กับดักเพศสัมพันธ์กับการประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนา

พีรพร พงศ์พิพัฒนพันธุ์

          นิสิตป.โท มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณาชวิทยาลัย

สาขาวิชาพระพุทธศาสนา

 

๑.บทนำ

 

ภายใต้สถานการณ์ของโลกในปัจจุบันที่ชื่อว่า เป็นยุคการสื่อสาร การติดต่อของคนเป็นไปอย่างรวดเร็วผ่านสื่อหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ที่เรียกว่า ระบบออนไลน์  ทำให้ความสัมพันธ์ทางเพศ ผ่านระบบการสื่อสารของผู้คนเปลี่ยนรูปแบบไปจากแต่เดิม  คือ มีความรวดเร็ว สามารถตอบโต้ไปมาได้ทันที เป็นได้ทั้งในรูปแบบข้อความ แบบเสียงและแบบภาพ   ประเด็นดังกล่าวนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “ผลกระทบต่อการประพฤติพรหมจรรย์[๑]”  ซึ่งหมายถึงการครองชีวิตอันประเสริฐ ตามหลักของชาวพุทธ โดยเฉพาะในด้านเพศสัมพันธ์ ที่หมายถึงหลักพรหมจรรย์ในข้อเมถุนวิรัติ  สทารสันโดษ(ความพอใจเฉพาะภรรยาหรือคู่ครองของตน) รวมทั้งผลต่อการประกาศหรือเผยแผ่พระศาสนา

หมายถึงว่า ประเด็นเพศสัมพันธ์หรือการวางความสัมพันธ์ทางเพศเพื่อให้มีผลดีต่อการประพฤติพรหมจรรย์ เกิดปมที่ทำให้ต้องพินิจพิจารณาได้มากยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อนจากระบบแห่งพัฒนาการทางด้านเทคโนโลนีการสื่อสารที่เปลี่ยนไป  ทั้งหมายถึงการประพฤติพรหมจรรย์ของทั้ง ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายบรรพชิต (นักบวชหมายถึง ภิกษุ)กับฝ่ายคฤหัสถ์(ผู้ครองเรือน)มีเรื่องให้ต้องพิจารณาได้มากขึ้นในเชิงวินัยหรือเชิงศีล และในเชิงธรรม[๒] ซึ่งเปรียบเสมือนเป็น “กับดักที่เกิดจากความสัมพันธ์ทางเพศ” ที่ทำให้การประพฤติพรหมจรรย์ต้องมัวหมองลงไป  และเป็นสิ่งที่ทั้งภิกษุและผู้ครองเรือนชาวพุทธที่หวังถึงการประพฤติพรหมจรรย์[๓]พึงสังวร

กล่าวสำหรับภิกษุ  การจะแคล้วคลาดจากกับดักที่เกิดจากเพศสัมพันธ์[๔]นั้น (๑)อาศัยพระวินัยเป็นหลักภายนอกในการคอยควบคุมกำกับ เช่น การไม่เสพเมถุนธรรม(sexual intercourse) เพราะไม่ต้องการต้องการละเมิดสิกขาบทปาราชิก[๕] การไม่สำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง(masturbation) เพราะไม่ต้องการละมิดสิกขาบทสังฆาทิเสส[๖] เป็นต้น และ (๒) อาศัยธรรม เป็นหลักภายใน ในการคอยควบคุมกำกับจิตให้ตั้งมั่นต่อเป้าหมายทางธรรม  เช่น การคำนึง หรือพิจารณาหลักเมถุนสังโยค ๗ ข้อ[๗]อย่างเข้าใจ เพราะไม่ต้องการให้ใจเตลิด หรือข้องแวะต่อกามารมณ์ทั้งปวงทั้งในชั้นหยาบและชั้นละเอียด เป็นต้น

 

 

๒. กับดักที่เกิดจากทุนบริโภค(เศรษฐกิจ)

 

การหยิบยกเอาหลักทางสายกลางหรือหลักมัชฌิมาปฏิปทามากล่าวอ้างในยุคที่การแข่งขันด้านเศรษฐกิจเป็นไปอย่างรุนแรง  เพื่อบรรเทาอาการของความสุดโต่งในเรื่องบริโภคนิยม ขณะเดียวกันหลักพุทธธรรมยังถูกหยิบยกนำมาใช้ เพื่ออธิบายปรากฎการณ์ทางด้านเศรษฐกิจในยุคทุนนิยมจัดจ้านอีกด้วย  เช่น หลักเศรษฐกิจพอเพียง  เป็นต้น ซึ่งทำให้เกิดทรรศนะใหม่ฝ่ายบวก ต่อเนื้อหาในพุทธธรรมที่ดึงมาใช้  ในส่วนทรรศนะใหม่ฝ่ายลบจากเหตุแห่งกระแสเศรษฐกิจก็มีเช่นเดียวกัน เช่น มองว่าหลักพุทธธรรมบางข้อ อย่างเช่น หลักธรรมในข้อ สันโดษ  ซึ่งมักถูกกล่าวหาเสมอว่า ไม่เกื้อกูลต่อการดำรงชีวิตในยุคปัจจุบัน เพราะสอนให้คน ถือสันโดษ  ไม่ยุ่งกับสังคมส่วนรวม เอาตัวเองไว้ก่อน ทำให้เศรษฐกิจ  หรือทุนไม่ไหลเวียน ไม่เกิดสภาพคล่องในการใช้จ่ายต่างๆ ว่าไปแล้วนับเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดจากการไม่ศึกษาหลักธรรมหัวข้อสันโดษให้กระจ่างแจ้ง ที่ว่า  ความสันโดษ ก็คือ บริโภคสิ่งของที่เราต้องกินต้องใช้ อันเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับมนุษย์ เช่น ปัจจัย ๔ มีเสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค   ซึ่งเรื่องสันโดษนี้ท่านได้จัดไว้ ๓ ลักษณะ  คือ[๘]

                  ๑.ยินดีตามที่มีอยู่  เรียกว่า สะกัง ตุฏฐี คือ มีอย่างไรยินดีอย่างนั้น

                  ๒. ยินดีตามที่ได้ เรียกว่า  สันตัง  ตุฏฐี คือ ได้เท่าใดยินดีเท่านั้น

                  ๓. ยินดีตามที่ควร เรียกว่า  สมัง ตุฏฐี คือ สิ่งที่สมควรหรือเหมาะสมกับตน ให้ยินดีเท่าที่ควร แม้แต่ได้มาแล้ว ถ้าเห็นว่าไม่สมควร ก็ไม่ยินดี

หลักสันโดษ จึงไม่ได้ไปขัดแย้งอะไรเลยหลักทุนนิยม  หรือหลักการดำเนินชีวิตท่ามกลางกระแสทุน เพียงแต่สอนให้รู้จักใช้ชีวิตให้เป็นตามสภาพเพื่อไม่ให้สร้างความเดือดร้อนให้กับตัวเอง ครอบครัว และสังคม  รวมทั้งหมายถึงการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม[๙] เช่น สิ่งของที่ได้มานั้น วิธีการได้มา ต้องถูกต้อง  ไม่ลักขโมยมา เป็นต้น

ในพระพุทธศาสนามีสทารสันโดษ  จัดเป็นการประพฤติพรหมจรรย์อย่างหนึ่ง( ๑ใน ๑๐ ข้อ)  หมายถึง ความพอใจด้วยภรรยาของตนหรือความยินดีเฉพาะภรรยาของตน ตรงกับข้อ ๓ ในเบญจธรรม[๑๐] ซึ่งเป็นผลจากการปฏิบัติตามหลักการของเบญจศีลข้อ ๓ คือ การไม่ล่วงกาเมสุมิจฉาจาร มีผลทำให้ไม่สิ้นเปลืองทุนหรือเงินในการแสวงหาความสุขทางเพศ แทนการมีคู่นอน หรือภรรยาหลายคนในเวลาเดียวกัน[๑๑], สามีภรรยาอยู่ด้วยกันถ้าอยู่ด้วยความสันโดษแล้วไม่มีปัญหา ไม่มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกัน แต่อยู่ด้วยความสุข เพราะต่างคนต่างพอใจ สามีก็พอใจในภรรยา ภรรยาก็พอใจในสามี ก็จะอยู่ร่วมกันอย่างไม่มีปัญหาครอบครัว เพราะเหตุรู้จักใช้สันโดษ[๑๒]

การแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจทั้งในระดับครอบครัว และระดับชาติ ต้องอาศัยความรู้เรื่องการจัดระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ ควบคู่กันไปกับจิตสำนึกในเรื่องความเป็นธรรม ความสมดุล ความพอดี หากเลยไปจากธรรมข้อสันโดษอย่างเดียว โดยใช้ความรู้ทางด้านเศรษฐศาตร์ล้วนๆเพียงด้านเดียว ไม่อาจจะแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืนและเป็นจริงในโลกสมัยใหม่[๑๓]

 

๓.กับดักจากสิ่งล่อใจและค่านิยมทางเพศ

 

ดังที่เฮอร์เนส เฮมิงเวย์ว่าไว้ “การมีโอกาสจูบแม่สาวสวยหรือเปิดจุกเหล้า จะรีรออยู่ไม่ได้ เพราะของสองสิ่งนี้เป็นเรื่องที่จะต้องลองกันโดยเร็วที่สุด”[๑๔]  นับเป็นวลีกับดักทางเพศสัมพันธ์ที่เห็นได้ชัดที่สุด สำหรับสังคมบริโภคที่ถูกถ่ายทอดมาจากค่านิยมและวัฒนธรรมตะวันตก โดยเฉพาะการพยายามในการกระต้นกามราคะเพื่อสนองต่อการทำกำไรในตลาดเงิน ตลาดทุน ภายใต้เศรษฐกิจระบอบทุนนิยมเสรี

 

๓.๑ ปัญหาจากสิ่งล่อใจทางเพศ

ผู้เขียนขอแบ่งสิ่งล่อใจซึ่งเป็นกับดักที่เกิดจากความต้องการที่จะมีเพศสัมพันธ์ ออกเป็น ๒ ฝ่าย ดังต่อไปนี้

 

๓.๑.๑ สิ่งล่อใจในฝ่ายบรรพชิต

         

ในปัจจุบันมีให้เห็นอย่างดาษดื่นสำหรับพระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่ทำตัวเข้ากับกระแสสังคมบริโภค โดยเดินเข้าสู่เส้นทางแห่งโลกียสุข ภายใต้พระเจ้าแห่งเงินตรา หรือระบบทุนนิยม โดยเฉพาะพระเถระที่มีตำแหน่งหน้าที่ทางการบริหารปกครองซึ่งมีอำนาจเงินในกำมือ จึงสามารถ ซื้อทุกสิ่งทุกอย่างได้ตามความต้องการ การเสพสุขลุ่มหลงในโลกียรสที่ยิ่งขึ้นก็จะตามมาอย่างไม่มีสิ้นสุด[๑๕]

            พระเถระที่มีสมณศักดิ์ หรือเจ้าอาวาสบางวัดที่มั่งคั่งมีรถเบนซ์ ประจำตำแหน่งราคาหลายล้าน หรือการตกแต่งกุฏิด้วยวัสดุราคาแพง เก้าอี้รับแขกฝังมุก เครื่องเสียงอย่างดี  โทรทัศน์จอยักษ์ราคาเป็นแสน หรือบางรูปนิยมสะสมวัตถุโบราณราคาแพง ซึ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับวิถีชีวิตอันประเสริฐ ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ทั้งสิ้น อีกทั้งการรับหน้าที่เป็นพระในระดับผู้บริหาร หรือพระในตำแหน่งสังฆาธิการ ก็แทบจะไม่มีเวลาในการเจริญเนกขัมมปฏิปทา หรืออบรมสั่งสอนสัทธิวิหาริกตลอดจนอันเตวาสิกให้อยู่ในกรอบพระธรรมวินัย เพราะต้องง่วนอยู่กับงานเอกสาร งานประชุม และการลงพื้นที่[๑๖] จึงเป็นสาเหตุแห่งความเสื่อมของพระสัทธรรมในที่สุด

แบบจำลองระบบการอยู่ร่วมกันของคณะสงฆ์ เป็นฐานด้านจริยธรรมของชาวพุทธ ซึ่งก็คือศีล  ที่ไม่เพียงแต่ทำให้ชุมชนสงฆ์อยู่กันได้อย่างมีระเบียบเท่านั้น แต่หลักเดียวกันยังหมายถึงวิธีการปกครองคณะสงฆ์ ด้วยหนทางของการรับฟังเสียงส่วนใหญ่(democratic way) หากไม่มีข้อวัตรปฏิบัติเกี่ยวแก่วินัย(morality of Sangha) แห่งสงฆ์เสียแล้ว ก็จะทำให้เกิดความประพฤติที่ไม่เหมาะสม จนนำไปสู่ความเสื่อมศรัทธา อีกทั้งวินัยที่ทรงวางไว้ ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะสงฆ์ แต่ยังเป็นประโยชน์กับคนทั่วไปด้วย สามารถนำไปใช้ทั้งปัจเจกและส่วนรวมและทุกชั้นวรรณะอย่างเท่าเทียมกัน[๑๗]

 

Robert David Larson หรืออดีตพระสันติกโร(Santikaro Bhikkhu) [๑๘] มองว่า

 

“เคยสังเกตพระในวัด บางทีก็ไม่ค่อยเข้าถึงกันอย่างลึกซึ้ง ทั้งกับพระเอง และกับประชาชนด้วย ผมวินิจฉัยว่า ระยะหลังเมื่อพระต้องถือพรหมจรรย์ แล้วทางสังคมเอง และสังคมพระเองรู้สึกเป็นเรื่องยาก สังคมก็เลยสร้างรูปแบบขึ้นมา ผู้ชายจำนวนมากที่เข้ามาบวชที่จริงไม่ได้เลือกที่จะมีชีวิตพรหมจรรย์ ผมเองตอน มาบวช ไม่ได้มาบวชเพื่อเลิกทางเพศ แต่เป็นผลพลอยได้จากการปฏิบัติธรรม ผมบวชเพื่อศึกษา เพื่อปฏิบัติ แต่มีกฎเกณฑ์ในพระวินัยว่า ต้องอย่างนี้ๆ หลายปีผมก็รับไปปฏิบัติ แต่ตอนหลัง ถูกผิดก็ไม่รู้ ผมมองว่า เมื่อพระจำนวนมากเห็นว่าเรื่องนี้ยาก แล้วโยมก็เป็นห่วงด้วยกลัวว่าพระจะสึกเขาก็เลยสร้างอะไรเพื่อกันพระกับฆราวาส แม้แต่ระหว่างพระเอง เรื่องความรู้สึกก็มักจะเกิดขึ้น ความรู้สึกนั้น ไม่ต้องเป็นเรื่องเพศ แต่พระผู้ใหญ่กลัว ก็เลยพยายามทำทุกอย่างที่อาจจะสร้างความลำบากต่อพรหมจรรย์ ก็กันไว้ ผมสันนิษฐานว่า เพราะไปให้ความสำคัญกับพรหมจรรย์เกินไป แล้วคนมาบวชส่วนใหญ่ไม่ตั้งใจจะถือพรหมจรรย์ด้วย ผมมั่นใจว่า พระ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าแต่งงานได้ก็เอา”[๑๙]

           

๓.๑.๒  สิ่งล่อใจในฝ่ายฆราวาส

 

กับดักทางด้านเพศสัมพันธ์ในฝ่ายฆราวาส มีมากมาย เฉพาะอย่างยิ่งกับดักทุนนิยมที่โยงไปถึงสายสัมพันธ์ระหว่างเพศชายและเพศหญิงที่ถูกวางดักไว้ทั่วไปทั้งในบ้านและนอกบ้าน ไล่ตั้งแต่ (๑)ระบบความสัมพันธ์ภายใน ที่หมายถึง กระบวนการทางจิต ที่เกิดขึ้นโดยระบบอายตนะภายในและภายนอกทั้ง ๖ คู่ คือ  ตา(คู่กับรูป) หู(คู่กับเสียง) จมูก(คู่กับกลิ่น) ลิ้น(คู่กับรส) กาย(คู่กับโผฏฐัพพะ) และใจ(คู่กับธรรมารมณ์)[๒๐] จนเป็นสาเหตุให้เกิดปฏิกิริยาทางเพศนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ในระดับใดระดับหนึ่ง เช่น เมื่อชายหนุ่มเห็นหญิงสาวแล้วเกิดความพึงพอใจ เป็นต้น  และ (๒)ระบบความสัมพันธ์ภายนอก ที่หมายถึง กระบวนเพศสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นหลังจากกระบวนการภายใน ในกรณีของชายหนุ่มเห็นหญิงสาว หลังจากระบบอายตนะคู่ คือ ตากับรูปทำงานร่วมกัน จนเกิดปฏิกิริยาทางเพศ คือ ความกำหนัด[๒๑]  พึงพอใจในรูปหญิงสาว นำไปสู่การนำตัวเองไปสู่การมีสัมพันธ์ทางเพศด้วย เช่น การเข้าไปพูดจาหรือการแสดงออกด้วยท่าทีต่างๆ กระบวนการภายนอกสามารถเกิดขึ้นพร้อมๆกันในเวลาเดียวกัน เช่น ผู้ชายอาจมีกำหนัดหรือมีอารมณ์ทางเพศ อวัยวะเพศตื่นตัวร่วมด้วยขณะกำลังคุยอยู่กับหญิงสาวก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นมากหรือน้อยก็ตาม 

 

ส .ศิวรักษ์ มองว่า

 “ในรอบสามสี่ทศวรรษมานี้ ชาวตะวันตกหันมาสนใจพุทธศาสนากันมากขึ้น ที่มาประกาศตนเป็นพุทธศาสนิกก็มีเพิ่มขึ้น แม้นักธุรกิจ นักการเมืองชั้นนำ รวมถึงกวีและนักเขียนที่มีชื่อเสียง ตลอดจนดาภาพยนตร์ หลายคนมีปัญหาเรื่องรักร่วมเพศ บางคนูดกล่าวหาว่าสำส่อนทางเพศ แต่ก็ประกาศตนเป็นพุทธมามกะ เช่น Allen Ginsburg ซึ่งเป็นกวีที่มีชื่อเสียงอย่างมากในสหรัฐฯ และเพิ่งตายจากไปเมื่อเร็วๆนี้เอง เขาเขียนอย่างเปิดเผยว่าเขาไม่อาจห้ามความรักร่วมเพศกับเพื่อนผู้ชายได้ แม้เขาจะซื่อสัตย์กับผู้ชายเพียงคนเดียว แต่เขาก็สำส่อนกับอีกหลายคน ก่อนที่เขาจะจากโลกนี้ไป เขานิมนต์พระลามะที่ธิเบตที่เขานับถือเพื่อสารภาพบาปถึงการทุศีลข้อที่ ๓ พระคุณเจ้าให้อนุศาสน์ว่าอย่าไปคำนึงถึงอกุศล ขอให้ตึกตรองในทางกุศลสมาจารที่เขาได้บำเพ็ญมา โดยเฉพาะก็ทานบารมี โดยเฉพาะเขาเจริญเมตตากรุณามาเป็นอย่างยิ่ง นี่แลจะนำเขาไปสู่สุขคติ ส่วนอกุศลก็คงมีวิบากตามไปในสัมปรายภาพด้วยเหมือนกัน แต่ชั่งดูแล้วกุศลผลบุญมีน้ำหนักมากกว่า ถ้าเขาครุ่นคิคเรื่องนี้แล้วนำมาภาวนาตอนก่อนตาย จะช่วยเขาในอันตรภพให้ได้กลับมาเกิดใหม่ในสภาพที่ดียิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน” [๒๒]

 

๓.๒ ปัญหาจากค่านิยมทางเพศ

 

ค่านิยมทางเพศหลายอย่างเกิดขึ้นจากเพศสภาพ เช่น เพศสตรีซึ่งนักต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันทางเพศต้องกล้าวิจารณ์วัฒนธรรมเพศในสังคมของตัวเองเพื่อมองให้ทะลุปรุโปร่งว่าการหล่อหลอมเรื่องเพศของพลเมืองในสังคมไทยผ่านระบบการศึกษาแบบทางการที่พร่ำสอนแต่วัฒนธรรมเพศวิถี-เพศภาวะ กระแสหลัก ทำให้คนแต่ละรุ่นตกอยู่ให้อิทธิพลของเพศวิถี-เพศภาวะแนวจารีตอย่างแน่นหนา จนทำให้เรามีชีวิตเพศที่เปราะบางกันแบบทุกวันนี้ อำนาจของจารีต(เช่น ในเรื่องศาสนาหรือความเชื่อต่างๆ –ผู้เขียน) ในเรื่องเพศวิถี ในกดทับ ควบคุม และสร้างความอ่อนแอ “ด้านใน”ให้กับเรา ทำให้หาทางออกจากปัญหาชีวิตของตัวเองไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง ผู้ชาย หรือเพศอื่นก็ตาม[๒๓]

ในปัจจุบัน บรรดาโครงสร้างหรืออำนาจ จากภายนอกที่เรากลืนกินเข้ามาไว้ในตัวเรา พบเสมอว่าโครงสร้างเรื่องเพศวิถีและเพศภาวะมีอำนาจเหนือเรามากที่สุด โครงสร้างเพศวิถีหมายถึง วัฒนธรรมเพศกระแสหลัก ที่กำลังทำหน้าที่ตีกรอบเรื่องเพศของเราให้เหมือนกันทั้งประเทศ และต้องสอดคล้องกันอย่างดีกับชุดความรู้เรื่องอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำเกี่ยวกับเรื่องเพศ เช่น ไม่ควรคุยเรื่องเซ็กส์ เพราะเซ็กส์เป็นสิ่งสกปรก ต่ำ ลามก ผู้ชายเป็นผู้กำหนดเรื่องเซ็กส์ มีเซ็กส์กับคนเพศเดียวกันผิดปกติ ชายแต่งตัวหญิงหรือหญิงอยากเป็นชายก็ผิดปกติวัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์กันก็ผิด หรือผัวทุบตีเมียแค่ลิ้นกับฟันกระทบกัน หญิงท้องก่อนแต่ง คือ หญิงใจแตก หญิงที่ข้องแวะกับการขายบริการเป็นหญิงคนชั่ว หญิงทำแท้งคือ แม่ใจยักษ์  เป็นต้น[๒๔]  

 

๓.๓ ปัญหาการทำแท้ง

 

สิ่งที่น่าสนใจในเมืองไทย คือบทบาทของพระสงฆ์ ซึ่งยากอย่างยิ่งที่จะให้ความเห็นหรือให้คำแนะนำใดๆเกี่ยวกับเรื่องการทำแท้ง พระสงฆ์ไทยไม่แสดงความเห็นเกี่ยวกับคลินิกทำแท้ง แสดงปฏิกิริยาประท้วง หรือให้คำแนะนำใดๆกับผู้หญิงที่กำลังจะทำแท้ง เหมือนดังการกระทำของพระสงฆ์(ในคริสตศาสนา) และนักกิจกรรมชาวตะวันตกที่นิยมกระทำกัน นี่ไม่ใช่เพราะเหตุ “ไม่ใช่เรื่องของพระสงฆ์ไทย” ฝ่ายสงฆ์ของไทยของไทยยังเห็นด้วยซ้ำว่าการทำแท้ง เป็นเรื่องผิดศีลธรรม แต่ไม่ยอมยุ่งเกี่ยวด้วยเนื่องจากเห็นว่า เป็นเรื่องทางโลกหรือโลกียวิสัย(Secular) ไมใช่หนทางที่จะไปเกี่ยวข้องด้วย หากควรปล่อยให้เป็นเรื่องของจิตสำนึกละอายต่อบาปของปัจเจกผู้นั้นไป

นอกเหนือไปจากอาการชาเย็นของพระสงฆ์ไทยที่อ้างการคำนึงถึงเรื่องมารยาท(ของสงฆ์)ในการเข้าไปเกี่ยวข้อง และการวางสถานะไว้สูงกว่าที่จะไปยุ่งเกี่ยว  ขณะที่ในส่วนคนพุทธ โดยเฉพาะฝ่ายผู้หญิงชาวพุทธที่มีปัญหาเกี่ยวกับการทำแท้งเองก็มีความรู้สึกไม่สะดวกในการปรึกษาเรื่องนี้กับพระสงฆ์อย่างใกล้ชิด ส่วนใหญ่มักพอใจที่จะปรึกษาปัญหากับแพทย์หรือผู้รู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสงฆ์ ซึ่งพระสงฆ์เองก็เช่นเดียวกันที่รู้สึกว่า คำถามเกี่ยวกับการทำแท้งไม่เหมาะสมสำหรับบุคคลที่สละแล้วซึ่งทางโลกีย์ อยู่ในชีวิตด้านจิตวิญญาณ ,ในเมืองไทย ความคิดเหล่านี้กำลังเปลี่ยนอย่างช้าๆ[๒๕] 

เมืองพุทธ อย่างศรีลังกาและประเทศไทย การทำแท้งเป็นเรื่องผิดกฎหมาย โดยมีข้อยกเว้นกรณีการช่วยเหลือชีวิตของแม่ที่มีอันตรายจากการตั้งครรภ์หรือในกรณีที่ผู้หญิงถูกข่มขืน ซึ่งกฎหมายไทยมีบทลงโทษที่เข้มงวด  ผู้หญิงที่ทำแท้งหรือถูกนำไปทำแท้งโดยผู้อื่น อาจต้องโทษจำคุก ๓ ปี และปรับ ๓,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนโทษสำหรับผู้ที่รับทำแท้งกฎหมายไทย กฎกำหนด จำคุก ๕ปี ปรับ ๕,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับและหากผู้หญิงได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตขณะทำแท้ง บทลงโทษจะเพิ่มมากขึ้น ตัวเลขอย่างเป็นทางการการทำแท้งของคนไทยตั้งแต่ทศวรรษ ๑๙๖๐ ที่มีเพียงแค่ประมาณ ๕ รายต่อปี อาจเพิ่มขึ้นมากถึง ๓๐๐,๐๐๐ รายต่อปี โดยในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นการทำแท้งเถื่อนในคลินิกเถื่อน ยิ่งเขตชนบทของไทยด้วยแล้วที่ยังไม่ทราบมีอีกมาก ตัวเลขนัยสำคัญของเรื่องนี้ ได้แก่ การทำแท้งของหญิงไทย เกิดขึ้น ๓๗ คนต่อหญิงมีครรภ์จำนวน ๑,๐๐๐ คน เปรียบเทียบกับสถิติของประเทศอื่น อย่างเช่น แคนาดาอยู่ที่ ๑๑.๑ สหรัฐอเมริกาอยู่ที่ ๒๔.๒ อังการีอยู่ที่ ๓๕.๓ ญี่ปุ่นอยู่ที่ ๒๒.๖  สิงคโปร์อยู่ที่ ๔๔.๕ และในอดีตสหภาพโซเวียต(รัสเซีย) มีตัวเลขอย่างน่าประหลาดอย่างยิ่ง คือ อยู่ที่ ๑๘๑  ผลการศึกษาในปี ๑๙๘๗ การทำแท้งในเมืองไทยประมาณ ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์เกิดขึ้นเกิดกับหญิงที่แต่งงานแล้ว และเป็นแรงงานภาคเกษตรเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งหากมีการคุมกำเนิดที่ดีจะช่วยไม่ให้หญิงต้องหันไปทำแท้งได้มาก”[๒๖]

ความดกดื่นของการคุมกำเนิดและการทำแท้งจะเป็นมาตรวัดความถูกต้องในเรื่องความต้องการทางเพศของเรา ในระยะสั้น การคุมกำเนิดอาจเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อฟื้นฟูความสมดุลระหว่างปริมาณมนุษย์และความสามารถของพื้นผิวโลกที่จะรองรับมนุษย์ไว้ภายหลังเมื่อเรามีวุฒิภาวะทางสังคมและวัฒนธรรมเพียงพอ เนกขัมมะและการประพฤติพรหมจรรย์ จะมาแทนที่ยาคุมกำเนิดและถุงยางอนามัย ขณะที่การทำแท้งยังคงมีอยู่ แม้ไม่เป็นที่ปรารถนาก็ตาม แต่หากได้กลายเป็นเรื่องธรรมดาไป นั่นแสดงว่ากามารมณ์ของเรานั้นยังไม่ฉลาดนักและส่อถึงการขาดความรับผิดชอบความรักอย่างพอเพียง ในสังคมที่ไม่มีอคติทางเพศนั้น มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นอยู่โดยไม่มีสิ่งนี้ [๒๗]

 

          ๓.๔ ปัญหาโสเภณี

 

การล่วงละเมิดในเชิงศีลหรือวินัยบัญญัติทางด้านเพศ กาเมสุมิจฉาจาร ไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางเพศ  จนถึงที่สุด คือการร่วมเพศ ระหว่างชายหญิงในฐานะของการเป็นสามี ภรรยา  ซึ่งโยงใยสัมพันธ์ไปถึงพ่อแม่ ลูก ญาติ คนที่รักหวงแหน เป็นต้น เท่านั้น แต่ยังหมายรวมไปถึงอาชีวะสุจริตอีกด้วย[๒๘] ดังเป็นปัญหาว่า อาชีพบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศสัมพันธ์ โดยมีเป้าหมายนำไปสู่การร่วมเพศ อย่างเช่น อาชีพโสเภณี (prostitution)[๒๙]  และอาชีพแมงดา(pimp)[๓๐]นั้น เป็นสัมมาอาชีวะ หรือมิจฉาอาชีวะ  หรืออีกนัยหนึ่ง คือ เข้าข่ายกาเมสุมิจฉาจารหรือไม่

เครื่องประกันอย่างหนึ่งที่ทำให้เชื่อได้ว่า พระพุทธศาสนามองการเที่ยวหรือการมีเพศสัม พันธ์(ร่วมเพศ)กับหญิงโสเภณีในเชิงลบ เชิงอกุศล หรือเชิงการให้โทษกับผู้เที่ยว(มีเซ็กส์กับหญิงโสเภณี)  คือ หลักในเรื่องโทษของการเที่ยวกลางคืน ๖ ประการ[๓๑] ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้  ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าสอดคล้องกับเรื่องการมีเพศสัมพันธ์กับหญิงโสเภณี

๑. ชื่อว่าไม่คุ้มครอง ไม่รักษาตน (เช่น สามารถทำให้เป็นโรคที่เรียกว่า กามโรค หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ มีเรื่องทะเลาะกับพวกแมงดาหรือพวกนักเลงคุมซ่อง เป็นต้น  – ผู้เขียน)

๒. ชื่อว่าไม่คุ้มครอง ไม่รักษาบุตรภรรยา (เช่น สามารถนำโรคที่เกิดจากเพศสัมพันธ์กับหญิงโสเภณี มาติดบุตรภรรยาได้  , ไม่มีเวลาดูแลเรื่องความปลอดภัยของบุตรภรรยา เป็นต้น –ผู้เขียน )

๓. ชื่อว่าไม่คุ้มครองไม่รักษาทรัพย์สมบัติ(การหมดทรัพย์ไปการเที่ยวหญิงโสเภณี–ผู้เขียน)

๔. เป็นที่สงสัยของคนอื่นด้วยเหตุต่างๆ(แม้ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์หรือมีเซ็กส์กับหญิงโสเภณีก็ตาม แต่การไปเที่ยวตามสถานโสเภณีนั้น ก็ถูกระแวงสงสัยได้ว่า ผู้ที่ไปนั้น ย่อมต้องมีเซ็กส์กับหญิงโสเภณี –ผู้เขียน)

๕.  มักถูกใส่ร้ายด้วยเรื่องไม่เป็นจริง (ข้อนี้โยงจากเหตุผลในข้อ ๔ การเที่ยวโสเภณี ซึ่งเป็นลักษณะการกระทำที่ให้ภาพเชิงลบต่อผู้เที่ยวอยู่แล้ว ผู้เที่ยวจึงย่อมมีโอกาสสุ่มเสี่ยงที่จะถูกใส่ร้ายด้วยเรื่องต่างๆที่เกี่ยวกับการเที่ยวโสเภณีและโยงไปถึงเรื่องอื่นในทางไม่ดีได้ ขณะที่ผู้คนทั่วไปมองภาพของผู้ที่ไปเที่ยวโสเภณีทำนองไม่ดีอยู่แล้ว –ผู้เขียน) 

๖.  ทำให้เกิดความลำบากมากหลายอย่าง( จากเหตุผลทั้ง ๕ ข้อข้างต้น รวมแล้วหมายถึง การเที่ยวโสเภณีทำให้ลำบากทั้งต่อตนเอง ลำบากต่อครอบครัว และลำบากต่อสังคม –ผู้เขียน)

 

ใน สิงคาลกสูตร ก็กล่าวพ้องกันว่า การเป็นชู้กับภรรยาผู้อื่น และเป็นนักเลงหญิง เป็นเหตุหนึ่งที่ทำลายให้บุรุษพินาศ[๓๒] ในครั้งพุทธกาลพระวิมลาเถรีผู้เคยเป็นหญิงคณิกาหรือเป็นโสเภณี(บางทีเรียกหญิงแพศยา)มาก่อน สะท้อนถึงพฤติกรรมแห่งอาชีพของตนในอดีตก่อนออกบวชจนบรรลุอรหันต์ว่า โสเภณีเป็นอาชีพสำหรับลวงชายโง่ ด้วยเครื่องแต่งกายและจริตมายาของหญิง  เช่น อวดอวัยวะส่วนที่ควรปกปิด ทั้งตัวโสเภณีเองยังหลงในความสวยของตัวเองก็มี[๓๓] จึงเป็นมิจฉาอาชีวะเช่นเดียวกัน สมัยพุทธกาลมีโสเภณีจำนวนมากที่เลิกอาชีพ“ขายของเก่า”(ร่างกาย) มาปฏิบัติธรรมเป็นภิกษุณี และเป็นอุบาสิกา มีโสเภณีจำนวนไม่น้อยที่บรรลุธรรมในขั้นเป็นพระอริยบุคคล คือ ตั้งแต่ระดับโสดาบันขึ้นไป  อย่างเช่น  พระวิมลาเถรี(อรหันต์) นางสิริมา(พระโสดาบัน) นางอัมพปาลี( พระอรหันต์)พระอัฑฒกาสีเถรี (พระอรหันต์) เป็นต้น พระพุทธองค์เองตรัสถึงโทษของการใช้ชีวิตสุดโต่งในรูปแบบกามสุขัลลิกานุโยคและอัตตกิลมถานุโยคไว้ใน คณิกาสูตร ซึ่งพระสูตรนี้ เกิดจากการทะเลาะวิวาทแย่งชิงหญิงโสเภณีของนักเลง ๒ พวก จนถึงขั้นเสียชีวิต[๓๔] พระพุทธเจ้าตรัสด้วยว่า  การเสพกามยังเป็นเครื่องขัดขวางพรหมจรรย์ คือการดำเนินชีวิตประเสริฐสุดของมนุษย์และเป็นเหตุให้กุศลมูล ๓ คือ โลภะ โมหะ โทสะ ครอบงำจิตใจของมนุษย์ ส่งผลให้มนุษย์ทำชั่วได้ง่ายขึ้น จึงถือว่าโสเภณีเป็นอาชีพที่น่าติเตียน[๓๕]  ซึ่งรวมถึงผู้ประกอบธุรกิจโสเภณีที่อยู่ในกลุ่มหรือแวดวงเดียวกันด้วย

 

๔. กับดักที่เกิดปัญหาด้านการศึกษา(สิกขา)

 

          สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทรงริเริ่ม ปฏิรูปการศึกษาแบบใหม่  พระองค์ทรงมีความเข้าใจว่า การจัดการศึกษาให้ได้ผลดี  จะต้องจัดการปกครองคณะสงฆ์ให้เรียบร้อยไปพร้อมกันด้วย จึงปรับเปลี่ยนรูปแบบการปกครองใหม่โดยจับมือกับฝ่ายบ้านเมืองเพื่อเสาะพระผู้รู้ภาษามคธ ผู้สอบได้เป็นเปรียญสูงๆ เป็นพระราชาคณะเพื่อช่วยปกครองสังฆมณฑลโดยผูกอำนาจกรปกครองไว้กับระบบสมณศักดิ์ที่พระองค์ทรงจัดทำเนียบขึ้นมาใหม่ ซึ่งในเวลาต่อมาพระสมณศักดิ์นี้กลับกลายเป็นเป้าหมายการศึกษาของพระภิกษุสามเณรไปโดยปริยงาย แทนที่จะศึกษาเพื่อเข้าถึงนามธรรมอันลึกซึ้ง แต่กลับเรียนเพื่อไต่เต้าในทางสังคมสงฆ์ เพื่อสมณศักดิ์ หรือการเป็นพระสังฆาธิการ หาไม่ก็เตรียมสึกออกไปทำมาหากิน[๓๖]

            เมื่อมิติทางปรมัตถธรรมเริ่มเสื่อมสูญ ผนวกกับการศึกษาที่ขาดวิปัสสนาหรืออธิจิตสิกขา ย่อมทำให้โลกทรรศน์และวิถีชีวิตของพระภิกษุสามเณรฝักใฝ่ในวัตถุมากขึ้นประดุจเดียวกับคฤหัสถ์ผู้บริโภคกามโภคี ด้วยทัศนะคติที่ไม่สอดคล้องกับไตรสิกขา ไม่เป็นไปเพื่อการเรียน เพื่อรู้แจ้งเห็นจริง เน้นการเลื่อนสถานะทางสังคมมากกว่า จึงทำให้การศึกษาของสงฆ์ตกลงสู่วงจรความเสื่อมสูญอย่างรวดเร็ว[๓๗] มองในแง่นี้ประเด็นปัญหาของพระภิกษุ จึงยังไม่เลยออกไปเจตนารมณ์เบื้องลึก คือ การยึดถือตามเพศสภาพ  คือ ความเป็นบุรุษเพศอยู่

นอกจากนี้ ปัญหาด้านการศึกษาของสงฆ์ ก็เป็นสาเหตุของของความเสื่อมศรัทธาในตัวพระสงฆ์ และองค์กรสงฆ์ ตลอดถึงองค์กรอื่นๆในพระศาสนาด้วยเช่นกัน  เพราะพระธรรมวินัย คือ ตัวเนื้อของพระพุทธศาสนา และสิ่งที่ดำรงพระพุทธศาสนาไว้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและสืบไปต่อไปในอนาคต ซึ่งหมายถึง  “การศึกษาพระธรรมวินัย”  หากภิกษุเล่าเรียนกันมาผิด จนเกิดความฟั่นเฟือนในพระธรรมวินัย จะเป็นอันตรายที่ร้ายกาจยิ่งกว่าภัยใดๆ ยิ่งกว่าภัยใดๆแห่งพระพุทธศาสนา เพราะการศึกษาที่ผิดพลาด เป็นเหตุทำให้เกิดการตัดต่อดัดแปลง หรือกระทั่งการปลอมปนพระธรรมวินัย ซึ่งจะนำไปสู่ความสับสนไขว้เขวและหลงประเด็น ทำให้เกิดความสับสนระหว่างความคิดเห็นของบุคคลและหลักการ ระหว่างหลักฐานข้อมูลเดิมกับการตีความ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)ได้พิสูจน์และยืนยันว่า ใครก็ตามที่กระทำต่อพระธรรมวินัย ด้วยการบิดเบือนพระธรรมวินัยให้วิปริต ถือว่าเป็นภัยที่ร้ายแรง[๓๘]  

ขณะเดียวกันในชุมชน(สงฆ์) หากละเลยหรือไม่ประสบความสำเร็จในการฝึกฝนจิตใจให้เข้าถึงความสุขอันประณีต เช่น สุขจากสมาธิ หรือความสงบเย็นจิตใจก็จะยิ่งเป็นทุกข์เพราะสุขจากเพศรสก็ไม่ได้ประสบสัมผัส จิตใจที่เหี่ยวแห้งและเคร่งเครียดเช่นนี้ย่อมโหยหาความสุขจากเพศรสหนักขึ้น อาจจะยิ่งกว่าฆราวาสซึ่งยังมีความสุขจากเพศรสมาหล่อเลี้ยงใจด้วยซ้ำ ผลที่ตามมาก็คือการหวนไปหาเซ็กส์ หากหวนด้วยการสึกไปเป็นฆราวาส ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร แต่ถ้ากลับไปเสพเพศรสขณะที่เป็นภิกษุ ก็จะเกิดผลเสียตามมาทั้งต่อตนเองและคณะสงฆ์ รวมทั้งศรัทธาของญาติโยมที่มุ่งหวังให้ท่านเป็นแบบอย่างของผู้พากเพียรเพื่อ จิตที่เป็นอิสระเหนือโลก หรืออย่างน้อย ๆ ก็เป็นแบบอย่างในทางชีวิตพรหมจรรย์[๓๙]

         

๕.กับดักที่เกิดจากระบบเทคโนโลยี

 

การถือกำเนิดขึ้นของการสื่อสารผ่านระบบออนไลน์ เสมือนการปริวรรตการสื่อสารของมนุษย์ครั้งสำคัญที่ส่งผลต่อการแปลี่ยนแปลงองคาพยพต่างๆของมนุษย์ทั่วโลก และเป็นที่แน่นอนด้วยว่ากระแสความเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลต่อความเป็นไปของพระพุทธศาสนาและพุทธศาสนิก(พุทธบริษัท)อย่างเลี่ยงไม่ได้  เพราะบรรดาพุทธศาสนิกมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องมือเพื่อการสื่อสาร  ซึ่งการใช้เครื่องมือเหล่านี้มีทั้งส่วนสร้างสรร(constructive implement) และส่วนทำลาย(destructive implement)  หากไม่มีการคำนึงถึงปทัฏฐานคือ หลักธรรมวินัยในระดับต่างๆ  ตั้งแต่ระดับต้น ระดับกลางและระดับสูง รวมถึงการคำนึงถึงสถานภาพของแต่บุคคลอีกด้วย

 

๕.๑ สื่อออนไลน์

 

สื่อออนไลน์ (Online media) หมายถึง ตัวกลาง(สื่อ)ที่เชื่อมเพื่อให้เกิดการติดต่อระหว่างผู้ต้องการติดต่อทั้ง ๒ ฝ่ายเข้าด้วยกัน จากหนึ่งไปหาหนึ่งหรือจากหนึ่งไปหาบุคคลมากกว่าสอง ซึ่งเป็นการติดต่อผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรืออินเตอร์เน็ต (internet)[๔๐] ทั้งผ่านระบบสาย(cable)และไร้สาย(wireless)    

 ในปัจจุบันการใช้สื่ออนนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน  เป็นการติดต่อสื่อสารในชีวิตประจำวัน ทำให้การรับทราบข้อมูลของกันและกันระหว่างปัจเจกบุคคล และระหว่างปัจเจกบุคคลกับพหุบุคคล เป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็ว รวมถึงในแง่เศรษฐกิจก็สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการสื่อสารได้มากกว่าการสื่อสารประเภทอื่นๆ

การสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์ ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในปัจจุบันได้ก่อให้เกิดการรวมตัวกันเป็นสังคมผู้ใช้สื่อออนไลน์ หรือสังคมออนไลน์(social media) โดยนับตั้งแต่การติดต่อสื่อสารออนไลน์ตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป

 

๕.๒ ความสำคัญของสื่อออนไลน์และพรหมจรรย์

           

เมื่อมีการใช้สื่อออนไลน์อย่างแพร่หลายทุกวงการ ย่อมหมายรวมว่า พระพุทธศาสนา คือ ตัวพุทธศาสนิกย่อมกระทบไปด้วย  ซึ่งเป็นใน ๒ ส่วน ได้แก่ ฝ่ายบรรพชิต(นักบวช/ภิกษุ) และฝ่ายคฤหัสถ์(ผู้ครองเรือน) ความน่าสนใจจึงอยู่ที่ “ความเหมาะสมต่อการใช้สื่อสารผ่านระบบออนไลน์” หรือ การเข้าไปอยู่ในสังคมออนไลน์ของบรรดาชาวพุทธทั้ง ๒ ฝ่ายเหล่านี้ 

            ฝ่ายที่อิงหรืออยู่กับพระวินัย คือ ภิกษุนั้น  ได้รับผลกระทบใน ๒ ส่วน คือ

๑)     ผลที่เกิดขึ้นจากการใช้สื่อออนไลน์ โดยพิจารณาจากสถานภาพความเป็นเพศนักบวช

เพศนักบวช หรือภิกษุในพระพุทธศาสนา เป็นเพศที่อาศัยพระวินัย สำหรับการครองตนหรือดำรงในสถานะนี้  การใช้สื่อไลน์จึงต้องย่อมต้องระมัดะวัง โดยการคำนึงถึง ๒ ส่วน คือ  หนึ่ง คำนึงถึงพระวินัย  เช่น  ความเหมาะสมในการติดต่อกับอุบาสิกา(โยมผู้หญิง) ผ่านระบบออนไลน์ ทั้งในเชิงคำพูด รูปภาพ หรือเวลา ที่อาจส่อไปในทางการแสดงออกถึงราคะจริต ,และ สอง คำนึงถึงธรรม ซึ่งเป็นแนวทางและเป้าหมายของพระพุทธศาสนา ซึ่งก็คือ การคำนึงการประพฤติพรหมจรรย์    

๒)     ผลที่เกิดขึ้นจากการใช้สื่อออนไลน์ โดยพิจารณาคุณและโทษของการเผยแผ่พระศาสนา

สื่อออนไลน์ มีประโยชน์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาก็จริง แต่ในขณะเดียวกัน หากไม่รอบคอบรัดกุม การใช้สื่อประเภทนี้ยังมีในส่วนที่เป็นโทษอีกด้วย ในกรณีการเผยแพร่ข้อมูลหรือความรู้ด้านธรรมวินัยที่ผิด(มิจฉาทิฏฐิ) 

“เมื่อหมู่สัตว์เสื่อมลง  สัทธรรมก็เสื่อมสูญไปสิกขาบทจึงมีมาก และภิกษุตั้งอยู่ในอรหัตตผลจึงมีน้อย สัทธรรมปฏิรูปยังไม่เกิดขึ้นในโลกตราบใด    ตราบนั้นสัทธรรมก็ยังไม่เสื่อมสูญไป แต่เมื่อใดสัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้นในโลก เมื่อนั้นสัทธรรมย่อมเสื่อมสูญไป ,ทองคำปลอมยังไม่เกิดขึ้นในโลกตราบใด ตราบนั้นทองคำแท้ก็ยังไม่หายไปและเมื่อใดทองคำปลอมเกิดขึ้นในโลก    เมื่อนั้นทองคำแท้จึงหายไปฉันใด สัทธรรมปฏิรูปยังไม่เกิดขึ้นในโลกตราบใด    ตราบนั้นสัทธรรมก็ยังไม่เสื่อมสูญไป  แต่เมื่อใดสัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้นในโลก    เมื่อนั้นสัทธรรมย่อมเสื่อมสูญไป  ฉันนั้นเหมือนกัน”[๔๑] การเผยแผ่พระพุทธศาสนาจึงต้องศึกษาและปฏิบัติเพื่อให้เข้าใจเพื่อการเผยแผ่ที่ถูกต้อง

ทั้งนี้ผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนา ควรวางความเข้าใจว่า หลักพุทธธรรมเองก็ไม่ได้เอื้อประโยชน์เฉพาะปัจเจกเท่านั้นแต่ยังส่งผลถึงส่วนรวมอย่างมากอีกด้วย  ทำให้สังคมในวงกว้างเกิดความสุข สงบ สันติ ขณะที่ตัวจริยศาตร์หรือจริยธรรมเองก็เป็นของสากล แม้ว่าแต่ละลังคมจะมีเนื้อหาในส่วนของรายละเอียดที่แตกต่างกัน ดังก่อนหน้านี้ ที่มีผู้วิจารณ์ทัศนะในส่วนของเป้าหมายซึ่งเป็นเนื้อหาพุทธธรรมว่า เป็นไปในเชิงเกื้อกูลจำเพาะปัจเจก หาใช่เพื่อส่วนรวม ทัศนะวิจารณ์ดังกล่าว จึงไม่เป็นความจริง[๔๒]

 

๕.๓ สื่อออนไลน์นำพุทธสู่สากลแต่พึงระวังข้อมูลย้อนกลับ

 

ศาสนาที่อยู่ในธง  ในวัด หรือในรัฐธรรมนูญ  ย่อมมีความมั่นคง เป็นส่วนหนึ่งของยี่ห้อที่คนยึดถือเป็นอัตลักษณ์ของตัว แต่ก็ไม่มีความหมายอะไรจนกว่าศาสนาจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตปกติของผู้คน[๔๓] การใช้การสื่อสารผ่านระบบออนไลน์ จึงเป็นการนำพระพุทธศาสนาออกนอกวัด ไม่จำกัดอยู่แต่เพียงการสื่อสารผ่านในวัด หรือผ่านวัด(พระ) เท่านั้น แต่การสื่อสารผ่านระบบออนไลน์ยังทลายกำแพงวัดลงอย่างราบคาบ การรับรู้ หรือแสวงหาความรู้ทางด้านพระพุทธศาสนาไม่ถูกจำกัดอยู่แค่คนบางกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนกลุ่มวัด (ภิกษุ และฆราวาสที่เข้าวัด หรือเข้าหาพระ)  ขณะเดียวกันก็เป็นการเปิดให้ข้อมูลทั้งที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาและไม่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาไหลเข้าไปในวัด และนี่จะนับเป็นอันตรายต่อพระพุทธศาสนา หากภิกษุ ไม่รู้เท่าทัน หรือปล่อยใจ ปล่อยวาจา และปล่อยกายไปตามข้อมูลที่ไม่เหมาะสม กับการที่สมณเพศจะพึงเสพ เช่น การดูภาพเปลือย(nude)  หรือภาพยนต์ที่เกี่ยวกับการร่วมเพศ (หนังเอ็กซ์)ผ่านระบบออนไลน์ เป็นต้น

 John H. Crook กล่าวถึงการเชื่อมต่อระหว่างโลกตะวันออกกับตะวันตก(linkages between east and west) ในสถานการณ์ของโลกสมัยของพระพุทธศาสนาว่า เป็นเพราะคน ๒  ฝ่าย คือ กลุ่มนักคิด(ชาวพุทธ)ฝ่ายหนึ่ง กับกลุ่มผู้สนับสนุนการเผยแผ่พระพุทธศาสนา(ผ่านทุนและอื่นๆ)อีกฝ่ายหนึ่ง ทุกเพศสภาพและทุกสถานภาพ ซึ่งสภาพของโลกของเราในเวลานี้กลวงโบ๋ เต็มไปด้วยการโป้ปดมดเท็จ เป็นโลกในยุคคอนกรีตและคอมพิวเตอร์ ซึ่งมนุษย์เองเป็นผู้ผลิตสิ่งเหล่านี้ออกมา  พร้อมกันกับการเพิ่มขึ้นถึงขีดสุดของลัทธิปัจเจกนิยมที่เน้นความเป็นส่วนตัว ความเป็นตัวของตัวเอง ประเภทใครปรารถนาจะทำอะไรตามใจก็ได้[๔๔] (individual life /ปรัชญาตะวันตก โดยนักปรัชญาจำนวนหนึ่ง เสนอกฎเกณฑ์ทางสังคม ซึ่งต่อมากลายเป็นจารีต  คือ การดำเนินชีวิตมีเสรีได้ แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น -ผู้เขียน)  

จารีตที่ได้จากการค้นพบในช่วงหลายปีมานี้ได้ก่อให้เกิดความเจ็บปวดทั้งกายและใจ จากยุคแห่งการสำรวจเพื่อศึกษา(exploring)พฤติกรรมของมนุษย์จนกระทั่งถึงยุคของการทดสอบจิตร่วมสำนึก (consciousness)  ซึ่งเป็นการทดสอบเพื่อจำแนกถึงความแตกต่างระหว่าง ฉัน/กู (me/สำนึกในตัวตน –conscious of self) กับ ฉัน/กู( I /สติในตัวตน-self awareness)  ผลที่ได้ ก่อให้เกิดกระแสการเคลื่อนย้ายความคิดจากทฤษฎีการกระทำ(action theory) ไปสู่การเพ่งพิจารณาถึงพฤติกรรมของผู้กระทำ ตลอดถึงทฤษฎีการเคลื่อนไหว(motion theory) แม้แต่การเพ่งพิจารณาจากฐานขั้นต่ำของกระบวนการทั้งหมด ก็ปรากฎว่าทั้งหมดเชื่อมโยงกับจิตร่วมสำนึก(consciousness)[๔๕]

            การใช้ระบบออนไลน์ของชาวพุทธ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานภาพภิกษุ  จึงเสมือนเป็น กับดัก ที่อันตราย ผ่าน  รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส  หรือกามคุณทั้ง ๕ [๔๖] เช่น การใช้สัญลักษณ์ทางเพศ(sex symbol) เป็นเครื่องมือโฆษณาการค้า โดยที่ตัวภิกษุเองรับสื่อประเภทนี้เข้าไปโดยไม่รู้เท่า หรือ อาจรับโดยรู้เท่า แต่ยังฝืนกระทำการที่เป็นการฝ่าฝืนธรรมวินัย อย่างน้อยก็ในส่วนของเสขิยวัตร หรือไม่ก็การกระทำดังกล่าวเป็นโลกวัชชะหรือโลกติเตียน อย่างเช่น การคุยออนไลน์(chatting)กับสีกาในเรื่องทางเพศ หรือการเกี้ยวพาราสีสีกา เป็นต้น 

 

๖.สรุป

 

กับดักที่เกิดจากเพศสัมพันธ์เกิดจากความโลภ โกรธ หลง ต่อวัตถุทางเพศ ซึ่งหมายถึงบุรุษ-สตรีที่ดึงดูดซึ่งกันและกัน[๔๗]  การเลี่ยงกับดักทางเพศจำเป็นต้องรู้เท่าทันต่อกระบวนการเพศสัมพันธ์ ที่เกิดขึ้นระบบอายตนะภายใน และส่งผลต่อพฤติกรรมภายนอกของมนุษย์ ซึ่งพระพุทธศาสนาเสนอวิธีการ “ใช้สติสัมปชัญญะ” เพราะลำพังการอาศัยระบบปริยัติเพียงอย่างเดียว โดยไม่อาศัยการเจริญจิตสิกขาเลยนั้น ย่อมไม่สามารถนำพาให้พ้นไปจากกับดักที่อันตรายนี้ได้ทั้ง ๒ สถานภาพ คือ ทั้งฝ่ายนักบวชและฝ่ายผู้ครองเรือน จำเพาะฝ่ายนักบวช นับว่ากับดักที่เกิดจากเพศสัมพันธ์ เป็นสิ่งสำคัญต่อการดำรงสถานภาพอันมั่นคงในเพศบรรพชิต ด้วยคำนึงถึงพระวินัยและคำนึงถึงธรรมทั้งในที่ลับและที่แจ้ง สมควรแก่ผู้ที่ชาวบ้านเรียกว่า “เป็นเนื้อนาบุญของโลก”[๔๘]  

 

 

 

 

 

บรรณานุกรม

 

๑.เอกสารภาษาไทย

ก.ข้อมูลปฐมภูมิ

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย . พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙

 

ข.ข้อมูลทุติยภูมิ

(๑)หนังสือ

นิธิ เอียวศรีวงศ์ . พุทธศาสนาในความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย .กรุงเทพมหานคร :

สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง, ๒๕๔๓

บุญมี แท่นแก้ว  . ความจริงของชีวิต   . (กรุงเทพมหานคร : โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮ้าส์ ,๒๕๔๒

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ . กรุงเทพมหานคร : บริษัทนานมีบุ๊คส์

พับลิเคชั่นส์ จำกัด, ๒๕๔๖

พระเฉลิมชาติ  ชาติวโร(อิทธะรงค์) . ศึกษาวิเคราะห์การพัฒนาการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย,

กรุงเทพมหานคร : นวสาส์นการพิมพ์ , ๒๕๕๒

พระธรรมปิฎก(ป.อ. ปยุตฺโต) . พุทธธรรมฉบับปรับปรุงและขยายความพิมพ์ครั้งที่ ๘ .

กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย , ๒๕๔๒  

พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ. ปยุตฺโต) . พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ .พิมพ์ครั้ง

๑๕ .กรุงเทพมหานคร :โรงพิมพ์บริษัท สหธรรมิก จำกัด, ๒๕๕๓

พระพรหมมังคลาจารย์(หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ) .ธรรมะจากพระพรหมมังคลาจารย์(หลวง

พ่อปัญญานันทภิกขุ) .กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์อรุณอัมรินทร์ธรรมะ , ๒๕๕๓

พระไพศาล วิสาโล . พุทธวิบัติ : อนาคตสำหรับพุทธศาสนาในไทยว่าด้วยคณะสงฆ์ .

.กรุงเทพมหานคร : โครงการวิถีทรรศน์ , ๒๕๕๒

_________. เซ็กส์กับพุทธ(บทความ) . จากหนังสือ October 11 .กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์

Openbooks, ๒๕๕๔

พิทยา ว่องกุล . พุทธวิบัติ : สถาบันสงฆ์ทิศผิดทางหรือ?. กรุงเทพมหานคร : โครงการวิถี

ทรรศน์ , ๒๕๕๒

วิทยากร เชียงกูล . ธรรมะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประชาชนได้อย่างไร . (กรุงเทพมหานคร

: สำนักพิมพ์บุญญปัญญา , ๒๕๔๓

ส. ศิวรักษ์ . พุทธศาสนากับปัญหาทางเพศและสีกากับผ้าเหลือง . กรุงเทพมหานคร :  บริษัท

ส่องศยาม, ๒๕๕๓

สันติกโร ภิกขุ . แปลโดย จิรธัมม์ .  อริยสัจจ์สี่แห่งธัมมิกสังคมนิยม . กรุงเทพมหานคร :

สำนักพิมพ์สุขภาพใจ , ๒๕๔๒

เอ.อี. ฮอทชเนอร์  . ปาปาเฮมิงเวย์ .  แปลโดย ณรงค์ จันทร์เพ็ญ . พิมพ์ครั้งที่ ๔ .

กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์สมิต , ๒๕๓๙

 

(๒) วิทยานิพนธ์

เสนาะ ผดุงฉัตร  . พุทธศาสนากับปัญหาเพศพาณิชย์ . สารนิพนธ์พุทธศาตรดุษฎีบัณฑิต ,

บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๕

 

(๓) วารสารและสิ่งพิมพ์

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์ , ” สภาชาวพุทธ” , สยามรัฐรายวัน, (๗ กันยายน ๒๕๕๕): ๒๐

สุชาดา ทวีสิทธิ์ . “เพศวิถีมีชีวิต…การเปลี่ยนแปลงจากภายใน” , เพศวิถีศึกษา . ปีที่ ๑  (๒๕๕๔)

: ๒๓-๒๔

 

(๔) สาระสังเขปออนไลน์

มนสิกุล โอวาทเภสัชช์ .  “ถ้าเราเป็นตัวปลอมจะดับทุกข์ไม่ได้” .[ออนไลน์] . แหล่งที่มา :

http://epsie.wordpress.com/2006/01/07/robert-david-larson–อดีต-สันติกโรภิกขุ/   [๒๐ ก.พ. ๒๕๕๕].

Dictionary.com.online.[online].source: http://dictionary.reference.com/browse/online?s=t

[Sept, 10.2012]

 

๒.เอกสารภาษาอังกฤษ

Aronson, Harvey  B. .Love and Sympathy in Theravada Buddhism .Delhi : Motial

Banarsidass,1980

Crook , John H. . Buddhist Behavioral Codes and the Modern World : An International

Symposium.  Westport : Greenwood Press ,1994

Keown  Damien. Buddhist Ethics : A very short introduction. New York :  Oxford

University Press,2005

Sunanda Putuwar .  The Buddhist Sangha Paraigm of the I deal Human

Society . Maryland :University Press of America, 1991

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาคผนวก

 

ทางออกของปัญหาสถาบันสงฆ์ไทย[๔๙]

 

ความเป็นไปขององค์กรชาวพุทธไทยในปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่า ภาคประชาชนชาวพุทธ มีทิศทางเชิงปฏิภาคกับความเป็นไปของคณะสงฆ์  ดังนี้

๑.การที่ภาคประชาชนไม่ได้เป็นภาคส่วนที่ช่วยทำหน้าที่ในการตรวจสอบพระสงฆ์ เพื่อความสมดุล โปร่งใส อีกต่อไป ต่างจากเมื่อก่อนที่แม้มีคณะวินัยธรก็ตาม แต่ประชาชน ถือเป็นส่วนสำคัญของที่ช่วยกันตรวจสอบวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ พระสงฆ์ที่วัตรปฏิบัติไม่ดี ก็จะถูกภาคประชาชนชาวพุทธอัปเปหิออกไปจากชุมชน หรืองดการสนับสนุนต่อภิกษุรายรูป หรือต่อวัดนั้นๆ

๒.การที่ภาคประชาชน ไม่เห็นความสำคัญของการพึ่งพาคณะสงฆ์ เนื่องจากสถานการณ์ที่เรียกว่า “คฤหัสถ์ผู้ปฏิบัติธรรม” มีมากขึ้นเรื่อยๆ เกิดจากการที่ชาวพุทธมีความรู้มากขึ้นบนฐานแหล่งความรู้ที่กว้างและหลากหลายในโลกกว้าง มีการทำให้เข้า (adapt) กับความต้องการหรือจริตทางด้านความชอบ ความสนใจของตัวเอง โดยตัวเองมากขึ้นทุกที  ทำให้สงฆ์มีบทบาทเป็นแค่ผู้มีหน้าที่ประกอบพิธีกรรมต่างๆ  เช่น งานบุญ งานศพ เท่านั้น

๓.  ฝ่ายสงฆ์ขาดการนำศาตร์สมัยใหม่มาบูรณาการ (integration)กับหลักพุทธธรรม เรื่องนี้ ส่งผลต่อการเผยแผ่พุทธศาสนาทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน มีโจทย์(คำถาม)ใหม่ทั้งในเชิงความเชื่อ เชิงปรัชญา และเชิงศาสนาเกิดมามากมาย หากแต่สงฆ์ไทยส่วนใหญ่ยังคงมุ่งตอบโจทย์ปัญหาแบบเดิมๆ

            ๔. ช่องว่าง(gap)ในเชิงเป้าประสงค์ ระหว่างสงฆ์กับชาวพุทธมีมากขึ้น พระสงฆ์จำนวนมากขึ้นสนใจ “ศาตร์ทางโลก”  (ส่วนหนึ่ง ดูได้จากระบบการสอบปรียญธรรมที่ล้มเหลวไม่เป็นท่า และมีทีท่าว่าจะต้องเลิกในอนาคต) ขณะที่ชาวพุทธที่เป็นชาวบ้านกลับสนใจ “ศาสตร์ทางธรรม” หรือสนใจทางธรรมหรือธรรมวินัยทั้งในส่วนของการศึกษาและส่วนของการปฏิบัติ ไม่รวมถึงวัฒนธรรมสงฆ์ไทยเชิงจารีต ที่มุ่งเน้นการสร้างศาสนวัตถุอย่างปราศจากการวางแผนรอบคอบเพื่อผลประโยชน์ในระยะยาวของศาสนา

             ๕. การเคลื่อนไหวของคณะสงฆ์ไทยที่เป็นทางการ นอกจากไม่กระฉับกระเฉงแล้ว ยังไม่กล้าตัดสินหรือชี้ทางออก ถูก-ผิด ของปัญหาของสังคมในประเด็นร่วมสมัยต่างๆ  อย่างน้อยก็เป็นแนวทาง(guideline) บนความเข้มข้น(ของทางออก ถูก-ผิด)ในระดับต่างๆ  เรื่องนี้แม้อาจถูกมองว่า สงฆ์ไปยุ่งเรื่องของชาวบ้าน และสังคม (แน่นอนว่าต้องดูถึงระดับของความเหมาะสมของการเข้าไปยุ่ง) แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง การเข้าไปยุ่งเกี่ยวดังกล่าวเป็นการคงบทบาทของคณะสงฆ์ต่อชุมชนชาวบ้านในระดับต่างๆ ตลอดถึงชุมชนประเทศ และต่างประเทศ (ดังการทำงานขององค์ดาไล ลามะ เป็นต้น)

พุทธบริษัทสภา หรือสภาชาวพุทธ ที่ประกอบด้วย  ๓ ฝ่าย คือ สงฆ์ รัฐ และชาวบ้านพุทธ(คฤหัสถ์) รวมทั้งเงินทุนเพื่อใช้สำหรับขับเคลื่อน น่าจะเป็นองค์กรทางเลือกหนึ่งในยุคนี้ และในอนาคต เลยออกไปจากบริบทโครงสร้างการบริหารแบบเดิมของคณะสงฆ์

 

 

 


[๑] พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ. ปยุตฺโต) ได้ให้ความหมายของคำว่า พรหมจรรย์ไว้ดังนี้ “จริยะอันประเสริฐ, การครองชีวิตประเสริฐ,ตามที่เข้าใจกันหมายถึงความประพฤติเว้นเมถุนหรือการครองชีวิตดังเช่นการบวชที่ละเว้นเมถุน แต่ที่จริงนั้นพรหมจรรย์คือ พรหมจริยะ เป็นหลักการที่ใช้ในแง่ความหลากหลาย ดังที่อรรถกถาแห่งหนึ่งประมวลไว้ ๑๐ นัย  คือ หมายถึง ทาน ไวยาวัจจ์(การขวนขวายช่วยเหลือรับใช้ทำประโยชน์) เบญศีล อัปปมัญญาสี่(คือพรหมวิหารสี่) เมถุนวิรัติ (คือการเว้นเมถุน) สทารสันโดษ(คือความพอใจเฉพาะภรรยาหรือคู่ครองของตน) ความเพียร การรักษาอุโบสถ อริยมรรค พระศาสนา(อันรวมไตรสิกขาทั้งหมด) เฉพาะอย่างยิ่งความหมายสำคัญที่พระพุทธเจ้าตรัสเป็นหลัก คือ ๒ นัยสุดท้าย (อริยมรรค และพระศาสนา),พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ. ปยุตฺโต) , พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ , พิมพ์ครั้ง ๑๕, (กรุงเทพมหานคร :โรงพิมพ์บริษัท สหธรรมิก จำกัด, ๒๕๕), หน้า ๒๕๗-๒๕๘

 

[๒] หลักคำสอนของพระพุทธศาสนา  เรียกว่า ธรรมวินัย  มาจาก ส่วนของพระธรรมกับส่วนของพระวินัย-ผู้เขียน

[๓] เป้าหมายของการประพฤติพรหมจรรย์ ในพระพุทธศาสนาคือ การบรรลุธรรมขั้นสูงสุด คือ นิพพาน เรียกว่า “อยู่จบพรหมจรรย์” , ที.สี.(ไทย)๙/๒๔๘/๘๔,ที.ปา.(ไทย)๑๑/๑๑๖/๘๗

[๔] เพศสัมพันธ์ หมายถึง เพศสัมพันธ์ (Sexual Relations) หรือความสัมพันธ์ทางเพศ มาจาก ๒ คำรวมกันคือคำว่า”เพศ”หมายถึง รูปที่แสดงให้รู้ว่าหญิงหรือชาย ตรงกับลิงค์หรือลึงค์ ,เครื่องแต่งกาย, รวมถึงการประพฤติตนในรูปแบบต่างๆ เช่น สมณเพศ เป็นต้น ส่วนคำว่า “สัมพันธ์” หมายถึง ผูกพัน เกี่ยวข้อง  ,พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ , (กรุงเทพมหานคร : บริษัทนานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์ จำกัด,๒๕๔๖), หน้า ๘๐๑ และ ๑๑๗๐ , เมื่อรวม ๒ คำเข้าด้วยกันจึงหมายถึง การผูกพันหรือเกี่ยวข้องระหว่างหญิงชาย  จัดเป็นความผูกพันเกี่ยวข้องทางเพศที่มีเป้าหมายนำไปสู่อารมณ์ใคร่ทางเพศ ถึงกระทั่งถึงที่สุดคือ การร่วมเพศ(Sexual Intercourse) ไม่ว่าการกระทำนั้นจะบรรลุเป้าหมาย(การร่วมเพศ)นั้นหรือไม่ก็ตาม-ผู้เขียน

[๕] วิ.มหา.(ไทย)๑/๓๙/๒๙

[๖] วิ.มหา.(ไทย)๑/๒๓๔/๒๕๑

[๗] ดูรายละเอียดใน องฺ. สตฺตก.(ไทย) ๒๓/๕๐/๘๒-๘๕

[๘] บุญมี แท่นแก้ว  ,ความจริงของชีวิต   ,(กรุงเทพมหานคร : โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮ้าส์ ,๒๕๔๒ ),หน้า ๗๒-๗๓  

[๙] อ้างแล้ว

[๑๐] พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, หน้า ๓๙๖

[๑๑] ขอให้สังเกตุว่า การลงทุนเพื่อการเพศสัมพันธ์ ซึ่งต่อปลายทางไปถึงการร่วมเพศ เป็นการลงทุนจำนวนมากชนิดนับแทบไม่ถ้วน มีทั้งแบบที่เป็นพิธีการ  เช่น การคบหาเป็นคู่รัก(แฟน)แบบเปิดเผย การหมั้น การแต่งงาน  เป็นต้น และแบบที่เป็นนอกพิธีการ   เช่น การคบหาเป็นคู่รัก(แฟน)แบบไม่เปิดเผย การเล่นชู้  การมีภรรยาน้อย  เป็นต้น ล้วนแต่ต้องใช้เงินหรือทรัพยากรทางด้านเศรษฐกิจทั้งสิ้น ทั้งมีการใช้จ่ายเพื่อการทำนองนี้เป็นจำนวนมากอีกด้วย

[๑๒] พระพรหมมังคลาจารย์(หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ) ,ธรรมะจากพระพรหมมังคลาจารย์(หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ), (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์อรุณอัมรินทร์ธรรมะ , ๒๕๕๓),  หน้า ๔๕

[๑๓] วิทยากร เชียงกูล , ธรรมะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประชาชนได้อย่างไร , (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์บุญญปัญญา , ๒๕๔๓) หน้า ๕๑

[๑๔] เอ.อี. ฮอทชเนอร์  , ปาปาเฮมิงเวย์,  แปลโดย ณรงค์ จันทร์เพ็ญ , พิมพ์ครั้งที่ ๔ , (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์สมิต , ๒๕๓๙) ,หน้า ๒๓

[๑๕] พิทยา ว่องกุล , พุทธวิบัติ : สถาบันสงฆ์ทิศผิดทางหรือ?,(กรุงเทพมหานคร : โครงการวิถีทรรศน์ , ๒๕๕๒),หน้า ๙

[๑๖] พระไพศาล วิสาโล , พุทธวิบัติ : อนาคตสำหรับพุทธศาสนาในไทยว่าด้วยคณะสงฆ์ , (กรุงเทพ มหานคร : โครงการวิถีทรรศน์ , ๒๕๕๒),หน้า ๔๔

[๑๗] Sunanda Putuwar , The Buddhist Sangha Paraigm of the I deal Human society,(Maryland :University Press of America, 1991)  p. 11

[๑๘] Robert David Larson หรืออดีตพระสันติกโร(Santikaro Bhikkhu)เกิดเมื่อปี ๒๕๐๐ ที่นครชิคาโก มลรัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา ในครอบครัวคริสเตียน นิกายโปรเตสแตนต์ สำเร็จการศึกษาทางด้านศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวาทศิลป์ Liberal Arts (Rhetoric) จาก University of Illinois แล้วผันชีวิตมาเป็นอาสาสมัครของหน่วยอาสาสมัครเพื่อสันติภาพสหรัฐอเมริกา (Peace Corps) ในเมืองไทยเมื่อปี ๒๕๒๓ กระทั่งออกบวชเกือบครึ่งชีวิต อุปสมบทที่วัดชลประทานรังสฤษฏ์ โดยท่านปัญญานันทภิกขุเป็นพระอุปัชฌาย์ สันติกโรยังเป็นผู้ก่อตั้งเครือข่ายพุทธศาสนิกสัมพันธ์เพื่อสังคม (INEB) และเป็นที่ปรึกษาสมาคมนพลักษณ์ไทย 

[๑๙]อดีตสันติกโรให้สัมภาษณ์ใน เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่  ๑๕ ฉบับที่ ๖๘๔  วันจันทร์ที่ ๒ มกราคม ๒๕๔๙ , ดูรายละเอียดใน มนสิกุล โอวาทเภสัชช์ .  “ถ้าเราเป็นตัวปลอมจะดับทุกข์ไม่ได้” .[ออนไลน์] . แหล่งที่มา : http://epsie.wordpress.com/2006/01/07/robert-david-larson–อดีต-สันติกโรภิกขุ/   [๒๐ ก.พ. ๒๕๕๕].

                [๒๐] ที.ปา.(ไทย)๑๑ /๑๔๖ /๑๗๖

[๒๑]  ดูรายละเอียดใน ม.อุ. (ไทย) ๑๔ /๑๙๐ /๒๒๘

[๒๒]   ส. ศิวรักษ์, พุทธศาสนากับปัญหาทางเพศและสีกากับผ้าเหลือง, (กรุงเทพมหานคร :  บริษัทส่องศยาม, ๒๕๕๓)  หน้า ๓๑

[๒๓] สุชาดา ทวีสิทธิ์ . “เพศวิถีมีชีวิต…การเปลี่ยนแปลงจากภายใน” , เพศวิถีศึกษา . ปีที่ ๑  (๒๕๕๔) : ๒๓-๒๔

[๒๔] เรื่องเดียวกัน  :  ๑๖

[๒๕] Keown  Damien, Buddhist Ethics : A very short introduction, (New York :  Oxford University Press,2005) , p.93

 

[๒๖]  Ibid., p.92 , ข้อมูลตัวเลขการทำแท้งของคนไทยในปัจุจุบัน (ค.ศ.๒๐๑๒) เทียบจากภาค(หมวด)กิจกรรมธุรกิจต่างๆ เช่น ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ หรือกระทั่งในภาคการศึกษาเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพทางเศรษฐกิจ  สังคมและวัฒนธรรม ดังนั้นตัวเลขจำนวนผู้ทำแท้งในภาคต่างๆ จึงย่อมต่างไปจากปี ค.ศ.๑๙๘๗ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เช่น กระทรวงสาธารณสุขของไทย ได้มีการประมวลข้อมูลตัวเลขจำนวนผู้ทำแท้งใหม่เป็นประจำทุกปี-ผู้เขียน

[๒๗] สันติกโร ภิกขุ , แปลโดย จิรธัมม์ ,  อริยสัจจ์สี่แห่งธัมมิกสังคมนิยม, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์สุขภาพใจ , ๒๕๔๒),  หน้า ๑๐๗-๑๐๘

[๒๘] พระธรรมปิฎก(ป.อ. ปยุตฺโต) , พุทธธรรมฉบับปรับปรุงและขยายความ, พิมพ์ครั้งที่ ๘ , (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย , ๒๕๔๒ ),หน้า ๗๖๗

[๒๙] คำศัพท์แสลงอเมริกัน เรียก “hooker” -ผู้เขียน

[๓๐] แมงดา (Pimp)  คือ ผู้ที่หากินกับหญิงโสเภณี  คือ เป็นผู้จัดหา (ด้วยวิธีการซื้อหรือวิธีการบังคับ จัดส่ง  จัดการควบคุม ในเรื่องทางกาย และเรื่องทางด้านเศรษฐกิจ(เงิน)ของโสเภณี เพื่อเป้าหมายการบริการเชิงเพศพาณิชย์  (commercial sexuality service -การค้าเซ็กส์) เป็นหนึ่งในส่วนของผู้ประกอบกิจการค้าโสเภณี–ผู้เขียน

[๓๑] ที.ปา.(ไทย)๑๑/๒๔๙/๒๐๓

[๓๒] ดูรายละเอียดใน ที.ปา.(ไทย)๑๑/๒๕๓/๒๐๕-๒๐๖

[๓๓] ขุ.เถรี.(ไทย)๒๖/๗๒/๕๖๗-๕๖๘

[๓๔] ดูรายละเอียดใน ขุ.อุ.(ไทย)๒๕/๕๘/๓๐๔-๓๐๕

[๓๕] เสนาะ ผดุงฉัตร  , พุทธศาสนากับปัญหาเพศพาณิชย์,สารนิพนธ์พุทธศาตรดุษฎีบัณฑิต ,(บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๕) , หน้า ๓๖

[๓๖] พระเฉลิมชาติ  ชาติวโร(อิทธะรงค์) , ศึกษาวิเคราะห์การพัฒนาการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย , หน้า ๗๘-๗๙

[๓๗] อ้างแล้ว

[๓๘]เรื่องเดียวกัน ,หน้า ๙๓-๙๔

[๓๙]  พระไพศาล วิสาโล , เซ็กส์กับพุทธ(บทความ) , จากหนังสือ October 11 ,(กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ Openbooks, ๒๕๕๔) ,หน้า ๑๓๗-๑๔๗

[๔๐]Dictionary.com .online.[online] . source : http://dictionary.reference.com/browse/online?s=t [Sept, 10.2012]

[๔๑] สํ.นิ.(ไทย)๑๖/๑๕๖/๒๖๒

[๔๒] ดูรายละเอียดใน Harvey  B. Aronson ,Love and Sympathy in Theravada Buddhism (Delhi : Motial Banarsidass,1980)

[๔๓] นิธิ เอียวศรีวงศ์ , พุทธศาสนาในความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย ,(กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง, ๒๕๔๓) ,หน้า ๕๘

[๔๔] Crook , John H. ,Buddhist Behavior and the Modern World :An International Symposium, (Preceptual Truth and the Western Psychology of Human Nature,1994),   p.223-224

[๔๕] Op.cit.

[๔๖] ม.มู.(ไทย)๑๒/๑๗๘/๑๗๘-๑๘๒

[๔๗] ดูรายละเอียดใน องฺ.เอกฺก.(ไทย)๒๐/๑-๑๐/๑-๒

[๔๘] ม.มู.(ไทย)๑๒/๗๔/๖๖,ม.อุ.(ไทย)๑๔๖/๑๘๕

[๔๙]  บางตอนในบทความ ของพีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์ คอลัมน์สายด่วนจากอเมริกา, ดูรายละเอียดใน พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์  ,” สภาชาวพุทธ” , สยามรัฐรายวัน, (๗ กันยายน ๒๕๕๕): ๒๐

Advertisements
  1. ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: