สำนึกยุติธรรมของพลเมือง

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์
ธอมัส เจฟเฟอร์สัน เคยกล่าวไว้นานแล้วว่า ความยุติธรรมย่อมเกิดจากสำนึกในเรื่องความยุติธรรมของผู้ที่ต้องการความยุติธรรม (It is reasonable that everyone who asks justice should do justice.) อีกนัยหนึ่งก็คือเมื่อต้องการความยุติธรรมให้กับตนเองหรือสังคม ตัวผู้ต้องการความยุติธรรมก็ต้องเป็นผู้ที่รักความยุติธรรมด้วยเช่นกัน ซึ่งเรื่องนี้ตรงกับหลักการของชาวพุทธที่ว่า สัตว์ทุกชนิดรักชีวิตของมันเช่นเดียวกับคน เมื่อรู้อย่างนี้แล้วจึงไม่ควรไปเบียดเบียนทำร้ายสัตว์ต่างๆ ความยุติธรรมก็เช่นเดียวกัน เมื่อตนเองต้องการความยุติธรรมก็แสดงว่าคนอื่นก็ต้องการความยุติธรรมเช่นเดียวกัน และผลจากการที่สังคมมีความยุติธรรมเป็นไปตามที่ Ralph Nader นักการเมืองอเมริกันเคยกล่าวไว้ว่า เพียงแค่มีความยุติธรรมในสังคมเท่านั้น อำนาจรัฐก็แทบหมดไปเกือบสิ้นเชิง

ผู้ที่มองความยุติธรรมที่สัมพันธ์กับมนุษย์ในเชิงบวก คือ เพลโต้ เขาบอกว่าความยุติธรรมเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตของพลเมืองของรัฐ เพลโต้ให้น้ำหนักความเชื่อมั่นต่อจิตสำนึกของมนุษย์ และเชื่อว่าอย่างไรเสียหากไม่มีผลประโยชน์เข้ามาพัวพันกับตัวของมนุษย์ ปล่อยให้สามัญสำนึกของมนุษย์ทำงานก็เชื่อว่ามนุษย์ส่วนใหญ่ย่อมมีความยุติธรรม ไม่ทรยศต่อจิตสำนึกเรื่องความยุติธรรม แต่ที่สังคมมนุษย์กำลังวุ่นในด้านต่างๆ ตอนนี้ เพราะมนุษย์เข้าไปยุ่งเกี่ยวและมีส่วนได้เสียกับผลประโยชน์ต่างๆ ไม่มากก็น้อย จนทำให้มนุษย์สูญเสียความยุติธรรมไปไปจากใจของพวกเขาไป
เพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับทุกคนหรือทุกฝ่าย มนุษย์ได้พยายามกำหนดกติกา หรือที่เรารู้จักกันก็คือ การสร้างกฎหมายขึ้นมาเพื่อใช้บังคับกับแทบทุกคนในสังคม แต่ในการสร้างกฎหมายหรือข้อบัญญัติของการอยู่ร่วมกันเพื่อให้สังคมเกิดความยุติธรรมมากขึ้นนั้น
Marcus Tullius Cicero ปราชญ์ชาวโรมันบอกว่า ยิ่งมีกฎหมายมากขึ้นเท่าใด ความยุติธรรมก็มีน้อยลงเท่านั้น ซึ่งหมายความว่ากฎหมายเป็นตัวการป่วนความยุติธรรม โดยเฉพาะความยุติธรรมที่มีอยู่ในสำนึกตามธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ ส่วนหนึ่งเพราะกฎหมายเกิดจากความต้องการผูกมัดมนุษย์ไว้ในข้อกติกาเดียวกัน อีกส่วนหนึ่ง เพราะกฎหมายอาจถูกร่างขึ้นโดยไม่เป็นไปตามเจตจำนงของคนหมู่มาก อาจร่างโดยคนกลุ่มหนึ่งของสังคม (รัฐ) เช่น โดยกลุ่มชนชั้นนำในสังคม (elite) เป็นต้น
ที่จริงในมุมมองของปราชญ์ในอดีตนับแต่สมัยกรีก โรมัน เป็นต้นมา พวกเขามีความคิดก้าวหน้ามาก่อนยุโรปสมัยใหม่เสียด้วยซ้ำ ความตกผลึกทางความคิดคือการแสดงให้เห็นถึงหัวก้าวหน้าของพวกเขา ซึ่งเมื่อใคร่ครวญอย่างถึงที่สุดแล้วย่อมนำไปสู่เป้าหมาย ได้แก่ การปลดปล่อยมนุษย์ออกจากพันธนาการต่างๆ ซึ่งกฎหมายก็คือพันธนาการของสังคมมนุษย์อย่างหนึ่ง
ในความเป็นจริงแล้ว ปราชญ์แทบทุกคนตระหนักว่า สังคมของมนุษย์จะอยู่ร่วมกันได้ ก็ด้วยพันธะสัญญาหรือกติกากลางซึ่งก็คือกฎหมายที่ใช้กับมนุษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน และปัญหาที่เกิดจากการใช้กฎหมายที่สำคัญมากที่สุดคือ ความยุติธรรมหรือความเป็นธรรมในการใช้กฎหมาย

สิ่งตรงข้ามกับความยุติธรรมคือ ความอยุติธรรม ที่เชื่อมโยงกับผลประโยชน์หรือความสมปรารถนาของมนุษย์ แม้มีกติกากลางอยู่ก็ตามแต่เมื่อมีผลประโยชน์เชิงปัจเจกและเชิงกลุ่ม ก็ทำให้การใช้กฎหมายเกิดการเบี่ยงเบนไปตามเจตนาแห่งผลประโยชน์นั้นได้ ยิ่งผู้มีอำนาจในการใช้กฎหมายด้วยแล้ว

สังคมมนุษย์ในสมัยใหม่จึงวางกติกาเพื่อให้เกิดความสมดุลของผลประโยชน์ฝ่ายต่างๆ เริ่มตั้งแต่สังคมขนาดใหญ่อย่าง “รัฐ” หรือแม้กระทั่งในยุคโลกาภิวัตน์ คือ “โลก” ก็มีทีท่าที่แสดงให้เห็นถึงความยุติธรรมในแง่ของการสร้างกลไกความสมดุลเรื่องการอยู่ร่วมกันของประชาชาติ ซึ่งในสังคมขนาดใหญ่ดังกล่าว ความยุติธรรมได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นและกลายเป็นกระแสโลก มิใช่ว่าประเทศใดจะละเมิดความยุติธรรมตามอำเภอใจอะไรง่ายๆ แม้แต่ประเทศมหาอำนาจ เช่น อเมริกาเองก็ได้พยายามส่งเสริมและกระตุ้นในเรื่องความยุติธรรมต่อนานาชาติ แม้บางประเทศจะไม่ยอมรับมาตรฐานความยุติธรรมตามแบบอเมริกันก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับว่าอเมริกันเองได้สร้างมาตรฐานความยุติธรรมให้กลายเป็นกระแสวัฒนธรรมร่วมสมัย นั่นก็คือ สำนึกความยุติธรรมสากลในกระแสโลกาภิวัตน์ เป็นไปตามที่เพลโต้ได้กล่าวไว้เมื่อนานหลายปีมาแล้ว
รัฐธรรมนูญอเมริกันและรัฐธรรมนูญของประเทศในยุโรปบางประเทศ คือสิ่งยืนยันถึงการให้ความเชื่อมั่นของสำนึกความยุติธรรมของมนุษย์ เพราะไม่พยายามรายละเอียดหยุมหยิมใส่ไว้ในกฎหมายของประเทศ แต่ได้เว้นช่องว่าง “ในการตีความความตรงกันเรื่องจิตสำนึกยุติธรรม” ของพลเมืองเอาไว้ หมายความว่า รัฐธรรมนูญนั้นไม่ต้องลงรายละเอียดการบังคับให้ทำและการห้ามไม่ให้ทำมากเกินไป เพราะการลงรายละเอียดดังกล่าวย่อมหมายถึงการเข้าไปใช้ความคิดของผู้ร่างหรือผู้จัดการให้มีการรัฐธรรมนูญฉบับนั้นๆ กำกับพลเมืองผ่านกฎหมายสูงสุด โดยไม่เปิดช่องว่างให้สำนึกยุติธรรมของพลเมืองได้ทำงานอย่างตรงไปตรง ซึ่งหากมองอีกด้านก็จะเห็นว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญในแบบดังกล่าวไม่เชื่อในสำนึกความยุติธรรมของพลเมือง หรืออาจเป็นได้ว่าพลเมืองของรัฐนั้นๆ มีวัฒนธรรมของความไร้สำนึกด้านความยุติธรรม
ที่จริงการวางบทบัญญัติหรือกฎหมายรัฐธรรมนูญละเอียดมากขึ้นเพียงใดก็สะท้อนถึงการสกัดกั้นการแสดงออกเชิงพฤติกรรมที่เกิดจากจิตสำนึก เพราะยิ่งปกคลุมด้วยตาข่ายกฎหมายถี่มากขึ้นเท่าใด สำนึกในความเป็นตัวของตัวเองในสถานะความเป็นมนุษย์ย่อมน้อยลงเท่านั้น นอกเหนือไปจากลักษณะของความเป็น “รัฐอำนาจนิยม” จะยิ่งเด่นชัดมากขึ้น

ข้อที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งของวัฒนธรรมปฏิเสธสำนึกความยุติธรรมก็คือ ในรัฐนั้นๆ มักสถาปนาผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ให้เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในด้านต่างๆ เช่น ในด้านกฎหมายก็มีการสถาปนาผู้พิพากษา หรือนิติกร (หรือเนติบริกร) ขึ้นเป็นองค์อธิปัตย์ทางด้านกฎหมาย ทั้งนี้เพราะบุคคลผู้มีอำนาจในรัฐที่มีวัฒนธรรมดังกล่าวไม่เชื่อว่าสำนึกของพลเมืองทั่วไปในเรื่องความยุติธรรมจะเป็นสิ่งที่เป็นไปได้
หากพิจารณาจากแนวคิดของเพลโต้ที่เชื่อมั่นต่อสำนึกความยุติธรรมของปัจเจกชน โดยมีข้อแม้เรื่องการตัดขาดจากผลประโยชน์หรือสายสัมพันธ์ส่วนบุคคลที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับปัจเจกชนดังกล่าว ก็ย่อมแสดงให้เห็นว่าภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวสำนึกความยุติธรรมจะทำงานได้ดีทีเดียว ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ นั้นต่างถูกฝังหัวในเรื่องประโยชน์นิยมมาไม่มากก็น้อยจากความเชี่ยวและสายสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์กับกลุ่มผลประโยชน์รอบตัว ตามระยะเวลาการทำงาน

กรณีการใช้คณะลูกขุนซึ่งมาจากบุคคลธรรมดาทั่วไปพิจารณาคดีของศาลอเมริกัน เป็นกรณีตัวอย่างกรณีหนึ่งของการปฏิเสธลักษณะอำนาจนิยมแบบผู้เชี่ยวชาญ (กฎหมาย) แต่ในขณะเดียวกันก็เชื่อมั่นถึงพลังของความยุติธรรมที่เกิดจากมโนสำนึกของปัจเจก คุณสมบัติของผู้มาเป็นคณะลูกขุน ต้องไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคู่ความ ซึ่งเท่ากับตัดความเกี่ยวข้องเรื่องผลประโยชน์บุคคลหรือองค์กรทิ้งไป รูปแบบดังกล่าวทำให้สำนึกความยุติธรรมทำงานได้เป็นอย่างดีนับแต่ระบบนี้ถูกนำมาใช้ในระบบยุติธรรมอเมริกัน
ขณะเดียวกัน ผลที่เกิดจากความไม่เชื่อในสำนึกความยุติธรรมเชิงปัจเจกของฝ่ายกุมอำนาจรัฐ ทำให้ไม่สามารถประเมินเชิงวัฒนธรรมได้ว่าพลเมืองของรัฐนั้นมีสำนึกความยุติธรรมมากเพียงใด ปัญหาเรื่องความยุติธรรมภายในหรือของรัฐจึงไม่ได้รับการแก้ไข เพราะพลเมืองไม่เคยรู้รสชาติของเสรีภาพจากการปลดปล่อยให้สำนึกความยุติธรรมได้ทำงาน หากพลเมืองได้ถูกพันธนาการโดยกฎหมายแบบอำนาจนิยมมานานจนคิดไม่ออกหรือคิดไม่เป็น พวกเขาปล่อยให้รัฐอำนาจนิยมหรือผู้เชี่ยวชาญที่รัฐอำนาจนิยมตั้งขึ้นมาเป็นฝ่ายคิดแทน ดังนั้น จึงยิ่งไม่ต้องหวังเรื่องนวัตกรรมต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น

เพราะมีแต่รัฐอำนาจนิยมที่ไม่เคยเชื่อว่า พลเมืองจะมีสำนึกความยุติธรรมโดยตัวของพวกเขาเอง ซึ่งสำนึกดังกล่าวไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานภาพ (เช่น ฐานะทางเศรษฐกิจ ชื่อแซ่ นามสกุล) การศึกษาและความเชี่ยวชาญของพลเมืองเหล่านั้นเลย แต่มาจากสำนึกภายในที่เป็นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์นั่นเอง

ในเชิงวัฒนธรรมของพลเมือง ในอีกแง่หนึ่งนั้นสำนึกความยุติธรรมของพลเมืองในบางรัฐอาจไม่มีอยู่จริง ไม่เหมือนสำนึกความยุติธรรมในแบบตะวันตก มุมมองดังกล่าวทำให้สำนึกความยุติธรรมของพลเมืองไทยถูกบล็อกไว้โดยกฎหมายรัฐธรรมนูญแบบอำนาจนิยมและเป็นเหตุให้สำนึกความยุติธรรมไม่เคยถูกนำมาใช้เป็นแนวปฏิบัติในกระบวนการยุติธรรม.

  1. ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: