โรงเรียนแบบฉบับอเมริกัน

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์

“คุณสากล มีดีกรีเป็นถึงดอกเตอร์มาจากอเมริกาเชียวนะ” ที่เมืองไทย คงเคยได้ยินคำพูดทำนองนี้กันอยู่มาก

ชื่อ“คุณสากล” นั้นผมสมมติขึ้นมาให้ฟังดูเข้าใจง่าย และเห็นภาพชัดมากขึ้น เพราะที่อเมริกา บอกได้เลยว่า ไม่ค่อยมีใคร Give a damn!!!กับเรื่องของดีกรีมากมายเหมือนอย่างคนไทยที่เมืองไทยเป็นกัน

ขืนไปพูดย้ำบ่อย คนฟังอาจหมั่นไส้แล้วย้อนกลับเอาได้ว่า “So, what? หรือ “Who care? ” !!!

เพราะที่อเมริกามีค่านิยม หรือวัฒนธรรมที่แตกต่างจากเมืองไทย นั่นคือ ไม่เห่อดีกรีกันแบบบ้าคลั่งเหมือนที่เมืองไทย
อเมริกันวัดกึ๋นของคนกันที่คุณภาพ ความขยัน และความยากง่ายของงาน คนที่มีกึ๋น หรือความสามารถ และมีความเสี่ยงสูงย่อมต้องได้รับค่าตอบแทนสูงกว่าคนไม่มีกึ๋น และไม่มีความเสี่ยง เป็นความแฟร์ หรือความยุติธรรมอย่างหนึ่งที่อเมริกามีให้คนที่อยู่ประเทศ โดยที่ผมเองอดที่จะเอ่ยให้เป็นที่น่าหมั่นไส้กันไม่ได้ และที่เอ่ยมา ไม่ใช่คำพูดลอยๆที่ปราศจากหลักฐานอ้างอิง

ผมไม่ได้กล่าวว่า สังคมอเมริกันปฏิเสธดีกรี แต่สังคมอเมริกัน ยอมรับดีกรีอย่างสมเหตุสมผลต่างหาก เป็นพวงจากวัฒนธรรมปัจเจกนิยม ในทำนอง คุณก็อยู่ส่วนคุณ ฉันก็อยู่
ส่วนฉัน เคารพสิทธิส่วนบุคคล ไม่ก้าวก่ายกัน เพราะฉะนั้นจบการศึกษาขั้นไหน ทำงานอะไร ย่อมเท่าเทียมกันในแง่ปัจเจก

หากแต่สังคมไทยตรงกันข้ามกับลักษณะสังคมของอเมริกา ตรงที่เรายังเอาส่วนอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่มาก มาตรวัดของสังคมไทยจึงไม่ได้ใช้ฐานอันเป็นข้อเท็จจริง แต่พ่วงเอาค่านิยมเข้ามาไว้ด้วย ในประเด็นเดียวกันนี้คนไทยจึงมีความทุกข์มากกว่าคนอเมริกัน ที่ไม่แคร์มากนักกับเรื่องของดีกรี หรือปริญญา

ความทุกข์ของคนไทยในสังคมไทยในเรื่องดีกรีการศึกษา ในเวลานี้ ถูกแก้โดยหนทาง แห่งความพยายามแข่งขันกันเรียนให้สูงๆมากขึ้น ผมไม่ทราบว่าขณะนี้คนไทยในประเทศจบปริญญาโทหรือปริญาเอกกันกี่เปอร์เซ็นต์ แต่เชื่อว่า คงจะเพิ่มมากขึ้นในช่วงแค่ 10 ปีที่ผ่านมา ไม่รวมถึงการศึกษาระดับปริญญาตรีที่กลายเป็นของธรรมดาในขณะนี้ไปแล้ว

แต่ที่อเมริกากลับไม่ใช่ คนอเมริกันที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป เมื่อเทียบกับพลเมืองทั้งประเทศแล้วยังมีน้อย วิถีอเมริกันถูกกำหนดให้ช่วยเหลือตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย อย่างน้อยตามข้อกฎหมายก็ตั้งแต่อายุ 18 ปี อเมริกันหลายคนออกจากบ้านในช่วงอายุราวๆนี้ พวกเขาไปทำงานตามที่ต่างๆ และส่งเสียตัวเองเรียนต่อในระดับ
มหาวิทยาลัย หรือ คอลเลจ ตามกำลังทรัพย์ และสติปัญญาที่ตัวเองมี ที่ตั้งใจ ไปได้อย่างต่อเนื่องก็มาก แต่ที่ล้มเสียกลางคันก็มีเยอะ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ใช่ว่า พวกเขาไม่จบการศึกษา หรือจากคอลเลจเสียกลางคันแล้วจะเป็นจะตาย

คนที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากในอเมริกาไม่ได้จบปริญญาตรี พวกเขาอาศัยทักษะ และความสามารถจากประสบการณ์การทำงาน
การจ่ายค่าตอบแทนในอเมริกา ไม่เหมือนกับเมืองไทย อย่างที่บอก เขาจะพิจารณาจากประเภทของงาน ความเสี่ยง ระยะเวลาการทำงาน และความยากง่ายของการทำงาน

คนทำงานที่เคาน์เตอร์ธนาคาร แต่งตัวดี หรือที่เรียกกันว่า Teller ได้เงินค่าจ้างน้อยกว่า คนงานก่อสร้าง และไม่ใช่น้อยแบบธรรมดา แต่น้อยมากเมื่อเทียบกับคนทำงานในภาคสนาม พนักงานแบงก์อาจได้เกินจากค่าแรงขั้นต่ำไม่เท่าไหร่ แต่คนงานอาจได้รับเกินกว่าค่าแรงขั้นต่ำราว 4 ถึง 5 เท่า ไม่แปลกที่พวกเขามีสิทธิที่จะใช้รถ ใช้ของ หรือกินอาหารในร้านดีๆ มากกว่าพนักงานธนาคาร ที่ได้ค่าตอบแทนน้อยกว่า

ในอเมริกาการงาน เสมือนเป็นหน้าที่ และเป็นสารัตถะของชีวิต พอเลิกหรือออกจากระบบงาน ทุกคนก็เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นชั้นนายพล หรือพนักงานทำความสะอาดห้องส้วม ไปกินข้าวที่ห้องอาหารเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างเคารพนับถือสิทธิของกันและกัน

ในค่ายทหารชื่อ Ft. Hood ที่อยู่ทางเมืองซานแอนโทนิโอ รัฐเท็กซัส หรือแม้ที่ค่ายไหนๆ หากคุณไปซื้อของในบีเอ็กซ์(Base Exchange) ไม่ต้องแปลกใจหากจะเห็นนายทหารชั้นพล มีดาวประดับเต็มบั้ง ยืนเข้าเข้าคิวซื้อของเหมือนชาวบ้านทั่วไป

สำหรับที่เมืองไทยอาจไม่จำเป็นต้องอธิบาย เพราะเชื่อว่า คนไทยแทบทุกคนสามารถมองภาพตัดกันที่ชัดเจนอยู่แล้ว
นี่เป็นโครงสร้างทางวัฒนธรรมด้วยประการหนึ่ง ที่สั่งสมกันมาแตกต่างกัน
เมื่อเกิดค่านิยม ในเรื่องการแห่งปริญญา หรือดีกรี ก็ส่งผลถึงกระแสความเคลื่อนไหว และกิจกรรมในสังคมไทย คือ การพยายามแสวงหาดีกรีไว้ประดับ หรือเพื่อใช้ในเชิงการงานก็ตาม

มีนักศึกษาไทยที่มาจากเมืองไทยจำนวนมาก มาเรียนที่อเมริกา และมีอยู่ในแทบทุกรัฐ นักศึกษาพวกนี้มีหลายประเภท ทั้งเรียนทุนรัฐบาล ทุนส่วนตัว
ทุนส่วนตัวก็สามารถแยกย่อยออกไปอีกว่ามีที่มาที่ไปของทุนอย่างไร บางคนทุนมาจากการส่งเสียของพ่อแม่ บางคนพ่อแม่ส่งเสียด้วยทำงานไปด้วย บางคนส่งเสียตัวเองทั้งหมดโดยไม่พึ่งพ่อแม่ทางเมืองไทยก็มี

เรื่องการส่งเสียลูกเรียน ความจริงไม่จำเพาะแต่คนไทยเท่านั้น แต่ดูเหมือนเป็นวัฒนธรรมของคนเอเชียทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นคนจีน คนเกาหลี คนเวียดนาม หรือคนฟิลิปินส์ ที่ไม่ยอมปล่อยลูกให้โตแบบสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ง่ายๆ
เพราะแม้แต่พ่อแม่ ผู้ปกครองของนักเรียนเอเชียนในอเมริกาเองก็ปฏิบัติคล้ายกันกับพ่อแม่ผู้ปกครองในแต่ละประเทศมาตุภูมินั้นๆ

ตัวอย่างที่ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กเลย์ ซึ่งขณะนี้มีนักศึกษาเอเชียนเป็นจำนวนมากนั้น ส่วนใหญ่พ่อแม่ส่งเสียให้เรียน คือ เรียนอย่างเดียวไม่ต้องทำงาน หรืออาจทำงานบ้าง แบบไม่ซีเรียส นิดๆหน่อยๆ

เพราะค่านิยมในเรื่องดีกรีที่มีมากนั่นเอง บางทีก็ผลักดันให้นักศึกษาบางคน มุ่งมั่นแต่เพียงแค่จบดีกรีเท่านั้นเอง โดยไม่ได้คำนึงถึงสถาบัน หรือคุณภาพการศึกษาเท่าที่ควร คือ ไม่ว่าสถาบันการศึกษาจะมีคุณภาพหรือไม่อย่างไร ขอให้จบ และชื่อว่าได้ดีกรีจากเมืองนอกไว้ก่อน แต่ละปีจึงมีผู้จบมหาวิทยาลัยหรือคอลเลจเอกชนในอเมริกาจำนวนมาก

อย่างไรก็ตามในเรื่องนี้สำนักงานข้าราชการพลเรือนหรือก.พ.ของไทยวางมาตรฐานไว้ได้ดีเกี่ยวกับคุณภาพของสถาบันการศึกษาในต่างประเทศ ก.พ.รับรองมาตรฐานของสถาบันการศึกษาบางแห่งเท่านั้น ผมเข้าใจว่า คนในเมืองไทย โดยเฉพาะบุคคลในวงการการศึกษาจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจในประเด็นนี้ได้ดี

หลายคนกำลังพูดกันปาวๆ ที่เมืองไทยว่า ฉันจบปริญญาโท ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยที่อเมริกามา บางทีมหาวิทยาลัยที่อ้างถึงก.พ. ไม่รับรองวิทยฐานะก็มี
มหาวิทยาลัยในอเมริกาจำนวนมากเปิดบริการการเรียนการสอนผ่านสื่อหลายรูปแบบ ยิ่งตอนนี้แล้วสามารถเรียนได้ทางอินเตอร์เน็ตหรือผ่านระบบออนไลน์ ไม่จำเพาะแค่ในประเทศเท่านั้น แต่ผู้เรียนสามารถเรียนได้ทั่วโลก

สถาบันการศึกษาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของภาคธุรกิจที่มีการลงทุนและมุ่งหวังทำกำไร เหมือนเช่นธุรกิจแขนงอื่นๆ ยิ่งตอนเศรษฐกิจแย่แบบนี้ด้วยแล้ว หลายแห่งแข่งกันหานักเรียนเพื่อเรียนในสถาบันของตน มีการโทรหาแบบจี้ถึงตัวรายวัน รวมทั้งการจัดส่งโบรชัวร์ หรือเอกสารรายละเอียดของหลักสูตรที่สถาบันเหล่านี้เปิด ถึงบ้าน

หลายคนโดนสถาบันการศึกษาเหล่านี้โทรตามตื้ออยู่เป็นปี หากเผลอไปกรอกฟอร์ม(ทางอินเตอร์เน็ต)ของสถาบันที่แสดงว่า ให้ความสนใจ
ต้องยอมรับว่า จนถึงเวลานี้และที่ผ่านมาหลายปี อเมริกาสามารถทำรายได้จากการศึกษาจำนวนมหาศาล
แนวโน้มใหม่ที่เห็นตอนนี้ คือ การที่มหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาแบบอื่นๆของอเมริกันเข้าไปเปิดทำการสอน ในจีน และประเทศที่มีกำลังซื้ออื่นๆ รวมทั้งเปิดกว้างในเรื่องระบบวีซ่านักเรียนต่างชาติมากขึ้น

ระบบการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย หรือคอลเลจของอเมริกานั้น ไม่จำกัดสิทธิในการศึกษาแต่ละสาขาวิชาเอกหรือแต่แม้กระทั่งในเรื่องของสถาบันการศึกษา เพียงแต่ผู้สมัครเข้าเรียน จะต้องผ่านเกณฑ์หรือมีคุณสมบัติตามที่แต่ละสถาบันกำหนด หากเป็นไปตามเกณฑ์แล้ว ก็สามารถเข้าเรียนได้ รวมกระทั่งการไม่จำกัดในเรื่องของอายุ อย่างเช่นพวกอาชีพแพทย์หลายคนจบออกมา เมื่ออายุเกิน 40 ขึ้นไปแล้วก็มี เพราะนักศึกษาส่วนใหญ่ในอเมริกาช่วยเหลือส่งเสียตัวเองเล่าเรียน อาจผ่านทุนกู้ยืม หรือวิธีการอื่นๆ

อย่างที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ ในเชิงคุณภาพการศึกษาของแต่ละสถาบันในอเมริกามีเรื่องให้คิดได้เหมือนกัน
ผมมีรุ่นน้อง กำลังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเขตเมืองซานฟรานซิสโก แคลิฟอร์เนีย เธอทำงานเสิร์ฟที่ร้านอาหารไทยในเมืองซานโฮ่เซ่ ในช่วงหนึ่งเดือนไปเรียนแค่ไม่กี่ครั้ง หรือไม่ไปเรียนก็ได้ แต่เธอลงทะเบียนทุกเทอม จนกระทั่งจบหลักสูตรการศึกษา เมื่อผมตรวจสอบรายชื่อสถาบันที่เธอจบจากสำนักงานก.พ. ไม่พบว่า มีชื่อสถานศึกษานี้อยู่ในรายชื่อสถาบันการศึกษาที่ก.พ.รับรองวิทยฐานะ แสดงว่า ก.พ.ก็รู้ทันเหมือนกัน

ที่เขตแอล.เอ. เมื่อก่อนมีมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งโฆษณานักโฆษณาหนาในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น รวมถึงหนังสือพิมพ์ไทยหลายฉบับ คนไทยชอบไปเรียน และจบที่นั่นกันมาก ก.พ.ก็ไม่รับรองวิทยะฐานะ ผมไม่ทราบว่าปัจจุบัน สถาบันแห่งนี้ได้ปรับปรุงคุณภาพการศึกษาจนกระทั่งก.พ.ประกาศยอมรับแล้วหรือยัง

อย่างไม่ต้องคำนึงถึงแบคกราวด์ ดูเหมือนคนที่ถูกเรียกขึ้นต้นด้วยคำว่า “ดอกเตอร์” จะภาคภูมิใจเป็นพิเศษ ก็แน่ล่ะ ในสายตาของคนนอกเองก็รู้สึกโก้เก๋
ที่อเมริกา ผมได้รับนามบัตรจากคนขายประกัน และขายตรงสินค้า ที่มีดีกรีเป็นดอกเตอร์หลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงกำลังมีงานจำพวกคอนเวนชั่น หรืองานประชุม ไม่ก็งานสัมมนาอื่นด้านเดียวกันนี้

เพื่อนไทยคนหนึ่งตอนนี้ยังอยู่ที่อเมริกา เขาจบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยมินนิโซต้า เมื่อหลายปีมาแล้ว ไปที่บ้านของเขายังเห็นรูปถ่าย ที่ถ่ายขณะกำลังรับมอบปริญญาแขวนโชว์อยู่ข้างฝา ปัจจุบันเขาทำงานในตำแหน่ง Porter หรือพนักงานทำความสะอาดในคาสิโนแห่งหนึ่งที่ลาสเวกัส ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ไม่จำเป็นต้องสื่อสารกับคนภายนอกมากนัก เขาทำงานในตำแหน่งเดียวกันนี้มานานกว่า 20 ปี โดยไม่ย้ายไปทำงานที่ไหน ผมเกือบลืมบอกไปว่า เขาจบมาทางด้านมนุษยศาตร์

เพื่อนอีกคนจบจากที่เดียวกันกับคนแรก แต่กลับไปทำงานอยู่ที่เมืองไทย ไปๆมาๆอเมริกาบางครั้ง ผมถามเขาว่า จบปริญญาโทสาขาอะไรที่มหาวิทยาลัยมินนิโซต้า เขาบอกว่า สาขาพละศึกษา ผมถามต่อว่า ทำไมเลือกเรียนด้านนี้ เขาบอกว่า ความจริงไม่ได้ชอบสาขานี้ แต่ที่ต้องเรียนเพราะไม่ต้องใช้ภาษาอังกฤษมากเวลาอยู่ในชั้นเรียน

“กะอีแค่ว่ายน้ำ ไม่เห็นจะต้องพูดอังกฤษกันมากมาย” เขาบอก

ทั้งคู่จบและแยกย้ายกันไปทำงานคนละที่ นานๆเจอกันครั้งหนึ่ง

อีกคนเป็นผู้หญิงไทย จากจังหวัดระนอง ทำงานในตำแหน่งพนักงานแลกเงินที่คาสิโนในดาวน์ทาวน์ ลาสเวกัสมากว่า 30 ปี เธอจบปริญญาโทสาขาประวัติศาตร์ จากมหาวิทยาลัยแคนซัส เป็นคนที่ชอบเดินทางท่องเที่ยว และรู้เรื่องราวประวัติศาตร์ของหลายๆประเทศ ดีมากคนหนึ่งเท่าที่ผมเคยเจอ โดยเฉพาะประวัติศาตร์อินเดียและจีน เธอเดินทางไป 2 ประเทศนี้ทุกปี

น่าเสียดายที่เธอคล้ายเป็นบุคคลซ่อนเร้นไม่ค่อยแสดงตัวแสดงความรู้ต่อผู้คนในชุมชนไทยหรือชุมชนชาติอื่นๆ ผมเคยเสนอให้เธอเขียนเล่าเรื่องราวการเดินทางของเธอเองในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา โดยเหตุที่เพื่อนผู้อาวุโสของผมคนนี้ไม่เคยละเว้นการเดินทางท่องโลกเลยแม้แต่สกปีเดียว เธอปฏิเสธที่จะจารมันลงไปในแผ่นกระดาษ พร้อมกับบอกว่า “เก็บไว้กับตัวฉันเองน่ะดีแล้ว” และประโยคที่ว่า “แค่นี้ฉันก็พอใจแล้ว ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านี้” ผมก็เลยต้องล้มเลิกความพยามยามที่จะให้เธอเขียนเล่าเรื่อง

ยังมีเรื่องเล่าอีกเรื่องครับ

เพื่อนรุ่นพี่ของผมคนหนึ่ง เขาจบมาสเตอร์ดีกรีที่อเมริกาเช่นเดียวกัน จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในรัฐมิชิแกน ตอนหลังไปทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนหนึ่งที่เมืองไทย เมื่อหลายปีมาแล้ว

เป็นจังหวะพอดี ที่เพื่อนอีกคนหนึ่งซึ่งเคยเรียนเคยอยู่อเมริกามาด้วยกันไปเยี่ยมเขาถึงห้องทำงานในกระทรวงเกษตรฯ ในขณะที่สองคนกำลังคุยกันอยู่นั้นมีฝรั่งในชุดสูท 2 คนเดินมาที่โต๊ะเลขานุการรัฐมนตรีที่อยู่หน้าห้องรัฐมนตรีว่าการฯนั่นเอง

เพื่อนจากอเมริกาคนที่ไปเยี่ยมเล่าให้ผมฟังว่า ที่ปรึกษารัฐมนตรีของเราทำท่าจะลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอกห้องทันทีทันใด

“จะไปไหนล่ะท่าน” เพื่อนที่ไปจากอเมริกาถามเขา

“ไม่มีอะไรหรอก”

“อ้าว….แล้วทำไมต้องรีบออกไปนอกห้องล่ะ ร้อนจะตาย ข้างในยังมีแอร์เย็นๆบ้าง” เพื่อนถาม

“เออ…ออกไปแป๊บเดียว มาไปด้วยกัน ไปหากาแฟที่ห้องอื่นดื่มกัน” เขาว่า

“ห้องนี้ก็มีกาแฟ” เพื่อนว่า

“นายนี่ช่าง…ก็แหม… เราไม่อยากคุยกับฝรั่งนี่โว้ย!!”

  1. ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: