สถาบันการเงินกับชุมชน

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์ ptipitaka@yahoo.com
ดูเหมือนสถาบันการเงินของอเมริกันจะห่างเหินกับชุมชนท้องถิ่น(local community) ภายใต้กระแสทุนนิยมจัดจ้าน แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว สถาบันการเงินเหล่านี้ ซึ่งประกอบด้วยธนาคารพาณิชย์ และบริษัทการเงินต่างๆ หามีลักษณะเป็นดังกล่าวแต่อย่างใดไม่ ด้วยเหตุที่ในอเมริกาเองมีสถาบันการเงินของท้องถิ่น เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เพื่อประโยชน์ด้านธุรกรรมสำหรับคนท้องถิ่นเอง เข้าทำนองคนในท้องถิ่นนั้นๆ รู้ปัญหาของคนในท้องถิ่นนั้นๆดีกว่าคนท้องถิ่นอื่น
สถาบันการเงินที่เห็นได้ชัด คือ แบงก์เหล่านี้ ให้บริการแต่ละเมือง แต่ละรัฐ ดังปรากฏว่าก่อนหน้านี้มีการรวมกลุ่มกันของคนเอเชีย ในลาสเวกัส มลรัฐเนวาดา จัดตั้งแบงก์ขึ้นมาตามกฎหมายของรัฐเดียวกันนี้ โดยเน้นการทำธุรกรรมให้กับประชาชนในเนวาดา โดยเฉพาะเมืองลาสเวกัส
การให้โอกาสในการเกิดขึ้นของแบงก์ท้องถิ่นดังกล่าว ทำให้การประชาชนหรือนักลงทุนมีทางเลือกในการใช้บริการการเงินผ่านธนาคารมากขึ้น สินเชื่อหรือธุรกรรมที่ต้องดำเนินการผ่านแบงก์ไม่ได้ถูกจำกัด อยู่เพียงธนาคารขนาดใหญ่อย่างเช่น Bank of America หรือ Wells Fargo หากแต่ยังมีธนาคารท้องถิ่นให้ประชาชนได้เลือกในเชิงการแข่งขันnevada state bank logo
เรียกว่า แบงก์ใหญ่ ก็มีแรงกดดันจากการแข่งขันกับแบงก์ท้องถิ่นเช่นเดียวกัน อาศัยที่แบงก์ท้องถิ่นมีขนาดเล็ก จึงมีความคล่องตัวในการดำเนินกิจการค่อนข้างสูง ทั้งรัฐบาลท้องถิ่นให้เงื่อนไขผ่อนปรนเชิงการทำธุรกรรม (แต่ต้องเป็นไปตามกติกาหรือกฎหมายของรัฐซึ่งสัมพันธ์กับกฎหมายของรัฐบาลกลาง เช่น เรื่องทุนสำรอง เป็นต้น) ทำให้ แบงก์ขนาดย่อมเหล่านี้ สามารถดำเนินกิจการอยู่ได้ และทำให้ธุรกรรมการเงินไม่ได้ถูกกินรวบโดยแบงก์พาณิชย์ขนาดใหญ่ระดับประเทศ
ขณะที่แบงก์พาณิชย์ขนาดใหญ่เหล่านี้เอง เมื่อมาดำเนินกิจการในรัฐต่างๆ ก็ต้องยอมรับเงื่อนไขหรือกติกาของแต่รัฐนั้นๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้เช่นเดียวกัน จึงทำให้การแข่งขันเป็นไปอย่างยุติธรรมมากขึ้น , ความผิดพลาดครั้งที่ผ่านมา ที่ก่อให้เกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ สาเหตุจึงไม่ได้มาจากกฎกติกาของแบงก์ในแต่ละรัฐ แต่มาจากความหละหลวมเชิงการเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์ ที่มีมากเกินไป โดยเฉพาะที่ผ่านสถาบันการเงินขนาดใหญ่ ส่วนแบงก์ขนาดย่อมนั้นได้รับผลกระทบน้อย สามารถเลี่ยงออกไปจากปัญหาระดับชาตินี้ได้ เช่น ในรัฐเนวาดา ซึ่งเป็นรัฐที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ทางการเงินมากที่สุดเมื่อคราวที่ผ่านมา แบงก์ขนาดย่อม อย่าง Nevada State Bank กลับประคองตัวเองให้รอดพ้นภัยได้เป็นอย่างดี , ผมเคยเป็นลูกค้าของแบงก์นี้ ปรากฏว่าเขาบริการลูกค้าดีมาก มีการติดตาม(ในรูปแบบที่ไม่ก่อให้เกิดความรำคาญ) ดีมาก แม้ว่าช่วงต่อมาผมไม่ได้เป็นลูกค้าของแบงก์นี้ก็ตาม แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการแสวงหาและรักษาลูกค้า ,ในแง่ของการบริการลูกค้าของแบงก์ประเภทนี้ จึงดีกว่าแบงก์ขนาดใหญ่ระดับประเทศเสียด้วยซ้ำ
ดังนั้น ถึงแม้จะมีการมองว่าการทำธุรกิจหลายอย่างในอเมริกา เป็นไปในลักษณะปลาใหญ่กินปลาเล็ก แต่แท้ที่จริงแล้ว ไม่ได้เป็นความจริงเสียทั้งหมด การปกป้องธุรกิจเพื่อให้เกิดการแข่งขันยังมีอยู่ไล่ตั้งแต่ส่วนกลาง ตลอดถึงส่วนท้องถิ่น เหมือนเช่นกรณีของแบงก์ท้องถิ่น โดยไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายเพื่อตั้ง “ธนาคารจำเพาะ” หรือ “ธนาคารเฉพาะกิจ” แต่อย่างใด
ซึ่งความแตกต่างที่ว่า เห็นได้ชัดหากเทียบกับเมืองไทย ที่มีการ(ออกกฎหมาย/พระราชบัญญัติ)จัดตั้งธนาคารเฉพาะกิจกันหลายแห่ง โดยรัฐ เจ้าของระบบอุปถัมภ์ใหญ่ทางการเงิน เป็นผู้ให้การสนับสนุน, ธนาคารเหล่านี้อยู่ได้ด้วยเงินของรัฐ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเงินจากภาษีอากรของประชาชน การทำงานจึงเป็นไปในลักษณะเดียวกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ(ข้าราชการ)เช่นเดียวกัน คือ ทำอย่างเสียไม่ได้ ค่อนข้างเฉื่อยเนือยและไร้ประสิทธิภาพ
อย่างเช่น ระบบการทำงานของธ.ก.ส.(ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) และอีกหลายธนาคาร รวมทั้งธนาคารเฉพาะที่เพิ่งเกิดใหม่โดยมีเจตนาเพื่อสนองตอบความอยากในเชิงการเมือง และระบบเส้นสายอุปถัมภ์ แม้กระทั่งบางธนาคารยังเกิดจาก “การเมือง”ที่มุ่งผลประโยชน์ที่ได้จาก“ความเชื่อความศรัทธา” แต่กลับสนองความต้องการของคนเพียงไม่กี่กลุ่มในองค์กรเท่านั้น NV bank
ที่สำคัญกว่านั้นการเกิดขึ้นของธนาคารเฉพาะแห่งใหม่นี้ แม้จะตอบโจทย์ เรื่องสินเชื่อสำหรับชาวบ้านโดยทั่วไปก็จริง แต่การณ์ส่วนหนึ่งเป็นการมุ่งวางเส้นสายภายในองค์กร โดยที่ตัวผู้บริหารธนาคาร(เช่น กรรมการธนาคาร) เหล่านี้ ไม่ได้มีความรู้เรื่องการเงินการธนาคารแต่อย่างใดเลย หากได้มาด้วยระบบพวกมากลากไปเท่านั้นเอง
ยังการยกข้ออ้างเรื่อง “ความเท่าเทียมกันเชิงการอนุญาตจัดตั้งธนาคาร”ที่กำลังดำเนินการเรียกร้องกันอยู่ เช่น การจัดตั้งธนาคารพระพุทธศาสนา ซึ่งน่าคิดว่าสถานการณ์ทางการเงินการธนาคารของไทยจะออกมาในรูปแบบใดในอนาคต
ขณะที่ในความเป็นจริงแล้ว การจัดตั้งธนาคารพิเศษ(เฉพาะ) เหล่านี้ไม่ได้สะท้อนในเรื่องเครื่องมือทางการเงินเพื่อก่อให้เกิดการแข่งขันในระบบธนาคารไทยแต่อย่างใดเลย มิหนำซ้ำ ยังเสมือนดำเนินการกันคนละระบบ ธนาคารพาณิชย์ไปอีกทาง ธนาคารเฉพาะโดยการอปุถัมภ์ของรัฐไปอีกทาง ไม่ได้สะท้อนอะไรที่ถือว่าเป็นไปตามกลไกทางการเงินเชิงอุปสงค์อุปทานที่แท้จริงเลย ทั้งเป็นการตำน้ำพริกการเมืองละลายแม่น้ำการเมืองเสียก็มาก
อีกแง่ที่เห็น คือ ดูเหมือนคนส่วนใหญ่ในประเทศมุ่งแสวงหาหนทางที่เรียกว่า “อาศัยรัฐเป็นที่พึ่งทุกอย่าง” ,นโยบายประชานิยม ก่อให้เกิดความใหญ่โตอลังการของรัฐบาลขึ้น เอะอะอะไรก็ต้องพึ่งรัฐบาล (ไม่พึ่งตนเอง) ทำให้เกิดปัญหาที่แก้ไม่รู้จักจบจักสิ้น , ในภาคการเงินการธนาคารก็เช่นเดียวกัน
เท่าที่ได้สดับมา หลายคน รวมทั้งตัวผมมีความเชื่อว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย(แบงก์ชาติ) รู้ แต่แกล้งหลับตาเพียงข้างเดียว หรือทำหูทวนลม !
แต่ก็จะเห็นได้ว่า การทำงานของแบงก์ชาติ(ไทย)ต้องยุ่งยากมากเพียงใด เพราะนอกจากต้องดูแลธนาคารพาณิชย์ทั่วไปแล้ว ยังต้องดูแล “ธนาคารเฉพาะ”เหล่านี้อีกด้วย ซึ่งว่าไปแล้วไม่ได้เป็นเรื่องง่ายดายแต่อย่างใดเลย แถมดูแลได้ยากกว่าแบงก์พาณิชย์เสียด้วยซ้ำ เพราะมีการเมือง (ที่โยงถึงรัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร หรือแม้กระทั่งคนในกองทัพ) เข้ามากำหนดหรือกุมนโยบายอีกด้วย
แค่นี้แบงก์ชาติก็ปวดขมับมากพอแล้ว !
ทั้งระบบการเงินที่ผ่านแบงก์เฉพาะเหล่านี้ มีขนาดใหญ่มากเสียด้วย ความสั่นสะเทือนต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศจึงมีสูง และปฏิเสธ ไม่ได้ว่า ยิ่งมีสถาบันการเงินประเภทนี้มากเท่าใด ก็ยิ่งแยก “มาตรฐานในการกำกับควบคุม”ที่แบงก์ชาติจำต้องปฏิบัติตามหน้าที่มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งในแง่ของการกำกับควบคุมนโยบายด้านเงินที่เป็นมาตรฐาน ถือว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด เพราะยิ่งกำกับควบคุม(ดูแล)ยากมากยิ่งขึ้น
แต่ก็มีแต่แบงก์ชาติไทยเท่านั้นที่ทำได้ !!!
ทำไปทำมา การเกิดของธนาคารเฉพาะเหล่านี้ จึงไม่ได้สนองตอบต่อลูกค้าเฉพาะหรือลูกค้าทั่วไป ที่เป็นประชาชนหรือนักลงทุนที่สมควรได้รับการสนับสนุน หากแต่มุ่งสนองตอบต่อนโยบาย(ประชานิยม)ของรัฐ สนองความต้องการของหน่วยงาน และความต้องการของคนบางกลุ่ม ที่ต้องการควบคุมสถาบันการเงินประเภทนี้ เพื่อประโยชน์กลุ่มและพวกพ้อง
รวมทั้งที่สำคัญ คือ เพื่อตำแหน่งที่สามารถอำนวยความสมบูรณ์พูนสุขของพรรคพวก(ใครพรรคพวกมัน)ในธนาคารเฉพาะแห่งนั้นๆ
ธนาคารเฉพาะบางแห่งในเมืองไทยเกิดจากการรัฐประหารก็มี , กลุ่มรัฐประหารแต่งตั้งกรรมการธนาคารเสร็จสรรพ
ในวาทกรรมเชิงการเมือง“ทหารกับรัฐบาล”มีคำกล่าวซึ่งรู้จักกัน ได้แก่ “รัฐซ้อนรัฐ” แต่ในทางการเงินและเศรษฐศาตร์ จำเพาะในเมืองไทยมีวาทกรรมใหม่เกิดขึ้นอีกคำหนึ่ง ก็คือ “แบงก์(ของ)ชาติซ้อนแบงก์ชาติ”
เพราะแท้ที่จริง, ในทางปฏิบัติแบงก์ของรัฐเหล่านี้ แทบจะแยกเป็นเอกเทศออกไปการควบคุมกำกับจากแบงก์ชาติเสียด้วยซ้ำ
เป็น “อภิสิทธิ์แบงก์” ดีๆนี่เอง

Advertisements
  1. ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: