัฐ ซึ่งหากมองจากความจริงเชิงพัฒนาการของพุทธศาสนาของโลกตะวันตกทั้งยุโรปและอเมริกาก็จะเห็นได้ว่า รัฐประชาธิปไตยตะวันตกไม่ได้ค้ำจุนศาสนา มีการแยกความเชื่อ และกิจการศาสนาออกจากรัฐ (การเมือง) ปล่อยให้ศาสนาเป็นไปตามเชื่อความศรัทธาของศาสนิกของศาสนานั้นๆ รัฐประชาธิปไตยในโลกตะวันตกถือว่าการเมืองกับศาสนาเป็นคนละเรื่องกัน ดังนั้นการที่ศาสนาจะอยู่ในโลกตะวันตกได้ก็เพราะความศรัทธาหรือพลังของศาสนิกของศาสนานั้นๆ จริงๆ มิใช่การค้ำจุนของรัฐ
ในส่วนของเมืองไทยนั้น ความกังวล (ซึ่งที่จริงแล้วผู้ที่กังวลส่วนใหญ่ก็คือฝ่ายพุทธแบบทางการ) ส่วนหนึ่งพุ่งไปการตีความพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ว่าอาจคลาดเคลื่อนไม่ตรงตามพุทธประสงค์ แต่หากกลับไปศึกษาดูถึงพัฒนาการของพุทธศาสนาก็จะเห็นว่าระยะเวลาผ่านมา 2500 กว่าปีนั้นคำสอนของพุทธศาสนาถูกตีความมาตลอดจากรุ่นสู่รุ่น แตกแขนงออกเป็นนิกายต่างๆ มากมาย อย่างน้อยที่เห็นอย่างชัดเจน คือ นิกายเถรวาทกับนิกายมหายานซึ่งมีการตีความคำสอนแตกต่างกัน แม้ทั้ง 2 นิกายจะมีเป้าหมายเดียวกัน แต่ในเชิงอุดมการณ์การใช้ชีวิตกลับแตกต่างกัน พุทธเถรวาทนั้นให้ภาพเป้าหมายเชิงปัจเจก ขณะที่พุทธมหายานให้ภาพเป้าหมายเชิงส่วนรวม (ตามอุดมการณ์โพธิสัตว์)
การปรับเปลี่ยนความคิดต่อการแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนาจึงเป็นหลักใหญ่ใจความสำคัญเพื่อพลิกพุทธศาสนาให้กลับมาเป็นที่พึ่งของตนเองจริงๆ ซึ่งหากเป็นไปตามเงื่อนไขทางด้านกฎหมายของไทยในปัจจุบันก็จะเห็นว่า รัฐศาสนาหรือพุทธแบบทางการนั้นน่าจะคลายความสำคัญลง จากความหลากหลายของศรัทธาในบรรดาชาวพุทธด้วยกัน โดยเฉพาะหากรัฐไทยโน้มไปแนวทางประชาธิปไตยกระแสความเป็นไปดังกล่าวก็จะชัดเจนมากขึ้น แต่แม้เป็นรัฐที่ปกครองแบบตรงกันข้ามก็ใช่ว่าจะสามารถยับยั้งกระแสนี้ได้
เพราะการใช้อำนาจรัฐผ่าน “ศีลธรรมแบบรัฐ” เป็นตัวควบคุมพลเมืองยิ่งทำให้ศรัทธาของพลเมืองต่อศีลธรรม (ศาสนา) แบบทางการลดน้อยลงไป แม้แต่ก่อให้เกิดการขัดขืน ซึ่งวิธีการดังกล่าวเท่ากับทำให้รัฐกลายเป็นรัฐศาสนาแบบเต็มตัวมากขึ้น ทั้งในความเป็นจริงแล้วการสถาปนารัฐศีลธรรมหรือรัฐศาสนาก่อให้เกิดผลกระทบเชิงความขัดแย้งมากมายดังที่เคยเกิดเหตุการณ์สำคัญทางศาสนาในยุโรปสมัยกลาง เพราะอย่างที่บอก ศีลธรรมหรือศาสนาจะอยู่ได้หรือคนจะปฏิบัติตามนั้น ขึ้นกับแรงศรัทธาของชาวบ้าน การออกบังคับทางด้านศีลธรรมจึงทำให้รัฐกลายเป็นรัฐล้มเหลวมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ผลกระทบของการเป็นรัฐศีลธรรมแบบทางการ (รัฐศาสนา) ที่มีการใช้แนวทางของศีลธรรมแบบทางการเพียงอย่างเดียว จะเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ภาพการเคลื่อนย้ายพุทธศาสนาไปยังประเทศที่มีสภาพเหมาะกับการเติบโตของพุทธศาสนาชัดเจนมากขึ้น ดังสภาพการเติบโตของพุทธศาสนาและพุทธศาสนิกในโลกตะวันตก โดยเฉพาะในอเมริกาท่ามกลางกระแสประชาธิปไตยจนถึงทุกวันนี้ จนถึงกับมีมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาพุทธศาสนาเกิดขึ้นในประเทศนี้จำนวนมาก
สาพการนับถือพุทธศาสนาในสมัยกษัตริย์อโศกกับการนับถือพุทธศาสนาในสมัยปัจจุบันและในอนาคตย่อมต่างกัน หากที่เหมือนกันคือ การตีความคำสอนและการปรับตัวให้เข้ากับกระแสสังคมและสิ่งแวดล้อมอันเป็นเหตุให้พุทธศาสนาอยู่มาจนถึงทุกวันนี้และในอนาคต

ใส่ความเห็น

สำนึกยุติธรรมของพลเมือง

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์
ธอมัส เจฟเฟอร์สัน เคยกล่าวไว้นานแล้วว่า ความยุติธรรมย่อมเกิดจากสำนึกในเรื่องความยุติธรรมของผู้ที่ต้องการความยุติธรรม (It is reasonable that everyone who asks justice should do justice.) อีกนัยหนึ่งก็คือเมื่อต้องการความยุติธรรมให้กับตนเองหรือสังคม ตัวผู้ต้องการความยุติธรรมก็ต้องเป็นผู้ที่รักความยุติธรรมด้วยเช่นกัน ซึ่งเรื่องนี้ตรงกับหลักการของชาวพุทธที่ว่า สัตว์ทุกชนิดรักชีวิตของมันเช่นเดียวกับคน เมื่อรู้อย่างนี้แล้วจึงไม่ควรไปเบียดเบียนทำร้ายสัตว์ต่างๆ ความยุติธรรมก็เช่นเดียวกัน เมื่อตนเองต้องการความยุติธรรมก็แสดงว่าคนอื่นก็ต้องการความยุติธรรมเช่นเดียวกัน และผลจากการที่สังคมมีความยุติธรรมเป็นไปตามที่ Ralph Nader นักการเมืองอเมริกันเคยกล่าวไว้ว่า เพียงแค่มีความยุติธรรมในสังคมเท่านั้น อำนาจรัฐก็แทบหมดไปเกือบสิ้นเชิง

ผู้ที่มองความยุติธรรมที่สัมพันธ์กับมนุษย์ในเชิงบวก คือ เพลโต้ เขาบอกว่าความยุติธรรมเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตของพลเมืองของรัฐ เพลโต้ให้น้ำหนักความเชื่อมั่นต่อจิตสำนึกของมนุษย์ และเชื่อว่าอย่างไรเสียหากไม่มีผลประโยชน์เข้ามาพัวพันกับตัวของมนุษย์ ปล่อยให้สามัญสำนึกของมนุษย์ทำงานก็เชื่อว่ามนุษย์ส่วนใหญ่ย่อมมีความยุติธรรม ไม่ทรยศต่อจิตสำนึกเรื่องความยุติธรรม แต่ที่สังคมมนุษย์กำลังวุ่นในด้านต่างๆ ตอนนี้ เพราะมนุษย์เข้าไปยุ่งเกี่ยวและมีส่วนได้เสียกับผลประโยชน์ต่างๆ ไม่มากก็น้อย จนทำให้มนุษย์สูญเสียความยุติธรรมไปไปจากใจของพวกเขาไป
เพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับทุกคนหรือทุกฝ่าย มนุษย์ได้พยายามกำหนดกติกา หรือที่เรารู้จักกันก็คือ การสร้างกฎหมายขึ้นมาเพื่อใช้บังคับกับแทบทุกคนในสังคม แต่ในการสร้างกฎหมายหรือข้อบัญญัติของการอยู่ร่วมกันเพื่อให้สังคมเกิดความยุติธรรมมากขึ้นนั้น
Marcus Tullius Cicero ปราชญ์ชาวโรมันบอกว่า ยิ่งมีกฎหมายมากขึ้นเท่าใด ความยุติธรรมก็มีน้อยลงเท่านั้น ซึ่งหมายความว่ากฎหมายเป็นตัวการป่วนความยุติธรรม โดยเฉพาะความยุติธรรมที่มีอยู่ในสำนึกตามธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ ส่วนหนึ่งเพราะกฎหมายเกิดจากความต้องการผูกมัดมนุษย์ไว้ในข้อกติกาเดียวกัน อีกส่วนหนึ่ง เพราะกฎหมายอาจถูกร่างขึ้นโดยไม่เป็นไปตามเจตจำนงของคนหมู่มาก อาจร่างโดยคนกลุ่มหนึ่งของสังคม (รัฐ) เช่น โดยกลุ่มชนชั้นนำในสังคม (elite) เป็นต้น
ที่จริงในมุมมองของปราชญ์ในอดีตนับแต่สมัยกรีก โรมัน เป็นต้นมา พวกเขามีความคิดก้าวหน้ามาก่อนยุโรปสมัยใหม่เสียด้วยซ้ำ ความตกผลึกทางความคิดคือการแสดงให้เห็นถึงหัวก้าวหน้าของพวกเขา ซึ่งเมื่อใคร่ครวญอย่างถึงที่สุดแล้วย่อมนำไปสู่เป้าหมาย ได้แก่ การปลดปล่อยมนุษย์ออกจากพันธนาการต่างๆ ซึ่งกฎหมายก็คือพันธนาการของสังคมมนุษย์อย่างหนึ่ง
ในความเป็นจริงแล้ว ปราชญ์แทบทุกคนตระหนักว่า สังคมของมนุษย์จะอยู่ร่วมกันได้ ก็ด้วยพันธะสัญญาหรือกติกากลางซึ่งก็คือกฎหมายที่ใช้กับมนุษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน และปัญหาที่เกิดจากการใช้กฎหมายที่สำคัญมากที่สุดคือ ความยุติธรรมหรือความเป็นธรรมในการใช้กฎหมาย

สิ่งตรงข้ามกับความยุติธรรมคือ ความอยุติธรรม ที่เชื่อมโยงกับผลประโยชน์หรือความสมปรารถนาของมนุษย์ แม้มีกติกากลางอยู่ก็ตามแต่เมื่อมีผลประโยชน์เชิงปัจเจกและเชิงกลุ่ม ก็ทำให้การใช้กฎหมายเกิดการเบี่ยงเบนไปตามเจตนาแห่งผลประโยชน์นั้นได้ ยิ่งผู้มีอำนาจในการใช้กฎหมายด้วยแล้ว

สังคมมนุษย์ในสมัยใหม่จึงวางกติกาเพื่อให้เกิดความสมดุลของผลประโยชน์ฝ่ายต่างๆ เริ่มตั้งแต่สังคมขนาดใหญ่อย่าง “รัฐ” หรือแม้กระทั่งในยุคโลกาภิวัตน์ คือ “โลก” ก็มีทีท่าที่แสดงให้เห็นถึงความยุติธรรมในแง่ของการสร้างกลไกความสมดุลเรื่องการอยู่ร่วมกันของประชาชาติ ซึ่งในสังคมขนาดใหญ่ดังกล่าว ความยุติธรรมได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นและกลายเป็นกระแสโลก มิใช่ว่าประเทศใดจะละเมิดความยุติธรรมตามอำเภอใจอะไรง่ายๆ แม้แต่ประเทศมหาอำนาจ เช่น อเมริกาเองก็ได้พยายามส่งเสริมและกระตุ้นในเรื่องความยุติธรรมต่อนานาชาติ แม้บางประเทศจะไม่ยอมรับมาตรฐานความยุติธรรมตามแบบอเมริกันก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับว่าอเมริกันเองได้สร้างมาตรฐานความยุติธรรมให้กลายเป็นกระแสวัฒนธรรมร่วมสมัย นั่นก็คือ สำนึกความยุติธรรมสากลในกระแสโลกาภิวัตน์ เป็นไปตามที่เพลโต้ได้กล่าวไว้เมื่อนานหลายปีมาแล้ว
รัฐธรรมนูญอเมริกันและรัฐธรรมนูญของประเทศในยุโรปบางประเทศ คือสิ่งยืนยันถึงการให้ความเชื่อมั่นของสำนึกความยุติธรรมของมนุษย์ เพราะไม่พยายามรายละเอียดหยุมหยิมใส่ไว้ในกฎหมายของประเทศ แต่ได้เว้นช่องว่าง “ในการตีความความตรงกันเรื่องจิตสำนึกยุติธรรม” ของพลเมืองเอาไว้ หมายความว่า รัฐธรรมนูญนั้นไม่ต้องลงรายละเอียดการบังคับให้ทำและการห้ามไม่ให้ทำมากเกินไป เพราะการลงรายละเอียดดังกล่าวย่อมหมายถึงการเข้าไปใช้ความคิดของผู้ร่างหรือผู้จัดการให้มีการรัฐธรรมนูญฉบับนั้นๆ กำกับพลเมืองผ่านกฎหมายสูงสุด โดยไม่เปิดช่องว่างให้สำนึกยุติธรรมของพลเมืองได้ทำงานอย่างตรงไปตรง ซึ่งหากมองอีกด้านก็จะเห็นว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญในแบบดังกล่าวไม่เชื่อในสำนึกความยุติธรรมของพลเมือง หรืออาจเป็นได้ว่าพลเมืองของรัฐนั้นๆ มีวัฒนธรรมของความไร้สำนึกด้านความยุติธรรม
ที่จริงการวางบทบัญญัติหรือกฎหมายรัฐธรรมนูญละเอียดมากขึ้นเพียงใดก็สะท้อนถึงการสกัดกั้นการแสดงออกเชิงพฤติกรรมที่เกิดจากจิตสำนึก เพราะยิ่งปกคลุมด้วยตาข่ายกฎหมายถี่มากขึ้นเท่าใด สำนึกในความเป็นตัวของตัวเองในสถานะความเป็นมนุษย์ย่อมน้อยลงเท่านั้น นอกเหนือไปจากลักษณะของความเป็น “รัฐอำนาจนิยม” จะยิ่งเด่นชัดมากขึ้น

ข้อที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งของวัฒนธรรมปฏิเสธสำนึกความยุติธรรมก็คือ ในรัฐนั้นๆ มักสถาปนาผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ให้เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในด้านต่างๆ เช่น ในด้านกฎหมายก็มีการสถาปนาผู้พิพากษา หรือนิติกร (หรือเนติบริกร) ขึ้นเป็นองค์อธิปัตย์ทางด้านกฎหมาย ทั้งนี้เพราะบุคคลผู้มีอำนาจในรัฐที่มีวัฒนธรรมดังกล่าวไม่เชื่อว่าสำนึกของพลเมืองทั่วไปในเรื่องความยุติธรรมจะเป็นสิ่งที่เป็นไปได้
หากพิจารณาจากแนวคิดของเพลโต้ที่เชื่อมั่นต่อสำนึกความยุติธรรมของปัจเจกชน โดยมีข้อแม้เรื่องการตัดขาดจากผลประโยชน์หรือสายสัมพันธ์ส่วนบุคคลที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับปัจเจกชนดังกล่าว ก็ย่อมแสดงให้เห็นว่าภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวสำนึกความยุติธรรมจะทำงานได้ดีทีเดียว ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ นั้นต่างถูกฝังหัวในเรื่องประโยชน์นิยมมาไม่มากก็น้อยจากความเชี่ยวและสายสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์กับกลุ่มผลประโยชน์รอบตัว ตามระยะเวลาการทำงาน

กรณีการใช้คณะลูกขุนซึ่งมาจากบุคคลธรรมดาทั่วไปพิจารณาคดีของศาลอเมริกัน เป็นกรณีตัวอย่างกรณีหนึ่งของการปฏิเสธลักษณะอำนาจนิยมแบบผู้เชี่ยวชาญ (กฎหมาย) แต่ในขณะเดียวกันก็เชื่อมั่นถึงพลังของความยุติธรรมที่เกิดจากมโนสำนึกของปัจเจก คุณสมบัติของผู้มาเป็นคณะลูกขุน ต้องไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคู่ความ ซึ่งเท่ากับตัดความเกี่ยวข้องเรื่องผลประโยชน์บุคคลหรือองค์กรทิ้งไป รูปแบบดังกล่าวทำให้สำนึกความยุติธรรมทำงานได้เป็นอย่างดีนับแต่ระบบนี้ถูกนำมาใช้ในระบบยุติธรรมอเมริกัน
ขณะเดียวกัน ผลที่เกิดจากความไม่เชื่อในสำนึกความยุติธรรมเชิงปัจเจกของฝ่ายกุมอำนาจรัฐ ทำให้ไม่สามารถประเมินเชิงวัฒนธรรมได้ว่าพลเมืองของรัฐนั้นมีสำนึกความยุติธรรมมากเพียงใด ปัญหาเรื่องความยุติธรรมภายในหรือของรัฐจึงไม่ได้รับการแก้ไข เพราะพลเมืองไม่เคยรู้รสชาติของเสรีภาพจากการปลดปล่อยให้สำนึกความยุติธรรมได้ทำงาน หากพลเมืองได้ถูกพันธนาการโดยกฎหมายแบบอำนาจนิยมมานานจนคิดไม่ออกหรือคิดไม่เป็น พวกเขาปล่อยให้รัฐอำนาจนิยมหรือผู้เชี่ยวชาญที่รัฐอำนาจนิยมตั้งขึ้นมาเป็นฝ่ายคิดแทน ดังนั้น จึงยิ่งไม่ต้องหวังเรื่องนวัตกรรมต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น

เพราะมีแต่รัฐอำนาจนิยมที่ไม่เคยเชื่อว่า พลเมืองจะมีสำนึกความยุติธรรมโดยตัวของพวกเขาเอง ซึ่งสำนึกดังกล่าวไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานภาพ (เช่น ฐานะทางเศรษฐกิจ ชื่อแซ่ นามสกุล) การศึกษาและความเชี่ยวชาญของพลเมืองเหล่านั้นเลย แต่มาจากสำนึกภายในที่เป็นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์นั่นเอง

ในเชิงวัฒนธรรมของพลเมือง ในอีกแง่หนึ่งนั้นสำนึกความยุติธรรมของพลเมืองในบางรัฐอาจไม่มีอยู่จริง ไม่เหมือนสำนึกความยุติธรรมในแบบตะวันตก มุมมองดังกล่าวทำให้สำนึกความยุติธรรมของพลเมืองไทยถูกบล็อกไว้โดยกฎหมายรัฐธรรมนูญแบบอำนาจนิยมและเป็นเหตุให้สำนึกความยุติธรรมไม่เคยถูกนำมาใช้เป็นแนวปฏิบัติในกระบวนการยุติธรรม.

ใส่ความเห็น

วิปัสสนากัมมัฏฐานกับแนวทางการปฏิบัติ แบบ“สุกขวิปัสสก”ในยุคร่วมสมัย

โดย พีรพร พงศ์พิพัฒนพันธุ์
ป.เอก ๒.๑ สาขาพระพุทธศาสนา

๑.บทนำ
ชาวพุทธส่วนใหญ่คุ้นเคยกับคำ ๒ คำในพระพุทธศาสนา คือ วิปัสสนากับปัญญาวิมุตติ โดยที่คำทั้ง ๒ คำดังกล่าวชวนให้นึกถึงเรื่องปัญญาที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นเครื่องมือนำไปสู่ความพ้นทุกข์ บุคคลผู้ไม่มีปัญญาจะไม่สามารถพ้นจากความทุกข์ไปถึงฝั่งพระนิพพานได้ แต่หากบุคคลใดมีปัญญาสามารถเข้าถึงความเป็นผู้ปราศจากอาสวะ แสดงว่าเป็นผู้มีปัญญาโดยแท้จริง ที่สำคัญคือ ปัญญาเป็นสิ่งจำเป็นในแง่ของการเริ่มต้นแสวงหาและมองเห็นหนทางปลดเปลื้องทุกข์ รวมถึงยังจำเป็นในแง่การปลดเปลื้องทุกข์ตามพุทธดำรัสที่ว่า “นรชนผู้มีปัญญา เห็นภัยในสังสารวัฏ ดำรงอยู่ในศีลแล้ว เจริญจิตและปัญญา มีความเพียร มีปัญญาเครื่องบริหารนั้นพึงแก้ความยุ่งนี้ได้” หมายถึง บุคคลจำเป็นต้องอาศัยปัญญาเห็นภัยของสังสารวัฏก่อน จึงสามารถเข้าสู่การปฏิบัติตามหลักไตรสิกขา ขณะเดียวกันก็ยังต้องใช้ปัญญาเป็นเครื่องมือในการกำจัดกิเลสที่เกิดขึ้นอีกด้วย ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะเห็นว่า ปัญญาถูกนำมาใช้ตลอดกระบวนการขจัดทุกข์ตามหลักของพระพุทธศาสนา ทำให้ปัญญาปรากฏอยู่ในหมวดธรรมหลายหมวด โดยเฉพาะหมวดธรรมใหญ่ๆ อย่างเช่น ไตรสิกขา ได้แก่ อธิศีล อธิจิต และอธิปัญญาปัญญา อินทรีย์ ๕ พละ ๕ ได้แก่ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา เป็นต้น ส่วนวิธีการได้มาซึ่งปัญญาตามหลักพระพุทธศาสนานั้นมาจาก ๓ ทาง ได้แก่
(๑) สุตมยปัญญา หมายถึง ปัญญาที่สำเร็จโดยการฟัง เป็นการเอาปัญญา ความรู้ ความเข้าใจจากการอ่านและการฟัง ทบทวนศึกษาซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งมีพื้นฐานความรู้ที่ถูกต้อง และแม่นยำในอรรถะและพยัญชนะ
(๒)จินตามยปัญญา หมายถึง ปัญญาที่สำเร็จโดยการคิดพิจารณา
เป็นปัญญาที่ได้จากการคิดใคร่ครวญ พินิจพิจารณา ให้เกิดความเข้าใจอย่างตกผลึกตามขั้นตอนของเหตุผล และความสัมพันธ์ต่างๆ มิใช่การจดจำเพียงอย่างเดียว แต่สามารถมองสภาพปรมัตถ์ธรรมออกด้วยจินตนาการ เข้าใจถึงเป้าหมาย และรายละเอียดธรรมะได้ตรงทาง ไม่ว่าจะเป็นนัยตรงหรือเชิงประยุกต์ เพียงแต่มิได้อยู่ในฐานะเป็นผู้เห็นด้วยตนเองก็เท่านั้น
(๓) ภาวนามยปัญญา หมายถึง ปัญญาที่สำเร็จโดยการภาวนา เป็นปัญญาของผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานตามแนวทางที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ คือ แนวทางมหาสติปัฏฐาน ๔ เข้าถึงความรู้แจ้งในความมิใช่ ตัวตน ของสัตว์ บุคคล ว่าประกอบด้วยขันธ์ ๕ หรือประกอบด้วยรูปธรรมและนามธรรมเท่านั้น เมื่อเห็นแล้วก็เกิดญาณ คือความรู้ในการปล่อยวางซึ่งก็คือการเข้าถึงความหลุดพ้นจากทุกข์นั่นเอง เรียกการหลุดพ้นด้วยวิธีการใช้ปัญญาดังกล่าวว่า ปัญญาวิมุตติ ขณะที่อีกวิธีการหนึ่งของการหลุดพ้นในพระพุทธศาสนา เรียกว่า เจโตวิมุตติ หมายถึง ความหลุดพ้นแห่งจิตหรือความหลุดพ้นจากกิเลสด้วยอำนาจการฝึกหรือด้วยกำลัง สมาธิ เช่น สมาบัติ ๘ เป็นต้น
หากพิจารณาดูก็จะเห็นว่า ระหว่างปัญญาวิมุตติกับเจโตวิมุตติ แม้ต้องใช้ปัญญาสนับสนุนช่วยให้บรรลุธรรมเหมือนกัน หากแต่ความแตกต่างของการบรรลุธรรมทั้ง ๒ แบบอยู่ที่วิธีเข้าถึงธรรมหรือการบรรลุธรรม เจโตวิมุตตินั้นต้องใช้กำลังของสมาธิที่เรียกว่าสมาบัติ ๘ ได้แก่ รูปฌาน ๔ และ อรูปฌาน ๔ ฌานใดฌานหนึ่ง ผู้ที่เจริญสมาธิถึงระดับอรูปฌาน ๔ แล้วบรรลุธรรมคือความหลุดพ้นเรียกว่าพระอุภโตภาควิมุต ส่วนผู้ที่เจริญสมาธิในระดับรูปฌาน ๔ แล้วบรรลุธรรมคือความหลุดพ้นเรียกว่า พระปัญญาวิมุต ซึ่งในส่วนของพระปัญญาวิมุติเองก็ยังแบ่งออกเป็น ๕ ประเภท ได้แก่
๑. พระปัญญาวิมุติ ผู้ได้จตุตถฌาน
๒. พระปัญญาวิมุติ ผู้ได้ตติยฌาน
๓. พระปัญญาวิมุติ ผู้ได้ทุติยฌาน
๔. พระปัญญาวิมุติ ผู้ได้ปฐมฌาน
๕. พระปัญญาวิมุติ ผู้เป็นสุกขวิปัสสก (พระวิปัสสนายานิก)
เฉพาะพระปัญญาวิมุติ ผู้เป็นสุกขวิปัสสก หรือพระวิปัสสนายานิก ผู้สามารถทำความหลุดพ้นจากทุกข์โดยไม่ต้องอาศัยฌาน อาศัยแต่วิปัสสนาล้วนๆ เพียงอย่างเดียว คือ ใช้ปัญญาพิจารณาธรรม เช่น ไตรลักษณ์ เป็นต้น อย่างถูกทางจนจิตสงบและเกิดสมาธิขึ้นมาเองตามธรรมชาติ พระปัญญาวิมุติประเภทนี้มีความน่าสนใจตรงที่ว่า ถึงแม้ท่านเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานพิจารณาธรรมโดยกำลังของสมาธิขั้นต่ำมาก แต่ก็สามารถเข้าถึงความหลุดพ้นจากทุกข์ได้เช่นเดียวกับพระอรหันต์ที่บรรลุธรรมด้วยการใช้กำลังสมาธิในระดับสูง ซึ่งเป็นเครื่องแสดงว่าการบรรลุธรรมในพระพุทธศาสนาด้วยการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้นไม่จำเป็นต้องอาศัยกำลังสมาธิขั้นสูงเสมอไป หากแต่การใช้ปัญญาพิจารณาด้วยวิธีการวิปัสสนากัมมัฏฐานที่ก่อให้เกิดสมาธิในระดับอ่อนๆ ก็ทำให้สามารถเข้าถึงความจริงแห่งทุกข์และเป็นเหตุให้สามารถบรรลุธรรมได้เช่นเดียวกัน โดยกำลังของสมาธิที่เกิดขึ้นจากการทำวิปัสสนากัมมัฏฐานนั่นเอง
นัยยะดังกล่าวนับว่าสอดคล้องกับลักษณะของกระแสสถานการณ์ในปัจจุบันที่เรียกกันว่า ยุคโลกาภิวัตน์ที่เชื่อมโยงกับความเป็นอกาลิโกของพุทธธรรม หมายถึงว่าในยุคร่วมสมัยที่ผู้คนไม่มีลักษณะของจารีตประเพณีในการออกไปปฏิบัติธรรมในป่าเขาด้วยการเจริญสมาธิจนได้ฌาน หรือในชีวิตประจำวันปัจจุบันที่โอกาสในการทำฌานให้เกิดขึ้นเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ที่สนใจปฏิบัติกัมมัฏฐานเนื่องจากสภาพแวดล้อมต่างๆ ไม่เอื้ออำนวย หากพิจารณาจากรูปแบบการเข้าถึงธรรมปัญญาวิมุตแบบสุกขวิปัสสกซึ่งใช้กำลังสมาธิแบบอ่อนๆ ดังกล่าวแล้ว กลับแสดงให้เห็นว่าท่ามกลางความวุ่นวายสับสนของโลกปัจจุบันโอกาสในการบรรลุธรรมก็ยังเปิดให้กับผู้คนในทุกสถานภาพ นั่นก็คือ การอาศัยวิธีการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานแบบไม่ต้องอาศัยกำลังสมาธิขั้นสูง
การขจัดทุกข์ตามหลักพระพุทธศาสนาทุกรูปแบบนั้นจำเป็นต้องใช้ปัญญา เป็นปัญญาที่เกิดจากการภาวนาหรือภาวนามยปัญญาที่เชื่อมโยงกับการปฏิบัติวิปัสสนา หรือที่เรียกกันว่าวิปัสสนากัมมัฏฐานอย่างแยกไม่ออก และเป็นวิธีการขจัดกิเลสที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์หรือนิพพานด้วยการเอาสติปัญญาเข้าไปตามดูตามสังเกต เข้าไปจดจ่อ เข้าไปใส่ใจ ต่อสภาวะลักษณะที่ปรากฏในขณะนั้นๆ ต่อความแปรปรวนเปลี่ยนแปลงและความเป็นไปต่าง ๆ ทั้งการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ เสื่อม และดับไปของรูปนาม หรือของร่างกายของจิตใจ หรือของรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ สะสมข้อมูลที่สังเกตได้นั้นมากขึ้นเรื่อย ๆ และนำข้อมูลที่ได้จากการตามดูตามสังเกตนั้น มาพิเคราะห์พิจารณาโดยแยบคาย ให้เห็นว่ารูปนามนั้นเที่ยงหรือไม่เที่ยง เป็นสุขหรือทุกข์ หรือความสุขที่ได้มานั้นคุ้มกับความทุกข์ที่ต้องเผชิญหรือไม่ อยู่ในอำนาจหรือไม่ เป็นไปตามความปรารถนาหรือไม่ ควรค่าแก่การยึดมั่นหรือไม่ ควรหรือไม่ที่จะถือว่าเป็นเรา เป็นของของเรา เป็นตัวเป็นตนของเรา เพราะถ้าจะถือว่าสิ่งใดเป็นเราแล้วสิ่งนั้นก็ควรจะอยู่ในอำนาจ และเป็นไปตามความปรารถนาของเราอย่างแท้จริง ทั้งนี้ก็เพื่อทำการศึกษาให้เห็นธรรมชาติที่แท้จริงของรูปนามทั้งหลาย
หลักการใช้ปัญญาพิจารณาโดยแยบคาย ไม่ใช่ทำเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะการตามดูตามสังเกตแล้วไม่นำข้อมูลที่ได้นั้น มาพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนก็จะไม่ได้ประโยชน์จากข้อมูลนั้นอย่างเต็มที่ ส่วนการตั้งหน้าตั้งตาพิจารณาโดยแยบคาย โดยไม่มีข้อมูลจากการตามดูตามสังเกตอย่างมากพอ การพิจารณานั้นก็อาจผิดพลาดได้ ดังนั้นจึงควรตามดูตามสังเกตไปเรื่อย ๆ แล้วนำข้อมูลนั้นมาพิจารณาโดยแยบคายเป็นระยะ ๆ สลับกันไป เช่น อินทรีย์สังวร ซึ่งประกอบไปด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ การพิจารณาโดยแยบคายถึงวัตรปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เป็นต้น เมื่อพิจารณาอะไรต่อไปไม่ได้แล้วแสดงว่าข้อมูลที่สังเกตได้มานั้นยังไม่มากพอที่จะพิจารณาต่อไป ก็อาจพักการพิจารณาเอาไว้ก่อน ไม่พึงท้อใจเพราะเป็นธรรมดาของการปฏิบัติ ใช้สติตามดูตามสังเกตรูปนามต่อไป เมื่อข้อมูลมากขึ้นก็จะพิจารณาต่อไปได้เอง หรือบางครั้งเมื่อข้อมูลมากพอแล้ว แม้จะไม่ได้ตั้งใจพิจารณาจิตก็จะแล่นไปได้เอง คือถึงไม่ได้ตั้งใจพิจารณาก็เหมือนพิจารณา เมื่อเห็นธรรมชาติที่แท้จริงชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ในที่สุดก็จะเกิดความรู้ถึงความเบื่อหน่ายในรูปนามทั้งปวงอย่างแรงกล้า เมื่อเบื่อหน่ายก็จะเกิดความรู้สึกคลายความยึดมั่นถือมั่นในรูปนามทั้งปวงลง ไป เมื่อคลายความยึดมั่นถือมั่นมากเท่าไร กิเลสทั้งหลายที่อยู่ในระดับความหยาบและความประณีตเดียวกันกับความยึดมั่นถือมั่นนั้น ก็จะถูกทำลายลงไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นการทำลายที่ต้นตอของกิเลสนั้นโดยตรง จึงไม่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นมาได้อีกเลย เมื่อเบื่อหน่ายก็จะคลายกำหนัด เมื่อคลายกำหนัดก็เข้าถึงความพ้นทุกข์
ขณะเดียวกันการใช้ปัญญาโดยระบบวิปัสสนากัมมัฏฐาน ไม่มีข้อจำกัดจากเรื่องสถานภาพภายนอก เช่น การเป็นบรรพชิตหรือฆราวาส เป็นต้น หากเกี่ยวเนื่องกับกระบวนภายในโดยตรง วิปัสสนากัมมัฏฐานจึงเหมาะสมที่จะนำมาใช้ปฏิบัติเพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนโดยทั่วไปไม่จำเพาะแต่เพียงพระสงฆ์เท่านั้น ที่สำคัญ คือ ถึงแม้สภาพการณ์และสภาพแวดล้อมในยุคร่วมสมัยจะเปลี่ยนไปจากพุทธกาลและในอดีตที่ผ่านมาก็ตาม แต่ชาวพุทธก็ยังคงสามารถและมีโอกาสที่จะปฏิบัติเพื่อเข้าถึงธรรมได้ โดยเฉพาะแนวทางของผู้เป็นปัญญาวิมุติสุกขวิปัสสก

๒.ปัญญาวิมุตติของสุกขวิปัสสกในพุทธกาล
มีคำถามเกิดขึ้นในแง่การบรรลุธรรมในสมัยพุทธกาลว่า ทำไมผู้คนในสมัยพุทธกาลจึงมีการบรรลุธรรมจำนวนมาก โดยเฉพาะการบรรลุธรรมในแบบของการใช้ปัญญา ผู้ที่บรรลุธรรมจากแบบดังกล่าวเรียกว่า ปัญญาวิมุต และที่น่าสนใจ คือ มีผู้บรรลุธรรมสุกขวิปัสสกรวมอยู่ในนั้นด้วย หลักฐานจากพระคัมภีร์ไม่ได้ระบุถึงจำนวนที่แน่ชัดของท่านเหล่านี้ แต่ก็เป็นเครื่องชี้ให้เห็นอย่างหนึ่งว่าการบรรลุธรรมในพระพุทธศาสนาด้วยการใช้ปัญญาโดยระบบวิปัสสนาที่ไม่จำเป็นต้องใช้สมาธิในระดับสูงและผู้ทำไม่สามารถแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ได้แต่อย่างใดนั้น ทำให้บุคคลเข้าถึงธรรมได้เช่นกัน มิหนำซ้ำยังผู้เข้าธรรมยังสามารถแสดงอนุสาสนีปาฏิหาริย์ คือ คำสั่งสอนจูงใจคนให้นิยมเชื่อถือไปตามได้อย่างน่าอัศจรรย์ได้ ซึ่งคำสั่งสอนดังกล่าวย่อมหมายถึงหลักธรรมในพระพุทธศาสนานั่นเอง
หากเป็นไปตามความเห็นของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) แล้วก็จะเห็นว่า การบรรลุธรรมชั้นสูงสุดของพระสุกขวิปัสสกนั้น แม้จะมีการแปลความหมายของพระสุกขวิปัสสกตรงตามตัวผู้อาศัยวิปัสสนาล้วนๆ ในการบรรลุธรรมก็ตาม แต่ท่านมองว่าพระสุกขวิปัสสกจะต้องได้สมาธิระดับใดระดับหนึ่งทุกบุคคล อย่างน้อยก็ขั้นปฐมฌาน ซึ่งการได้สมาธิดังกล่าวสอดคล้องกับหลักในพระคัมภีร์ที่ว่า พระอริยบุคคลทุกท่านต้องมีสมถะและวิปัสสนาครบทั้งสองทั่วกันทุกบุคคล อีกนัยหนึ่งก็เป็นไปตามหลักอริยมรรคมีองค์ ๘ คือ ต้องประกอบด้วยสัมมาสมาธิรวมกับองค์อริยมรรคอีก ๗ ข้ออย่างขาดไม่ได้ นอกจากนี้พระสุกขวิปัสสยังสามารถพัฒนาด้านสมถะให้สูงขึ้นได้ในภายหลัง เนื่องจากจิตของท่านอยู่ในภาวะที่ช่วยให้สมาธิปราณีตเข้มแข็งอยู่แล้ว จึงสามารถเจริญสมาธิในระดับสูงขึ้นเพื่อเป็นเครื่องเสริมการเสวยผลทางจิตหรือที่เรียกว่า ทิฏฐธรรมสุขวิหาร
ในสมัยพุทธกาลเมื่อพระพุทธองค์ทรงกำลังแสดงธรรมโปรดอยู่นั้น ปรากฏว่ามีผู้บรรลุธรรมคือ อรหัตตผลในขณะที่กำลังฟังธรรมที่พระองค์ทรงแสดงจำนวนมาก เช่น การบรรลุธรรมอรหัตตผลของพระยสที่สำเร็จอรหัตตผลขณะอยู่ในเพศฆราวาสก่อนบรรพชาในเวลาต่อมา จากพุทธดำรัสในครั้งที่สองขณะพระพุทธองค์ตรัสกับบิดาของยสกุลบุตรที่ว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา” ซึ่งขณะเมื่อเป็นฆราวาสนั้นยสกุลบุตรมีชีวิตสบายอย่างมาก เพราะเป็นบุตรชายคนเดียวของตระกูลที่มั่งคั่ง เมื่อท่านเดินรำพึงว่า “ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ” นั้น ไม่ได้เกิดจากว่าท่านประสบความทุกข์ยากเดือดร้อนทางกายแต่อย่างใด แต่ว่าจากการสะสมประสบการณ์ชีวิตของท่าน ทำให้ยสกุลบุตรมองเห็นความจริง ว่าการเกิดมามีชีวิตนั้นเป็นทุกข์ เป็นเหตุแห่งความขัดข้องและวุ่นวาย และเมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์ ท่านก็สามารถรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ ด้วยปัญญาที่สะสมอบรมมาสมบูรณ์แล้วโดยทันที หรืออย่างกรณีของพระพาหิยทารุจีริยเถระผู้ได้รับการแต่งตั้งจากพระบรมศาสดาให้เป็นเอกของพระภิกษุสาวกผู้บรรลุอรหัตตธรรมเร็วที่สุด ซึ่งท่านก็บรรลุอรหัตตผลในเพศฆราวาสเช่นเดียวกันแม้ว่าท่านจะไม่ได้บรรพชาเป็นพระภิกษุก็ตาม (เนื่องจากเสียชีวิตเสียก่อน) จากพุทธดำรัสแค่เพียงว่า
พาหิยะ เพราะเหตุนั้น เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่าเมื่อเห็นรูปก็สักแต่ว่าเห็น เมื่อฟังเสียงก็สักแต่ว่าฟัง เมื่อรับรู้อารมณ์ที่ได้รับรู้ก็สักแต่ว่ารับรู้ เมื่อรู้แจ้งธรรมารมณ์ที่รู้แจ้งก็สักแต่ว่ารู้แจ้ง พาหิยะ เธอพึงรักษา อย่างนี้แล
เมื่อใด เธอเมื่อเห็นรูปก็สักแต่ว่าเห็น เมื่อฟังเสียงก็สักแต่ว่าฟัง เมื่อรับรู้อารมณ์ที่ได้รับรู้ก็สักแต่ว่ารับรู้ เมื่อรู้แจ้งธรรมารมณ์ที่รู้แจ้งก็สักแต่ว่ารู้แจ้ง เมื่อนั้น เธอก็จะไม่มี เมื่อใด เธอไม่มี เมื่อนั้น เธอก็จะไม่ยึดติดในสิ่งนั้น เมื่อใดเธอไม่ยึดติดในสิ่งนั้น เมื่อนั้น เธอจักไม่มีในโลกนี้ ไม่มีในโลกอื่น ไม่มีในระหว่างโลกทั้งสอง นี้เป็นที่สุดแห่งทุกข์
พุทธดำรัสดังกล่าวแม้สั้นๆ ก็ตามแต่พระพุทธองค์ตรัสว่า “คาถาที่มีประโยชน์คาถาเดียวที่คนฟังแล้วสงบระงับได้ ย่อมดีกว่าคาถาที่ไร้ประโยชน์ตั้ง ๑,๐๐๐ คาถา” ซึ่งการบรรลุธรรมชั้นสูงสุดอย่างรวดเร็วของพระพาหิยะดังกล่าว เป็นการบรรลุธรรมโดยการใช้ปัญญาเข้าถึงความจริงของชีวิตและโลกชนิดที่ไม่ต้องทำกรรมฐานในรูปแบบสมถะให้ได้เสียก่อนหรือทำกรรมฐานทั้งสมถะและวิปัสสนาไปพร้อมกัน แต่เป็นการใช้วิธีการวิปัสสนาจากสมาธิในขั้นไม่สูงนัก เช่น ในระดับปฐมฌาน พิจารณาความจริงตามกระบวนการในการดับทุกข์ จนเห็นอริยสัจจ์ ๔ หรือความจริง ๔ ประการ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธและมรรค
สุกขวิปัสสกจึงเป็นผลจากการที่ผู้ทำวิปัสสนาหรือที่เรียกว่าวิปัสสนายานิก ปฏิบัติด้วยการอบรมตนเองทางปัญญา คือการเจริญวิปัสสนาล้วนๆ ซึ่งวิธีการของวิปัสสนายานิกบุคคลนั้นมหาสีสยาดอ อธิบายว่า เป็นการกำหนดรู้รูปนามที่ปรากฏในปัจจุบัน หมายความว่า วิปัสสนายานิกเป็นการเจริญสติรู้เท่าทันสภาวะการเห็นซึ่งเป็นจิตและเจตสิก รูปอันเป็นที่ตั้งของนามธรรมเหล่านั้น และสีที่พบเห็น ในขณะได้ยิน รู้กลิ่น ลิ้มรส เพราะผู้ปฏิบัติไม่สามารถรู้รูปนามได้ และการบรรลุธรรม โดยมิได้รับรู้รูปนามทั้งหมดก็มี ดังหลักฐานที่พบในคัมภีร์อรรถกถาว่า สาวกา หิ จตุนฺน ธาตูน เอกเทสเมว สมฺมสิตฺวา นิพฺพาน ปาปุณนฺติ แปลว่า โดยแท้จริงแล้วสาวกทั้งหลายหยั่งเห็นธาตุ ๔ เพียงบางส่วน แล้วย่อมบรรลุพระนิพพาน ขณะที่สมถยานิก คือ การเจริญสมถะจนได้ปฐมฌานเป็นอย่างน้อยก่อนแล้วกำหนดวิปัสสนา ดังมีหลักฐาน ซึ่งมหาสีสยาดอได้อธิบายไว้ว่า การนำเอารูปธรรมมาพิจารณาเป็นอารมณ์ของวิปัสสนาเป็นอันดับแรกนั้นไม่ใช่จะมีไม่ได้ หมายความว่า การกำหนดรู้อารมณ์ที่ปรากฏชัดเมื่อออกจากฌานแล้ว อันได้แก่ นามธรรมคือ ฌานจิตตุปบาทในปัจจุบันขณะนั้น หทัยรูปอันเป็นที่ตั้งของจิต หรือรูปอย่างใดอย่างหนึ่งที่เกิดจากจิต ซึ่งต่างจากวิปัสสนายานิกที่กำหนดรู้รูปนามในปัจจุบันขณะนั้นๆ ซึ่งไม่ต้องบรรลุฌานจึงกำหนดรู้รูปนามในขณะเห็น
นอกจากนี้หลักฐานในพระคัมภีร์ มีกล่าวถึง พระอานนท์ที่กล่าวกับภิกษุทั้งหลายว่า
ผู้มีอายุทั้งหลาย ผู้ใดก็ตามไม่ว่าจะเป็นภิกษุหรือภิกษุณี ย่อมทำให้แจ้งอรหัตในสำนักของเรา ด้วยมรรคครบทั้ง ๔ ประการ หรือมรรคใดมรรคหนึ่งบรรดามรรค ๔ ประการนี้
มรรค ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญวิปัสสนามีสมถะนำหน้า เมื่อเธอเจริญ วิปัสสนามีสมถะนำหน้า มรรคย่อมเกิด เธอปฏิบัติ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อเธอปฏิบัติ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป
๒. ภิกษุเจริญสมถะมีวิปัสสนานำหน้า เมื่อเธอเจริญสมถะมีวิปัสสนานำหน้า มรรคย่อมเกิด เธอปฏิบัติ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อเธอปฏิบัติ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป
๓.ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป เมื่อเธอเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป มรรคย่อมเกิด เธอปฏิบัติ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อเธอปฏิบัติ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป
๔.ภิกษุมีใจถูกอุทธัจจะในธรรมกั้นไว้ ในเวลาที่จิตตั้งมั่นสงบอยู่ภายใน มีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น ตั้งมั่นอยู่ มรรคก็เกิดแก่เธอ เธอปฏิบัติ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อเธอปฏิบัติ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป
ผู้ใดผู้หนึ่งก็ตามไม่ว่าจะเป็นภิกษุหรือภิกษุณี ย่อมทำให้แจ้งอรหัตในสำนักของเรา ด้วยมรรคครบทั้ง ๔ ประการ หรือมรรคใดมรรคหนึ่งบรรดามรรค ๔ ประการนี้
จากคำกล่าวของพระอานนท์ ถึงมรรค ๔ ประการในข้อที่ ๒ แสดงให้เห็นว่าการเจริญวิปัสสนาก่อนสมถะซึ่งเป็นผลที่ตามมาภายหลังเป็นสิ่งที่เป็นไปได้และมีอยู่จริง ทั้งหมดสัมพันธ์กับผลของการปฏิบัติคือ สุกขวิปัสสก ที่หมายถึง ผู้เจริญวิปัสสนาล้วนๆ ซึ่งคำว่า “ล้วนๆ” นี้ได้แสดงให้เห็นถึงกระบวนการใช้ปัญญาพิจารณา จนเกิดสมาธิแบบอ่อนๆ หรือสมาธิขั้นต่ำทำให้การพิจารณานั้นประสบความสำเร็จคือเห็นความจริงของชีวิตหรือการบรรลุธรรมนั่นเอง

๓. วิปัสสนากับปัญญาวิมุตติ
วิปัสสนา แปลว่า คือการฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความ รู้แจ้งตามความเป็นจริง คำว่า วิปัสสนา ไม่พบหลักฐานที่ท่านแปลไว้โดยตรง แต่ที่ค้นพบคำแรกคือ วิปัสสนากัมมัฏฐาน ที่แปลว่ากรรมฐานเป็นอุบายเรืองปัญญา จากนั้นท่านก็ให้ไปค้นดูในคำว่า กัมมัฏฐาน อธิบายต่อไปว่า กัมมัฏฐาน ปรากฏว่าท่านให้ไปค้นคำว่า กรรมฐานอีกต่อหนึ่ง ท่านได้อธิบายถึงพระพุทธองค์ตรัสสอนกรรมฐาน ๒ อย่าง ซึ่งในกรรมฐานทั้ง ๒ นั้น วิปัสสนาเป็นกรรมฐานชนิดหนึ่งในกรรมฐาน ๒ อย่างคือ สมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน เมื่อกล่าวถึงวิปัสสนาย่อมต้องเชื่อมโยงกับหลักสติปัฏฐาน ๔ ที่หมายถึง ฐาน หรือที่ตั้งอันเป็นที่รองรับของการกำหนดสติอย่างประเสริฐ เพราะเป็นการตามระลึกรู้อารมณ์ปรมัตถ์ (รูป-นาม) ที่เกิดขึ้นตามฐาน ซึ่งมี ๔ ฐานด้วยกัน คือ กาย เวทนา จิต และธรรม ผู้ใดที่มีการปฏิบัติเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักของสติปัฏฐาน ย่อมเป็นเหตุให้เกิดวิปัสสนาปัญญาที่เป็นปัญญาที่เข้าใจและเข้าถึงสภาวธรรมไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ในที่สุด ทั้งนี้เพราะการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ สามารถทำลายวิปลาสธรรม ๔ ประการได้ คือ
(๑) กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ การใช้สติตั้งมั่นในการพิจารณากาย ซึ่งเป็นรูปธรรม เพื่อให้เห็นว่า แท้ที่จริงรูปนั้นเป็นของไม่สวยงาม เป็นการทำลาย สุภวิปลาส คือ สำคัญว่างามว่าน่ารัก
(๒) เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ การใช้สติตั้งมั่นในการพิจารณาเวทนา ซึ่งเป็นนามธรรม เพื่อให้เห็นว่า แท้ที่จริงเแล้ว นามเป็นทุกข์ เป็นการทำลาย สุขวิปลาส คือ สำคัญว่าเป็นสุข
(๓) จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ การใช้สติตั้งมั่นในการพิจารณาจิต ซึ่งเป็นนามธรรม เพื่อให้เห็นว่า แท้ที่จริงแล้วนามเป็นอนิจจัง เป็นการทำลาย นิจจวิปลาส คือ สำคัญว่าเที่ยง
(๔) ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ การใช้สติตั้งมั่นในการพิจารณาธรรม ซึ่งเป็นทั้งรูปธรรม และนามธรรม เพื่อให้เห็นว่า แท้ที่จริงแล้ว รูป และนามนั้น เป็นอนัตตา เป็นการทำลาย อัตตวิปลาสคือ สำคัญว่าเป็นตัวตน
โดยทั่วไปแล้ว ชีวิตทุกชีวิตย่อมมีวิปลาสธรรมเสมอ วิปลาสธรรม หมายถึง ธรรมที่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง ทั้งนี้เพราะตั้งแต่เกิดมาเราไม่เคยรู้เลยว่า ชีวิตคือ ขันธ์ห้า ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ อันประกอบขึ้นจาก จิต เจตสิก และรูป ที่มีการเกิดดับสืบต่อกันไปอย่างไม่ขาดสาย ทั้งนี้เพราะ อาสวะ และอวิชชา ที่เรามีมาเนิ่นนานจนนับภพนับชาติไม่ถ้วน ประกอบกับตัวการสำคัญที่มาคอยปิดบัง ทำให้เราไม่สามารถเข้าถึงสภาวธรรมของความจริงซึ่งก็คือกฎไตรลักษณ์ได้ ได้แก่
(๑) สันตติ ปิดบัง อนิจจัง เพราะสันตติ คือ การเกิดสืบต่อของนามรูปที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว จึงทำให้ไม่สามารถเห็นความเกิด และความดับของนามรูปได้ เราจึงเข้าใจผิดว่ามีความเที่ยงแท้ถาวร (นิจจัง)
(๒) อิริยาบถ ปิดบัง ทุกขัง เพราะการเปลี่ยนแปลงอิริยาบถ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน ที่มีอยู่เกือบตลอดเวลา จึงทำให้คนเรามองไม่เห็นทุกข์ที่เกิดจากอิริยาบถเก่า ด้วยอำนาจของตัณหา คนเราจึงไขว่คว้าหาความสบายจากอิริยาบถใหม่ เมื่อเปลี่ยนแล้วหลงเข้าใจว่าเป็นสุข การเปลี่ยนแปลงอิริยาบถจึงปิดบังทุกขเวทนา ทำให้ไม่สามารถเห็นทุกขสัจจะได้
(๓) ฆนสัญญา ปิดบัง อนัตตา เพราะ ฆนสัญญา คือ ความเป็นกลุ่มเป็นก้อนที่เกิดจากการประชุมกันของรูปธรรม และนามธรรม จึงทำให้เราหลงผิดคิดว่าชีวิตเป็นตัวตน (อัตตา)
เพราะธรรมที่ปิดบังไตรลักษณ์นี้เอง จึงทำให้คนเราหลงผิดคิดว่า ชีวิตคือรูปนามนี้ดี มีความสวยงามน่ารัก (สุภวิปลาส) มีความสุขสบาย (สุขวิปลาส ) มีความเที่ยงแท้ ถาวร (นิจจวิปลาส) และเป็นตัวตน คน สัตว์ (อัตตวิปลาส) ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว ชีวิตเป็นเพียงแค่ขันธ์ห้า คือรูปและนามที่ประกอบกันขึ้นมาด้วยรูปธาตุจนเป็นรูปต่างๆ ในที่สุดก็เกิดเป็นกลุ่มก้อนของอวัยวะที่ล้วนมีแต่อสุภะ และทั้งรูปนามที่เกิดขึ้นนั้นก็คงสภาพเดิมไว้ไม่ได้ เมื่อเกิดขึ้นแล้วต้องแตกดับ เป็นทุกข์ ไม่เที่ยง และไม่สามารถบังคับบัญชาได้
องค์ธรรมของวิปลาสมี ๓ ได้แก่ ทิฏฐิวิปลาส ทำให้เห็นผิด จิตวิปลาส ทำให้เข้าใจผิด และสัญญาวิปลาส ทำให้จำผิด ขณะที่วิปลาสธรรมมี ๔ ประการ ได้แก่
(๑) สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฏฐิวิปลาสในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง
(๒) สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฏฐิวิปลาสในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข
(๓) สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฏฐิวิปลาสในสิ่งที่เป็นอนัตตาว่าเป็นอัตตา
(๔) สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฏฐิวิปลาสในสิ่งที่ไม่งามว่างาม
วิปลาสทั้งหมดนี้ที่เป็นตัวการสำคัญทำให้ชีวิตคนเราต้องมีความดิ้นรนแสวงหาเพื่อให้ได้มาซึ่ง อารมณ์ที่ดี (อิฏฐารมณ์) เมื่อสมหวังก็เกิดความพอใจ เรียกว่า อภิชฌา แต่ถ้าได้รับอารมณ์ที่ไม่ดี (อนิฏฐารมณ์) ก็จะผิดหวัง ไม่พอใจ เรียกว่า โทมนัส ไม่ว่าจะพอใจ หรือไม่พอใจล้วนเป็นกิเลสทั้งสิ้น บางท่านเรียกความต้องการในอารมณ์ที่น่ายินดี และปัดป้องอารมณ์ที่ไม่น่ายินดีนี้ว่า “ตัณหา” แต่ถ้าผู้ใดสามารถวางใจไว้ได้อย่างแยบคาย หรือที่เรียกว่ามีโยนิโสมนสิการในสติปัฏฐาน ๔ นั่นคือสามารถกำหนดสติได้เท่าทันในปัจจุบันอารมณ์ ว่ามีรูปอะไร หรือนามอะไรเกิดขึ้น สติและสัมปชัญญะที่เกิดขึ้นในขณะนั้นย่อมป้องกันกิเลส-ตัณหา ทำให้อภิชฌาและโทมนัสเกิดขึ้นไม่ได้ จึงเป็นที่แน่นอนว่าอารมณ์ขณะนั้นย่อมปราศจากกิเลส เมื่อกิเลสไม่มี กรรมย่อมไม่เกิด ขณะนั้นจึงเป็นวิวัฏฏกรรม ซึ่งไม่สามารถทำให้เกิดผลคือวิบาก ได้แก่ รูปนามขันธ์ ๕ ที่จะมีต่อไปในภายภาคหน้า
สำหรับองค์ธรรมของ สติปัฏฐาน ๔ นี้ ได้แก่ สติเจตสิก ที่ประกอบกับจิตที่เป็นเหตุกชวนจิต ๓๔ ดวง คือ มหากุศลญาณสัมปยุตตกุศลจิต ๔ มหากิริยาญาณสัมปยุตตกุศลจิต ๔ มหัคคตกุศลจิต ๙ มหัคคตกิริยาจิต ๙ โลกุตตรจิต ๘ ดังนั้นวิปลาสธรรมทั้งหมดมีเกิดขึ้นมาได้ เพราะเราไม่เท่าทันในความจริงของชีวิตรูป และชีวิตนาม ที่เรียกว่าอโยนิโสมนสิการ แต่ขณะใดที่มีโยนิโสมนสิการ ขณะนั้นสติปัฏฐานก็เกิดขึ้นด้วยซึ่งเวลานั้นวิปลาสธรรมจะเกิดขึ้นไม่ได้ อาจกล่าวได้ว่าโยนิโสมนสิการ เป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะไขประตูชีวิต ให้ผู้ปฏิบัติได้เข้าไปเห็นความจริงว่า ชีวิตที่ประกอบด้วยรูปนามขันธ์ ๕ นั้น แท้ที่จริงเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา
ธรรมใดก็แล้วแต่ ย่อมเห็นแจ้ง และขับไล่วิปลาสธรรมให้ออกไปได้ ธรรมนั้นเรียกว่า วิปัสสนาและธรรมใดก็ตาม เห็นแจ้งในขันธ์ ๕ โดยประการต่างๆ มีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ธรรมนั้นเรียกว่า วิปัสสนา ดังนั้น การปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ ก็คือ การปฏิบัติวิปัสสนานั่นเอง ซึ่งการปฏิบัติวิปัสสนาย่อมต้องอาศัยมรรคปัญญาเพื่อนำไปสู่ความหลุดพ้นไปจากทุกข์ คือ วิมุตติ สำหรับผู้เป็นพระสุกขวิปัสสก จะใช้วิธีมนสิการสักกายะ ที่หมายถึงวิธีการที่พระสุกขวิปัสสกหรือผู้บำเพ็ญวิปัสสนาล้วนๆ ส่งจิตไปยังอุปาทานขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญาสังขาร วิญญาณ เพื่อจะทดสอบดูความยึดมั่นในรูป เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณที่เป็นอัตตาว่ายังมีอยู่หรือไม่ ซึ่งสัมพันธ์กับหลักปัญญาวิมุตติในพระพุทธศาสนา คือ ความหลุดพ้นด้วยปัญญาโดยที่ผู้บรรลุนั้นสามารถกำจัดอวิชชาเสียได้ และได้ชื่อว่าสำเร็จอรหัตตผลเช่นกัน

๔. ความสอดคล้องของแนวทางปัญญาวิมุตติกับกระแสร่วมสมัย
ในยามที่กระแส ค่านิยมและวัฒนธรรม รวมถึงสภาพแวดล้อมทั้งทางธรรมชาติและทางสังคมของชาวโลกเปลี่ยนไปจากสมัยพุทธกาลอย่างมากมายนั้น เป็นปัญหาว่าการปฏิบัติธรรมแบบใดจึงจะเหมาะสมกับชาวโลกในยุคโลกาภิวัตน์ แน่นอนว่าการปฏิบัติธรรมและการบรรลุธรรมในทางพระพุทธศาสนาไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลา แต่เนื่องจากโลกได้เปลี่ยนไปทั้งด้านธรรมชาติและสังคม จึงทำให้บริบทของการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาต้องพลอยเปลี่ยนไปด้วย เช่น จากเดิมที่คนเข้าป่าหรือเข้าวัดเพื่อปฏิบัติธรรมเมื่อช่วงวัยสูงอายุ เสมือนเป็นการเตรียมตัวตายที่ถูกต้องตามวิถีตะวันออก แต่ในปัจจุบันกลับไม่มีค่านิยมดังกล่าว หรือจากเดิมที่สังคมไทยหรือชาติอาเซียนบางประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนามีค่านิยมในการออกบวชเป็นพระภิกษุ แต่ในปัจจุบันค่านิยมดังกล่าวลดลงไปมาก ซึ่งสามารถดูได้จากจำนวนพระภิกษุในวัดต่างๆ ในประเทศไทยที่ลดลง โลกแห่งพระพุทธศาสนากำลังเปลี่ยนไปจากโลกของฝ่ายบรรพชิตเป็นโลกของฆราวาส โดยฆราวาสจะมีบทบาทมากขึ้นขณะที่พระสงฆ์เองจะมีบทบาทน้อยลง ดังนั้น ในแง่ของการทำวิปัสสนากัมมัฏฐานจากเดิมเป็นเรื่องของพระสงฆ์แต่ปัจจุบันวิปัสสนากัมมัฏฐานกลับได้รับความสนใจจากฝ่ายฆราวาสอย่างมาก มิใช่แค่เพียงผู้สอนกัมมัฏฐานเท่านั้นหากฆราวาสในปัจจุบันยังสนใจที่จะปฏิบัติกัมมัฏฐานด้วยตนเองอีกด้วย และจำนวนของคนที่สนใจกัมมัฏฐานดังกล่าวนับวันจะเพิ่มมากขึ้นขณะที่ในวงการสงฆ์กลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม คือ พระสงฆ์สนใจในเรื่องการทำวิปัสสนาน้อยลง ซึ่งหากมองอีกแง่หนึ่งสถานการณ์ความสนใจในวิปัสสนากัมมัฏฐานดังกล่าวนับว่าสอดคล้องกับแนวทางหรือวิธีการแห่งสุกขวิปัสสก เนื่องจากเป็นวิธีการที่ไม่หวังผลจากฌานขั้นสูงที่ทำให้ได้อภิญญา ๖ หรือก่อให้เกิดอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์อย่างใดอย่างหนึ่งหากแต่ต้องการให้เข้าใจในหลักการความเป็นไปของโลกและชีวิตตามหลักอย่างเช่น กฎไตรลักษณ์ เป็นต้น ซึ่งความเข้าใจดังกล่าวเป็นแนวทางหรือกระบวนการใช้ปัญญา ดังตัวอย่างการใช้ปัญญาพิจารณาถึงกฎไตรลักษณ์ที่เป็นฝึกจิตตนเองไม่ให้ประมาท ยอมรับความจริง ใช้เป็นหลักการในการแก้ไขปัญหาต่างๆ และใช้เป็นฐานในการทำวิปัสสนากัมมัฏฐานอย่างเข้มแข็งเพื่อบรรลุมรรคผลต่อไป การมุ่งไปที่วิธีการแห่งมหาสติปัฎฐาน ๔ ทำให้ฆราวาสมีโอกาสในการเข้าถึงธรรมได้เช่นเดียวกับพระสงฆ์แม้ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาจะบุว่าผู้บรรลุอรหัตตผลจะมีชีวิตอยู่ได้โดยสถานภาพเดียวเท่านั้น คือ ต้องอยู่ในสถานภาพนักบวชหรือภิกษุสงฆ์ แต่พระอริยบุคคลประเภทอื่น เช่น พระโสดาบัน เป็นต้นนั้น ตามหลักการของพระพุทธศาสนาแล้วไม่ได้ถูกจำกัดว่าจะต้องอยู่ในสถานภาพบรรพชิตแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
การที่ทั้งฆราวาสและภิกษุสงฆ์ให้ความสนใจการทำวิปัสสนากัมมัฏฐาน โดยเฉพาะวิธีการสติปัฏฐาน ๔ ในหลายสำนักซึ่งในจำนวนนั้นมีสำนักวัดมหาธาตุฯที่เน้นไปที่สติปัฏฐานโดยตรง เช่น กำหนดรู้การเคลื่อนไหวของร่างกายส่วนของท้องในขณะหายใจเข้าและหายใจออก หรือกายานุปัสส-นา ซึ่งหากผู้ฝึกปฏิบัติถึงขั้นสามารถแยกรูปนามได้แสดงว่าการปฏิบัติมีความก้าวหน้าไปมาก จนกระทั่งเกิดนิพพิทาและสามารถเกิดปัญญาวิมุตติได้
ที่น่าสนใจคือ การตั้งข้อสังเกตของ ศาตราจารย์ ดร.วัชระ งามจิตรเจริญ เกี่ยวกับการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานที่สอดคล้องกับสถานการณ์และสภาพแวดล้อมของคนในยุคร่วมสมัยที่ว่า ผู้ปฏิบัติสามารถเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานโดยพิจารณาไตรลักษณ์โดยตรงเป็นสิ่งที่ทำได้ คือ ฝึกการใช้ปัญญาโดยตรงแทนที่จะฝึกสติโดยใช้รูปนามเป็นอารมณ์ ดังที่คัมภีร์วิสุทธิมรรคได้อธิบายถึงมหาวิปัสสนา ๑๘ คือ การปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานโดยพิจารณาความไม่เที่ยงเป็นต้นเป็นอารมณ์ ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องสมาธิ ๓ ในพระไตรปิฎก คือ
(๑) สุญญตสมาธิ สมาธิที่พิจารณาเห็นความว่าง
(๒) อนิมิตตสมาธิ สมาธิที่พิจารณาธรรมอันไม่มีนิมิต
(๓) อัปปณิหิตสมาธิ สมาธิที่พิจารณาธรรมไม่มีการตั้งความปรารถนา
สมาธิ ๓ อย่าง คือ สมาธิที่พิจารณาอนิจจตา ทุกขตาและอนัตตตา อย่างใดอย่างหนึ่งในไตรลักษณ์เป็นอารมณ์ ซึ่งต่างจากการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ที่สอนให้พิจารณารูปนามในเบื้องต้น แต่หลังจากพิจารณาจนแยกรูปนามได้แล้ว ผู้ปฏิบัติก็จะมาถึงขั้นตอนที่พิจารณาเห็นไตรลักษณ์เช่นกัน ซึ่งผลที่ได้จากการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานคือ ญาณหรือวิปัสสนาญาณ ที่แตกต่างจากความรู้ประเภทสัญญาหรือทิฏฐิซึ่งเป็นความรู้ธรรมดา เพราะญาณที่เกิดจากการเจริญวิปัสสนากัมมัฎฐานเป็นความเห็นหรือความรู้ที่สามารถทำลายกิเลสได้ เรียกความรู้ประเภทนี้ว่า อัชฌัตติกญาณ (intuition) หรือเป็นความหยั่งเห็น (insight) ที่เกิดภายในจิตของผู้ปฏิบัติโดยตรง ไม่ใช่ความรู้ที่เกิดจากการใช้เหตุผล ญาณที่เกิดขึ้นนี้จะเกิดขึ้นพร้อมกับความรู้สึกเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในรูปนาม ทำให้ปล่อยวางความยึดติดในตัวตนและทำลายอาสวะกิเลสทั้งปวงได้ในที่สุด ขณะที่ผู้คนในปัจจุบันกำลังหมกมุ่นอยู่กับโลกแห่งวัตถุอยู่นั้น การมีทางออกด้วยการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานด้วยการใช้ปัญญาได้เลยชนิดที่ไม่ต้องใช้สมาธิขั้นสูงหรือแม้การใช้สติปัฏฐานเต็มรูปแบบก็สามารถช่วยให้ดำเนินชีวิตอย่าง “สัมมา” คือ ตามแบบของอริยมรรคมีองค์ ๘ ได้ หรือแม้ไม่ถึงขั้นหลุดพ้นจากอาสวะกิเลสโดยสิ้นเชิงก็ตาม แต่การใช้ปัญญาดังกล่าวก็เป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่ช่วยลดทุกข์และทำเข้าใจความจริงของชีวิตมากขึ้นแม้ว่าผู้ที่เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานเองยังไม่สามารถหยั่งถึงกระแสอริยะก็ตาม
วิธีการใช้ปัญญาตามแนวทางแห่งปัญญาวิมุตติจึงสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ในโลกร่วมสมัยได้ โดยที่ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานไม่จำเป็นต้องพะวงเรื่องการทำสมาธิในขั้นสูง หากแต่สามารถสติและปัญญาพิจารณารูปนามในชีวิตประจำวันได้ หรือยิ่งไปกว่านั้นก็คือ สามารถใช้ปัญญาโดยตรงในการพิจารณาหลักธรรม คือ ไตรลักษณ์

๕. สรุป
จะเห็นได้ว่ารูปแบบหรือแนวทางเพื่อนำไปสู่ความเป็นสุกขวิปัสสก ที่เป็นลักษณะของอรหัตตผลปัญญาวิมุตติประเภทหนึ่ง และเป็นแนวทางการปฏิบัติโดยใช้ปัญญาในแบบที่ไม่ต้องใช้สมาธิขั้นสูงหรือไม่หวังผลในแง่ฌาน สมาบัตินั้น เป็นรูปแบบหรือแนวทางที่สอดคล้องเหมาะสมสำหรับยุคร่วมสมัยทั้งสำหรับผู้ปฏิบัติที่เป็นบรรพชิตและฆราวาส โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานที่เป็นฆราวาสในปัจจุบันที่มีแนวโน้มจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น ฆราวาสเหล่านี้สามารถนำหลักการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ๒ แบบ คือ แบบสติปัฏฐาน ๔ และแบบใช้ปัญญาโดยตรงพิจารณาธรรมคือไตรลักษณ์ ไปใช้ปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี

ใส่ความเห็น

รัฐโลก ศาสนา และสิทธิมนุษยชน

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์

ความจริงข่าวสารที่ออกจากสหรัฐอเมริกา ไม่ต่างจากข่าวสารที่มาจากประเทศต่างๆเกือบทั่วโลก คือ ถึงกันแทบ ทั้งหมด ยิ่งในโลกปัจจุบันที่สื่อออนไลน์พัฒนาไปมากด้วยแล้ว โอกาสในการเข้าถึงสื่อ ก็แทบเท่ากันทั้งหมด ยกเว้นบางประเทศที่กีดกันการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน ผมจึงถือว่า คนไทยเรารับรู้ข่าวสารจากสื่อ หลากหลากหลายประเภทกันเป็นปกติเท่ากับการรับ รู้ของคนอเมริกัน หรือบางครั้งคนไทยที่สนใจความ เคลื่อนไหวของโลกอยู่แล้วอาจรับรู้ข่าวสารมากกว่า คนอเมริกัน ที่ไม่สนใจเสียด้วยซ้ำ ซึ่งนี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ ทำให้ผมคิดว่าการนำเสนอเหตุการณ์ในเชิง การวิเคราะห์ หรือสรุปบทเรียนจากเหตุการณ์(ข่าวสาร)ที่เกิดขึ้น น่าจะดีกว่าการเล่าข่าวแต่เพียงอย่างเดียวGomberg_map

ข่าวที่เป็นการรายงานสถานการณ์นั้น จัดเป็นข้อมูลชั้นปฐมภูมิ หรือข้อมูลดิบ แม้ผ่านการรีไรท์ (rewrite/edit) จากบรรณาธิการข่าวมาแล้วก็ตาม อาจไม่ได้ตรงเป๊ะกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง แต่อย่างน้อย มันก็มีลักษณะของความเป็นรายงานอยู่ คือ ผ่านการตีความในชั้นการกรองเท่านั้น ยังไม่ถูกตีความ ในเชิงการวิเคราะห์จากผู้นำเสนอ (ซึ่งหมายถึงการใส่ความเห็นของคนวิเคราะห์ เพื่อที่จะให้เป้าประสงค์ ของการนำเสนอโดดเด่นตามที่กำหนดหรือตามที่ต้องการ)

และผมคิดว่า การวิเคราะห์ประเด็นข่าว น่าจะสำคัญเชิงการได้ประโยชน์เพิ่มกว่าการนำเสนอด้วย วิธีการเล่าข่าวหรือรายงานเหตุการณ์ชั้นปฐมภูมิ

คราวนี้อยากชวนให้มาดูสถานการณ์บางสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในโลก ซึ่งเชื่อมโยงอย่างมี นัยสำคัญกับความเป็นไปและบทบาทของสหรัฐอเมริกาในเวทีโลก จากกระแสความเป็นไปหรือทิศทาง ของนโยบายของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ที่เรียกว่า new world order (NWD) ซึ่งมีความหมายอย่างน้อยก็ 2 ความหมาย ความหมายแรก คือ หมายถึงกระแสความเป็นไปของโลกโดยสหรัฐอเมริกาเป็นฝ่ายนำหรือ เป็นฝ่ายกำหนด กับความหมายที่สอง ซึ่งก็อยู่ในบริบทเดียวกัน คือ world government หรือรัฐบาลโลก ที่รัฐบาลอเมริกันทำหน้าที่เป็นรัฐบาล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดระเบียบ(order)โลก ตามแนวทาง ความเชื่อ และปรัชญาอเมริกัน

ว่ากันตามจริงแล้วมีสิ่งที่ควรทราบอย่างน้อย 2 ประการเกี่ยวกับ new world order ที่หมายถึง สหรัฐอเมริกา ประการแรกคือ new world order มีหลายด้าน เช่น ด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เป็นต้น ที่สำคัญคือ new world order อิงอยู่กับอำนาจทางการทหารเป็นสำคัญ, ประการที่สอง คือ order ดังกล่าวไม่ได้มีความหมายในเชิงการเข้าไปปฏิบัติการควบคุมหรือบังคับโดยตรง เสมอไป แต่เป็นการกำกับทางอ้อม โดยใช้อุดมการณ์ เป็นเครื่องมือ เช่น อุดมการณ์เสรีนิยม ทุนนิยมเสรี สิทธิมนุษยชน หรือแม้กระทั่งอุดมการณ์ประชาธิปไตย ซึ่งว่าไปแล้วอุดมการณ์เหล่านี้ก็ดูสมเหตุสมผล ในเชิงมนุษยนิยม หรือการให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์อย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะสิทธิ เสรีภาพของความเป็นมนุษย์ และความเสมอภาคในความเป็นมนุษย์ เนื้อหาสาระของอุดมการณ์ เหล่านี้ล้วนปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญของอเมริกัน พลโลกผู้สนใจระเบียบเหล่านี้ ไม่พึงเพิก เฉยใส่ใจต่อรัฐธรรมนูญอเมริกัน เพื่อความเข้าใจอุดมการณ์ร่วมกันอย่างตรงกัน

ในระเบียบอเมริกันชุุดนี้ ปัจเจกชน ได้รับการเชิดชูเป็นอย่างมาก ในนามของการมีสิทธิ เสรีภาพ ที่ไม่รุกล้ำก้ำเกินสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ที่สำคัญผลพวงของระเบียบดังกล่าว ไม่ได้ส่งผลแค่เพียงพื้นฐาน ของความเป็นปัจเจกภายนอกเท่านั้น หากแต่ส่งผลให้เกิดแรงสะเทือนลึกถึงกระบวนการด้านจิตวิญญาณ ที่เป็นกระบวนการภายในของมนุษย์ ภายใต้ “ความเชื่อความศรัทธา”

เช่น ผลพวงจากการประกาศตนเองเป็นรัฐมนุษยวิสัย (secular state) โดยไม่ยอมให้ความเชื่อและ ความศรัทธาด้านศาสนาขึ้นมาสัมพันธ์กับอุดมการณ์ของรัฐในเชิงของคำประกาศอุดมการณ์อย่างเป็นทางการ แต่ปล่อยให้เป็นเรื่องของปัจเจก จนต่อมารัฐมนุษยวิสัยได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของจารีตอเมริกัน ที่เน้นศูนย์กลางไปที่ความเป็นมนุษย์ หรือ “สิทธิมนุษยชน” นั่นเอง จากความเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนไม่ว่าหน้า ไหนก็ตามในโลก มีพื้นฐานความต้องการเหมือนกัน เช่น ความรักตัวกลัวตาย ความต้องการเสรีภาพ เป็นต้น แหละนั่นหมายถึงความเป็นสากลของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นชาติไหน เผ่าพันธุ์ใดก็ตาม การที่จะไปกำหนดว่าชาตินั้นเผ่าพันธุ์นี้มีหลักสิทธิมนุษยชนแบบอื่นๆ ที่ไม่ใช่แบบเดียวกันระเบียบ อเมริกันถือว่าไม่มี แต่หากจะมีก็ไม่ใช่เป็นวิธีการคิดหรือการเชื่อที่ถูกต้อง เพราะมนุษย์มีความปรารถนา พื้นฐานเหมือนกัน การปฏิบัติหรือวัตรปฏิบัติด้านศาสนาหากขัดแย้งต่อความปรารถนาพื้นฐานของมนุษย์ แล้วถือว่าขัดต่อระเบียบด้านสิทธิมนุษยชน

แม้จะมีผู้มองว่าการจัดระเบียบของรัฐบาลอเมริกันส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของอเมริกัน เองในหลายด้าน เช่น ด้านความมั่นคงปลอดภัย ด้านเศรษฐกิจ แต่ในความเป็นจริงต้องยอมรับว่า กระบวนการจัดระเบียบของสหรัฐอเมริกานี้มีผลให้โลกเกิดกระบวนทัศน์ใหม่หลายประการ กระบวน ทัศน์ทางด้านสิทธิมนุษยชนเป็นหนึ่งในหลายกระบวนทัศน์นั้น และที่น่าแปลกก็คือ อุดมการณ์เสรี นิยมของอเมริกันไปตรงกับอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ ที่มีเป้าประสงค์ คือ “การปลดปล่อย” เพียงแต่ต่าง ฝ่ายต่างให้นิยามของการปลดปล่อยแตกต่างกันไป อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ เน้นการปลดปล่อยคนจากทุน นายทุน หรือเจ้าของกิจการ ส่วนอุดมการณ์เสรีนิยมของอเมริกัน เน้นการปลดปล่อยเชิงความเป็นอิสระของ ปัจเจก ซึ่งหมายถึงว่า การที่เราสามารถอยู่กับทุนได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจอย่างอิสระของเราเอง (แน่นอนว่าเราถูกทุนบังคับไม่มากก็น้อยให้เดินตาม) รวมถึงการที่เราจะเชื่อหรือศรัทธาอะไรก็ตามที่ไม่ ไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น จนเกิดกระบวนทัศน์ ที่สำคัญอย่างหนึ่งและสหรัฐอเมริกาได้นำมาเป็นเครื่องมือในการจัดระเบียบโลก คือ อุดมการณ์ ประชาธิปไตยที่อเมริกันเชื่อว่าสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนมากที่สุด

หากกล่าวให้เลยไปจากผลประโยชน์นิยมเชิงวัตถุของสหรัฐอเมริกาไปแล้ว อุดมการณ์มนุษยนิยม ของประเทศนี้ได้ถูกยกขึ้นมาเป็นเหตุผลในการจัดระเบียบ, new world order เป็นระเบียบสากลที่กำหนด จากพื้นฐานของความต้องการของมนุษย์ (สิทธิมนุษยชน) ภายใต้ระบบที่เรียกว่า ประชาธิปไตย ที่แม้แต่รัฐก็ไม่มีอำนาจไปยุ่งเกี่ยวกับสิทธิที่เป็นความปรารถนาพื้นฐานของมนุษย์ และความปรารถนา ดังกล่าวยังรวมถึงความปรารถนาสากลในเรื่องของความเชื่อ ความศรัทธาต่อลัทธิศาสนาของปัจเจก เพราะแน่นอนว่า มนุษย์ทุกคนย่อมมีความเชื่อปรากฎอยู่ภายในของเขาไม่ความเชื่อใดก็ความเชื่อหนึ่ง แม้ในบรรดาของคนที่อ้างตนว่า ไร้ศาสนาแต่ความไร้ศาสนาก็จัดเป็นความเชื่ออย่างหนึ่งอยู่ดีนั่นเอง

นับตั้งแต่ยุคสงครามเย็นซึ่งเกิดขึ้นประมาณปี 1947 ถึง 1991 รัฐอเมริกันคอยจัดระเบียบอยู่ ตลอดเวลา จนกระทั่งอุดมการณ์ คอมมิวนิสต์ต้องยอมถอยร่นไปให้แก่การจัดระเบียบที่ว่า หมดยุค สงครามเย็น เป้าหมายของการจัดระเบียบกลับไปอยู่ที่ “รัฐศาสนา” (religious states) หรือถึงแม้จะไม่ ประกาศตนเป็นรัฐศาสนาก็ตาม แต่ประเทศที่มีลักษณะของความเป็นรัฐศาสนาซ่อนอยู่ภายในนั้น รัฐอเมริกันมองว่าไม่เข้ากับระเบียบของตน
นอกเหนือไปจากเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจแล้ว สาเหตุของการจัดระเบียบขึ้นกับสภาพการณ์ของ รัฐหรือประเทศนั้นๆด้วย เหตุผลสำคัญคือ รัฐบาลของประเทศนั้นขัดแย้งกับแรงปรารถนาพื้นฐานของ มนุษย์ ซึ่งนั่นก็คือ สิทธิมนุษยชนนั่นเอง โดยเหตุผลดังกล่าว การบุกอิรัค ยึดอาฟฆานิสถาน การถล่มลิเบีย และล่าสุด คือ การเตรียมการ(รอตัดสินใจ)กำหนดเป้าหมายโจมตีซีเรียจึงเกิดขึ้น
ถัดมาจากช่วงสงครามเย็น โลกมุสลิม ถูกรัฐอเมริกันมองในเชิงของการขยายการใช้ระเบียบ และกลายเป็นหน้าด่านของการปะทะเพื่อการขยายระเบียบในปัจจุบัน

ขณะเดียวกันผลการจัดระเบียบยังสัมพันธ์กับกระบวนทัศน์ใหม่ที่เกิดขึ้น คือ อุดมการณ์ความเป็น ปัจเจกในเรื่องความเชื่อด้านจิตวิญญาณ ลัทธิศาสนา, ความเชื่อด้านจิตวิญญาณ ลัทธิศาสนาที่ดำเนินการ โดยรัฐย่อมได้รับผลกระทบจากการจัดหรือขยายระเบียบของสหรัฐอเมริกาด้วย ดังมีตัวอย่างที่เกิดขึ้นใน รัฐพุทธศาสนาอย่างศรีลังกา และสหภาพพม่า ซึ่งระเบียบที่ใช้ก็คือ ระเบียบว่าด้วยสิทธิมนุษยชนเชิง ความปรารถนาพื้นฐานของมนุษย์ (เพราะมนุษย์มีสิทธิ์เชื่อและศรัทธาในสิ่งที่ตนเห็นดีเห็นงาม โดยคน อื่นไม่เดือดร้อนจากความเชื่อและความศรัทธานั้น)และระเบียบว่าด้วยประชาธิปไตย

แนวโน้มของจัดระเบียบส่วนหนึ่งที่รัฐอเมริกันกำลังขยายผล คือ การจัดระเบียบด้าน ความเชื่อ ความศรัทธา ลัทธิศาสนา รวมอยู่ในนั้นด้วยในเชิงการจำกัดอำนาจรัฐหรือแยกอำนาจรัฐออกจาก การจัดการหรือการควบคุมความเชื่อ ความศรัทธาในลัทธิศาสนา บ่มเพาะความเป็นมนุษยนิยมให้เพิ่มพูน มากขึ้น นั่นคือ มนุษยชนสากล หาไม่เช่นนั้นแล้วรัฐที่ยังดำเนินการควบคุมความเชื่อของประชาชนดังกล่าว ย่อมขัดกับ new world order

ระเบียบ new world order เป็นระเบียบเสรี ไม่ได้บอกให้คน ไม่สามารถมีความเชื่อ ความศรัทธา ในลัทธิศาสนาใดๆได้ แต่ระเบียบอ้างเหตุผลว่า การใช้ความเชื่อ ความศรัทธาที่นิยามและยึดกุมโดยรัฐ กระทำการอย่างใด อย่างหนึ่งที่เป็นการละเมิดต่อความปรารถนาพื้นฐานของมนุษย์ สามารถนำไปสู่ ความรุนแรงและ อาชญะได้ หากรัฐไม่ปลดปล่อยพันธนาการความเชื่อ ความศรัทธา เหล่านี้ ให้เป็นเรื่องของปัจเจก

ผมไม่ได้บอกว่าระเบียบนี้ผิดหรือถูกนะครับ แต่เห็นทีเราจะต้องหันมาพิจารณาใคร่ครวญ ถึงระเบียบนี้กันบ้างแล้ว.

ใส่ความเห็น

จินตนาการแบบสลิ่มชนของสังคมไทยในอเมริกา

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์

มีคนถามผมถึงความเป็นไปในเชิง “ลักษณะด้านความคิด” เช่น ความคิดทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของคนไทยผู้อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา ที่สามารถนิยาม หรืออธิบายเพื่อให้เห็นภาพได้อยู่บ่อ ยครั้งครับ ความจริงก็คือ คงไม่สามารถอธิบาย หรือนิยาม “ความเป็นคนไทยในอเมริกา” ให้ครอบคลุม ได้ทั้งหมดแน่นอน เพียงแต่หากต้องการการนิยามให้เห็นภาพบางส่วน เพื่อความเข้าใจของคนไทย ในเมืองไทย หรือคนไทยที่เดินทางมาสหรัฐฯ ช่วงสั้นๆ ที่มองภาพไม่ค่อยเคลียร์ก็น่าที่จะสามารถทำได้ ในลักษณะของการตั้งข้อสังเกต ซึ่งผู้รับฟังต้องใช้วิจารณญาณประกอบการรับฟังเรื่องราวดังกล่าวthaitown

ประการหนึ่ง คือ ไม่เคยมีการตั้งข้อสังเกตจากฝ่ายรัฐและเอกชนไทย ประการสอง ไม่เคยมีการ ทำงานด้านวิจัยทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณเกี่ยวกับลักษณะของคนไทยในสหรัฐฯมาก่อน

ความเห็นต่อไปนี้จึงเป็นข้อสังเกตถึงลักษณะ(สาระนิยาม) ของคนไทยในสหรัฐฯ โดยรวมว่ามี ลักษณะเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นการสังเกตเชิงประจักษ์ ตามแนวทางประจักษ์นิยม

1.จำนวนคนไทยในสหรัฐฯ เป็นเรื่องที่ไม่สามารถระบุจำนวนอย่างแน่นอนได้ มีผลสำรวจอย่าง เป็นทางการของฝ่ายสหรัฐฯ ที่เรียกว่า Census ซึ่งแจ้งผลการสำรวจทุกๆ 10 ปี เช่น ผลจากการสำรวจคนไทยในอเมริกาปี 2010 ปรากฎว่ามีจำนวนรวมทั้งสิ้น 237,629 คน เพิ่มขึ้น 58.0831 เปอร์เซ็นต์จากผลสำรวจประชากรเมื่อปี 2000 ซึ่งเมื่อ 10 ปีก่อนหน้านั้น มีตัวเลขคนไทยในสหรัฐฯเพียง 150,319 คน รัฐที่มีคนไทยอาศัยอยู่มากที่สุด 10 อันดับได้แก่ 1.แคลิฟอร์เนีย 67,707 คน, 2. เท็กซัส 16,472 คน, 3. ฟลอริดา 15,333 คน, 4. นิวยอร์ค 11,763 คน, 5. อิลลินอยส์ 9,800 คน, 6. วอชิงตัน 9,699 คน, 7. เวอร์จิเนีย 9,170 คน, 8. เนวาด้า 7,783 คน, 9. แมรีแลนด์ 5,513 คน และ 10. จอร์เจีย 5,168 คน ซึ่งก็เป็นไปตามความเห็นของนาย นายกสนิกันติ์ คุณกำจร นายกสมาคมไทยแห่งแคลิฟอร์เนียภาคใต้ ว่า แม้อัตราการเพิ่มขึ้นของคนไทยในอเมริกาจะสูงขึ้นมาก แต่ถ้าดูตัวเลขรวมแล้ว ก็ยังเชื่อว่าน้อยกว่าตัวเลขที่เป็นจริงอยู่ดี อาจจะมีคนไทยในสหรัฐฯราว 400,000 คน ในรัฐแคลิฟอร์เนียที่ผลสำรวจประชากรบอกว่ามีคนไทย 60,000 กว่าคน จึงน่าจะน้อยกว่าตัวเลขจริงอยู่มาก จึงมีความเป็นไปได้มากว่าจำนวนตัวเลข คนไทยจริงๆแล้วต้องเป็นแสนคนขึ้นไป

สาเหตุที่ตัวเลขอย่างเป็นทางการน้อยกว่าตัวเลขจริง น่าจะมาจาก 2 สาเหตุ คือ หนึ่ง คนไทย กระจายกันอยู่ในภูมิภาคต่างๆของสหรัฐฯทำให้ยากต่อการสำรวจและรวบรวมข้อมูล กับ สอง คือ คนไทย ที่ทำที่มาประกอบอาชีพต่างๆนั้น ไม่อยู่ในฐานะที่จะให้ข้อมูลได้ เพราะเป็นผู้เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย จึงมีความกลัวต่อการให้ข้อมูลกับองค์กร Census (ว่าที่จริงแล้วองค์กรสำรวจประชากรองค์กรนี้ ไม่เกี่ยวข้องหรือเป็นคนละส่วนกับหน่วยงานอเมริกันที่ดูแลด้านต่างด้าวหรือ Department of Homeland Security หน่วยงานนี้จะไม่มีหน้าที่ให้ข้อมูลการสำรวจประชากรต่อ DHS แต่กระนั้นก็มีคนไทย เข้าใจผิด อยู่มาก จึงไม่ให้ความร่วมมือในการสำรวจจำนวนประชากรของ Census

ศูนย์กลางของคนไทยในสหรัฐฯ เป็นที่รู้กันว่า คือ เมืองลอสแองเจลิส(แอล.เอ.) แคลิฟอร์เนีย ด้วย เหตุที่เป็นเขตที่มีคนไทยอาศัยอยู่หนาแน่นและจำนวนมากที่สุดมากกว่าพื้นใดๆ แม้กระทั่งในอื่นของ รัฐแคลิฟอร์เนียด้วยกัน ดังนั้น ถ้าจะมองกันถึง “เชิงลักษณะความคิด” ของคนไทยในสหรัฐฯ คนไทยใน พื้นที่แอล.เอ. จึงน่าจะพอหยิบยกเป็นตัวอย่างได้แม้ลักษณะความคิดดังกล่าวจะไม่เหมือนกันไปเสีย ทั้งหมดทุกพื้นที่ก็ตาม แต่เชื่อว่า “ฐานความคิด”ของคนไทยทั้งหมดในสหรัฐฯไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ซึ่งก็มีข้อแม้หรือข้อยกเว้นอยู่ว่า คำว่าคนไทยในอเมริกานั้นย่อมต้องจำกัดความไว้เพียงคนไทยที่มาจาก เมืองไทยไม่ใช่ลูกหลานคนไทยที่เกิดในสหรัฐฯและกลายเป็นพลเมืองอเมริกันไปแล้ว โดยผลในประการหลัง ทำให้ลูกหลานหรือเยาวชนไทยในสหรัฐฯสนใจความเป็นไปของเมืองไทยน้อยลงไปด้วย ถ้าหากพวกเขา สนใจเมืองไทย เช่น สนใจการเมืองไทย สนใจวัฒนธรรมไทย มักเป็นไปโดยการกล่อมเกลา และการบังคับ จากพ่อแม่ผู้ปกครองคนไทยที่ย้ายตัวเองไปจากเมืองไทย

การกล่อมเกลา หมายถึงการพยายามฝังหัววัฒนธรรมไทยต่อเด็กและเยาวชนลูกหลานไทย เช่น การส่งไปเรียนภาษาไทย การพาเข้าไปวัดไทย ส่วนการบังคับ หมายถึง การบังคับให้เด็กและเยาวชน ลูกหลานไทยเรียนรู้วัฒนธรรมไทย เช่น บังคับให้พูดไทยในบ้าน บังคับให้ไปวัดไทย บังคับให้ต้องแสดงความ เคารพผู้ใหญ่ตามแบบอย่างมารยาท(วัฒนธรรม)ไทย ซึ่งผมเชื่อว่าหากมีการประเมินผลในขั้นปลายสุดแล้ว การกล่อมเกลาและการบังคับไม่น่าจะได้ผลในส่วนที่เป็นคุณูปการต่อสังคมไทยทั้งในสหรัฐฯและในเมือง ไทย อาจได้ผลบ้างในส่วนของปัจเจกหรือของครอบครัว แต่กระนั้นผลของวิธีการทั้ง 2 แบบก็ไม่ได้ก่อให้เกิด การขยายตัวของวัฒนธรรมไทยในสหรัฐฯแต่อย่างใด ภาพที่เห็นจึงเป็นการสนองความต้องการ(ตัณหา) ของผู้ใหญ่(ผู้ปกครองเด็กและเยาวชน)คนไทยที่ย้ายตัวเองมาอยู่สหรัฐฯมากกว่าอย่างอื่น เพราะผู้ใหญ่ เหล่านี้มีแรงเก็บกดทางด้านศีลธรรม (เช่น ศีลธรรมเชิงพุทธ)และวัฒนธรรม(เช่น มารยาทไทย) อย่าง ล้นหลามมาจากเมืองไทย และต้องการระบายถ่ายทอดสู่ความคิดของเด็กเยาวชนที่เป็นลูกหลานของตนเอง

2.จากข้อ 1. นำไปสู่การปฏิบัติในประเด็นด้าน “ธุรกิจวัฒนธรรมไทย” เพื่อสนองเจตนารมณ์ “กล่อมเกลาและบังคับ” ของผู้ปกครองเด็กและเยาวชน คนที่ประกอบอาชีพธุรกิจวัฒนธรรมไทย ซึ่งมีตั้งแต่ ฝ่ายเอกชนไทยและเจ้าหน้าที่ของรัฐไทย (เช่น สถานกงสุล สถานทูต สายการบินของไทย) ในสหรัฐฯเข้า ใจดีถึงเจตนารมณ์ทำนองนี้จึงดำเนินกิจกรรมแคมป์เยาวชนสัญจรเมืองไทย ท่องเที่ยวไทยขึ้น ที่จริงแล้ว มันเป็นการสนองความอยากของผู้ปกครองคนไทยในสหรัฐฯมากกว่าความอยากรู้เรื่องเมืองไทย ของเด็ก และเยาวชนเชิงปัจเจก หรือมาจากฐานความต้องการอยากรู้อยากเห็นเมืองไทยของเด็ก และเยาวชนจากตัวของพวกเขาเอง ส่วนผลที่คาดหวังกันตามที่โฆษณาไปนั้น ในความเป็นจริงคือ แทบไม่ได้อะไรเลย จากกิจกรรมสัญจรเมืองไทยที่ว่านี้ นอกเสียจากการได้หน้าของผู้จัดเพียงแค่ไม่กี่คน รวมถึงผู้ให้การสนับสนุนซึ่งเป็นแบรนด์สินค้า

3.คนไทยในวัยผู้ใหญ่ ที่ย้ายตัวเองมาจากเมืองไทยส่วนมาก สนใจกิจกรรมรำลึกความหลัง มากกว่านวัตกรรม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งนวัตกรรมของคนกลุ่มนี้ คือ ประวัติศาสตร์ของเมืองไทยเมื่อ 30-40 ปีที่แล้วที่พวกเขาได้รับการกล่อมเกลาไปจากเมืองไทยเมื่อสมัยเรียนหนังสือตามแบบเรียนในชั้นประถม ชั้นมัธยม หรือแม้กระทั่งการเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ในช่วงรัฐบาลเผด็จการ กึ่งเผด็จการหรือ ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ ถูกฝังหัวไปด้วยระเบียบและความคิดแบบหน้าที่พลเมือง ศีลธรรมเชิงพุทธที่รัฐ ไทยพยายามยัดเยียดให้(เช่น ระบบศีลธรรมในแบบเรียน ) การอยู่ในประเทศสหรัฐฯ พวกเขามีหน้าที่สำคัญ คือ ทำมาหากิน แบกภาระชีวิตรายวัน (ไปเช้า-เย็นกลับ) ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาได้เรียนรู้และซึมซับ กระบวนการ ความคิดและวิถีประชาธิปไตยในรูปแบบวัฒนธรรมอเมริกันด้วยเสมอไป ดังนั้นความคิดต่อ วิธีการและรูปแบบทางการเมืองของพวกเขาจึงหยุดอยู่ในช่วงประวัติศาสตร์ไทย 30-40 ปีก่อนหน้านี้ เช่นเดียวกับความคิดและกิจกรรมทางด้านวัฒนธรรม นั่นคือ ทัศนคติการเมืองแบบคนดีปกครองประเทศ หาใช่รูปแบบประชาธิปไตย ส่งผลต่อกิจกรรมทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับเมืองไทยของพวกเขา เช่น การบริจาคเงินให้กับกลุ่มการเมืองบางเสื้อสีโดยข้ออ้างเพื่อนำไปใช้ในการต่อสู้ทางการเมือง ที่มาเปิดรับบริจาคถึงสหรัฐฯและการรับบริจาคดังกล่าวเป็นไปในรูปแบบที่ผิดกฎหมายอเมริกัน (ตอนนี้กลุ่มเสื้อสีที่ว่าได้ปิดตัวเองไปแล้ว)

4. ขณะเดียวกันคนไทยในวัยผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ ยังมีความเป็นชนชั้นวรรณะสูง พิทักษ์ระบบ อุปถัมภ์และอมาตยาธิปไตยมากกว่าคนไทยในเมืองไทยด้วยซ้ำ ดูได้จากกิจกรรมที่พวกเขาจัด เช่น การจัดงานการกุศลเพื่อหาเงินสนับสนุนองค์กรของรัฐหรือองค์กรกระแสหลักในเมืองไทย(ที่มีฐานการสนับสนุนที่มั่นคงอยู่แล้ว) โดยหวังถึงผลได้ เช่น เหรียญตรา ประกาศ เครื่องเชิดชูเกียรติจากเมืองไทย มีการแข่งขัน กันอย่างออกหน้าออกตาระหว่างสมาคมคนไทยต่างๆ มีการใช้ตัวกลางคือ คนของรัฐไทย เช่น กงสุลใหญ่ หรือทูตไทยเป็นตัวชูโรง ที่สำคัญคือ เวลามีการจัดกิจกรรมทำนองนี้ส่วนใหญ่ฝ่ายอเมริกันหรือ ตัวแทนฝ่ายอเมริกันไม่ค่อยมีส่วนร่วมในกิจกรรมมากนัก กิจกรรมจึงเป็นไปในลักษณะ “คนไทยกับคนไทย” มากกว่า “คนไทยร่วมกับอเมริกัน”ทำให้การจัดตั้งองค์กรไม่หวังผลกำไร(Nonprofit organization) เพื่อ คนไทยส่วนใหญ่ไม่มีประสิทธิภาพจริง แต่จัดตั้งเพื่อหน้าตาของผู้นำองค์กรบางคนมากกว่า หรือตั้งองค์กร ไว้เพื่อดักจับแมลงเม่า(คนที่มีเงินทุน) จากเมืองไทยที่พลัดหลงเข้าไปสหรัฐฯ ทั้งที่จัดการให้ฝ่ายอเมริกัน ซึ่งเป็นสังคมที่ใหญ่กว่าได้ร่วมกิจกรรมด้วยนั้นจะมีคุณูปการต่อชุมชนไทยในสหรัฐฯมากกว่า

5. การยังคงยอมรับรัฐไทยเป็นเจ้านายสูงสุดหรืออีกนัยหนึ่งคือ การอวยรัฐไทยของคนไทยวัยผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ จากลักษณะของผลประโยชน์ร่วมหรือผลประโยชน์สมยอมระหว่างฝ่ายรัฐไทยกับ ฝ่ายคน ไทยในสหรัฐซึ่งมี 2 ประเด็นใหญ่คือ ประเด็นที่หนึ่ง โครงการของรัฐไทยที่เอื้อประโยชน์ต่อคนไทย บางคนบางกลุ่มในสหรัฐฯ เช่น โครงการเงินกู้ของแบงก์ไทยสำหรับประกอบกิจการร้านอาหารไทย (ซึ่งสุดท้ายก็ ประสบความล้มเหลว) โครงการ Cooking school (ไม่มีการประเมินผล ซึ่งก็ล้มเหลว เช่นเดียวกัน) โครงการครัวไทยสู่ครัวโลก (ท้ายที่สุดก็เงียบ ไม่ต่อเนื่องและไม่มีการประเมินผลเช่นกัน) โครงการเหล่านี้ ให้ผลประโยชน์กับคนไทยเพียงบางกลุ่มที่ถือตนว่ามีรัฐไทยเป็นเจ้านาย แต่ไม่กระจายผลประโยชน์ให้ถึงคนไทยในสหรัฐฯอย่างยุติธรรม

ประเด็นที่สอง คือ บ่วงล่อรางวัลเชิดชูเกียรติจากฝ่ายรัฐไทยที่โยงถึง 2 ส่วน คือ ส่วนของการเป็น เอเย่นซี(Agency)ขายศิลปวัฒนธรรมไทยในเชิงการผูกขาดศิลปวัฒนธรรมไทยของคนไทยบางคนบางกลุ่ม เพราะว่ากันตามจริงแล้ววัฒนธรรมไทยในสหรัฐฯไม่ต่างจากโชว์ประเภทหนึ่ง เพียงแต่เอเยนซีเหล่านี้ เป็นตัวแทนขายของรัฐไทย แม้แต่ในหัวของเด็กเยาวชนไทย ภาพของศิลปวัฒนธรรมไทยก็คือโชว์ประเภท หนึ่ง ไม่สามารถเชื่อมโยงไปถึง “ความรักชาติ(ไทย-ของเยาวชนไทย)ในอเมริกา” ที่พยายามส่งเสริม กันอย่างไรได้เลย ซึ่งส่งผลต่ออีกส่วนหนึ่ง ก็คือ การวุ่นอยู่กับตัวเอง แบ่งแยกแข่งขันกันเองในชุมชนไทยของกลุ่มผู้ใหญ่คนไทยวัยผู้ใหญ่เหล่านี้ โดยไม่สนใจว่ากระบวนทัศน์ของโลกได้เปลี่ยนแปลงไปอยู่ในขั้นไหนแล้ว
จะพูดไปไยถึงการยกระดับกระบวนทัศน์(Paradigm shift)ที่เป็นประเด็นต่อเนื่องด้วยเล่า.

ใส่ความเห็น

กระบวนทัศน์ใหม่ด้านการศึกษา&การทำงานของอเมริกัน

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์

ผมไม่ได้ไปเยือนซิลิคอนวัลเล่ย์ และซานฟรานซิสโก (รัฐแคลิฟอร์เนียตอนบน)นานพอสมควร ก็น่าจะราว 3 ปี เมื่อก่อนเคยอาศัยอยู่ย่านเมืองซานโฮเซ่ ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่าซานฟานซิสโกและเบย์แอเรีย เป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์ แบรนด์อะไรๆ ที่ขึ้นชื่อ โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียล้วนมาจากถิ่นนี้ทั้งนั้นเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ หรืออื่นๆอีกหลายยี่ห้อ รวมทั้งที่เรารู้กันดี คือ เสิร์ช เอ็นจิ้น yahoo และโดยเฉพาะ google

จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ผมได้มีโอกาสเจอกับนักเรียนไทยคนหนึ่ง คือ คุณเพชร วรรณิสสร ซึ่งเพิ่งผ่านศึกษาปริญญาโทจากมหาวิทยาลัย Carnegie Mellon (CMU)ในสาขาการจัดการด้านซอฟ์แวร์ โดยมหาวิทยาลัยแห่งนี้มาเปิดสาขา(campus) อยู่ที่ Moffett Field เมือง Mountain View เขตซิลิคอนวัลเลย์ ทั้งบริเวณเดียวกันนี้ยังเป็นที่ตั้งของหน่วยงานบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติหรือ NASA อีกด้วย

ก่อนหน้านั้น คุณเพชรยังคว้าปริญญาโทด้านคอมพิวเตอร์ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลิสหรือ UCLA ด้วยอีกใบหนึ่ง ขณะที่ก่อนหน้านั้นอีก เขาจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน แอนน์ อาร์เบอร์ ในสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ รวมระยะเวลาของการอยู่ในอเมริกาประมาณ 7 ปี

จากการได้คุยกับนักศึกษาไทยอย่างคุณเพชร ทำให้ทราบเรื่องราวอย่างน้อย 2 เรื่องใหญ่ๆครับ

เรื่องแรก คือ เรื่องระบบการศึกษา หรือพูดให้เป็นภาษาทางการหน่อยจะได้ว่า “กระบวนทัศน์ ทางด้านการศึกษาของอเมริกัน” หมายถึง ระบบการศึกษาของอเมริกัน ที่กำลังเป็นอยู่และแนวโน้มที่ จะเป็นในอนาคต คุณเพชรได้ฉายเห็นว่าในฐานะของรุ่นใหม่เขามองหรือมีทัศนะต่อเรื่องนี้อย่างไร

เรื่องที่สอง คือ การให้ความสำคัญกับเรื่องนวัตกรรม, Technology Creation หรือการสร้างสรรด้าน เทคโนโลยีของอเมริกันในเชิงการเรียนการสอนและการทำงานว่าเป็นอย่างไร มีวิธีการทำเช่นไร

ทั้ง 2 เรื่องทำให้ผมหวลนึกไปถึงคำพูดของ อดัม เคิล เรื่อง “การศึกษาเพื่อความเป็นอัตลักษณ์” เขาบอกว่า การศึกษาที่ดีไม่ควรไปรับใช้ระบบ แต่ต้องเพื่อบ่มเพาะจิตใจละสติปัญญาของมนุษย์ ให้เป็นไปในทางสร้างสรรค์ และให้มนุษย์เป็นอิสระชน แนวโน้มหรือ trend ของการศึกษาและการทำงานในอเมริกากำลังเดินทาง ไปสู่เป้าหมายตามที่ อดัม เคิล ว่าไว้หรือเปล่า?

ผมจะประเมินเรื่องนี้จากคุณเพชร ซึ่งกำลังเดินเข้าไปทำงานยังบริษัททวิตเตอร์ในซานฟรานซิสโก

ตอนหนึ่งของบทสนทนาระหว่างผมกับคุณเพชร คุณเพชรมีความเห็นในเรื่องการศึกษาของอเมริกันอย่างนี้ครับว่า

“ระบบการเรียนการสอนของอเมริกันเน้นการเรียนรู้เป็นหลัก โดยดูจากสัมฤทธิผลของการเรียน (performance) เน้นการทำงานมากกว่าการสอบ มีการทำโปรเจคท์มากกว่าการเรียนในห้องเรียน คืออาจารย์ผู้สอนจะไม่มีการชี้นิ้วว่าต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้ ให้เราต้องทำด้วยตัวเองเป็นหลัก เราต้องเป็นผู้นำของตัวเองโปรเจคท์จะมีการกำหนดเดทไลน์มาให้ แล้วก็จะเน้นความซื่อสัตย์อย่างมาก จากความเชื่อที่ว่า นักศึกษาจะไม่โกง ทำให้เรารู้จักซื่อสัตย์ต่อตัวเอง เป็นการปล่อยให้เราทำอะไรอย่าง อิสระ แต่ต้องมีความรับผิดชอบ”

เมื่อถามถึงการให้ผู้เรียนเป็นผู้นำตัวเอง

“คอร์สการเรียนของที่นี่ เน้นการเรียนรู้ ให้นักศึกษากำหนดมาเลยว่า ต้องการทำโครงการ(project) อะไร และไม่จำเป็นว่า โปรเจคท์ต้องเหมือนกับคนอื่น แล้วกลับมาบอกอาจารย์ว่าต้องการศึกษาเรื่องอะไร เกิดปัญหาอะไรขึ้น เมื่อมีปัญหาอาจารย์กับนักศึกษาก็จะช่วยแก้ไขปัญหา ซึ่งวิธีที่ถูกต้องในการแก้ไข ปัญหาไม่ได้มีวิธีเดียวแต่ อาจมีหลายวิธีก็ต้องเอามาถกกันในชั้นเรียน วิธีการแก้ปัญหาต่างกันแต่ได้ผลลัพธ์ เหมือนกันก็ไม่เป็นไร การลองผิดลองถูกเป็นเรื่องธรรมดาของการเรียนที่นี่”

คุณเพชรเล่าถึงบรรยากาศการเรีเพชรยนการสอนในห้องเรียนที่ซิลิคอนวัลเลย์ (ซึ่งคงคล้ายกันในแทบ ทุกสถาบันการศึกษาในอเมริกา)ว่า อาจารย์อเมริกันจะไม่สอนแบบการถ่ายทอดความรู้ฝ่ายเดียว แต่จะมีบรรยากาศของการสนทนาแลกเปลี่ยนกันระหว่างอาจารย์กับนักศึกษา ยกเว้นการศึกษาในระดับปริญญาตรี ซึ่งอาจารย์มีการถ่ายทอดความรู้ให้กับนักศึกษาบ้าง(lecture) แต่ในชั้นเรียนดังกล่าวก็มีการ ซักถามอาจารย์ผู้สอนจากผู้เรียนอย่างมากเช่นกัน นักศึกษาสามารถยกมือท้วงติงอาจารย์ได้หากเห็นว่า อาจารย์นำเสนอความรู้ไม่ถูกต้อง โดยการการแสดงเหตุผลว่า ทำไมถึงแย้งอาจารย์ อาจารย์ก็ต้องหยุดฟัง ว่าผู้เรียนแย้งว่าอย่างไร มีเหตุผลการแย้งเพียงพอหรือไม่ ดังนั้น การเรียนการสอนในอเมริกา อาจารย์จึงไม่ใช่เป็นผู้พูดเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น ผู้เรียนมีสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็นและตั้งคำถามได้ตลอดเวลา

ประเด็นเดียวกันนี้ คุณเพชรบอกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับระบบการเรียนการสอนของเมืองไทยใน ปัจจุบันแล้ว การเรียนการสอนในโรงเรียนหรือในมหาวิทยาลัยของไทยเหมือน “ผู้ใหญ่สอนเด็ก” ไม่ค่อยเปิดโอกาสผู้เรียนคิดสร้างสรรค์นอกกรอบ หากควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนคิดโครงการ(project) ด้วยตัวของผู้เรียนเอง ให้อิสระกับตัวผู้เรียน และทุกโครงการไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ปัญหาของการศึกษา ไทยอย่างหนึ่ง คือ เราต้องการให้มีผลผลิตออกมาเหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น

ความรู้ในโลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก โดยเฉพาะความรู้ทางด้านเทคโนโลยี ดังนั้นผู้สอนจึง ควรฝึกผู้เรียนให้มีการเรียนรู้ให้มากที่สุด จะเห็นได้ว่าความรู้เป็นไปในลักษณะ “ความรู้เก่ายังอยู่ แต่ความรู้ใหม่มาแล้ว” ยิ่งความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์ด้วยแล้ว นับว่าวิ่งเร็วมาก เราต้องตามให้ทันและเรียนรู้นวัตกรรมและต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ทุกอย่าง Base on Technology อย่างเช่น โซเชียลมีเดีย ซึ่งกลายเป็นปัจจัยที่จำเป็นสำหรับการสื่อสารในสังคมปัจจุบัน

ในความเป็นซิลิคอนวัลเลย์นั้น เนื้อหาสาระของศูนย์กลางเทคโนโลยีสารสนเทศเวลานี้ คุณเพชรบอกว่า ผู้คนในซิลิคอนวัลย์กำลังอยู่ในช่วงของการให้ความสนใจและพัฒนานวัตกรรมเชิงข้อมูล 3 ประเภท ได้แก่ ประเภทที่หนึ่ง คือ โซเชียลมีเดีย(social media) ประเภทที่สอง คือ ระบบอุปกรณ์การสื่อสารเคลื่อนที่ (Mobile) และประเภทที่สาม คือ ระบบข้อมูลขนาดใหญ่(Huge data) โดยฉพาะในประเภทที่สาม นับว่ามีความน่าสนใจมาก เพราะหมายถึงการการจัดการเชิงข้อมูลในระดับต่างๆ รวมถึงระดับโลก ซึ่งตอนนี้อเมริกันเป็นฝ่ายดูแลและจัดการข้อมูลที่ทรงอิทธิพลมากที่สุด

ส่วนแนวโน้ม(trend) หรือกระแสการเคลื่อนย้ายแรงงานในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และซอฟท์แวร์ คุณเพชรมองว่า ขณะนี้กระแสความต้องการทำงานของผู้คนแถวซิลิคอนวัลเลย์ พวกเขาต้องการทำงานอย่างเป็นอิสระมากขึ้น คือ ไม่ต้องการไปทำงานขึ้นอยู่กับบริษัทขนาดใหญ่ แต่ต้องการทำโปรเจคท์เองตนหรือกลุ่มของตน เช่น จะมีการรวมกลุ่มกันประมาณ 2-3 คน คิดและทำโครงการเอง หาเงินทำโครงการเอง

“ปัญหาของซิลิคอนวัลย์ส่วนหนึ่งในขณะนี้ก็คือ มีคนคิดโครงการได้หลายโครงการ แต่บุคลากรด้านนี้มีไม่เพียงพอกับความต้องการ(ที่จะเข้าไปทำโครงการ)”
นักเรียนไทยซึ่งเพิ่งจบการศึกษาจาก CMU บอกว่า ตอนนี้หากเปรียบเทียบกระบวนทัศน์ด้านการศึกษาและด้านเทคโนโลยีระหว่างอเมริกากับไทย คงไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้ กว่าเมืองไทยจะเป็นอย่างที่อเมริกาเป็นในปัจจุบันคงใช้เวลานานมาก

“ลักษณะที่สำคัญของอเมริกัน คือ คนอเมริกันชอบคิดใหญ่ ไม่ชอบคิดเล็ก แต่คนไทยชอบคิดเล็ก คนอเมริกันคิดแบบไม่กลัวความล้มเหลว แต่คนไทยกลัวความล้มเหลว จึงไม่กล้าคิดใหญ่ เห็นได้จากการคิดโซเชียลมีเดีย อย่างเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ เวลาคิด เขาคิดใหญ่ระดับโลกทำให้คนใช้ทั่วโลก ซึ่งวัฒนธรรมการคิดแบบนี้คนไทยไม่มี คนอเมริกันเวลาคิด เขาคิดเพื่อให้เป็นผลงานที่ใหญ่เพื่อคนรุ่นหลัง(legacy) ทำอย่างไรทำให้คนอื่นได้ใช้ด้วย แต่ของคนไทยเราคิดเพียงแค่ เฉพาะหน้าใช้เฉพาะตนและกลุ่มของตนเท่านั้น ส่วนใหญ่ก็ยังพะวงอยู่กับความมั่นคงด้านหน้าที่การงาน และเงินเดือน จึงไม่มีพลังในการสร้างสรรค์สิ่ง ใหม่ในระดับโลกได้”

กระบวนทัศน์ของคนอเมริกัน ในซิลิคอนวัลเลย์ หรืออีกหลายที่ในอเมริกา ก้าวไปถึงขั้นที่ว่า การคิดนวัตกรรม ต่างๆ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เรื่องเงินหรือธุรกิจอันดับแรก แต่เขาคิดบนฐานความมีประโยชน์ (contribute)ต่อโลก เน้นไปที่ความพอใจ(passion) ในประโยชน์ที่สังคมจะได้รับ ส่วนเงินหรือผลได้ทางธุรกิจจะเป็นเรื่องที่ตามมาภายหลัง ขณะที่คนไทยคิดตรงกันข้ามมองแค่ในเรื่องราวหรือหน้าที่เฉพาะในกรอบของตัวเอง มองในเรื่องการเข้าไปเป็นลูกจ้างและเงินเดือน

คุณเพชร ยังมองด้วยว่า คนไทยเสพติดและฝักใฝ่เทคโนโลยีด้านการสื่อสารมากไป ต่างจากคนอเมริกันที่มองการใช้เทคโนโลยีเป็นเรื่องปกติ ผู้บริโภคเทคโนโลยีอเมริกันส่วนใหญ่ไม่มีพยายามเพื่อครอบครองเทคโนโลยีใหม่แบบไล่ล่าหรือเพื่อโชว์ว่าตัวเองนำสมัย แต่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อการทำงานและการติดต่อสื่อสารตามความจำเป็นเท่านั้น

ครับ นี่คือ ตรงจากซิลิคอนวัลเลย์ ดินแดนที่ผมเคยฝังตัวอย่างน้อยๆ ก็ประมาณ 2 ปี

ผมยังคุยกับคุณเพชรอีกเยอะ เอาไว้เล่าสู่กันฟังในคราวหน้าก็แล้วกันครับ

1 ความเห็น

แผนที่ใหม่นาซา : อีก 20 ปีกรุงเทพ…เมืองบาดาล

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์

ท่ามกลางการรณรงค์คัดค้านและรณรงค์เห็นด้วยกับการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นพื้นที่ใน เขตภาคเหนือตอนล่างภาคกลางตอนบนของเมืองไทยในขณะนี้นั้น พื้นอื่นของเมืองไทยที่สัมพันธ์กับพื้นที่ที่จะมีการสร้างเขื่อนโดยเฉพาะในเขตภาคกลางและภาคกลางตอนล่าง รวมถึงกรุงเทพด้วยเลยไม่ค่อยมีใครพูดถึงbangkok_flood_storm

นั่นหลังจากที่ความรู้สึกหวาดผวาในเรื่องภัยพิบัติจากภัยธรรมชาติ “น้ำท่วม”ในปี 2554 เริ่มซาลง ไป เหลือไว้เพียงความหวาดกลัวรายปีจนกลายเป็นความปกติของความกลัวไป โดยเฉพาะพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางที่ได้รับผลกระทบประจำทุกปี อย่างเช่น พื้นที่อยุธยา สุพรรณบุรี อ่างทอง กรุงเทพและปริมณฑล ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าพื้นที่ ดังกล่าวนี้เป็นพื้นที่รับน้ำ สุ่มเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี

เมื่อมีการพูดถึงผลกระทบของเขื่อนแม่วงก์ แต่ไม่มีการพูดถึงปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง กระทั่งปัญหา น้ำทะเลหนุน น้ำเค็มไหลย้อนเข้ามาตามแม่น้ำเจ้าพระยา จึงเป็นเรื่องแปลกประหลาดอย่างยิ่ง เพราะทั้งหมดล้วนเชื่อมโยงกันในส่วนของที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา

ที่สำคัญ โครงการบริหารจัดการน้ำของเมืองไทย ไม่ได้มองเชื่อมโยงถึงระบบผังเมือง โครงการก่อสร้าง และโครงการระบบขนส่งมวลชนที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ เช่น รถไฟฟ้า รางรถไฟคู่ขนานหรือโครงการรถไฟความเร็วสูงBangkok_River

ถามว่าสิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์น้ำอย่างไร คำตอบก็คือ หากกรุงเทพและพื้นที่ปริมณฑล เกิดมีปัญหาน้ำท่วมบ่อยครั้งและเรื้อรัง จะมิกลายเป็นว่าเมกกะโปรเจคท์เหล่านี้ เป็นการลงทุนที่เสียเปล่า ไปดอกหรือ?

เมื่อไม่นานมานี้ที่องค์การบริหารอวกาศและการบินของสหรัฐ(NASA) ได้แสดงให้เห็นว่าบริเวณใด บ้างของโลกจะมีปัญหาน้ำทะเลท่วมในอนาคตอีกประมาณ 20 ปี โดยโครงการวิจัย Water Level Elevation Map (Beta)ของนาซาได้ทำสำเร็จลงแล้ว (ดูประกอบ : งานวิจัยล่าสุดของมหาวิทยาลัย Hawaii Manoa พยากรณ์น้ำจะท่วมในแถบประเทศเขตร้อน – tropical zone หลายประเทศ บางประเทศสถานการณ์อาจมาถึงเร็วแค่ปี 2020
http://www.pbs.org/newshour/rundown/2013/10/the-new-climate-normal-coming-soon-to-a-city-near-you.html)

ความหมายก็คือ องค์การนาซา ได้เปลี่ยนแผนที่โลกเสียใหม่ ภายหลังการคาดคะเนการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลบริเวณต่างๆของโลก

ข้อมูลของนาซ่าระบุว่า ในทุกๆปีจะมีคนมากกว่า 520 ล้านคนทั่วโลกได้รับผลกระทบจากปัญหา น้ำท่วม มีผู้เสียชีวิตถึงประมาณ 25,000 คนต่อปี นอกเหนือจากความเสียหายด้านทรัพย์สินอื่นที่เกิดขึ้นกับ ผู้ประสบชะตากรรม โดยประเทศในเอเชียได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมมากที่สุด ในอัตราส่วน ประมาณกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ ของความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วมทั่วโลก สูญเสียมูลค่าทางด้านเศรษฐกิจ มากกว่า 140 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

United Nations University (UNU) ซึ่งเป็นสถาบันที่ตั้งขึ้นเมื่อปี 1973 มีสำนักงานใหญ่ที่โตเกียว มองว่าการเพิ่มของผลกระทบที่เลวร้ายของปัญหาน้ำท่วมเกิดจากสาเหตุ 2 ประการ คือ ภาวะโลกร้อน ทำให้ระดับน้ำ น้ำแข็งละลาย ทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นกับสาเหตุอีกประการหนึ่งคือ การตัดไม้ทำลาย ป่าที่อยู่ทั่วโลก เพราะป่าไม้เป็นตัวการสำคัญอย่างหนึ่งในการช่วยสกัดหรือผ่อนปรนไม่ให้ปัญหาน้ำท่วมมีความรุนแรง

ดร. Janos Bogardi ผอ.สถาบัน UNU-EHS บอกว่า เวลานี้แต่ละประเทศต้องเพิ่มการคำนวณค่าความเสี่ยงจากปัญหาน้ำท่วมในการทำโครงการระดับนโยบายต่างๆเข้าไปด้วย รวมถึงการกำหนด มาตรการและเครื่องมือในการเตรียมการป้องกันอุทกภัย เช่น ระบบการเตือนภัย ระบบการช่วยเหลือ รวมถึงระบบการประมวลข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้ป้องกันและช่วยเหลือเป็นไปอย่างทันท่วงที นอกเหนือไป จากการที่หน่วยงานระดับนานาชาติอย่างเช่น องค์การสหประชาชาติ ต้องช่วยกันรณรงค์ให้เกิดจิตสำนึก สากล (international mindset) ซึ่งหมายถึงการเกิดจิตสำนึกในเรื่องอุทกภัยอย่างพร้อมเพรียงกันหลาย ประเทศไม่ใช่แค่เพียงประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น

ในส่วนของประเทศไทยเอง (ตามแผนที่ฉบับใหม่ของนาซา ซึ่งเป็นที่รู้กันในบรรดานักซอฟท์แวร์ ที่ทำงานเชื่อมโยงกับข่ายดาวเทียมของนาซ่า รวมถึงผู้คนที่สนใจปัญหาโลกร้อน แถวซิลิคอนวัลเลย์และซานฟรานซิสโก) กรุงเทพและปริมณฑล รวมถึงอีกหมายเมืองใกล้เคียงบางส่วนซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนมาก อย่างเช่น อยุธยา สุพรรณบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม จะจมอยู่ใต้น้ำ และแผนที่ใหม่ของนาซ่าฉบับเดียวกันนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เป็นผลของการพยากรณ์ด้านสมุทรศาสตร์และด้านธรรมชาติอื่นที่เกี่ยวข้องในช่วงประมาณภายในสองทศวรรษหลังจากนี้

สิ่งที่ทำให้เกิดอาการช๊อคจากแผนที่ฉบับใหม่ของนาซ่า ก็คือ จะไม่เหลือเมืองกรุงเทพและปริมณฑลไว้ในแผนที่ bangkok-flood-threat

ขณะที่ฝ่ายประเทศไทยแทบไม่ใส่ใจถึงปัญหาการยุบตัวของดินตะกอนปากแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลจากภาวะโลกร้อนกันกันเลย หลังจากที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ครั้งล่าสุดในปี 2554 แล้วสถานการณ์และความตื่นตัวก็ลดระดับความสนใจปัญหาด้านนนี้ลง ไม่มีการทำงานด้านการวิจัย และการจัดการวางแผนแก้ไขปัญหาในระยะยาว เช่น โครงการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ในอ่าวไทย หรือการสร้างเขื่อนตามแนวชายฝั่ง ไล่ตั้งแต่จังหวัดสมุทรปราการไปจนถึงจังหวัดชายทะเลอย่างสมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้น

รัฐบาลไทยยังมุ่งเน้นการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เหนือกรุงเทพและปริมณฑล โดยไม่มีการบริหารจัดการด้านสมุทรศาสตร์คู่ขนานกันไป ซึ่งหากไม่มีการวางแผนจัดการปัญหาด้าน สมุทรศาสตร์ในเชิงของการป้องกัน ก็เป็นไปได้ว่าคำพยากรณ์บนแผนที่ฉบับใหม่ (กรุงเทพ) ของนาซ่าในส่วนประเทศไทยจะกลายเป็นความจริงขึ้นมา ไม่ต้องพิสูจน์กันนาน เพียงแค่ราว 20 ปีก็รู้ผลว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร ซึ่งพื้นที่น้ำอาจไม่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของกรุงเทพและปริมณฑล แต่จะเหลืออะไรในเมื่อ พื้นที่เมืองหลวงของประเทศไทยกลายเป็นพื้นที่แฉะ มีน้ำท่วมขังตลอดไป

และจะมีประโยชน์อะไรกับหลายโครงการเมกกะโปรเจคท์ของรัฐและหลายโครงการที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ของเอกชน ที่ต้องอาศัยระยะเวลาการคืนทุนในช่วงหลายปี

ทั้งจะมีประโยชน์อะไรกับ การอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุที่สำคัญๆของกรุงเทพและปริมณฑล
ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้หยิบยกเอาปัญหานี้ มาคุยกันอย่างจริงจังมากเท่าใดนัก อย่างน้อยก็ไม่มากเท่าการบริหารจัดการน้ำพื้นที่เหนือกรุงเทพไล่ตั้งแต่ พื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ เรายังขาดการบริหารจัดการในส่วนที่สุดของปลายน้ำ ซึ่งก็คือทะเลหรือมหาสมุทร ซึ่งจะเป็นตัวการสำคัญบ่งชี้ชะตากรรมของคนในเขตพื้นที่กรุงเทพปริมณฑล และบางจังหวัดใกล้เคียง

อย่างน้อย หากยอมแพ้ ไม่แก้ไขปัญหาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสมุทรศาสตร์ คือ ปล่อยให้เป็นไปตาม ธรรมชาติ ไม่มีการด้านการวิจัยและด้านการลงทุนโครงการเขื่อนขนาดใหญ่ เราก็น่าจะคิดถึงเรื่องการย้าย เมืองหลวงและเมืองสำคัญๆกันได้ก่อนที่เหตุการณ์ภัยพิบัติจากน้ำท่วมจะเกิดขึ้น…หรือไม่???

ในสหรัฐฯเวลานี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติ สิ่งแวดล้อม และผังเมืองในหลายเมืองที่ตั้งอยู่ บนฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกและแอตแลนติกได้เตรียมตัวป้องกันปัญหาจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลแล้ว โดยอาศัยฐานข้อมูลดาวเทียมจากการคาดการณ์ของนาซ่า ซึ่งไม่เพียงมองจากมุมของสมุทรศาสตร์เพียง อย่างเดียวหากแต่มีมุมการสำรวจและวิเคราะห์ทางธรณีวิทยาผ่านระบบดาวเทียมขององค์การนาซ่าด้วย

เหมือนกับการทำแผนที่โลกใหม่ของนาซ่าในทุกมุมของโลกก็อาศัยการสำรวจและวิเคราะห์ทางธรณีวิทยาเช่นกัน เช่น การเคลื่อนย้ายของเปลือกโลก ความชื้นของชั้นดิน การยุบตัวของดินในบางพื้นที่ เป็นต้น

แผนที่โลกใหม่ของนาซ่า โดยเฉพาะเมืองบาดาลกรุงเทพ ไม่ได้บอกให้พวกเรากลัวโดยไม่ลงมือทำอะไร แต่มันน่าจะบอกให้พวกเราเตรียมตัวลงมือทำอะไรสักอย่าง.

ใส่ความเห็น