ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์ ptipitaka@yahoo.com

เท่าที่ติดตามสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจของโลก ของอาเซียน(ASEAN)และของไทย รวมถึงการได้คุยกับนักธุรกิจไทยหลายคน ที่คุยไปด้วยถอนใจไปด้วย ทำให้ผมเกิดมโนภาพเกี่ยวกับความเป็นไปหรือแนวโน้มของเศรษฐกิจของไทยในปีนี้(2556)และปีหน้า(2557) ซึ่งเป็นเรื่องที่คนไทย รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านนโยบายและด้านปฏิบัติการ ควรระมัดระวัง อย่างยิ่ง ดังนี้นะครับธกส.

นับเงิน
1.วิกฤตการณ์ด้านแรงงาน , ผมค่อนข้างที่จะเชื่อว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติแรงงาน จากหลายปัจจัย เช่น การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท สามารถเป็นเหตุของการตกงานของแรงงานไทยและแรงงานต่างด้าวที่เข้าไปทำมาหากินในเมืองไทยได้มาก เพราะนายจ้างต้องจ่ายค่าแรงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อกิจการของบริษัทผลิตต่างๆ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม ที่ผู้ประกอบจะมีต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น มองในแง่นี้อย่าคิดว่าการขึ้นค่าแรง เป็นเรื่องไม่ดีต่อแรงงานไทยนะครับ การขึ้นค่าแรงเป็นเรื่องดีจริงครับ ดีต่อการหมุนเงินในระบบเศรษฐกิจอีกด้วย แต่การขึ้นค่าแรงที่ถูกหลักจะต้องคำนึงถึง, หนึ่ง คุณภาพของแรงงาน(แรงงานมีทักษะดีขึ้น) และ สอง คำนึงการเติบโตหรือความสามารถในการขยายและเปิดตลาดของผลผลิต(products) ซึ่งเมืองไทยเองกลับไม่มีสองปัจจัยดังกล่าวประกอบอย่างพอเพียง ขณะที่ในประการที่ สองเอง ตลาดสินค้าอุตสาหกรรมไทยที่ผลิตเพื่อการส่งออกกลับหดลงและเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนต่ำกว่า
วิกฤติแรงงานจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ,ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ต้องการที่จะลดต้นทุนการผลิต เพราะแรงงาน มีราคาสูงขึ้น และเป็นปัจจัยที่ไม่คงที่แน่นอน ก็จะเป็นเหตุให้ผู้ประกอบการนำเครื่องจักรมาใช้แทนแรงงานมากขึ้น ทำให้จำนวนคนตกงานเพิ่มสูงมาก หน่วยงานด้านเศรษฐกิจบางแห่งประมาณว่า จำนวนแรงงานที่ตกงานจากสาเหตุนี้ไม่น่าจะต่ำกว่า 6 แสนคน แต่ผมคาดว่าน่าจะเป็นล้านหรือมากกว่านี้ ,ธุรกิจขนาดย่อมและขนาดกลาง(SMEs) จะล้มหายตายจากเป็นจำนวนมาก จนในที่สุดก็หนีไม่พ้นรัฐบาลที่จะต้องออกมารับผิดชอบ (ด้วยเงินภาษีของประชาชนและเงินกู้ซึ่งตอนนี้มีสัดส่วนที่สูงอยู่แล้ว)
นอกเหนือไปจาก การตกงานของแรงงานจะกระทบต่อส่วนอื่นๆ เช่น ในภาคการเงิน และสถาบันการเงิน(Finance) รวมทั้งธุรกิจรถยนต์ และอสังหาริมทรัพย์ เพราะแรงงานเหล่านี้ไม่มีกำลังผ่อน ดังนั้น ความเสี่ยงของเรื่องนี้จะมีมากหรือน้อย จึงขึ้นอยู่กับการวางแผนของผู้ประกอบการและนโยบายรัฐบาล ภาพที่เห็นๆกันอยู่นี้ ที่ดูเสมือนเศรษฐกิจดีหรือมีเงินสะพัด เทียบกันไม่ได้กับช่วงระยะต่อจากนี้อีกไม่นานที่ไทยเรามีความเสี่ยงที่จะเจอมรสุมด้านเศรษฐกิจอีกครั้ง หากรัฐและเอกชนไม่กำหนดแผนหรือนโยบายด้านการเงินการคลัง ด้านอุตสาหกรรมและพาณิชย์ ให้รอบคอบรัดกุมเสียตั้งแต่ตอนนี้ธกส.
2.วิกฤตการณ์ด้านการเงิน ,ผมคิดว่าส่วนหนึ่งเป็นผลพวงจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาล เช่น โครงการรถคันแรก โครงการรับจำนำข้าวจากเกษตรกร แค่สองโครงการนี้ก็ส่งผลกระทบกับตลาดเงินและตลาด รวมถึงระบบการคลังของรัฐบาลอย่างมากเมื่อเทียบต่อจีดีพี , ผลกระทบดังกล่าวอาจไม่เป็นภายในวันสองวัน แต่จะค่อยๆส่งผล โดยเฉพาะโครงสร้างหนี้ของประเทศ พูดง่ายๆ คือ รัฐบาลไทยจะแบกรับภาระหนี้เพิ่มมากขึ้น แม้จะมีการโยกเงินและคิดโครงการเพื่อหมุนเงินให้ดูสะพัด แต่ก็เสมือนการเล่นแร่แปรธาตุทางการเงิน ซึ่งในภาวะแท้จริงแล้ว ไม่ว่ารัฐจะคิดโครงการใหญ่เพื่อให้เงินสะพัดมากขนาดใด ก็ไม่น่าจะเป็นผล เพราะในท้ายที่สุดแล้วเงินเหล่านั้น ย่อมตกไปอยู่ในมือของกลุ่มธุรกิจบางกลุ่มเท่านั้น เช่น หากพิจารณาจากสองโครงการใหญ่ของรัฐบาล ผลประโยชน์ย่อมตกแก่กลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์(ข้ออ้างเรื่องผลประโยชน์ด้านแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมต่อเนื่องด้านรถยนต์ ต้องดูในรายละเอียดให้ดีว่าจริงๆแล้วใครได้รับประโยชน์) และกลุ่มโรงสี รวมถึงพ่อค้าข้าว มากกว่าที่จะตกถึงมือเกษตรกรส่วนใหญ่
เม็ดเงินนับแสนล้าน(ในโครงการจำนำข้าว) นั้น รัฐสามารถนำเอาทำโรงสีได้ทั้งประเทศให้กลุ่มเกษตรกร เพื่อแปรสภาพออกมาเป็นข้าวสารขายได้ด้วยซ้ำ แต่แน่ล่ะ การทำเรื่องแบบนี้เป็นของยากสำหรับสำหรับรัฐบาลไทย เพราะไปเกี่ยวข้องกับฐานการสนับสนุนทางการเมืองต่อพรรคการเมืองของกลุ่มผลประโยชน์ด้านค้าข้าว (ส่วนหนึ่งของกรณีนโยบายการส่งเสริมชาวนา รัฐไทยน่าจะดูตัวอย่างจากการดำเนินการด้านนโยบายด้านข้าวของรัฐบาลเวียดนาม ,ไม่ถึงขนาดต้องเอา “อย่าง”เวียดนาม แต่น่าจะเอา “เยี่ยง”เวียดนามมาใช้ได้)
สำหรับวิกฤติการเงินที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นนี้ ผมเชื่อว่า กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย(แบงก์ชาติ) น่าจะจับสัญญาณอะไรได้บางอย่างด้วยซ้ำ ต้องไม่ลืมว่าก่อนที่จะเกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในอเมริกาครั้งที่ผ่านมา ก็เนื่องด้วยสาเหตุจากการเล่นแร่แปรธาตุทางการเงินของฝ่ายธุรกิจและการควบคุมที่หละหลวมของฝ่ายรัฐอเมริกัน เวลานี้ประเทศไทยดูเหมือนจะเดินเข้าใกล้จุดสุกงอมของปัญหาดังกล่าว เพราะโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ไม่มีผลผลิตจริงในวงจรเศรษฐกิจ ขาดความเชื่อมโยงเชิงวงจรเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต่อเชื่อมกัน เช่น เรื่องของแรงงานในภาคการผลิตต่างๆ กับนโยบายด้านอุตสาหกรรม หรือกับนโยบายด้าน “เกษตรพาณิชย์” เป็นต้น
นอกเหนือไปราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ที่สมควรจะต้องเป็นไปตามกลไกการตลาด แต่ปรากฏว่า สินค้าบางรายการ เช่น สินค้าเกษตรมีราคาแพง เนื่องจากต้นทุนด้านแรงงานปรับสูงขึ้น ทำให้เกษตรกรอยู่กันอย่างลำบาก และต้องเลิกอาชีพไปในที่สุด ,สินค้าเกษตรที่ประชาชนมีความจำเป็นต้องบริโภคชนิดดังกล่าว ก็ต้องปรับราคาสูงขึ้น เนื่องจากต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศ เป็นเหตุให้ค่าครองชีพสูงขึ้น
ธนาคารพาณิชย์หลักๆของไทยส่วนใหญ่อาจได้รับผลกระทบจากผลของความล้มเหลวของเศรษฐกิจเชิงนโยบายการเงิน (เล่นแร่แปรธาตุ)น้อย เพราะรายได้จากแบงก์เหล่านี้มาจากการคิดกับค่าธรรมเนียมเอากับลูกค้าของแบงก์เหล่านั้นเอง ซึ่งเป็นรายได้ที่มั่นคงและแน่นอนกว่ารายได้ส่วนอื่น (เรื่องนี้แบงก์พาณิชย์ของไทยกระทำกันอย่างไม่ละอาย โดยแบงก์ชาติเองได้แต่มองดูตาปริบๆ) ยกเว้นบางสถาบันการเงินที่เน้นการปล่อยสินเชื่อด้านยานยนต์ หรือสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์มากเกินไป ที่จะมีความเสี่ยงสูง
3.การย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน , เวลานี้หลายกลุ่มธุรกิจการผลิตในเมืองไทยได้ย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน อย่างเช่น ลาว พม่า กัมพูชา เป็นต้น ตัวอย่างนี้สามารถเห็นได้จากการเตรียมรับมือกับสถานการณ์ของกลุ่มสหพัฒน์ ที่เริ่มผ่องถ่ายการผลิตบางส่วนออกไปยังพม่า เพราะไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนแรงงานในไทยได้อีกต่อไป บริษัทอื่นๆ ก็อยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกัน ซึ่งดูเหมือนชะตากรรมการผลิตสินค้าต่างๆในไทยเป็นเรื่องที่ยังมืดมนในอนาคต เพราะได้รับแรงกดดันถึง 2 ทาง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง(อีกเช่นเคย) ได้แต่มองดูตาปริบๆ
แรงกดดันทางแรก คือ เรื่องการเพิ่มขึ้นของต้นทุนด้านแรงาน ซึ่งเป็นที่ประจักษ์กันอยู่แล้วว่า ค่าแรงในเมืองไทยสูงกว่าค่าแรงในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะมีการเพิ่มขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำหรือไม่ก็ตาม เหตุผลส่วนหนึ่ง คือ ความต้องการแรงงานจำนวนมากของผู้ประกอบการเป็นเหตุให้ค่าแรงสูง และนำสู่ความล้มเหลวเชิงการแข่งขันด้านต้นทุนในที่สุด
แรงกดดันทางที่สอง คือ การระบายสินค้า(ตลาด)ของผู้ผลิตสินค้าถูกบีบและถูกจัดให้อยู่ในพื้นที่แคบลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ของโมเดิร์นเทรด(ที่ผูกขาดอยู่ในกี่เจ้า) โดยไม่ได้รับการเหลียวแลแก้ไขด้านกฎหมายเพื่อความเป็นธรรม(ด้านการค้าในประเทศ)จากรัฐบาล หรือรัฐสภาเลย และนับวันทางเลือกด้านตลาดของผู้ผลิตสินค้าเหล่านี้จะน้อยลงไปเรื่อยๆ หากไม่ได้รับการสนใจเหลียวแลจากรัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ธุรกิจเหล่านี้ก็จะถึงทางตัน และเป็นเหตุให้โมเดิร์นเทรด ซึ่งเป็นกลุ่มทุนเพียงไม่กี่กลุ่ม และเป็นกลุ่มการลงทุนจากต่างประเทศ ยึดครองตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค ก็จะนับเป็นการบั่นทอนกลไกการตลาดที่เคยทำงานให้ขาดสะบั้นลงในที่สุด
ขณะเดียวกันน่าสนใจว่า ระบบทุนเป็นใหญ่ โดยปราศจากการควบคุม(ด้านกฎหมาย)เพื่อความเป็นธรรมในการแข่งขัน กลับให้บริษัทการผลิตขนาดเล็กถึงขนาดกลางล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก โดยถูกกลุ่มทุนขนาดใหญ่เหล่านี้กินรวบและทุบทำลายทั้ง(ด้านกลยุทธ์)การลงทุน และ(ด้านกลยุทธ์)การตลาด ทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้ ทั้งยังปราศจากการเหลียวแล โดยเฉพาะจากภาครัฐที่ยังคงมุ่งนโยบายประชานิยมไม่เปลี่ยนแปลง
ผมไม่ได้ปฏิเสธ ประชานิยมครับ ในอเมริกาก็ยังมีประชานิยมกันเป็นเรื่องปกติ , ประชานิยมหลายบางเรื่องเป็นเรื่องดี ผลประโยชน์ตกถึงมือประชาชนโดยตรง แต่ประชานิยม ควรคำนึงวงจรด้านเศรษฐกิจให้ครบถ้วนและรัดกุม รวมทั้งคำนึงถึงความยุติธรรมในภาคเศรษฐกิจและภาคสังคมด้วย

Advertisements
  1. ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: