jaojook

P. Pongpipatthana is born in June 3 1969 in Tambol Thanodduan Ampur Khuan Khanoon Phatthalung province ,southern Thailand. Pete graduated faculty of political science from University in Bangkok , also received petrochemical industrial certificate from college in Rayong (Eastern sea board project). That was before his journalism begun for several Thai newspapers in Bangkok including Thai cable TV network. His last position for journalist in Thailand was a chief of economic and financial news reporter. In 1998 Pete traveled to United States for APEC-Asian Pacific economic corporation finance ministers meeting at Washington D.C. That was in President Bill Clinton period. He decided to stay in US and worked for some local Thai newspaper in Los Angeles and in 1999 Pete moved to San Francisco and Bay area to work as a reporter for local newspaper there. During his journalism duty Pete met many Congress members in their local places and Capital Hill Washington D.C. such as Rep. Shalley Berkley (D-Nevada) ,Rep Bob Clement(D-Tennessee) Speaker of House Nancy Pelosi (D-California) Senator John Ensign( R-Nevada), Rep.Dana Rohrabacher(R-California), former lieutenant governor of Maryland Kathleen Kennedy Townsend. Yet Pete participated in nonprofit organization in Los Angeles and U.S. nationwide. He also enjoyed traveling to see many natural places like Yosemite national park (California) Yellow Stone national park (Wyoming Idaho and Montana) Zion and Bright Canyon national park (Utah) Grand Canyon (Arizona) Lake Havasu (Arizona) Death Valley (California). Pete favoured the world heritage as Yellow Stone national park.He also loves to see American folklife in central and south part of United States. In reality of spending time of life in US Pete has learned how to survive. He also worked for many kinds of basic jobs as the new immigrant there would do. His hobbies are hiking traveling writing reading and he is very interesting on an ancient oriental science like Indian yoga Chinese taichi including herbal plants and Asian tradition. In the end of year 2005 Pete went back to Thailand. He decided to ordinate for being a Buddhist monk at his hometown-Wat (temple) Panangtung ,Khuan Khanoon , Phatthalung before he was journey to Wat Tam Kwanmuang in Ampur Sawi ,Chumpon province for stronger meditation practicing by Dhammayutikanikaya Buddhist monk master. From his experience in U.S. and traveling to another countries Pete came out two books VEGANISM and GREEN CARD by the Thai name Bhira Pongpipattha(พีร์ พงศ์พิพัฒน์). Both were published by Phetprakai publishing company in Thailand and sell at book stores around the country including Thai book stores in U.S. Since year

Homepage: https://jaojook.wordpress.com

เขียนถึงบัณฑิตวิทยาลัย มจร. ในปีที่เก้าแห่งความคุ้นเคย

โดย ดร. หิมพรรณ รักแต่งาม
ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
เขียนถึงบัณฑิตวิทยาลัย มจร.
อเมริกันปัญญาพุทธ_crop

ใส่ความเห็น

อเมริกันปัญญาพุทธ

โดย พีรพร พงศ์พิพัฒนพันธุ์
อเมริกันปัญญาพุทธ

1 ความเห็น

สถาบันการเงินกับชุมชน

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์ ptipitaka@yahoo.com
ดูเหมือนสถาบันการเงินของอเมริกันจะห่างเหินกับชุมชนท้องถิ่น(local community) ภายใต้กระแสทุนนิยมจัดจ้าน แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว สถาบันการเงินเหล่านี้ ซึ่งประกอบด้วยธนาคารพาณิชย์ และบริษัทการเงินต่างๆ หามีลักษณะเป็นดังกล่าวแต่อย่างใดไม่ ด้วยเหตุที่ในอเมริกาเองมีสถาบันการเงินของท้องถิ่น เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เพื่อประโยชน์ด้านธุรกรรมสำหรับคนท้องถิ่นเอง เข้าทำนองคนในท้องถิ่นนั้นๆ รู้ปัญหาของคนในท้องถิ่นนั้นๆดีกว่าคนท้องถิ่นอื่น
สถาบันการเงินที่เห็นได้ชัด คือ แบงก์เหล่านี้ ให้บริการแต่ละเมือง แต่ละรัฐ ดังปรากฏว่าก่อนหน้านี้มีการรวมกลุ่มกันของคนเอเชีย ในลาสเวกัส มลรัฐเนวาดา จัดตั้งแบงก์ขึ้นมาตามกฎหมายของรัฐเดียวกันนี้ โดยเน้นการทำธุรกรรมให้กับประชาชนในเนวาดา โดยเฉพาะเมืองลาสเวกัส
การให้โอกาสในการเกิดขึ้นของแบงก์ท้องถิ่นดังกล่าว ทำให้การประชาชนหรือนักลงทุนมีทางเลือกในการใช้บริการการเงินผ่านธนาคารมากขึ้น สินเชื่อหรือธุรกรรมที่ต้องดำเนินการผ่านแบงก์ไม่ได้ถูกจำกัด อยู่เพียงธนาคารขนาดใหญ่อย่างเช่น Bank of America หรือ Wells Fargo หากแต่ยังมีธนาคารท้องถิ่นให้ประชาชนได้เลือกในเชิงการแข่งขันnevada state bank logo
เรียกว่า แบงก์ใหญ่ ก็มีแรงกดดันจากการแข่งขันกับแบงก์ท้องถิ่นเช่นเดียวกัน อาศัยที่แบงก์ท้องถิ่นมีขนาดเล็ก จึงมีความคล่องตัวในการดำเนินกิจการค่อนข้างสูง ทั้งรัฐบาลท้องถิ่นให้เงื่อนไขผ่อนปรนเชิงการทำธุรกรรม (แต่ต้องเป็นไปตามกติกาหรือกฎหมายของรัฐซึ่งสัมพันธ์กับกฎหมายของรัฐบาลกลาง เช่น เรื่องทุนสำรอง เป็นต้น) ทำให้ แบงก์ขนาดย่อมเหล่านี้ สามารถดำเนินกิจการอยู่ได้ และทำให้ธุรกรรมการเงินไม่ได้ถูกกินรวบโดยแบงก์พาณิชย์ขนาดใหญ่ระดับประเทศ
ขณะที่แบงก์พาณิชย์ขนาดใหญ่เหล่านี้เอง เมื่อมาดำเนินกิจการในรัฐต่างๆ ก็ต้องยอมรับเงื่อนไขหรือกติกาของแต่รัฐนั้นๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้เช่นเดียวกัน จึงทำให้การแข่งขันเป็นไปอย่างยุติธรรมมากขึ้น , ความผิดพลาดครั้งที่ผ่านมา ที่ก่อให้เกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ สาเหตุจึงไม่ได้มาจากกฎกติกาของแบงก์ในแต่ละรัฐ แต่มาจากความหละหลวมเชิงการเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์ ที่มีมากเกินไป โดยเฉพาะที่ผ่านสถาบันการเงินขนาดใหญ่ ส่วนแบงก์ขนาดย่อมนั้นได้รับผลกระทบน้อย สามารถเลี่ยงออกไปจากปัญหาระดับชาตินี้ได้ เช่น ในรัฐเนวาดา ซึ่งเป็นรัฐที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ทางการเงินมากที่สุดเมื่อคราวที่ผ่านมา แบงก์ขนาดย่อม อย่าง Nevada State Bank กลับประคองตัวเองให้รอดพ้นภัยได้เป็นอย่างดี , ผมเคยเป็นลูกค้าของแบงก์นี้ ปรากฏว่าเขาบริการลูกค้าดีมาก มีการติดตาม(ในรูปแบบที่ไม่ก่อให้เกิดความรำคาญ) ดีมาก แม้ว่าช่วงต่อมาผมไม่ได้เป็นลูกค้าของแบงก์นี้ก็ตาม แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการแสวงหาและรักษาลูกค้า ,ในแง่ของการบริการลูกค้าของแบงก์ประเภทนี้ จึงดีกว่าแบงก์ขนาดใหญ่ระดับประเทศเสียด้วยซ้ำ
ดังนั้น ถึงแม้จะมีการมองว่าการทำธุรกิจหลายอย่างในอเมริกา เป็นไปในลักษณะปลาใหญ่กินปลาเล็ก แต่แท้ที่จริงแล้ว ไม่ได้เป็นความจริงเสียทั้งหมด การปกป้องธุรกิจเพื่อให้เกิดการแข่งขันยังมีอยู่ไล่ตั้งแต่ส่วนกลาง ตลอดถึงส่วนท้องถิ่น เหมือนเช่นกรณีของแบงก์ท้องถิ่น โดยไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายเพื่อตั้ง “ธนาคารจำเพาะ” หรือ “ธนาคารเฉพาะกิจ” แต่อย่างใด
ซึ่งความแตกต่างที่ว่า เห็นได้ชัดหากเทียบกับเมืองไทย ที่มีการ(ออกกฎหมาย/พระราชบัญญัติ)จัดตั้งธนาคารเฉพาะกิจกันหลายแห่ง โดยรัฐ เจ้าของระบบอุปถัมภ์ใหญ่ทางการเงิน เป็นผู้ให้การสนับสนุน, ธนาคารเหล่านี้อยู่ได้ด้วยเงินของรัฐ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเงินจากภาษีอากรของประชาชน การทำงานจึงเป็นไปในลักษณะเดียวกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ(ข้าราชการ)เช่นเดียวกัน คือ ทำอย่างเสียไม่ได้ ค่อนข้างเฉื่อยเนือยและไร้ประสิทธิภาพ
อย่างเช่น ระบบการทำงานของธ.ก.ส.(ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) และอีกหลายธนาคาร รวมทั้งธนาคารเฉพาะที่เพิ่งเกิดใหม่โดยมีเจตนาเพื่อสนองตอบความอยากในเชิงการเมือง และระบบเส้นสายอุปถัมภ์ แม้กระทั่งบางธนาคารยังเกิดจาก “การเมือง”ที่มุ่งผลประโยชน์ที่ได้จาก“ความเชื่อความศรัทธา” แต่กลับสนองความต้องการของคนเพียงไม่กี่กลุ่มในองค์กรเท่านั้น NV bank
ที่สำคัญกว่านั้นการเกิดขึ้นของธนาคารเฉพาะแห่งใหม่นี้ แม้จะตอบโจทย์ เรื่องสินเชื่อสำหรับชาวบ้านโดยทั่วไปก็จริง แต่การณ์ส่วนหนึ่งเป็นการมุ่งวางเส้นสายภายในองค์กร โดยที่ตัวผู้บริหารธนาคาร(เช่น กรรมการธนาคาร) เหล่านี้ ไม่ได้มีความรู้เรื่องการเงินการธนาคารแต่อย่างใดเลย หากได้มาด้วยระบบพวกมากลากไปเท่านั้นเอง
ยังการยกข้ออ้างเรื่อง “ความเท่าเทียมกันเชิงการอนุญาตจัดตั้งธนาคาร”ที่กำลังดำเนินการเรียกร้องกันอยู่ เช่น การจัดตั้งธนาคารพระพุทธศาสนา ซึ่งน่าคิดว่าสถานการณ์ทางการเงินการธนาคารของไทยจะออกมาในรูปแบบใดในอนาคต
ขณะที่ในความเป็นจริงแล้ว การจัดตั้งธนาคารพิเศษ(เฉพาะ) เหล่านี้ไม่ได้สะท้อนในเรื่องเครื่องมือทางการเงินเพื่อก่อให้เกิดการแข่งขันในระบบธนาคารไทยแต่อย่างใดเลย มิหนำซ้ำ ยังเสมือนดำเนินการกันคนละระบบ ธนาคารพาณิชย์ไปอีกทาง ธนาคารเฉพาะโดยการอปุถัมภ์ของรัฐไปอีกทาง ไม่ได้สะท้อนอะไรที่ถือว่าเป็นไปตามกลไกทางการเงินเชิงอุปสงค์อุปทานที่แท้จริงเลย ทั้งเป็นการตำน้ำพริกการเมืองละลายแม่น้ำการเมืองเสียก็มาก
อีกแง่ที่เห็น คือ ดูเหมือนคนส่วนใหญ่ในประเทศมุ่งแสวงหาหนทางที่เรียกว่า “อาศัยรัฐเป็นที่พึ่งทุกอย่าง” ,นโยบายประชานิยม ก่อให้เกิดความใหญ่โตอลังการของรัฐบาลขึ้น เอะอะอะไรก็ต้องพึ่งรัฐบาล (ไม่พึ่งตนเอง) ทำให้เกิดปัญหาที่แก้ไม่รู้จักจบจักสิ้น , ในภาคการเงินการธนาคารก็เช่นเดียวกัน
เท่าที่ได้สดับมา หลายคน รวมทั้งตัวผมมีความเชื่อว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย(แบงก์ชาติ) รู้ แต่แกล้งหลับตาเพียงข้างเดียว หรือทำหูทวนลม !
แต่ก็จะเห็นได้ว่า การทำงานของแบงก์ชาติ(ไทย)ต้องยุ่งยากมากเพียงใด เพราะนอกจากต้องดูแลธนาคารพาณิชย์ทั่วไปแล้ว ยังต้องดูแล “ธนาคารเฉพาะ”เหล่านี้อีกด้วย ซึ่งว่าไปแล้วไม่ได้เป็นเรื่องง่ายดายแต่อย่างใดเลย แถมดูแลได้ยากกว่าแบงก์พาณิชย์เสียด้วยซ้ำ เพราะมีการเมือง (ที่โยงถึงรัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร หรือแม้กระทั่งคนในกองทัพ) เข้ามากำหนดหรือกุมนโยบายอีกด้วย
แค่นี้แบงก์ชาติก็ปวดขมับมากพอแล้ว !
ทั้งระบบการเงินที่ผ่านแบงก์เฉพาะเหล่านี้ มีขนาดใหญ่มากเสียด้วย ความสั่นสะเทือนต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศจึงมีสูง และปฏิเสธ ไม่ได้ว่า ยิ่งมีสถาบันการเงินประเภทนี้มากเท่าใด ก็ยิ่งแยก “มาตรฐานในการกำกับควบคุม”ที่แบงก์ชาติจำต้องปฏิบัติตามหน้าที่มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งในแง่ของการกำกับควบคุมนโยบายด้านเงินที่เป็นมาตรฐาน ถือว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด เพราะยิ่งกำกับควบคุม(ดูแล)ยากมากยิ่งขึ้น
แต่ก็มีแต่แบงก์ชาติไทยเท่านั้นที่ทำได้ !!!
ทำไปทำมา การเกิดของธนาคารเฉพาะเหล่านี้ จึงไม่ได้สนองตอบต่อลูกค้าเฉพาะหรือลูกค้าทั่วไป ที่เป็นประชาชนหรือนักลงทุนที่สมควรได้รับการสนับสนุน หากแต่มุ่งสนองตอบต่อนโยบาย(ประชานิยม)ของรัฐ สนองความต้องการของหน่วยงาน และความต้องการของคนบางกลุ่ม ที่ต้องการควบคุมสถาบันการเงินประเภทนี้ เพื่อประโยชน์กลุ่มและพวกพ้อง
รวมทั้งที่สำคัญ คือ เพื่อตำแหน่งที่สามารถอำนวยความสมบูรณ์พูนสุขของพรรคพวก(ใครพรรคพวกมัน)ในธนาคารเฉพาะแห่งนั้นๆ
ธนาคารเฉพาะบางแห่งในเมืองไทยเกิดจากการรัฐประหารก็มี , กลุ่มรัฐประหารแต่งตั้งกรรมการธนาคารเสร็จสรรพ
ในวาทกรรมเชิงการเมือง“ทหารกับรัฐบาล”มีคำกล่าวซึ่งรู้จักกัน ได้แก่ “รัฐซ้อนรัฐ” แต่ในทางการเงินและเศรษฐศาตร์ จำเพาะในเมืองไทยมีวาทกรรมใหม่เกิดขึ้นอีกคำหนึ่ง ก็คือ “แบงก์(ของ)ชาติซ้อนแบงก์ชาติ”
เพราะแท้ที่จริง, ในทางปฏิบัติแบงก์ของรัฐเหล่านี้ แทบจะแยกเป็นเอกเทศออกไปการควบคุมกำกับจากแบงก์ชาติเสียด้วยซ้ำ
เป็น “อภิสิทธิ์แบงก์” ดีๆนี่เอง

ใส่ความเห็น

ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์ ptipitaka@yahoo.com

เท่าที่ติดตามสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจของโลก ของอาเซียน(ASEAN)และของไทย รวมถึงการได้คุยกับนักธุรกิจไทยหลายคน ที่คุยไปด้วยถอนใจไปด้วย ทำให้ผมเกิดมโนภาพเกี่ยวกับความเป็นไปหรือแนวโน้มของเศรษฐกิจของไทยในปีนี้(2556)และปีหน้า(2557) ซึ่งเป็นเรื่องที่คนไทย รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านนโยบายและด้านปฏิบัติการ ควรระมัดระวัง อย่างยิ่ง ดังนี้นะครับธกส.

นับเงิน
1.วิกฤตการณ์ด้านแรงงาน , ผมค่อนข้างที่จะเชื่อว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติแรงงาน จากหลายปัจจัย เช่น การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท สามารถเป็นเหตุของการตกงานของแรงงานไทยและแรงงานต่างด้าวที่เข้าไปทำมาหากินในเมืองไทยได้มาก เพราะนายจ้างต้องจ่ายค่าแรงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อกิจการของบริษัทผลิตต่างๆ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม ที่ผู้ประกอบจะมีต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น มองในแง่นี้อย่าคิดว่าการขึ้นค่าแรง เป็นเรื่องไม่ดีต่อแรงงานไทยนะครับ การขึ้นค่าแรงเป็นเรื่องดีจริงครับ ดีต่อการหมุนเงินในระบบเศรษฐกิจอีกด้วย แต่การขึ้นค่าแรงที่ถูกหลักจะต้องคำนึงถึง, หนึ่ง คุณภาพของแรงงาน(แรงงานมีทักษะดีขึ้น) และ สอง คำนึงการเติบโตหรือความสามารถในการขยายและเปิดตลาดของผลผลิต(products) ซึ่งเมืองไทยเองกลับไม่มีสองปัจจัยดังกล่าวประกอบอย่างพอเพียง ขณะที่ในประการที่ สองเอง ตลาดสินค้าอุตสาหกรรมไทยที่ผลิตเพื่อการส่งออกกลับหดลงและเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนต่ำกว่า
วิกฤติแรงงานจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ,ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ต้องการที่จะลดต้นทุนการผลิต เพราะแรงงาน มีราคาสูงขึ้น และเป็นปัจจัยที่ไม่คงที่แน่นอน ก็จะเป็นเหตุให้ผู้ประกอบการนำเครื่องจักรมาใช้แทนแรงงานมากขึ้น ทำให้จำนวนคนตกงานเพิ่มสูงมาก หน่วยงานด้านเศรษฐกิจบางแห่งประมาณว่า จำนวนแรงงานที่ตกงานจากสาเหตุนี้ไม่น่าจะต่ำกว่า 6 แสนคน แต่ผมคาดว่าน่าจะเป็นล้านหรือมากกว่านี้ ,ธุรกิจขนาดย่อมและขนาดกลาง(SMEs) จะล้มหายตายจากเป็นจำนวนมาก จนในที่สุดก็หนีไม่พ้นรัฐบาลที่จะต้องออกมารับผิดชอบ (ด้วยเงินภาษีของประชาชนและเงินกู้ซึ่งตอนนี้มีสัดส่วนที่สูงอยู่แล้ว)
นอกเหนือไปจาก การตกงานของแรงงานจะกระทบต่อส่วนอื่นๆ เช่น ในภาคการเงิน และสถาบันการเงิน(Finance) รวมทั้งธุรกิจรถยนต์ และอสังหาริมทรัพย์ เพราะแรงงานเหล่านี้ไม่มีกำลังผ่อน ดังนั้น ความเสี่ยงของเรื่องนี้จะมีมากหรือน้อย จึงขึ้นอยู่กับการวางแผนของผู้ประกอบการและนโยบายรัฐบาล ภาพที่เห็นๆกันอยู่นี้ ที่ดูเสมือนเศรษฐกิจดีหรือมีเงินสะพัด เทียบกันไม่ได้กับช่วงระยะต่อจากนี้อีกไม่นานที่ไทยเรามีความเสี่ยงที่จะเจอมรสุมด้านเศรษฐกิจอีกครั้ง หากรัฐและเอกชนไม่กำหนดแผนหรือนโยบายด้านการเงินการคลัง ด้านอุตสาหกรรมและพาณิชย์ ให้รอบคอบรัดกุมเสียตั้งแต่ตอนนี้ธกส.
2.วิกฤตการณ์ด้านการเงิน ,ผมคิดว่าส่วนหนึ่งเป็นผลพวงจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาล เช่น โครงการรถคันแรก โครงการรับจำนำข้าวจากเกษตรกร แค่สองโครงการนี้ก็ส่งผลกระทบกับตลาดเงินและตลาด รวมถึงระบบการคลังของรัฐบาลอย่างมากเมื่อเทียบต่อจีดีพี , ผลกระทบดังกล่าวอาจไม่เป็นภายในวันสองวัน แต่จะค่อยๆส่งผล โดยเฉพาะโครงสร้างหนี้ของประเทศ พูดง่ายๆ คือ รัฐบาลไทยจะแบกรับภาระหนี้เพิ่มมากขึ้น แม้จะมีการโยกเงินและคิดโครงการเพื่อหมุนเงินให้ดูสะพัด แต่ก็เสมือนการเล่นแร่แปรธาตุทางการเงิน ซึ่งในภาวะแท้จริงแล้ว ไม่ว่ารัฐจะคิดโครงการใหญ่เพื่อให้เงินสะพัดมากขนาดใด ก็ไม่น่าจะเป็นผล เพราะในท้ายที่สุดแล้วเงินเหล่านั้น ย่อมตกไปอยู่ในมือของกลุ่มธุรกิจบางกลุ่มเท่านั้น เช่น หากพิจารณาจากสองโครงการใหญ่ของรัฐบาล ผลประโยชน์ย่อมตกแก่กลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์(ข้ออ้างเรื่องผลประโยชน์ด้านแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมต่อเนื่องด้านรถยนต์ ต้องดูในรายละเอียดให้ดีว่าจริงๆแล้วใครได้รับประโยชน์) และกลุ่มโรงสี รวมถึงพ่อค้าข้าว มากกว่าที่จะตกถึงมือเกษตรกรส่วนใหญ่
เม็ดเงินนับแสนล้าน(ในโครงการจำนำข้าว) นั้น รัฐสามารถนำเอาทำโรงสีได้ทั้งประเทศให้กลุ่มเกษตรกร เพื่อแปรสภาพออกมาเป็นข้าวสารขายได้ด้วยซ้ำ แต่แน่ล่ะ การทำเรื่องแบบนี้เป็นของยากสำหรับสำหรับรัฐบาลไทย เพราะไปเกี่ยวข้องกับฐานการสนับสนุนทางการเมืองต่อพรรคการเมืองของกลุ่มผลประโยชน์ด้านค้าข้าว (ส่วนหนึ่งของกรณีนโยบายการส่งเสริมชาวนา รัฐไทยน่าจะดูตัวอย่างจากการดำเนินการด้านนโยบายด้านข้าวของรัฐบาลเวียดนาม ,ไม่ถึงขนาดต้องเอา “อย่าง”เวียดนาม แต่น่าจะเอา “เยี่ยง”เวียดนามมาใช้ได้)
สำหรับวิกฤติการเงินที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นนี้ ผมเชื่อว่า กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย(แบงก์ชาติ) น่าจะจับสัญญาณอะไรได้บางอย่างด้วยซ้ำ ต้องไม่ลืมว่าก่อนที่จะเกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในอเมริกาครั้งที่ผ่านมา ก็เนื่องด้วยสาเหตุจากการเล่นแร่แปรธาตุทางการเงินของฝ่ายธุรกิจและการควบคุมที่หละหลวมของฝ่ายรัฐอเมริกัน เวลานี้ประเทศไทยดูเหมือนจะเดินเข้าใกล้จุดสุกงอมของปัญหาดังกล่าว เพราะโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ไม่มีผลผลิตจริงในวงจรเศรษฐกิจ ขาดความเชื่อมโยงเชิงวงจรเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต่อเชื่อมกัน เช่น เรื่องของแรงงานในภาคการผลิตต่างๆ กับนโยบายด้านอุตสาหกรรม หรือกับนโยบายด้าน “เกษตรพาณิชย์” เป็นต้น
นอกเหนือไปราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ที่สมควรจะต้องเป็นไปตามกลไกการตลาด แต่ปรากฏว่า สินค้าบางรายการ เช่น สินค้าเกษตรมีราคาแพง เนื่องจากต้นทุนด้านแรงงานปรับสูงขึ้น ทำให้เกษตรกรอยู่กันอย่างลำบาก และต้องเลิกอาชีพไปในที่สุด ,สินค้าเกษตรที่ประชาชนมีความจำเป็นต้องบริโภคชนิดดังกล่าว ก็ต้องปรับราคาสูงขึ้น เนื่องจากต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศ เป็นเหตุให้ค่าครองชีพสูงขึ้น
ธนาคารพาณิชย์หลักๆของไทยส่วนใหญ่อาจได้รับผลกระทบจากผลของความล้มเหลวของเศรษฐกิจเชิงนโยบายการเงิน (เล่นแร่แปรธาตุ)น้อย เพราะรายได้จากแบงก์เหล่านี้มาจากการคิดกับค่าธรรมเนียมเอากับลูกค้าของแบงก์เหล่านั้นเอง ซึ่งเป็นรายได้ที่มั่นคงและแน่นอนกว่ารายได้ส่วนอื่น (เรื่องนี้แบงก์พาณิชย์ของไทยกระทำกันอย่างไม่ละอาย โดยแบงก์ชาติเองได้แต่มองดูตาปริบๆ) ยกเว้นบางสถาบันการเงินที่เน้นการปล่อยสินเชื่อด้านยานยนต์ หรือสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์มากเกินไป ที่จะมีความเสี่ยงสูง
3.การย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน , เวลานี้หลายกลุ่มธุรกิจการผลิตในเมืองไทยได้ย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน อย่างเช่น ลาว พม่า กัมพูชา เป็นต้น ตัวอย่างนี้สามารถเห็นได้จากการเตรียมรับมือกับสถานการณ์ของกลุ่มสหพัฒน์ ที่เริ่มผ่องถ่ายการผลิตบางส่วนออกไปยังพม่า เพราะไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนแรงงานในไทยได้อีกต่อไป บริษัทอื่นๆ ก็อยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกัน ซึ่งดูเหมือนชะตากรรมการผลิตสินค้าต่างๆในไทยเป็นเรื่องที่ยังมืดมนในอนาคต เพราะได้รับแรงกดดันถึง 2 ทาง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง(อีกเช่นเคย) ได้แต่มองดูตาปริบๆ
แรงกดดันทางแรก คือ เรื่องการเพิ่มขึ้นของต้นทุนด้านแรงาน ซึ่งเป็นที่ประจักษ์กันอยู่แล้วว่า ค่าแรงในเมืองไทยสูงกว่าค่าแรงในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะมีการเพิ่มขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำหรือไม่ก็ตาม เหตุผลส่วนหนึ่ง คือ ความต้องการแรงงานจำนวนมากของผู้ประกอบการเป็นเหตุให้ค่าแรงสูง และนำสู่ความล้มเหลวเชิงการแข่งขันด้านต้นทุนในที่สุด
แรงกดดันทางที่สอง คือ การระบายสินค้า(ตลาด)ของผู้ผลิตสินค้าถูกบีบและถูกจัดให้อยู่ในพื้นที่แคบลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ของโมเดิร์นเทรด(ที่ผูกขาดอยู่ในกี่เจ้า) โดยไม่ได้รับการเหลียวแลแก้ไขด้านกฎหมายเพื่อความเป็นธรรม(ด้านการค้าในประเทศ)จากรัฐบาล หรือรัฐสภาเลย และนับวันทางเลือกด้านตลาดของผู้ผลิตสินค้าเหล่านี้จะน้อยลงไปเรื่อยๆ หากไม่ได้รับการสนใจเหลียวแลจากรัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ธุรกิจเหล่านี้ก็จะถึงทางตัน และเป็นเหตุให้โมเดิร์นเทรด ซึ่งเป็นกลุ่มทุนเพียงไม่กี่กลุ่ม และเป็นกลุ่มการลงทุนจากต่างประเทศ ยึดครองตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค ก็จะนับเป็นการบั่นทอนกลไกการตลาดที่เคยทำงานให้ขาดสะบั้นลงในที่สุด
ขณะเดียวกันน่าสนใจว่า ระบบทุนเป็นใหญ่ โดยปราศจากการควบคุม(ด้านกฎหมาย)เพื่อความเป็นธรรมในการแข่งขัน กลับให้บริษัทการผลิตขนาดเล็กถึงขนาดกลางล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก โดยถูกกลุ่มทุนขนาดใหญ่เหล่านี้กินรวบและทุบทำลายทั้ง(ด้านกลยุทธ์)การลงทุน และ(ด้านกลยุทธ์)การตลาด ทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้ ทั้งยังปราศจากการเหลียวแล โดยเฉพาะจากภาครัฐที่ยังคงมุ่งนโยบายประชานิยมไม่เปลี่ยนแปลง
ผมไม่ได้ปฏิเสธ ประชานิยมครับ ในอเมริกาก็ยังมีประชานิยมกันเป็นเรื่องปกติ , ประชานิยมหลายบางเรื่องเป็นเรื่องดี ผลประโยชน์ตกถึงมือประชาชนโดยตรง แต่ประชานิยม ควรคำนึงวงจรด้านเศรษฐกิจให้ครบถ้วนและรัดกุม รวมทั้งคำนึงถึงความยุติธรรมในภาคเศรษฐกิจและภาคสังคมด้วย

ใส่ความเห็น

รับทำงานสารคดี ข่าว รายงาน

 

Image

รับทำ(เขียน)งานสารคดี , ข่าว , รายงาน และคอลัมน์ทั่วไป

โดย

พีร์  พงศ์พิพัฒนพันธุ์  และทีมงาน

(เช็ค : google search engine)

ติดต่อ

085 244 1332

ppongnv@gmail.com

ใส่ความเห็น

รับเขียนสารคดี ข่าว รายงานและคอลัมน์

รับทำ(เขียน)งานสารคดี , ข่าว , รายงาน และคอลัมน์ทั่วไป

โดย

พีร์  พงศ์พิพัฒนพันธุ์  และทีมงาน

(เช็ค : google search engine)

ติดต่อ

085 244 1332

ppongnv@gmail.com

ใส่ความเห็น

รับปรึกษาวิทยานิพนธ์และโปรเจคท์งาน

Image

รับปรึกษาวิทยานิพนธ์และโปรเจคท์งาน ด้านรัฐศาตร์ สังคมศาตร์ ปรัชญาและพุทธศาตร์

โดย พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์ และทีมงาน

(เช็ค : google search engine)

โทร 085 244 1332

ppongnv@gmail.com

ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.