บทเรียนจากข่าวก่อการร้ายในไทย

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์  ptipitaka@yahoo.com 

การแจ้ง เตือนของสถานทูตอเมริกันต่อพลเมืองอเมริกันให้ระวังการก่อการร้ายกลุ่ม “เอซบอลเลาะห์” เมื่อเร็วๆนี้ว่า ที่อาจจะเกิดมีขึ้นที่กรุงเทพนั้น กลายเป็นการโยนเผือกร้อนใส่มือรัฐบาลไทยและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดูแล หรือปกป้องภาพลักษณ์ของประเทศไทยไปอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อหลายหน่วยงานต่างออกมาตอบโต้สถานทูตอเมริกันและรัฐบาลอเมริกันว่า ไม่ปรึกษาหารือกันเสียก่อนกับหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทย จนเป็นสาเหตุให้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในเรื่องความปลอดภัยของบรรดานัก ท่องเที่ยว และผู้ที่เข้ามาทำธุรกิจต่างๆในไทย

ตำรวจไทยได้จับกุมนายอาทริส ฮุสเซน ชาวเลบานอน ได้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อเวลา 18.00น.ของวันที่ 12 มกราคม ขณะที่เขารอขึ้นเครื่องบินสายการบินเอทีฮัด แอร์ไลน์ เตรียมเดินทางไปยังกรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หลังจากนั้นเขาจะต่อเครื่องบินมุ่งหน้าเดินทางกลับเลบานอน
ผมออกจะไม่แปลกใจกับท่าทีและการประกาศของทางการอเมริกัน ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1. การประกาศเกี่ยวกับภัยการก่อการร้ายทางการอเมริกัน เป็นเรื่องปกติของการเตือนพลเมืองของเขา ทั้งในประเทศและต่างประเทศอเมริกาเอง   ต้องไม่ลืมว่า“แม้แต่ในประเทศอเมริกา” เอง สถานที่สำคัญๆ อย่างเช่นสนามบิน ท่าเรือ  โรงแรมสำคัญ สถานที่ราชการ ฯลฯ อยู่ในลักษณะของการเตรียมพร้อมตลอดเวลา หมายถึงการเตรียมตัวสำหรับคำประกาศในระดับต่างๆ (Security levels)  เช่น ขีดแดง หมายถึงการเตือนถึงความปลอดภัยในระดับสูงสุด เจ้าหน้าที่มีการทำงานอย่างเข้มงวดในการตรวจตราการผ่านเข้าออก   เพราะอเมริกาเป็นเป้าหมายการโจมขององค์การก่อการร้ายทั่วโลก ซึ่งสำหรับเมืองไทย หรือคนไทยอาจไม่คุ้นเคยกับเรื่องนี้  จึงเกิดมุมมองที่แตกต่างกัน

สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ

2. การประกาศ มุ่งต่อพลเมืองอเมริกันที่อยู่ในเมืองไทยเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงคนไทย แต่ย่อมแน่นอนว่าพลเมืองของประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะกลุ่มคนผิวขาวหรือคนตะวันตก(ฝรั่ง) ที่อยู่ในกรุงเทพย่อมที่จะต้องผวาตามไปด้วย เพราะหน่วยงานด้านข้อมูลของอเมริกัน มักทำงานไม่ค่อยพลาด และมีการติดตามข้อมูลของกลุ่มการก่อการร้ายข้ามชาติมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน มีคน อุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือที่พร้อม แม้กระทั่งหลายเหตุการณ์ทางการเมือง เช่น การปฏิวัติรัฐประหารและเงื่อนงำการทำรัฐประหารที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ฝ่ายอเมริกันก็รู้ล่วงหน้าก่อนแทบทุกครั้ง (สามารถดูข้อมูลได้จาก Wikileaks)

3. ฝ่ายอเมริกัน ไม่มัวสนใจผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจมากกว่าความปลอดภัยของพลเมืองอเมริกัน ไม่เหมือนการทำงานของรัฐบาลไทยที่มักมุ่งไปที่ความเกรงใจประเทศพันธมิตร หวั่นว่าจะกระทบกระเทือนเศรษฐกิจของประเทศ จนประเด็นความปลอดภัยของพลเมืองไทย กลายเป็นประเด็นที่อยู่เสมอพอกันกับประเด็นเศรษฐกิจ หรือกลายเป็นประเด็นรองไป  การคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพลเมืองอเมริกันก่อนอื่นใด เป็นเรื่องปกติของรัฐบาลอเมริกัน แม้บางคนจะมองว่า เป็นเรื่องการเมืองของรัฐบาลอเมริกัน แต่ประเด็นนี้ก็ได้กลายเป็นจารีตไปแล้ว

4.  ความไม่เชื่อมั่นในประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงานของรัฐบาลไทย โดยเฉพาะหน่วยงานทางด้านความมั่นคงและหน่วยงานด้านความปลอดภัยทั้งหมด เรื่องนี้ฝ่ายอเมริกันรู้ดีว่าเป็นอย่างไร รวมถึงการทุจริตคอรัปชั่นในหน่วยงานราชการไทยที่กระทำกันอย่างเป็น วัฒนธรรม(ปกติ) ความหละหลวมหย่อนยานในการปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง การประกาศเตือนพลเมืองอเมริกัน เท่ากับเร่งเร้าให้รัฐบาลไทยดำเนินการจับกุมผู้ต้องสงสัยที่เข้ามากระทำผิด ในไทย จนเป็นเหตุให้มีปฏิบัติการตอนเช้าของวันที่ 16 ม.ค. พล.ต.อ.เพรียวพันธุ์ ดามาพงศ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยกกำลังกว่า 200 นาย บุกเข้าตรวจค้นอาคารพาณิชย์ที่ ต.กาหลง อ.เมือง จ.สมุทรสาคร นำตัวนายอาทริส ฮุสเซน ผู้ต้องสงสัยเข้าไปชี้เป้าหมาย ก่อนที่เขาจะสารภาพว่าใช้เป็นแหล่งซุกซ่อนสารที่ใช้ในการผลิตวัตถุระเบิด  นอกเหนือจากเจ้าหน้าที่ตรวจพบสารแอมโมเนียไนเตรตละลายน้ำ 8 แกลอนสารยูเรียบรรจุอยู่ในกล่องกระดาษอีกกว่า 400 กล่อง

5. เมืองไทยถูกเรียกจากทางการและพลเมืองอเมริกันที่รู้จักเมืองไทยส่วนหนึ่งว่า Easy country ซึ่งหมายถึง(ในทำนองว่า)เมืองที่ใครจะทำอะไรก็ได้ มีอิสระมากแม้กระทั่งในเรื่องการกระทำที่ผิดกฎหมาย  ไทยเป็นแหล่งฟอกเงินที่สำคัญของโลก  แหล่งผลิตพาสปอร์ตและเอกสารนานาชาติปลอมที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก รวมถึงแหล่งผ่านของยาเสพติด การอนุมัติเข้าเมือง(วีซ่า)ของกระทรวงการต่างประเทศของไทยง่ายติดอันดับต้นๆ ของโลก เพราะรัฐบาลไทยมุ่งแต่จำนวนนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ เพื่อผลทางด้านเศรษฐกิจ(รายได้)เพียงอย่างเดียว ขณะที่ระบบการตรวจสอบข้อมูลในการอนุมัติวีซ่า(Background checks)สำหรับนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจ ไม่มีประสิทธิภาพในการกรองข้อมูลที่ดีพออีกประการหนึ่ง

คริสตี้ เคนนีย์ เอกอัคราชทูตสหรัฐ ประจำประเทศไทย

6.ปฏิกิริยาของฝ่ายรัฐบาลอเมริกันที่วอชิงตัน ดี.ซี. ไม่ได้ใส่ใจกับข้อเรียกร้องของรัฐบาลไทยให้ถอนการประกาศเตือนพลเมือง อเมริกันออกจากเว็บไซท์และการส่งข้อความด้วยวิธีการอื่นๆ (ซึ่งต้องยอมรับว่า ฝ่ายอเมริกันประสานและติดต่อกับพลเมืองของเขาอย่างรวดเร็วและได้ผลทั้งที่ เมืองไทยและทั่วโลก) เรื่องนี้ฝ่ายอเมริกันไปไกลกว่าไทยมาก รัฐบาลอเมริกันบอกว่าเป็นเรื่องภายในระหว่างรัฐบาลกับพลเมืองอเมริกัน ที่จะต้องแจ้งให้ทราบหากมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในชีวิตของคน อเมริกัน นอกจากที่ต้องยอมรับว่าประเด็นการก่อการร้ายเป็นเรื่องสำคัญมากๆสำหรับคน อเมริกันและรัฐบาลอเมริกัน และเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลด้านการเมืองอีกด้วย

7. มาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนของไทยบางประการ ไม่เป็นที่ยอมรับของทางการอเมริกัน ที่ผ่านมามีพลเมืองอเมริกันบางราย ถือว่าอยู่ในข่ายที่ถูกละเมิด รัฐบาลอเมริกันและสถานทูตอเมริกันที่กรุงเทพ พยายามร้องขอรัฐบาลไทยให้ช่วยเหลือ แต่ไม่มีความคืบหน้า คนไทยบางกลุ่มยังกล่าวหาทางการอเมริกันว่าแทรกแซงกิจการภายในประเทศไทย ถึงกระทั่ง นางคริสตี้ เคนนีย์ เอกอัคราชทูตอเมริกัน ประจำประเทศไทยต้องออกมาชี้แจงทำความเข้าใจกรณีหลักสากลแห่งสิทธิมนุษยชน และ

8.  ทั้ง 2 ประเทศคือ ไทยและอเมริกา ยังคงต้องพึ่งพาอาศัยกันต่อไป เว้นแต่อเมริกา เป็นมหาอำนาจ สามารถเปลี่ยนยุทธศาตร์ความสัมพันธ์ที่มีต่อไทยอย่างไร้ความกดดันใดๆ หากฝ่ายไทยเสียอีกที่ต้องตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขความกดดัน ภายหลังจากประกาศเตือนพลเมืองอเมริกันดังกล่าว

ความจริงที่ควรรู้ไว้อีกประการหนึ่ง ก็คือ แม้ว่าคนไทยบางคน บางกลุ่ม รวมถึงรัฐบาลไทยจะตื่นเต้น และไม่ค่อยพอใจกับการประกาศเตือนในครั้งนี้ของฝ่ายอเมริกันก็ตาม ต้องไม่ลืมว่า มีคนอเมริกันจำนวนไม่มากนักที่รู้จักไทยแลนด์ ส่วนใหญ่มักคิดว่า เป็นประเทศไต้หวัน ต่างจากฝรั่งยุโรป การประกาศครั้งนี้ จึงน่าจะส่งผลด้านจิตวิทยาต่อนักเดินทางจากยุโรปมากกว่าเสียด้วยซ้ำ

การตีโพยตีบายของรัฐบาลไทยและคนไทยบางกลุ่มต่อรัฐบาลอเมริกันในเรื่องนี้ จึงไม่น่าจะเกิดประโยชน์อะไร นอกจากควรหันมามองตัวเองให้มากขึ้นว่า รัฐบาลไทยได้ปกป้องผลประโยชน์ด้านชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทยดีเพียงพอ หรือยัง?

ด้วยเหตุที่เรามักคิดอยู่เสมอว่า เราไม่ใช่คู่ขัดแย้งของกลุ่มก่อการร้ายทั้งหลาย  แล้วทำเป็นเสมือนเปิดประตูประเทศไว้โล่งโจ่ง ฉะนั้น อีกนัยหนึ่ง สื่อไทยบางสำนัก ถึงกับวิเคราะห์เจาะลงลงไปว่าเป็นเกมการเมืองของฝ่ายอเมริกัน

   เรียกว่า คุ้นชินกับการเล่นเกมการเมืองเหลาะแหละแบบไทยๆเสียจนเคยตัว ก็เลยคิดว่า ประเทศอื่นเค้าจะต้องเป็นเช่นนั้นไปด้วยเป็นมุมมองที่ผมคิดว่า หากฝ่ายอเมริกันมาอ่านเข้าก็คงงง จนไม่รู้จะงงอย่างไร…

Advertisements
  1. #1 by angrykomodo on เมษายน 10, 2012 - 6:22 am

    เขียนได้ถูกใจมากค่ะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: