เงาอำนาจ

พีร์  พงศ์พิพัฒนพันธุ์ ptipitaka@yahoo.com
 
        คงไม่มีใครหาตัวเลขจำนวนคนไทยที่มาอาศัยอยู่ในอเมริกาได้อย่างชัดเจนแน่นอน เพราะยากที่จะหา เพราะไม่พยายามที่จะหา  หรือพยายามที่จะหาแล้วแต่หาเจอไม่หมด
            ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่  คนไทย ก็คือคนไทยครับ โดยเฉพาะประเภทที่เกิดและโตที่เมืองไทย ก่อนที่จะเดินทางมาทำมาหากินกันในอเมริกา
                ดังนั้น แม้กระทั่งแนวคิดทางการเมืองและความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในเมืองไทยระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยม หรือฝ่ายจารีตกับฝ่ายเสรี หรือฝ่ายก้าวหน้า ก็เกิดขึ้นกับกลุ่มคนไทยในอเมริกาเช่นเดียวกันอย่างไม่อาจปฏิเสธได้
                เกิดวิวาทะทางการเมืองระหว่างกลุ่มคนไทย ชนิดที่ไม่แตกต่างไปจากเมืองไทย เพราะเดี๋ยวนี้ข่าวสารถึงกันหมดแล้ว ยิ่งคนไทยในอเมริกา ด้วยแล้ว โอกาสในการแสวงหาข่าวสารเกี่ยวกับเมืองไทยในด้านต่างๆ มีมากกว่าคนไทยในประเทศไทยเสียอีก
                ทั้งนี้ เนื่องจากมีข่าวสารจำนวนหนึ่งถูกปิดกั้น(เซ็นเซอร์)จากรัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ที่นี่  การปิดกั้นดังกล่าวแทบไม่มี
                การศึกษา เรียนรู้อะไรต่างๆ  โดยเฉพาะในทางการเมือง จึงเป็นไปอย่างเต็มที่ ค่อนข้างเสรี โดยเฉพาะนัยแห่งการวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อนำไปสู่ประตูแห่งสัจจะ
                อะไรก็ตามที่มีลักษณะลักปิดลักเปิด กลายเป็นอุปสรรคขัดขวางการเปลี่ยนแปลงเชิงการพัฒนาของวัฒนธรรมการเมือง หรือวัฒนธรรมการเมืองเดินหน้าไปในเชิงบวก
                การเข้าใจในประเด็นใหญ่ใจความของ “อำนาจทางการเมือง” ว่า ควรมาจากไหน อะไรเป็นอำนาจหลักในระบอบ
                จนเกิดคำตอบที่ชัดเจนแล้วว่า  อำนาจควรมาจาก “ประชาชน” และ “ประชาชน” เป็นอำนาจหลักในระบบ ,ทุกๆอำนาจ ล้วนผูกพันอยู่กับ “ประชาชน” ไม่ว่า จะเป็นนิติอำนาจ บริหารอำนาจและ ตุลาการอำนาจ ซึ่งก็ล้วนแต่ยึดโยงอยู่กับประชาชน
                ชนิดที่ไร้เงาทะมึน ของ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” หรือการอุปโลกน์สัญลักษณ์เงา  ขึ้นมาบัง เพื่อพร่าสัจจะทางการเมืองและสัจจะประการอื่นๆให้เลือนลางและปลาสนาการไป
                อย่างเช่นวิถีการเมืองของอเมริกัน  ซึ่งผมเคยสัมผัสมาหลายคราหลายสมัย โดยเฉพาะในช่วงการแข่งขันสมัยการเลือกตั้งใหญ่ๆอย่างการเลือกตั้งประธานาธิบดี ,ความเป็นคนธรรมดาๆที่ขยับตัวเองขึ้นกุมตำแหน่งหัวหน้าคณะบริหารของประเทศใหญ่ประชากรเกิน 300 ล้านคนแห่งนี้
                เพราะมีแต่คนเท่านั้นที่เข้าใจคน รู้บริหารจัดการคน และ มีแต่คนเท่านั้นที่ยอมรับคนด้วยกัน ในเมื่อระบอบนั้นได้ถูกคนสร้างขึ้นมาแล้วและคนส่วนใหญ่ยอมรับร่วมกัน ,ที่เรียกกันว่า “เจตน์จำนง”ของประชาชน จนต่อมาได้กลายเป็น “สัญญาประชาคม”
                 อำนาจทางการเมืองทั้งหมดในระบอบอเมริกัน ถูกยึดโยงโดยอำนาจของประชาชน ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ แม้กระทั่ง อำนาจตุลาการ
                อำนาจตุลาการในความหมายของอเมริกันไม่ใช่อำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่แตะต้องไม่ได้ และไม่มีอำนาจทางการเมืองใดๆเลยที่จะอยู่เกินเอื้อมมือของประชาชน
                งานเลี้ยงในค่ำนั้นของชุมชนชาวเอเชียน  ที่ลาสเวกัส  กะเหรี่ยงอย่างผมเดินกอดคอกับผู้พิพากษาที่มาร่วมในงาน
อ๊ะ !!น่าจะเป็นว่า สุภาพบุรุษร่างสูงใหญ่  ที่มาจากการเลือกตั้งท่านนี้โอบผมไว้ในอุ้งแขนของเขาซะมากกว่า !
                เสร็จแล้ว เขากับผมก็เป็นราษฎรเต็มขั้นเหมือนกัน เพราะเขาก็มาแล้วไปตามวาระ เหมือนกับตำแหน่งทางการเมืองอื่นๆ
                แต่แล้ว ผมก็ไม่ทราบว่า การเดินทางมาเยือนอเมริกาของ “อำนาจที่ 4” จากเมืองไทยจะได้ประโยชน์ไรบ้าง
                คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) นำทีม คณะนักศึกษาหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง รุ่น 3 ดูงานเลือกตั้งในอเมริกา ก่อนที่การเลือกตั้งใหญ่ ประธานาธิบดีจะมีขึ้นในวันที่ 6 พ.ย. 2555
                 ทีมเดียวกันนี้นำโดยนายอภิชาต  สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมด้วยกรรมการการเลือกตั้ง นายสมชัย จึงประเสริฐ นางสดศรี สัตยธรรม และนายวิสุทธิ์  โพธิแท่น
                 อากัปการศึกษาดูงานครั้งนี้ได้เอกอัครราชทูตไทยประจำ กรุงวอชิงตัน ดีซี นายชัยยงค์ สัจจิพานนท์ จัดให้
ตามข่าว(นสพ.เสรีชัย)ระบุว่า กกต.และคณะนักศึกษา  พร้อมด้วยผู้นำชุมชนคนไทยและสื่อมวลชนใน วอชิงตัน ดีซี ได้พบปะพูดคุยกันประมาณ 3 ชั่วโมง  คณะนักศึกษา พตส.3 ได้ไปศึกษาดูงานที่พรรคเดโมแครต และ พรรครีพับริกันอีกด้วย
                ครับ อเมริกันมีคณะกรรมการกำกับดูแลการเลือกตั้งด้วยเช่นกัน ที่เรียกว่า Federal Election Commission (FEC) ซึ่งที่จริงแล้ว คณะของกกต.ของไทยน่าจะได้ดูถึงที่มาและวิธีการทำงานของเขาว่าเหมือนหรือต่างจากกกต.ของไทยอย่างไร มากกว่าจะการมุ่งโชว์ภาพการเดินเข้าไปในแคมเปญการเลือกตั้งปี 2012 ระหว่างพรรคการเมืองใหญ่ 2  พรรคของอเมริกัน
               หากดูจากบริบทที่มาของ FEC ของอเมริกันแล้ว ก็ไม่อาจถือว่า เป็นอำนาจที่ 4 ได้เลย
กรรมการทั้ง 6 คน ของFEC มาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี และรับรองโดยสภาสูง หรือซีเนต มีวาระการดำรงตำแหน่งต่อคนคราวละ 6 ปี โดยกรรมการ 2 คน ต้องได้รับการแต่งตั้งทุกๆ 2 ปี , กรรมการของFECสังกัดพรรคเดียวกันไม่เกิน 3 คน , รวมถึงการกระทำของคณะกรรมการจะมีผลได้ในทางปฏิบัติต้องใช้  4 เสียงขึ้นไป (มีบางคราวที่ 3 เสียงเท่ากันยันกัน) นอกเหนือไปจากการที่ตำแหน่งประธานคณะกรรมการที่สลับกันเป็นคราวละ 1 ปีต่อคน หมุนเวียนกันไปจนกระทั่งครบทั้ง 6 คนในที่สุด
                บ่งให้เห็นการทำงานที่เชื่อมหาประชาชน ผ่านทั้งตัวประธานาธิบดีและสมาชิกสภาสูง(ซีเนเตอร์) ที่มาจากการเลือกตั้ง
                ในโลกปัจจุบันที่วิวัฒนาการของแขนงความรู้ด้านต่างๆได้พุ่งเข้าเข้าคนส่วนใหญ่  “การลากตั้งสว.” จึงเป็นเรื่องคร่ำครึ โดยที่ประเด็นยังอยู่ที่การไว้ใจและยินยอมมอบอำนาจสิทธิ์ให้อยู่ในมือประชาชนหรือไม่ บนฐานความเชื่อว่า ปัญหาทางการเมืองและปัญหาส่วนรวมเหล่านั้นประชาชนจัดการกันเองได้
                 การณ์ออกจะเป็นเรื่องตลกขำขันเสียด้วยซ้ำ เมื่อไม่นานมานี้ที่สว.สรรหาไทยผู้หนึ่ง ทำการรณรงค์(แคมเปญ)ย่อยๆในแอล.เอ. ให้คนไทยมีสิทธิเลือกตั้งในต่างประเทศ  หากที่จริงกลับแย้งสวนกับที่มาของตัวเขาเสียเอง
                  ในเมื่อต้นขั้วตัวบท ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญหรือแม้กระทั่งวัฒนธรรมการเมืองแบบไทย ๆ ไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงให้ยึดโยงกับประชาชนส่วนใหญ่ดังเช่นระบอบอเมริกัน ที่ค่อนข้างปลอดจากเงาอำนาจและอภินิหาร  
                 อำนาจและอภินิหารอยู่ที่ตัวมนุษย์ตะหาก
                  อย่างนี้แล้ว กี่ทริพๆดูงานในอเมริกา จะมีความหมายกระไรได้ !!
  1. ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: