วิปัสสนากัมมัฏฐานกับแนวทางการปฏิบัติ แบบ“สุกขวิปัสสก”ในยุคร่วมสมัย

โดย พีรพร พงศ์พิพัฒนพันธุ์
ป.เอก ๒.๑ สาขาพระพุทธศาสนา

๑.บทนำ
ชาวพุทธส่วนใหญ่คุ้นเคยกับคำ ๒ คำในพระพุทธศาสนา คือ วิปัสสนากับปัญญาวิมุตติ โดยที่คำทั้ง ๒ คำดังกล่าวชวนให้นึกถึงเรื่องปัญญาที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นเครื่องมือนำไปสู่ความพ้นทุกข์ บุคคลผู้ไม่มีปัญญาจะไม่สามารถพ้นจากความทุกข์ไปถึงฝั่งพระนิพพานได้ แต่หากบุคคลใดมีปัญญาสามารถเข้าถึงความเป็นผู้ปราศจากอาสวะ แสดงว่าเป็นผู้มีปัญญาโดยแท้จริง ที่สำคัญคือ ปัญญาเป็นสิ่งจำเป็นในแง่ของการเริ่มต้นแสวงหาและมองเห็นหนทางปลดเปลื้องทุกข์ รวมถึงยังจำเป็นในแง่การปลดเปลื้องทุกข์ตามพุทธดำรัสที่ว่า “นรชนผู้มีปัญญา เห็นภัยในสังสารวัฏ ดำรงอยู่ในศีลแล้ว เจริญจิตและปัญญา มีความเพียร มีปัญญาเครื่องบริหารนั้นพึงแก้ความยุ่งนี้ได้” หมายถึง บุคคลจำเป็นต้องอาศัยปัญญาเห็นภัยของสังสารวัฏก่อน จึงสามารถเข้าสู่การปฏิบัติตามหลักไตรสิกขา ขณะเดียวกันก็ยังต้องใช้ปัญญาเป็นเครื่องมือในการกำจัดกิเลสที่เกิดขึ้นอีกด้วย ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะเห็นว่า ปัญญาถูกนำมาใช้ตลอดกระบวนการขจัดทุกข์ตามหลักของพระพุทธศาสนา ทำให้ปัญญาปรากฏอยู่ในหมวดธรรมหลายหมวด โดยเฉพาะหมวดธรรมใหญ่ๆ อย่างเช่น ไตรสิกขา ได้แก่ อธิศีล อธิจิต และอธิปัญญาปัญญา อินทรีย์ ๕ พละ ๕ ได้แก่ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา เป็นต้น ส่วนวิธีการได้มาซึ่งปัญญาตามหลักพระพุทธศาสนานั้นมาจาก ๓ ทาง ได้แก่
(๑) สุตมยปัญญา หมายถึง ปัญญาที่สำเร็จโดยการฟัง เป็นการเอาปัญญา ความรู้ ความเข้าใจจากการอ่านและการฟัง ทบทวนศึกษาซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งมีพื้นฐานความรู้ที่ถูกต้อง และแม่นยำในอรรถะและพยัญชนะ
(๒)จินตามยปัญญา หมายถึง ปัญญาที่สำเร็จโดยการคิดพิจารณา
เป็นปัญญาที่ได้จากการคิดใคร่ครวญ พินิจพิจารณา ให้เกิดความเข้าใจอย่างตกผลึกตามขั้นตอนของเหตุผล และความสัมพันธ์ต่างๆ มิใช่การจดจำเพียงอย่างเดียว แต่สามารถมองสภาพปรมัตถ์ธรรมออกด้วยจินตนาการ เข้าใจถึงเป้าหมาย และรายละเอียดธรรมะได้ตรงทาง ไม่ว่าจะเป็นนัยตรงหรือเชิงประยุกต์ เพียงแต่มิได้อยู่ในฐานะเป็นผู้เห็นด้วยตนเองก็เท่านั้น
(๓) ภาวนามยปัญญา หมายถึง ปัญญาที่สำเร็จโดยการภาวนา เป็นปัญญาของผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานตามแนวทางที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ คือ แนวทางมหาสติปัฏฐาน ๔ เข้าถึงความรู้แจ้งในความมิใช่ ตัวตน ของสัตว์ บุคคล ว่าประกอบด้วยขันธ์ ๕ หรือประกอบด้วยรูปธรรมและนามธรรมเท่านั้น เมื่อเห็นแล้วก็เกิดญาณ คือความรู้ในการปล่อยวางซึ่งก็คือการเข้าถึงความหลุดพ้นจากทุกข์นั่นเอง เรียกการหลุดพ้นด้วยวิธีการใช้ปัญญาดังกล่าวว่า ปัญญาวิมุตติ ขณะที่อีกวิธีการหนึ่งของการหลุดพ้นในพระพุทธศาสนา เรียกว่า เจโตวิมุตติ หมายถึง ความหลุดพ้นแห่งจิตหรือความหลุดพ้นจากกิเลสด้วยอำนาจการฝึกหรือด้วยกำลัง สมาธิ เช่น สมาบัติ ๘ เป็นต้น
หากพิจารณาดูก็จะเห็นว่า ระหว่างปัญญาวิมุตติกับเจโตวิมุตติ แม้ต้องใช้ปัญญาสนับสนุนช่วยให้บรรลุธรรมเหมือนกัน หากแต่ความแตกต่างของการบรรลุธรรมทั้ง ๒ แบบอยู่ที่วิธีเข้าถึงธรรมหรือการบรรลุธรรม เจโตวิมุตตินั้นต้องใช้กำลังของสมาธิที่เรียกว่าสมาบัติ ๘ ได้แก่ รูปฌาน ๔ และ อรูปฌาน ๔ ฌานใดฌานหนึ่ง ผู้ที่เจริญสมาธิถึงระดับอรูปฌาน ๔ แล้วบรรลุธรรมคือความหลุดพ้นเรียกว่าพระอุภโตภาควิมุต ส่วนผู้ที่เจริญสมาธิในระดับรูปฌาน ๔ แล้วบรรลุธรรมคือความหลุดพ้นเรียกว่า พระปัญญาวิมุต ซึ่งในส่วนของพระปัญญาวิมุติเองก็ยังแบ่งออกเป็น ๕ ประเภท ได้แก่
๑. พระปัญญาวิมุติ ผู้ได้จตุตถฌาน
๒. พระปัญญาวิมุติ ผู้ได้ตติยฌาน
๓. พระปัญญาวิมุติ ผู้ได้ทุติยฌาน
๔. พระปัญญาวิมุติ ผู้ได้ปฐมฌาน
๕. พระปัญญาวิมุติ ผู้เป็นสุกขวิปัสสก (พระวิปัสสนายานิก)
เฉพาะพระปัญญาวิมุติ ผู้เป็นสุกขวิปัสสก หรือพระวิปัสสนายานิก ผู้สามารถทำความหลุดพ้นจากทุกข์โดยไม่ต้องอาศัยฌาน อาศัยแต่วิปัสสนาล้วนๆ เพียงอย่างเดียว คือ ใช้ปัญญาพิจารณาธรรม เช่น ไตรลักษณ์ เป็นต้น อย่างถูกทางจนจิตสงบและเกิดสมาธิขึ้นมาเองตามธรรมชาติ พระปัญญาวิมุติประเภทนี้มีความน่าสนใจตรงที่ว่า ถึงแม้ท่านเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานพิจารณาธรรมโดยกำลังของสมาธิขั้นต่ำมาก แต่ก็สามารถเข้าถึงความหลุดพ้นจากทุกข์ได้เช่นเดียวกับพระอรหันต์ที่บรรลุธรรมด้วยการใช้กำลังสมาธิในระดับสูง ซึ่งเป็นเครื่องแสดงว่าการบรรลุธรรมในพระพุทธศาสนาด้วยการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้นไม่จำเป็นต้องอาศัยกำลังสมาธิขั้นสูงเสมอไป หากแต่การใช้ปัญญาพิจารณาด้วยวิธีการวิปัสสนากัมมัฏฐานที่ก่อให้เกิดสมาธิในระดับอ่อนๆ ก็ทำให้สามารถเข้าถึงความจริงแห่งทุกข์และเป็นเหตุให้สามารถบรรลุธรรมได้เช่นเดียวกัน โดยกำลังของสมาธิที่เกิดขึ้นจากการทำวิปัสสนากัมมัฏฐานนั่นเอง
นัยยะดังกล่าวนับว่าสอดคล้องกับลักษณะของกระแสสถานการณ์ในปัจจุบันที่เรียกกันว่า ยุคโลกาภิวัตน์ที่เชื่อมโยงกับความเป็นอกาลิโกของพุทธธรรม หมายถึงว่าในยุคร่วมสมัยที่ผู้คนไม่มีลักษณะของจารีตประเพณีในการออกไปปฏิบัติธรรมในป่าเขาด้วยการเจริญสมาธิจนได้ฌาน หรือในชีวิตประจำวันปัจจุบันที่โอกาสในการทำฌานให้เกิดขึ้นเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ที่สนใจปฏิบัติกัมมัฏฐานเนื่องจากสภาพแวดล้อมต่างๆ ไม่เอื้ออำนวย หากพิจารณาจากรูปแบบการเข้าถึงธรรมปัญญาวิมุตแบบสุกขวิปัสสกซึ่งใช้กำลังสมาธิแบบอ่อนๆ ดังกล่าวแล้ว กลับแสดงให้เห็นว่าท่ามกลางความวุ่นวายสับสนของโลกปัจจุบันโอกาสในการบรรลุธรรมก็ยังเปิดให้กับผู้คนในทุกสถานภาพ นั่นก็คือ การอาศัยวิธีการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานแบบไม่ต้องอาศัยกำลังสมาธิขั้นสูง
การขจัดทุกข์ตามหลักพระพุทธศาสนาทุกรูปแบบนั้นจำเป็นต้องใช้ปัญญา เป็นปัญญาที่เกิดจากการภาวนาหรือภาวนามยปัญญาที่เชื่อมโยงกับการปฏิบัติวิปัสสนา หรือที่เรียกกันว่าวิปัสสนากัมมัฏฐานอย่างแยกไม่ออก และเป็นวิธีการขจัดกิเลสที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์หรือนิพพานด้วยการเอาสติปัญญาเข้าไปตามดูตามสังเกต เข้าไปจดจ่อ เข้าไปใส่ใจ ต่อสภาวะลักษณะที่ปรากฏในขณะนั้นๆ ต่อความแปรปรวนเปลี่ยนแปลงและความเป็นไปต่าง ๆ ทั้งการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ เสื่อม และดับไปของรูปนาม หรือของร่างกายของจิตใจ หรือของรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ สะสมข้อมูลที่สังเกตได้นั้นมากขึ้นเรื่อย ๆ และนำข้อมูลที่ได้จากการตามดูตามสังเกตนั้น มาพิเคราะห์พิจารณาโดยแยบคาย ให้เห็นว่ารูปนามนั้นเที่ยงหรือไม่เที่ยง เป็นสุขหรือทุกข์ หรือความสุขที่ได้มานั้นคุ้มกับความทุกข์ที่ต้องเผชิญหรือไม่ อยู่ในอำนาจหรือไม่ เป็นไปตามความปรารถนาหรือไม่ ควรค่าแก่การยึดมั่นหรือไม่ ควรหรือไม่ที่จะถือว่าเป็นเรา เป็นของของเรา เป็นตัวเป็นตนของเรา เพราะถ้าจะถือว่าสิ่งใดเป็นเราแล้วสิ่งนั้นก็ควรจะอยู่ในอำนาจ และเป็นไปตามความปรารถนาของเราอย่างแท้จริง ทั้งนี้ก็เพื่อทำการศึกษาให้เห็นธรรมชาติที่แท้จริงของรูปนามทั้งหลาย
หลักการใช้ปัญญาพิจารณาโดยแยบคาย ไม่ใช่ทำเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะการตามดูตามสังเกตแล้วไม่นำข้อมูลที่ได้นั้น มาพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนก็จะไม่ได้ประโยชน์จากข้อมูลนั้นอย่างเต็มที่ ส่วนการตั้งหน้าตั้งตาพิจารณาโดยแยบคาย โดยไม่มีข้อมูลจากการตามดูตามสังเกตอย่างมากพอ การพิจารณานั้นก็อาจผิดพลาดได้ ดังนั้นจึงควรตามดูตามสังเกตไปเรื่อย ๆ แล้วนำข้อมูลนั้นมาพิจารณาโดยแยบคายเป็นระยะ ๆ สลับกันไป เช่น อินทรีย์สังวร ซึ่งประกอบไปด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ การพิจารณาโดยแยบคายถึงวัตรปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เป็นต้น เมื่อพิจารณาอะไรต่อไปไม่ได้แล้วแสดงว่าข้อมูลที่สังเกตได้มานั้นยังไม่มากพอที่จะพิจารณาต่อไป ก็อาจพักการพิจารณาเอาไว้ก่อน ไม่พึงท้อใจเพราะเป็นธรรมดาของการปฏิบัติ ใช้สติตามดูตามสังเกตรูปนามต่อไป เมื่อข้อมูลมากขึ้นก็จะพิจารณาต่อไปได้เอง หรือบางครั้งเมื่อข้อมูลมากพอแล้ว แม้จะไม่ได้ตั้งใจพิจารณาจิตก็จะแล่นไปได้เอง คือถึงไม่ได้ตั้งใจพิจารณาก็เหมือนพิจารณา เมื่อเห็นธรรมชาติที่แท้จริงชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ในที่สุดก็จะเกิดความรู้ถึงความเบื่อหน่ายในรูปนามทั้งปวงอย่างแรงกล้า เมื่อเบื่อหน่ายก็จะเกิดความรู้สึกคลายความยึดมั่นถือมั่นในรูปนามทั้งปวงลง ไป เมื่อคลายความยึดมั่นถือมั่นมากเท่าไร กิเลสทั้งหลายที่อยู่ในระดับความหยาบและความประณีตเดียวกันกับความยึดมั่นถือมั่นนั้น ก็จะถูกทำลายลงไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นการทำลายที่ต้นตอของกิเลสนั้นโดยตรง จึงไม่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นมาได้อีกเลย เมื่อเบื่อหน่ายก็จะคลายกำหนัด เมื่อคลายกำหนัดก็เข้าถึงความพ้นทุกข์
ขณะเดียวกันการใช้ปัญญาโดยระบบวิปัสสนากัมมัฏฐาน ไม่มีข้อจำกัดจากเรื่องสถานภาพภายนอก เช่น การเป็นบรรพชิตหรือฆราวาส เป็นต้น หากเกี่ยวเนื่องกับกระบวนภายในโดยตรง วิปัสสนากัมมัฏฐานจึงเหมาะสมที่จะนำมาใช้ปฏิบัติเพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนโดยทั่วไปไม่จำเพาะแต่เพียงพระสงฆ์เท่านั้น ที่สำคัญ คือ ถึงแม้สภาพการณ์และสภาพแวดล้อมในยุคร่วมสมัยจะเปลี่ยนไปจากพุทธกาลและในอดีตที่ผ่านมาก็ตาม แต่ชาวพุทธก็ยังคงสามารถและมีโอกาสที่จะปฏิบัติเพื่อเข้าถึงธรรมได้ โดยเฉพาะแนวทางของผู้เป็นปัญญาวิมุติสุกขวิปัสสก

๒.ปัญญาวิมุตติของสุกขวิปัสสกในพุทธกาล
มีคำถามเกิดขึ้นในแง่การบรรลุธรรมในสมัยพุทธกาลว่า ทำไมผู้คนในสมัยพุทธกาลจึงมีการบรรลุธรรมจำนวนมาก โดยเฉพาะการบรรลุธรรมในแบบของการใช้ปัญญา ผู้ที่บรรลุธรรมจากแบบดังกล่าวเรียกว่า ปัญญาวิมุต และที่น่าสนใจ คือ มีผู้บรรลุธรรมสุกขวิปัสสกรวมอยู่ในนั้นด้วย หลักฐานจากพระคัมภีร์ไม่ได้ระบุถึงจำนวนที่แน่ชัดของท่านเหล่านี้ แต่ก็เป็นเครื่องชี้ให้เห็นอย่างหนึ่งว่าการบรรลุธรรมในพระพุทธศาสนาด้วยการใช้ปัญญาโดยระบบวิปัสสนาที่ไม่จำเป็นต้องใช้สมาธิในระดับสูงและผู้ทำไม่สามารถแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ได้แต่อย่างใดนั้น ทำให้บุคคลเข้าถึงธรรมได้เช่นกัน มิหนำซ้ำยังผู้เข้าธรรมยังสามารถแสดงอนุสาสนีปาฏิหาริย์ คือ คำสั่งสอนจูงใจคนให้นิยมเชื่อถือไปตามได้อย่างน่าอัศจรรย์ได้ ซึ่งคำสั่งสอนดังกล่าวย่อมหมายถึงหลักธรรมในพระพุทธศาสนานั่นเอง
หากเป็นไปตามความเห็นของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) แล้วก็จะเห็นว่า การบรรลุธรรมชั้นสูงสุดของพระสุกขวิปัสสกนั้น แม้จะมีการแปลความหมายของพระสุกขวิปัสสกตรงตามตัวผู้อาศัยวิปัสสนาล้วนๆ ในการบรรลุธรรมก็ตาม แต่ท่านมองว่าพระสุกขวิปัสสกจะต้องได้สมาธิระดับใดระดับหนึ่งทุกบุคคล อย่างน้อยก็ขั้นปฐมฌาน ซึ่งการได้สมาธิดังกล่าวสอดคล้องกับหลักในพระคัมภีร์ที่ว่า พระอริยบุคคลทุกท่านต้องมีสมถะและวิปัสสนาครบทั้งสองทั่วกันทุกบุคคล อีกนัยหนึ่งก็เป็นไปตามหลักอริยมรรคมีองค์ ๘ คือ ต้องประกอบด้วยสัมมาสมาธิรวมกับองค์อริยมรรคอีก ๗ ข้ออย่างขาดไม่ได้ นอกจากนี้พระสุกขวิปัสสยังสามารถพัฒนาด้านสมถะให้สูงขึ้นได้ในภายหลัง เนื่องจากจิตของท่านอยู่ในภาวะที่ช่วยให้สมาธิปราณีตเข้มแข็งอยู่แล้ว จึงสามารถเจริญสมาธิในระดับสูงขึ้นเพื่อเป็นเครื่องเสริมการเสวยผลทางจิตหรือที่เรียกว่า ทิฏฐธรรมสุขวิหาร
ในสมัยพุทธกาลเมื่อพระพุทธองค์ทรงกำลังแสดงธรรมโปรดอยู่นั้น ปรากฏว่ามีผู้บรรลุธรรมคือ อรหัตตผลในขณะที่กำลังฟังธรรมที่พระองค์ทรงแสดงจำนวนมาก เช่น การบรรลุธรรมอรหัตตผลของพระยสที่สำเร็จอรหัตตผลขณะอยู่ในเพศฆราวาสก่อนบรรพชาในเวลาต่อมา จากพุทธดำรัสในครั้งที่สองขณะพระพุทธองค์ตรัสกับบิดาของยสกุลบุตรที่ว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา” ซึ่งขณะเมื่อเป็นฆราวาสนั้นยสกุลบุตรมีชีวิตสบายอย่างมาก เพราะเป็นบุตรชายคนเดียวของตระกูลที่มั่งคั่ง เมื่อท่านเดินรำพึงว่า “ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ” นั้น ไม่ได้เกิดจากว่าท่านประสบความทุกข์ยากเดือดร้อนทางกายแต่อย่างใด แต่ว่าจากการสะสมประสบการณ์ชีวิตของท่าน ทำให้ยสกุลบุตรมองเห็นความจริง ว่าการเกิดมามีชีวิตนั้นเป็นทุกข์ เป็นเหตุแห่งความขัดข้องและวุ่นวาย และเมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์ ท่านก็สามารถรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ ด้วยปัญญาที่สะสมอบรมมาสมบูรณ์แล้วโดยทันที หรืออย่างกรณีของพระพาหิยทารุจีริยเถระผู้ได้รับการแต่งตั้งจากพระบรมศาสดาให้เป็นเอกของพระภิกษุสาวกผู้บรรลุอรหัตตธรรมเร็วที่สุด ซึ่งท่านก็บรรลุอรหัตตผลในเพศฆราวาสเช่นเดียวกันแม้ว่าท่านจะไม่ได้บรรพชาเป็นพระภิกษุก็ตาม (เนื่องจากเสียชีวิตเสียก่อน) จากพุทธดำรัสแค่เพียงว่า
พาหิยะ เพราะเหตุนั้น เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่าเมื่อเห็นรูปก็สักแต่ว่าเห็น เมื่อฟังเสียงก็สักแต่ว่าฟัง เมื่อรับรู้อารมณ์ที่ได้รับรู้ก็สักแต่ว่ารับรู้ เมื่อรู้แจ้งธรรมารมณ์ที่รู้แจ้งก็สักแต่ว่ารู้แจ้ง พาหิยะ เธอพึงรักษา อย่างนี้แล
เมื่อใด เธอเมื่อเห็นรูปก็สักแต่ว่าเห็น เมื่อฟังเสียงก็สักแต่ว่าฟัง เมื่อรับรู้อารมณ์ที่ได้รับรู้ก็สักแต่ว่ารับรู้ เมื่อรู้แจ้งธรรมารมณ์ที่รู้แจ้งก็สักแต่ว่ารู้แจ้ง เมื่อนั้น เธอก็จะไม่มี เมื่อใด เธอไม่มี เมื่อนั้น เธอก็จะไม่ยึดติดในสิ่งนั้น เมื่อใดเธอไม่ยึดติดในสิ่งนั้น เมื่อนั้น เธอจักไม่มีในโลกนี้ ไม่มีในโลกอื่น ไม่มีในระหว่างโลกทั้งสอง นี้เป็นที่สุดแห่งทุกข์
พุทธดำรัสดังกล่าวแม้สั้นๆ ก็ตามแต่พระพุทธองค์ตรัสว่า “คาถาที่มีประโยชน์คาถาเดียวที่คนฟังแล้วสงบระงับได้ ย่อมดีกว่าคาถาที่ไร้ประโยชน์ตั้ง ๑,๐๐๐ คาถา” ซึ่งการบรรลุธรรมชั้นสูงสุดอย่างรวดเร็วของพระพาหิยะดังกล่าว เป็นการบรรลุธรรมโดยการใช้ปัญญาเข้าถึงความจริงของชีวิตและโลกชนิดที่ไม่ต้องทำกรรมฐานในรูปแบบสมถะให้ได้เสียก่อนหรือทำกรรมฐานทั้งสมถะและวิปัสสนาไปพร้อมกัน แต่เป็นการใช้วิธีการวิปัสสนาจากสมาธิในขั้นไม่สูงนัก เช่น ในระดับปฐมฌาน พิจารณาความจริงตามกระบวนการในการดับทุกข์ จนเห็นอริยสัจจ์ ๔ หรือความจริง ๔ ประการ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธและมรรค
สุกขวิปัสสกจึงเป็นผลจากการที่ผู้ทำวิปัสสนาหรือที่เรียกว่าวิปัสสนายานิก ปฏิบัติด้วยการอบรมตนเองทางปัญญา คือการเจริญวิปัสสนาล้วนๆ ซึ่งวิธีการของวิปัสสนายานิกบุคคลนั้นมหาสีสยาดอ อธิบายว่า เป็นการกำหนดรู้รูปนามที่ปรากฏในปัจจุบัน หมายความว่า วิปัสสนายานิกเป็นการเจริญสติรู้เท่าทันสภาวะการเห็นซึ่งเป็นจิตและเจตสิก รูปอันเป็นที่ตั้งของนามธรรมเหล่านั้น และสีที่พบเห็น ในขณะได้ยิน รู้กลิ่น ลิ้มรส เพราะผู้ปฏิบัติไม่สามารถรู้รูปนามได้ และการบรรลุธรรม โดยมิได้รับรู้รูปนามทั้งหมดก็มี ดังหลักฐานที่พบในคัมภีร์อรรถกถาว่า สาวกา หิ จตุนฺน ธาตูน เอกเทสเมว สมฺมสิตฺวา นิพฺพาน ปาปุณนฺติ แปลว่า โดยแท้จริงแล้วสาวกทั้งหลายหยั่งเห็นธาตุ ๔ เพียงบางส่วน แล้วย่อมบรรลุพระนิพพาน ขณะที่สมถยานิก คือ การเจริญสมถะจนได้ปฐมฌานเป็นอย่างน้อยก่อนแล้วกำหนดวิปัสสนา ดังมีหลักฐาน ซึ่งมหาสีสยาดอได้อธิบายไว้ว่า การนำเอารูปธรรมมาพิจารณาเป็นอารมณ์ของวิปัสสนาเป็นอันดับแรกนั้นไม่ใช่จะมีไม่ได้ หมายความว่า การกำหนดรู้อารมณ์ที่ปรากฏชัดเมื่อออกจากฌานแล้ว อันได้แก่ นามธรรมคือ ฌานจิตตุปบาทในปัจจุบันขณะนั้น หทัยรูปอันเป็นที่ตั้งของจิต หรือรูปอย่างใดอย่างหนึ่งที่เกิดจากจิต ซึ่งต่างจากวิปัสสนายานิกที่กำหนดรู้รูปนามในปัจจุบันขณะนั้นๆ ซึ่งไม่ต้องบรรลุฌานจึงกำหนดรู้รูปนามในขณะเห็น
นอกจากนี้หลักฐานในพระคัมภีร์ มีกล่าวถึง พระอานนท์ที่กล่าวกับภิกษุทั้งหลายว่า
ผู้มีอายุทั้งหลาย ผู้ใดก็ตามไม่ว่าจะเป็นภิกษุหรือภิกษุณี ย่อมทำให้แจ้งอรหัตในสำนักของเรา ด้วยมรรคครบทั้ง ๔ ประการ หรือมรรคใดมรรคหนึ่งบรรดามรรค ๔ ประการนี้
มรรค ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญวิปัสสนามีสมถะนำหน้า เมื่อเธอเจริญ วิปัสสนามีสมถะนำหน้า มรรคย่อมเกิด เธอปฏิบัติ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อเธอปฏิบัติ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป
๒. ภิกษุเจริญสมถะมีวิปัสสนานำหน้า เมื่อเธอเจริญสมถะมีวิปัสสนานำหน้า มรรคย่อมเกิด เธอปฏิบัติ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อเธอปฏิบัติ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป
๓.ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป เมื่อเธอเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป มรรคย่อมเกิด เธอปฏิบัติ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อเธอปฏิบัติ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป
๔.ภิกษุมีใจถูกอุทธัจจะในธรรมกั้นไว้ ในเวลาที่จิตตั้งมั่นสงบอยู่ภายใน มีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น ตั้งมั่นอยู่ มรรคก็เกิดแก่เธอ เธอปฏิบัติ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อเธอปฏิบัติ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป
ผู้ใดผู้หนึ่งก็ตามไม่ว่าจะเป็นภิกษุหรือภิกษุณี ย่อมทำให้แจ้งอรหัตในสำนักของเรา ด้วยมรรคครบทั้ง ๔ ประการ หรือมรรคใดมรรคหนึ่งบรรดามรรค ๔ ประการนี้
จากคำกล่าวของพระอานนท์ ถึงมรรค ๔ ประการในข้อที่ ๒ แสดงให้เห็นว่าการเจริญวิปัสสนาก่อนสมถะซึ่งเป็นผลที่ตามมาภายหลังเป็นสิ่งที่เป็นไปได้และมีอยู่จริง ทั้งหมดสัมพันธ์กับผลของการปฏิบัติคือ สุกขวิปัสสก ที่หมายถึง ผู้เจริญวิปัสสนาล้วนๆ ซึ่งคำว่า “ล้วนๆ” นี้ได้แสดงให้เห็นถึงกระบวนการใช้ปัญญาพิจารณา จนเกิดสมาธิแบบอ่อนๆ หรือสมาธิขั้นต่ำทำให้การพิจารณานั้นประสบความสำเร็จคือเห็นความจริงของชีวิตหรือการบรรลุธรรมนั่นเอง

๓. วิปัสสนากับปัญญาวิมุตติ
วิปัสสนา แปลว่า คือการฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความ รู้แจ้งตามความเป็นจริง คำว่า วิปัสสนา ไม่พบหลักฐานที่ท่านแปลไว้โดยตรง แต่ที่ค้นพบคำแรกคือ วิปัสสนากัมมัฏฐาน ที่แปลว่ากรรมฐานเป็นอุบายเรืองปัญญา จากนั้นท่านก็ให้ไปค้นดูในคำว่า กัมมัฏฐาน อธิบายต่อไปว่า กัมมัฏฐาน ปรากฏว่าท่านให้ไปค้นคำว่า กรรมฐานอีกต่อหนึ่ง ท่านได้อธิบายถึงพระพุทธองค์ตรัสสอนกรรมฐาน ๒ อย่าง ซึ่งในกรรมฐานทั้ง ๒ นั้น วิปัสสนาเป็นกรรมฐานชนิดหนึ่งในกรรมฐาน ๒ อย่างคือ สมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน เมื่อกล่าวถึงวิปัสสนาย่อมต้องเชื่อมโยงกับหลักสติปัฏฐาน ๔ ที่หมายถึง ฐาน หรือที่ตั้งอันเป็นที่รองรับของการกำหนดสติอย่างประเสริฐ เพราะเป็นการตามระลึกรู้อารมณ์ปรมัตถ์ (รูป-นาม) ที่เกิดขึ้นตามฐาน ซึ่งมี ๔ ฐานด้วยกัน คือ กาย เวทนา จิต และธรรม ผู้ใดที่มีการปฏิบัติเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักของสติปัฏฐาน ย่อมเป็นเหตุให้เกิดวิปัสสนาปัญญาที่เป็นปัญญาที่เข้าใจและเข้าถึงสภาวธรรมไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ในที่สุด ทั้งนี้เพราะการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ สามารถทำลายวิปลาสธรรม ๔ ประการได้ คือ
(๑) กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ การใช้สติตั้งมั่นในการพิจารณากาย ซึ่งเป็นรูปธรรม เพื่อให้เห็นว่า แท้ที่จริงรูปนั้นเป็นของไม่สวยงาม เป็นการทำลาย สุภวิปลาส คือ สำคัญว่างามว่าน่ารัก
(๒) เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ การใช้สติตั้งมั่นในการพิจารณาเวทนา ซึ่งเป็นนามธรรม เพื่อให้เห็นว่า แท้ที่จริงเแล้ว นามเป็นทุกข์ เป็นการทำลาย สุขวิปลาส คือ สำคัญว่าเป็นสุข
(๓) จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ การใช้สติตั้งมั่นในการพิจารณาจิต ซึ่งเป็นนามธรรม เพื่อให้เห็นว่า แท้ที่จริงแล้วนามเป็นอนิจจัง เป็นการทำลาย นิจจวิปลาส คือ สำคัญว่าเที่ยง
(๔) ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ การใช้สติตั้งมั่นในการพิจารณาธรรม ซึ่งเป็นทั้งรูปธรรม และนามธรรม เพื่อให้เห็นว่า แท้ที่จริงแล้ว รูป และนามนั้น เป็นอนัตตา เป็นการทำลาย อัตตวิปลาสคือ สำคัญว่าเป็นตัวตน
โดยทั่วไปแล้ว ชีวิตทุกชีวิตย่อมมีวิปลาสธรรมเสมอ วิปลาสธรรม หมายถึง ธรรมที่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง ทั้งนี้เพราะตั้งแต่เกิดมาเราไม่เคยรู้เลยว่า ชีวิตคือ ขันธ์ห้า ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ อันประกอบขึ้นจาก จิต เจตสิก และรูป ที่มีการเกิดดับสืบต่อกันไปอย่างไม่ขาดสาย ทั้งนี้เพราะ อาสวะ และอวิชชา ที่เรามีมาเนิ่นนานจนนับภพนับชาติไม่ถ้วน ประกอบกับตัวการสำคัญที่มาคอยปิดบัง ทำให้เราไม่สามารถเข้าถึงสภาวธรรมของความจริงซึ่งก็คือกฎไตรลักษณ์ได้ ได้แก่
(๑) สันตติ ปิดบัง อนิจจัง เพราะสันตติ คือ การเกิดสืบต่อของนามรูปที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว จึงทำให้ไม่สามารถเห็นความเกิด และความดับของนามรูปได้ เราจึงเข้าใจผิดว่ามีความเที่ยงแท้ถาวร (นิจจัง)
(๒) อิริยาบถ ปิดบัง ทุกขัง เพราะการเปลี่ยนแปลงอิริยาบถ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน ที่มีอยู่เกือบตลอดเวลา จึงทำให้คนเรามองไม่เห็นทุกข์ที่เกิดจากอิริยาบถเก่า ด้วยอำนาจของตัณหา คนเราจึงไขว่คว้าหาความสบายจากอิริยาบถใหม่ เมื่อเปลี่ยนแล้วหลงเข้าใจว่าเป็นสุข การเปลี่ยนแปลงอิริยาบถจึงปิดบังทุกขเวทนา ทำให้ไม่สามารถเห็นทุกขสัจจะได้
(๓) ฆนสัญญา ปิดบัง อนัตตา เพราะ ฆนสัญญา คือ ความเป็นกลุ่มเป็นก้อนที่เกิดจากการประชุมกันของรูปธรรม และนามธรรม จึงทำให้เราหลงผิดคิดว่าชีวิตเป็นตัวตน (อัตตา)
เพราะธรรมที่ปิดบังไตรลักษณ์นี้เอง จึงทำให้คนเราหลงผิดคิดว่า ชีวิตคือรูปนามนี้ดี มีความสวยงามน่ารัก (สุภวิปลาส) มีความสุขสบาย (สุขวิปลาส ) มีความเที่ยงแท้ ถาวร (นิจจวิปลาส) และเป็นตัวตน คน สัตว์ (อัตตวิปลาส) ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว ชีวิตเป็นเพียงแค่ขันธ์ห้า คือรูปและนามที่ประกอบกันขึ้นมาด้วยรูปธาตุจนเป็นรูปต่างๆ ในที่สุดก็เกิดเป็นกลุ่มก้อนของอวัยวะที่ล้วนมีแต่อสุภะ และทั้งรูปนามที่เกิดขึ้นนั้นก็คงสภาพเดิมไว้ไม่ได้ เมื่อเกิดขึ้นแล้วต้องแตกดับ เป็นทุกข์ ไม่เที่ยง และไม่สามารถบังคับบัญชาได้
องค์ธรรมของวิปลาสมี ๓ ได้แก่ ทิฏฐิวิปลาส ทำให้เห็นผิด จิตวิปลาส ทำให้เข้าใจผิด และสัญญาวิปลาส ทำให้จำผิด ขณะที่วิปลาสธรรมมี ๔ ประการ ได้แก่
(๑) สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฏฐิวิปลาสในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง
(๒) สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฏฐิวิปลาสในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข
(๓) สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฏฐิวิปลาสในสิ่งที่เป็นอนัตตาว่าเป็นอัตตา
(๔) สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฏฐิวิปลาสในสิ่งที่ไม่งามว่างาม
วิปลาสทั้งหมดนี้ที่เป็นตัวการสำคัญทำให้ชีวิตคนเราต้องมีความดิ้นรนแสวงหาเพื่อให้ได้มาซึ่ง อารมณ์ที่ดี (อิฏฐารมณ์) เมื่อสมหวังก็เกิดความพอใจ เรียกว่า อภิชฌา แต่ถ้าได้รับอารมณ์ที่ไม่ดี (อนิฏฐารมณ์) ก็จะผิดหวัง ไม่พอใจ เรียกว่า โทมนัส ไม่ว่าจะพอใจ หรือไม่พอใจล้วนเป็นกิเลสทั้งสิ้น บางท่านเรียกความต้องการในอารมณ์ที่น่ายินดี และปัดป้องอารมณ์ที่ไม่น่ายินดีนี้ว่า “ตัณหา” แต่ถ้าผู้ใดสามารถวางใจไว้ได้อย่างแยบคาย หรือที่เรียกว่ามีโยนิโสมนสิการในสติปัฏฐาน ๔ นั่นคือสามารถกำหนดสติได้เท่าทันในปัจจุบันอารมณ์ ว่ามีรูปอะไร หรือนามอะไรเกิดขึ้น สติและสัมปชัญญะที่เกิดขึ้นในขณะนั้นย่อมป้องกันกิเลส-ตัณหา ทำให้อภิชฌาและโทมนัสเกิดขึ้นไม่ได้ จึงเป็นที่แน่นอนว่าอารมณ์ขณะนั้นย่อมปราศจากกิเลส เมื่อกิเลสไม่มี กรรมย่อมไม่เกิด ขณะนั้นจึงเป็นวิวัฏฏกรรม ซึ่งไม่สามารถทำให้เกิดผลคือวิบาก ได้แก่ รูปนามขันธ์ ๕ ที่จะมีต่อไปในภายภาคหน้า
สำหรับองค์ธรรมของ สติปัฏฐาน ๔ นี้ ได้แก่ สติเจตสิก ที่ประกอบกับจิตที่เป็นเหตุกชวนจิต ๓๔ ดวง คือ มหากุศลญาณสัมปยุตตกุศลจิต ๔ มหากิริยาญาณสัมปยุตตกุศลจิต ๔ มหัคคตกุศลจิต ๙ มหัคคตกิริยาจิต ๙ โลกุตตรจิต ๘ ดังนั้นวิปลาสธรรมทั้งหมดมีเกิดขึ้นมาได้ เพราะเราไม่เท่าทันในความจริงของชีวิตรูป และชีวิตนาม ที่เรียกว่าอโยนิโสมนสิการ แต่ขณะใดที่มีโยนิโสมนสิการ ขณะนั้นสติปัฏฐานก็เกิดขึ้นด้วยซึ่งเวลานั้นวิปลาสธรรมจะเกิดขึ้นไม่ได้ อาจกล่าวได้ว่าโยนิโสมนสิการ เป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะไขประตูชีวิต ให้ผู้ปฏิบัติได้เข้าไปเห็นความจริงว่า ชีวิตที่ประกอบด้วยรูปนามขันธ์ ๕ นั้น แท้ที่จริงเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา
ธรรมใดก็แล้วแต่ ย่อมเห็นแจ้ง และขับไล่วิปลาสธรรมให้ออกไปได้ ธรรมนั้นเรียกว่า วิปัสสนาและธรรมใดก็ตาม เห็นแจ้งในขันธ์ ๕ โดยประการต่างๆ มีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ธรรมนั้นเรียกว่า วิปัสสนา ดังนั้น การปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ ก็คือ การปฏิบัติวิปัสสนานั่นเอง ซึ่งการปฏิบัติวิปัสสนาย่อมต้องอาศัยมรรคปัญญาเพื่อนำไปสู่ความหลุดพ้นไปจากทุกข์ คือ วิมุตติ สำหรับผู้เป็นพระสุกขวิปัสสก จะใช้วิธีมนสิการสักกายะ ที่หมายถึงวิธีการที่พระสุกขวิปัสสกหรือผู้บำเพ็ญวิปัสสนาล้วนๆ ส่งจิตไปยังอุปาทานขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญาสังขาร วิญญาณ เพื่อจะทดสอบดูความยึดมั่นในรูป เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณที่เป็นอัตตาว่ายังมีอยู่หรือไม่ ซึ่งสัมพันธ์กับหลักปัญญาวิมุตติในพระพุทธศาสนา คือ ความหลุดพ้นด้วยปัญญาโดยที่ผู้บรรลุนั้นสามารถกำจัดอวิชชาเสียได้ และได้ชื่อว่าสำเร็จอรหัตตผลเช่นกัน

๔. ความสอดคล้องของแนวทางปัญญาวิมุตติกับกระแสร่วมสมัย
ในยามที่กระแส ค่านิยมและวัฒนธรรม รวมถึงสภาพแวดล้อมทั้งทางธรรมชาติและทางสังคมของชาวโลกเปลี่ยนไปจากสมัยพุทธกาลอย่างมากมายนั้น เป็นปัญหาว่าการปฏิบัติธรรมแบบใดจึงจะเหมาะสมกับชาวโลกในยุคโลกาภิวัตน์ แน่นอนว่าการปฏิบัติธรรมและการบรรลุธรรมในทางพระพุทธศาสนาไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลา แต่เนื่องจากโลกได้เปลี่ยนไปทั้งด้านธรรมชาติและสังคม จึงทำให้บริบทของการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาต้องพลอยเปลี่ยนไปด้วย เช่น จากเดิมที่คนเข้าป่าหรือเข้าวัดเพื่อปฏิบัติธรรมเมื่อช่วงวัยสูงอายุ เสมือนเป็นการเตรียมตัวตายที่ถูกต้องตามวิถีตะวันออก แต่ในปัจจุบันกลับไม่มีค่านิยมดังกล่าว หรือจากเดิมที่สังคมไทยหรือชาติอาเซียนบางประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนามีค่านิยมในการออกบวชเป็นพระภิกษุ แต่ในปัจจุบันค่านิยมดังกล่าวลดลงไปมาก ซึ่งสามารถดูได้จากจำนวนพระภิกษุในวัดต่างๆ ในประเทศไทยที่ลดลง โลกแห่งพระพุทธศาสนากำลังเปลี่ยนไปจากโลกของฝ่ายบรรพชิตเป็นโลกของฆราวาส โดยฆราวาสจะมีบทบาทมากขึ้นขณะที่พระสงฆ์เองจะมีบทบาทน้อยลง ดังนั้น ในแง่ของการทำวิปัสสนากัมมัฏฐานจากเดิมเป็นเรื่องของพระสงฆ์แต่ปัจจุบันวิปัสสนากัมมัฏฐานกลับได้รับความสนใจจากฝ่ายฆราวาสอย่างมาก มิใช่แค่เพียงผู้สอนกัมมัฏฐานเท่านั้นหากฆราวาสในปัจจุบันยังสนใจที่จะปฏิบัติกัมมัฏฐานด้วยตนเองอีกด้วย และจำนวนของคนที่สนใจกัมมัฏฐานดังกล่าวนับวันจะเพิ่มมากขึ้นขณะที่ในวงการสงฆ์กลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม คือ พระสงฆ์สนใจในเรื่องการทำวิปัสสนาน้อยลง ซึ่งหากมองอีกแง่หนึ่งสถานการณ์ความสนใจในวิปัสสนากัมมัฏฐานดังกล่าวนับว่าสอดคล้องกับแนวทางหรือวิธีการแห่งสุกขวิปัสสก เนื่องจากเป็นวิธีการที่ไม่หวังผลจากฌานขั้นสูงที่ทำให้ได้อภิญญา ๖ หรือก่อให้เกิดอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์อย่างใดอย่างหนึ่งหากแต่ต้องการให้เข้าใจในหลักการความเป็นไปของโลกและชีวิตตามหลักอย่างเช่น กฎไตรลักษณ์ เป็นต้น ซึ่งความเข้าใจดังกล่าวเป็นแนวทางหรือกระบวนการใช้ปัญญา ดังตัวอย่างการใช้ปัญญาพิจารณาถึงกฎไตรลักษณ์ที่เป็นฝึกจิตตนเองไม่ให้ประมาท ยอมรับความจริง ใช้เป็นหลักการในการแก้ไขปัญหาต่างๆ และใช้เป็นฐานในการทำวิปัสสนากัมมัฏฐานอย่างเข้มแข็งเพื่อบรรลุมรรคผลต่อไป การมุ่งไปที่วิธีการแห่งมหาสติปัฎฐาน ๔ ทำให้ฆราวาสมีโอกาสในการเข้าถึงธรรมได้เช่นเดียวกับพระสงฆ์แม้ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาจะบุว่าผู้บรรลุอรหัตตผลจะมีชีวิตอยู่ได้โดยสถานภาพเดียวเท่านั้น คือ ต้องอยู่ในสถานภาพนักบวชหรือภิกษุสงฆ์ แต่พระอริยบุคคลประเภทอื่น เช่น พระโสดาบัน เป็นต้นนั้น ตามหลักการของพระพุทธศาสนาแล้วไม่ได้ถูกจำกัดว่าจะต้องอยู่ในสถานภาพบรรพชิตแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
การที่ทั้งฆราวาสและภิกษุสงฆ์ให้ความสนใจการทำวิปัสสนากัมมัฏฐาน โดยเฉพาะวิธีการสติปัฏฐาน ๔ ในหลายสำนักซึ่งในจำนวนนั้นมีสำนักวัดมหาธาตุฯที่เน้นไปที่สติปัฏฐานโดยตรง เช่น กำหนดรู้การเคลื่อนไหวของร่างกายส่วนของท้องในขณะหายใจเข้าและหายใจออก หรือกายานุปัสส-นา ซึ่งหากผู้ฝึกปฏิบัติถึงขั้นสามารถแยกรูปนามได้แสดงว่าการปฏิบัติมีความก้าวหน้าไปมาก จนกระทั่งเกิดนิพพิทาและสามารถเกิดปัญญาวิมุตติได้
ที่น่าสนใจคือ การตั้งข้อสังเกตของ ศาตราจารย์ ดร.วัชระ งามจิตรเจริญ เกี่ยวกับการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานที่สอดคล้องกับสถานการณ์และสภาพแวดล้อมของคนในยุคร่วมสมัยที่ว่า ผู้ปฏิบัติสามารถเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานโดยพิจารณาไตรลักษณ์โดยตรงเป็นสิ่งที่ทำได้ คือ ฝึกการใช้ปัญญาโดยตรงแทนที่จะฝึกสติโดยใช้รูปนามเป็นอารมณ์ ดังที่คัมภีร์วิสุทธิมรรคได้อธิบายถึงมหาวิปัสสนา ๑๘ คือ การปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานโดยพิจารณาความไม่เที่ยงเป็นต้นเป็นอารมณ์ ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องสมาธิ ๓ ในพระไตรปิฎก คือ
(๑) สุญญตสมาธิ สมาธิที่พิจารณาเห็นความว่าง
(๒) อนิมิตตสมาธิ สมาธิที่พิจารณาธรรมอันไม่มีนิมิต
(๓) อัปปณิหิตสมาธิ สมาธิที่พิจารณาธรรมไม่มีการตั้งความปรารถนา
สมาธิ ๓ อย่าง คือ สมาธิที่พิจารณาอนิจจตา ทุกขตาและอนัตตตา อย่างใดอย่างหนึ่งในไตรลักษณ์เป็นอารมณ์ ซึ่งต่างจากการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ที่สอนให้พิจารณารูปนามในเบื้องต้น แต่หลังจากพิจารณาจนแยกรูปนามได้แล้ว ผู้ปฏิบัติก็จะมาถึงขั้นตอนที่พิจารณาเห็นไตรลักษณ์เช่นกัน ซึ่งผลที่ได้จากการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานคือ ญาณหรือวิปัสสนาญาณ ที่แตกต่างจากความรู้ประเภทสัญญาหรือทิฏฐิซึ่งเป็นความรู้ธรรมดา เพราะญาณที่เกิดจากการเจริญวิปัสสนากัมมัฎฐานเป็นความเห็นหรือความรู้ที่สามารถทำลายกิเลสได้ เรียกความรู้ประเภทนี้ว่า อัชฌัตติกญาณ (intuition) หรือเป็นความหยั่งเห็น (insight) ที่เกิดภายในจิตของผู้ปฏิบัติโดยตรง ไม่ใช่ความรู้ที่เกิดจากการใช้เหตุผล ญาณที่เกิดขึ้นนี้จะเกิดขึ้นพร้อมกับความรู้สึกเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในรูปนาม ทำให้ปล่อยวางความยึดติดในตัวตนและทำลายอาสวะกิเลสทั้งปวงได้ในที่สุด ขณะที่ผู้คนในปัจจุบันกำลังหมกมุ่นอยู่กับโลกแห่งวัตถุอยู่นั้น การมีทางออกด้วยการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานด้วยการใช้ปัญญาได้เลยชนิดที่ไม่ต้องใช้สมาธิขั้นสูงหรือแม้การใช้สติปัฏฐานเต็มรูปแบบก็สามารถช่วยให้ดำเนินชีวิตอย่าง “สัมมา” คือ ตามแบบของอริยมรรคมีองค์ ๘ ได้ หรือแม้ไม่ถึงขั้นหลุดพ้นจากอาสวะกิเลสโดยสิ้นเชิงก็ตาม แต่การใช้ปัญญาดังกล่าวก็เป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่ช่วยลดทุกข์และทำเข้าใจความจริงของชีวิตมากขึ้นแม้ว่าผู้ที่เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานเองยังไม่สามารถหยั่งถึงกระแสอริยะก็ตาม
วิธีการใช้ปัญญาตามแนวทางแห่งปัญญาวิมุตติจึงสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ในโลกร่วมสมัยได้ โดยที่ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานไม่จำเป็นต้องพะวงเรื่องการทำสมาธิในขั้นสูง หากแต่สามารถสติและปัญญาพิจารณารูปนามในชีวิตประจำวันได้ หรือยิ่งไปกว่านั้นก็คือ สามารถใช้ปัญญาโดยตรงในการพิจารณาหลักธรรม คือ ไตรลักษณ์

๕. สรุป
จะเห็นได้ว่ารูปแบบหรือแนวทางเพื่อนำไปสู่ความเป็นสุกขวิปัสสก ที่เป็นลักษณะของอรหัตตผลปัญญาวิมุตติประเภทหนึ่ง และเป็นแนวทางการปฏิบัติโดยใช้ปัญญาในแบบที่ไม่ต้องใช้สมาธิขั้นสูงหรือไม่หวังผลในแง่ฌาน สมาบัตินั้น เป็นรูปแบบหรือแนวทางที่สอดคล้องเหมาะสมสำหรับยุคร่วมสมัยทั้งสำหรับผู้ปฏิบัติที่เป็นบรรพชิตและฆราวาส โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานที่เป็นฆราวาสในปัจจุบันที่มีแนวโน้มจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น ฆราวาสเหล่านี้สามารถนำหลักการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ๒ แบบ คือ แบบสติปัฏฐาน ๔ และแบบใช้ปัญญาโดยตรงพิจารณาธรรมคือไตรลักษณ์ ไปใช้ปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี

  1. ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: