กระบวนทัศน์ใหม่ด้านการศึกษา&การทำงานของอเมริกัน

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์

ผมไม่ได้ไปเยือนซิลิคอนวัลเล่ย์ และซานฟรานซิสโก (รัฐแคลิฟอร์เนียตอนบน)นานพอสมควร ก็น่าจะราว 3 ปี เมื่อก่อนเคยอาศัยอยู่ย่านเมืองซานโฮเซ่ ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่าซานฟานซิสโกและเบย์แอเรีย เป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์ แบรนด์อะไรๆ ที่ขึ้นชื่อ โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียล้วนมาจากถิ่นนี้ทั้งนั้นเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ หรืออื่นๆอีกหลายยี่ห้อ รวมทั้งที่เรารู้กันดี คือ เสิร์ช เอ็นจิ้น yahoo และโดยเฉพาะ google

จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ผมได้มีโอกาสเจอกับนักเรียนไทยคนหนึ่ง คือ คุณเพชร วรรณิสสร ซึ่งเพิ่งผ่านศึกษาปริญญาโทจากมหาวิทยาลัย Carnegie Mellon (CMU)ในสาขาการจัดการด้านซอฟ์แวร์ โดยมหาวิทยาลัยแห่งนี้มาเปิดสาขา(campus) อยู่ที่ Moffett Field เมือง Mountain View เขตซิลิคอนวัลเลย์ ทั้งบริเวณเดียวกันนี้ยังเป็นที่ตั้งของหน่วยงานบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติหรือ NASA อีกด้วย

ก่อนหน้านั้น คุณเพชรยังคว้าปริญญาโทด้านคอมพิวเตอร์ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลิสหรือ UCLA ด้วยอีกใบหนึ่ง ขณะที่ก่อนหน้านั้นอีก เขาจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน แอนน์ อาร์เบอร์ ในสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ รวมระยะเวลาของการอยู่ในอเมริกาประมาณ 7 ปี

จากการได้คุยกับนักศึกษาไทยอย่างคุณเพชร ทำให้ทราบเรื่องราวอย่างน้อย 2 เรื่องใหญ่ๆครับ

เรื่องแรก คือ เรื่องระบบการศึกษา หรือพูดให้เป็นภาษาทางการหน่อยจะได้ว่า “กระบวนทัศน์ ทางด้านการศึกษาของอเมริกัน” หมายถึง ระบบการศึกษาของอเมริกัน ที่กำลังเป็นอยู่และแนวโน้มที่ จะเป็นในอนาคต คุณเพชรได้ฉายเห็นว่าในฐานะของรุ่นใหม่เขามองหรือมีทัศนะต่อเรื่องนี้อย่างไร

เรื่องที่สอง คือ การให้ความสำคัญกับเรื่องนวัตกรรม, Technology Creation หรือการสร้างสรรด้าน เทคโนโลยีของอเมริกันในเชิงการเรียนการสอนและการทำงานว่าเป็นอย่างไร มีวิธีการทำเช่นไร

ทั้ง 2 เรื่องทำให้ผมหวลนึกไปถึงคำพูดของ อดัม เคิล เรื่อง “การศึกษาเพื่อความเป็นอัตลักษณ์” เขาบอกว่า การศึกษาที่ดีไม่ควรไปรับใช้ระบบ แต่ต้องเพื่อบ่มเพาะจิตใจละสติปัญญาของมนุษย์ ให้เป็นไปในทางสร้างสรรค์ และให้มนุษย์เป็นอิสระชน แนวโน้มหรือ trend ของการศึกษาและการทำงานในอเมริกากำลังเดินทาง ไปสู่เป้าหมายตามที่ อดัม เคิล ว่าไว้หรือเปล่า?

ผมจะประเมินเรื่องนี้จากคุณเพชร ซึ่งกำลังเดินเข้าไปทำงานยังบริษัททวิตเตอร์ในซานฟรานซิสโก

ตอนหนึ่งของบทสนทนาระหว่างผมกับคุณเพชร คุณเพชรมีความเห็นในเรื่องการศึกษาของอเมริกันอย่างนี้ครับว่า

“ระบบการเรียนการสอนของอเมริกันเน้นการเรียนรู้เป็นหลัก โดยดูจากสัมฤทธิผลของการเรียน (performance) เน้นการทำงานมากกว่าการสอบ มีการทำโปรเจคท์มากกว่าการเรียนในห้องเรียน คืออาจารย์ผู้สอนจะไม่มีการชี้นิ้วว่าต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้ ให้เราต้องทำด้วยตัวเองเป็นหลัก เราต้องเป็นผู้นำของตัวเองโปรเจคท์จะมีการกำหนดเดทไลน์มาให้ แล้วก็จะเน้นความซื่อสัตย์อย่างมาก จากความเชื่อที่ว่า นักศึกษาจะไม่โกง ทำให้เรารู้จักซื่อสัตย์ต่อตัวเอง เป็นการปล่อยให้เราทำอะไรอย่าง อิสระ แต่ต้องมีความรับผิดชอบ”

เมื่อถามถึงการให้ผู้เรียนเป็นผู้นำตัวเอง

“คอร์สการเรียนของที่นี่ เน้นการเรียนรู้ ให้นักศึกษากำหนดมาเลยว่า ต้องการทำโครงการ(project) อะไร และไม่จำเป็นว่า โปรเจคท์ต้องเหมือนกับคนอื่น แล้วกลับมาบอกอาจารย์ว่าต้องการศึกษาเรื่องอะไร เกิดปัญหาอะไรขึ้น เมื่อมีปัญหาอาจารย์กับนักศึกษาก็จะช่วยแก้ไขปัญหา ซึ่งวิธีที่ถูกต้องในการแก้ไข ปัญหาไม่ได้มีวิธีเดียวแต่ อาจมีหลายวิธีก็ต้องเอามาถกกันในชั้นเรียน วิธีการแก้ปัญหาต่างกันแต่ได้ผลลัพธ์ เหมือนกันก็ไม่เป็นไร การลองผิดลองถูกเป็นเรื่องธรรมดาของการเรียนที่นี่”

คุณเพชรเล่าถึงบรรยากาศการเรีเพชรยนการสอนในห้องเรียนที่ซิลิคอนวัลเลย์ (ซึ่งคงคล้ายกันในแทบ ทุกสถาบันการศึกษาในอเมริกา)ว่า อาจารย์อเมริกันจะไม่สอนแบบการถ่ายทอดความรู้ฝ่ายเดียว แต่จะมีบรรยากาศของการสนทนาแลกเปลี่ยนกันระหว่างอาจารย์กับนักศึกษา ยกเว้นการศึกษาในระดับปริญญาตรี ซึ่งอาจารย์มีการถ่ายทอดความรู้ให้กับนักศึกษาบ้าง(lecture) แต่ในชั้นเรียนดังกล่าวก็มีการ ซักถามอาจารย์ผู้สอนจากผู้เรียนอย่างมากเช่นกัน นักศึกษาสามารถยกมือท้วงติงอาจารย์ได้หากเห็นว่า อาจารย์นำเสนอความรู้ไม่ถูกต้อง โดยการการแสดงเหตุผลว่า ทำไมถึงแย้งอาจารย์ อาจารย์ก็ต้องหยุดฟัง ว่าผู้เรียนแย้งว่าอย่างไร มีเหตุผลการแย้งเพียงพอหรือไม่ ดังนั้น การเรียนการสอนในอเมริกา อาจารย์จึงไม่ใช่เป็นผู้พูดเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น ผู้เรียนมีสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็นและตั้งคำถามได้ตลอดเวลา

ประเด็นเดียวกันนี้ คุณเพชรบอกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับระบบการเรียนการสอนของเมืองไทยใน ปัจจุบันแล้ว การเรียนการสอนในโรงเรียนหรือในมหาวิทยาลัยของไทยเหมือน “ผู้ใหญ่สอนเด็ก” ไม่ค่อยเปิดโอกาสผู้เรียนคิดสร้างสรรค์นอกกรอบ หากควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนคิดโครงการ(project) ด้วยตัวของผู้เรียนเอง ให้อิสระกับตัวผู้เรียน และทุกโครงการไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ปัญหาของการศึกษา ไทยอย่างหนึ่ง คือ เราต้องการให้มีผลผลิตออกมาเหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น

ความรู้ในโลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก โดยเฉพาะความรู้ทางด้านเทคโนโลยี ดังนั้นผู้สอนจึง ควรฝึกผู้เรียนให้มีการเรียนรู้ให้มากที่สุด จะเห็นได้ว่าความรู้เป็นไปในลักษณะ “ความรู้เก่ายังอยู่ แต่ความรู้ใหม่มาแล้ว” ยิ่งความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์ด้วยแล้ว นับว่าวิ่งเร็วมาก เราต้องตามให้ทันและเรียนรู้นวัตกรรมและต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ทุกอย่าง Base on Technology อย่างเช่น โซเชียลมีเดีย ซึ่งกลายเป็นปัจจัยที่จำเป็นสำหรับการสื่อสารในสังคมปัจจุบัน

ในความเป็นซิลิคอนวัลเลย์นั้น เนื้อหาสาระของศูนย์กลางเทคโนโลยีสารสนเทศเวลานี้ คุณเพชรบอกว่า ผู้คนในซิลิคอนวัลย์กำลังอยู่ในช่วงของการให้ความสนใจและพัฒนานวัตกรรมเชิงข้อมูล 3 ประเภท ได้แก่ ประเภทที่หนึ่ง คือ โซเชียลมีเดีย(social media) ประเภทที่สอง คือ ระบบอุปกรณ์การสื่อสารเคลื่อนที่ (Mobile) และประเภทที่สาม คือ ระบบข้อมูลขนาดใหญ่(Huge data) โดยฉพาะในประเภทที่สาม นับว่ามีความน่าสนใจมาก เพราะหมายถึงการการจัดการเชิงข้อมูลในระดับต่างๆ รวมถึงระดับโลก ซึ่งตอนนี้อเมริกันเป็นฝ่ายดูแลและจัดการข้อมูลที่ทรงอิทธิพลมากที่สุด

ส่วนแนวโน้ม(trend) หรือกระแสการเคลื่อนย้ายแรงงานในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และซอฟท์แวร์ คุณเพชรมองว่า ขณะนี้กระแสความต้องการทำงานของผู้คนแถวซิลิคอนวัลเลย์ พวกเขาต้องการทำงานอย่างเป็นอิสระมากขึ้น คือ ไม่ต้องการไปทำงานขึ้นอยู่กับบริษัทขนาดใหญ่ แต่ต้องการทำโปรเจคท์เองตนหรือกลุ่มของตน เช่น จะมีการรวมกลุ่มกันประมาณ 2-3 คน คิดและทำโครงการเอง หาเงินทำโครงการเอง

“ปัญหาของซิลิคอนวัลย์ส่วนหนึ่งในขณะนี้ก็คือ มีคนคิดโครงการได้หลายโครงการ แต่บุคลากรด้านนี้มีไม่เพียงพอกับความต้องการ(ที่จะเข้าไปทำโครงการ)”
นักเรียนไทยซึ่งเพิ่งจบการศึกษาจาก CMU บอกว่า ตอนนี้หากเปรียบเทียบกระบวนทัศน์ด้านการศึกษาและด้านเทคโนโลยีระหว่างอเมริกากับไทย คงไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้ กว่าเมืองไทยจะเป็นอย่างที่อเมริกาเป็นในปัจจุบันคงใช้เวลานานมาก

“ลักษณะที่สำคัญของอเมริกัน คือ คนอเมริกันชอบคิดใหญ่ ไม่ชอบคิดเล็ก แต่คนไทยชอบคิดเล็ก คนอเมริกันคิดแบบไม่กลัวความล้มเหลว แต่คนไทยกลัวความล้มเหลว จึงไม่กล้าคิดใหญ่ เห็นได้จากการคิดโซเชียลมีเดีย อย่างเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ เวลาคิด เขาคิดใหญ่ระดับโลกทำให้คนใช้ทั่วโลก ซึ่งวัฒนธรรมการคิดแบบนี้คนไทยไม่มี คนอเมริกันเวลาคิด เขาคิดเพื่อให้เป็นผลงานที่ใหญ่เพื่อคนรุ่นหลัง(legacy) ทำอย่างไรทำให้คนอื่นได้ใช้ด้วย แต่ของคนไทยเราคิดเพียงแค่ เฉพาะหน้าใช้เฉพาะตนและกลุ่มของตนเท่านั้น ส่วนใหญ่ก็ยังพะวงอยู่กับความมั่นคงด้านหน้าที่การงาน และเงินเดือน จึงไม่มีพลังในการสร้างสรรค์สิ่ง ใหม่ในระดับโลกได้”

กระบวนทัศน์ของคนอเมริกัน ในซิลิคอนวัลเลย์ หรืออีกหลายที่ในอเมริกา ก้าวไปถึงขั้นที่ว่า การคิดนวัตกรรม ต่างๆ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เรื่องเงินหรือธุรกิจอันดับแรก แต่เขาคิดบนฐานความมีประโยชน์ (contribute)ต่อโลก เน้นไปที่ความพอใจ(passion) ในประโยชน์ที่สังคมจะได้รับ ส่วนเงินหรือผลได้ทางธุรกิจจะเป็นเรื่องที่ตามมาภายหลัง ขณะที่คนไทยคิดตรงกันข้ามมองแค่ในเรื่องราวหรือหน้าที่เฉพาะในกรอบของตัวเอง มองในเรื่องการเข้าไปเป็นลูกจ้างและเงินเดือน

คุณเพชร ยังมองด้วยว่า คนไทยเสพติดและฝักใฝ่เทคโนโลยีด้านการสื่อสารมากไป ต่างจากคนอเมริกันที่มองการใช้เทคโนโลยีเป็นเรื่องปกติ ผู้บริโภคเทคโนโลยีอเมริกันส่วนใหญ่ไม่มีพยายามเพื่อครอบครองเทคโนโลยีใหม่แบบไล่ล่าหรือเพื่อโชว์ว่าตัวเองนำสมัย แต่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อการทำงานและการติดต่อสื่อสารตามความจำเป็นเท่านั้น

ครับ นี่คือ ตรงจากซิลิคอนวัลเลย์ ดินแดนที่ผมเคยฝังตัวอย่างน้อยๆ ก็ประมาณ 2 ปี

ผมยังคุยกับคุณเพชรอีกเยอะ เอาไว้เล่าสู่กันฟังในคราวหน้าก็แล้วกันครับ

Advertisements
  1. #1 by Wansuree Prompat on กุมภาพันธ์ 6, 2015 - 3:05 am

    เป็นบทความที่มีประโยชน์มากค่ะ อาจารย์มหาวิทยาลัยไทย
    ควรได้อ่านและนำไปใช้ประโยชน์ค่ะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: