ปัญหาหนี้ที่น่ากลัวของอเมริกา

พีร์  พงศ์พิพัฒนพันธุ์  : piralv@yahoo.com

ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาและสัปดาห์นี้ ทางเมืองไทยและทั่วโลกคงได้เสพข่าวประธานาธิบดีบารัก โอบามา งัดข้อกับ ทางฝ่ายรีพับลิกัน  ที่นำโดยนายจอห์น เบห์เนอร์(John Boehner)ประธานสภาล่างหรือฝ่ายสส.  ซึ่งขณะนี้ฝ่ายรีพับลิกันครองเสียงข้างมากอยู่ สาเหตุความขัดแย้งครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเนื่องจากโอบามาต้องการขยายเพดานเงินกู้เพิ่มมากขึ้น ตามแผนก่อหนี้ที่รัฐบาลอเมริกันดำเนินการสร้างหนี้จนกลายเป็นเรื่องปกติ ขณะที่รีพับลิกันบอกว่า รัฐบาลโอบามาใช้จ่ายมากเกินไปแล้ว พร้อมกันนี้ก็เสนอให้หั่นวงเงินหนี้ลงอีกด้วย ทั้งสองฝ่ายออกข่าวโต้กันไปมาตลอด

จอห์น เบห์เนอร์

ขณะเขียนคอลัมน์นี้ (วันที่ 26 ก.ค.) ทั้ง 2 ฝ่ายก็ยังไม่สามารถตกลงประนีประนอมกันได้  ขณะที่เส้นตายคือวันที่ 2  ส.ค. ที่จะถึงนี้ใกล้มาทุกขณะ  และหากตกลงกันไม่ได้ การใช้หนี้ของรัฐบาล (Government bills) ในส่วนต่างๆ ก็จะมีอันต้องชะงักงัน เช่น เงินเดือนของข้าราชการและเงินเดือนของลูกจ้างของรัฐบาล ,เงินที่รัฐบาลต้องจ่ายประจำอย่าง เงินประกันสังคม และเงินค่าสวัสดิการด้านการแพทย์และการสาธารณสุข เป็นต้น

                ตัวเลข เพดานงินกู้ของรัฐบาลโอบามาตามกฎหมายที่คองเกรสชุดก่อนๆให้การรับรอง มีจำนวนทั้งสิ้น14.3 ล้านล้านเหรียญ  แต่โอบามาบอกว่า มันไม่พอในการใช้หนี้ที่อเมริกาเป็นอยู่เสียแล้ว โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายประจำ ทั้งนี้หมายรวมหนี้ที่รัฐบาลอเมริกันเป็นอยู่กับประเทศอื่นๆอีกด้วย

                รัฐธรรมนูญอเมริกันระบุไว้ว่า คองเกรสเท่านั้นที่สามารถอนุมัติวงเงินก่อหนี้ได้ตั้งแต่ปี 1962 โดยคองเกรสเพิ่มวงเงินเพดานหนี้(ที่รัฐบาลสามารถเป็นหนี้หรือหมุนเงินในจำนวนที่กำหนดได้)ถึง 72 ครั้ง ,โดยในช่วง 10 ปีหลังสุด คองเกรสอนุมัติเพิ่มเพดานหนี้ 10 ครั้ง ซึ่งฝ่ายรีพับลิกันบอกว่าบ่อยครั้งมากเกินไป  ทำให้ขนาดของรัฐบาลใหญ่มากเกินความจำเป็น

                คำว่า “ขนาดของรัฐบาลใหญ่มากเกิน” หมายความว่า รัฐบาลเข้าไปทำหน้าที่ในการบริหารจัดการด้านการเงินมากเกินไป หรือรัฐบาลต้องเอื้อมมือมารับหน้าที่ในการบริการด้านการเงินเป็นหลักแทนที่จะเปิดโอกาสหรือสร้างเงื่อนไขให้เอกชนสามารถแข่งขันกันเอง ตามหลักการแข่งขันแบบทุนนิยมเสรีดั้งเดิม อันเป็นปรัชญาการจัดการด้านเศรษฐกิจของรีพับลิกัน

                นับแต่ปี 1979 กฎหมายอนุญาตให้ให้สภาล่าง(สส.) สามารถโหวตเพื่อปรับเพิ่มเพดานหนี้เป็นวงเงินเท่าไรก็ได้ เท่าที่จำเป็นจะต้องใช้จ่ายตามแผน(กำหนดวงเงิน)งบประมาณแต่ละปี จนเมื่อเดือนม.ค.( ปี 2011)ที่ผ่านมา สภาล่างโหวตให้ยกเลิกกฎหมายดังกล่าว โดยต้องมีการแยกพิจารณาเพดานหนี้ต่างหาก  ไม่รวมกับงบประมาณรายจ่ายของภาครัฐ

                เมื่อโอบามาเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนม.ค. 2009 ตอนนั้นเศรษฐกิจของอเมริกากำลังย่ำแย่แบบสุดๆ  ที่เรียกกันว่า Great depression วงเงินหนี้สาธาณะของรัฐบาลอเมริกันตามกฎหมายในตอนนั้นอยู่ที่ 10.6 ล้านล้านเหรียญ แต่หลังจากนั้น อีกราวๆ 2 ปีครึ่งต่อมาที่โอบามาครองตำแหน่งผู้นำประเทศ มีการขยายเพดานหนี้ ด้วยการอนุมัติจากคองเกรสออกไปเป็น 14.3 ล้านล้านเหรียญดังกล่าวแล้ว

                ข้อสังเกตุในส่วนของการเมืองของอเมริกันก็คือ สมัยเริ่มแรกของการเข้ารับตำแหน่งของโอบามานั้น เดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาล่าง โดยมี นางแนนซี เปลอสซี เป็นประธานสภาในขณะนั้น แต่หลังจากการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดเมื่อปลายปีที่แล้ว รีพับลิกันกลับเอาชนะเดโมแครต ได้ครองเสียงส่วนใหญ่ หลังจากนั้นจึงเสนอและโหวตให้มีการแก้ไขกฎหมายการกำหนดเพดานหนี้ ในเดือนม.ค.ที่ผ่านมาเสียใหม่ จนเป็นเหตุให้โอบามาไม่สามารถที่จะทำอะไรได้มากไปกว่าการขอร้องให้ทางรีพับลิกันโหวตสนับสนุนเพดาน(ก่อ)หนี้ ที่เขาเองพร้อมที่จะประนีประนอม

บารัค โอบามา

แต่เหตุการณ์ที่ผ่านมาเพิ่งไม่นาน คือ รีพับลิกันต้องการตัดวงเงินในเพดานหนี้เดิมลงอีกจำนวนมาก ล่าสุดของการต่อรอง โอบามา-เดโมแครตต้องการให้ปรับเพิ่มอัตราภาษี 1 ล้านล้านเหรียญในช่วง 10 ปีข้างและยอมประนีประนอมต่อรีพับลิกันให้ตัดวงเงินลง 3 ล้านล้านเหรียญ  แต่รีพับลิกันก็ยังบอกว่า โอบามายังปรับลดวงเงินน้อยไป

                ข้อเสนอที่น่าสนใจกรณีแผนการของโอบามาต่อคนอเมริกันที่ชอบและเฝ้ารอสวัสดิการจากเงินประกันสังคม ก็คือ ประธานาธิบดีคนปัจจุบันต้องการให้เลื่อนการใช้สิทธิหลักประกันทางการแพทย์ในระบบประกันสังคมจากตอนนี้ที่กฎหมายกำหนดไว้ในช่วงอายุ 65 ปี(ต้องได้รับสวัสดิการนี้)  โอบามาเสนอให้เลื่อนออกไปเป็นอายุ 67 ปี

                เบห์เนอร์-รีพับลิกัน ออกโรงค้านการขึ้นภาษี เขาบอกว่า อย่างไรเสีย คงยอมไม่ได้ อ้างว่าจะทำให้บริษัทอเมริกันต่างๆไปไม่รอด หมายถึงคนงานอาจถูกโละ หากธุรกิจไปไม่ไหว แต่โอบามาบอกว่า เขามีฐานในการขึ้นภาษี คือ จะขึ้นภาษีกับคนที่มีฐานรายได้สูงเท่านั้น โดยได้ใช้คำพูดซัดตรงไปที่ผู้บริหารของเฮดจ์ฟันด์ว่า รัฐจะไม่เพิ่มภาษีเอากับคนเหล่านี้ได้อย่างไร ในเมื่อพวกเขาจ่ายภาษีน้อยกว่าเลขาของตัวพวกเขาจ่ายภาษีเองซะอีก นอกเหนือไปจากการเปรียบเทียบ กรณีนักเรียน ที่โอบามาบอกว่าถึงกับมีการเรียกร้องให้จ่ายเพิ่มค่าเรียนในโรงเรียนต่อบรรดานักเรียน แต่กับพวกนายทุนใหญ่ กลับไม่ยอมเรียกร้อง เรื่องจึงโอละพ่อเสียจริงๆ

                นับแต่ปี 2002 เป็นต้นมา หนี้ของรัฐบาลอเมริกันเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 5 แสนล้านเหรียญ  ตอนแรกๆนั้น เป็นสมัยอดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช เมื่อปี 2001 และปี 2003  ที่เขาได้ลงนามในร่างกฎหมายประชานิยมแบบอเมริกัน คือ ปรับลดอัตราภาษีกำไรธุรกิจ(คนรวย)ลงจาก 39.6 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 35 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งการลดภาษี Capital gains  หรือภาษีเฉพาะในธุรกิจเก็งกำไรจาก 20 เปอร์เซนต์เหลือ 15 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนักวิเคราะห์จากยูเอสเอทูเดย์บอกว่า ยอดเงินที่เก็บจากภาษีเงินได้ของคนอเมริกันตกฮวบมากที่สุดนับแต่ปี 1950 ทำให้รัฐขาดรายได้ไปจำนวนมาก 

                นอกเหนือไปจากค่าใช้จ่ายเพื่อการสงคราม ทั้งในอิรัก และอาฟฆานิสถาน ค่าใช้จ่ายสำหรับการสร้างระบบประกันสุขภาพที่เพิ่งมีการอนุมัติในสมัยรัฐบาลโอบามา รวมทั้งรายจ่ายของรัฐต่อสวัสดิการด้านการแพทย์ต่อผู้สูงอายุและคนพิการที่เพิ่มมากขึ้นถึง 137 เปอร์เซ็นต์ จากปี 1999 ถึงปี 2009

                ในช่วงที่ผ่านมาทั้งนักวิเคราะห์และนักการเมืองอเมริกัน มองต่างมุมเกี่ยวกับเรื่องนี้  บ้างมองว่าท้ายที่สุดแล้วคงสามารถตกลงกันได้ 

                อย่างไรก็ตาม มีหลายมุมมองที่เห็นว่า อย่างน้อยๆอเมริกาต้องตัดเพดานจำนวนหนี้ลง เพื่อไม่ให้สถานการณ์ลุกลามออกไป  เพียงแต่ว่าประเทศและคนอเมริกันต้องมีการเจ็บตัวกันอีกครั้ง นอกเหนือไปจากการปล่อยให้มีการผิดนัด หรือเลื่อนชำระหนี้ หรือที่เรียกกันว่า Default ที่นักการเมืองหลายคนฝ่ายรีพับลิกัน เห็นว่าไม่กระทบต่อเศรษฐกิจของอเมริกันมากนัก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างธนาคารกลาง(เฟด) สามารถรับมือกับปัญหานี้ได้

                ซีเนเตอร์คนสำคัญของรีพับลิกันอย่าง เจฟฟ์ เสซชั่นส์(Jeff Sessions)กับ พอล ไรอัน(Paul Ryan) บอกว่า เขาอยากให้รัฐบาลอเมริกันเลื่อนการชำระหนี้ออกไปก่อน หมายถึงว่าเขาต้องการ Default นั่นเอง

การส่งสัญญาณดังกล่าว กระเทือนต่อแผนการของประธานเบห์เนอร์ หากว่าเขาต้องการที่จะประนีประนอมกับฝ่ายเดโมแครตอยู่บ้าง ในการชี้ชวนดึงกลุ่มสมาชิก(Caucus) ของรีพับลิกันให้หันมาใช้แนวทางเพื่อเลี่ยงการผิดนัดหรือเลื่อนเวลาจ่ายหนี้ออกไป ซึ่งจะกระทบต่อความน่าเชื่อ(เครดิต)ของรัฐบาลอเมริกันและภาพรวมของเศรษฐกิจทั้งหมด

                แต่ถึงแม้ทั้ง 2 พรรค จะเกี๊ยะเซี้ยะเรื่องเพดานหนี้กันได้หรือไม่ก็ตาม อเมริกายังมีปัญหาทางด้านการเงินทั้งขึ้นทั้งล่องอยู่ดี ไม่ว่าจะDefault และไม่Default ก็ตาม เพราะถึงไม่Default ก็ต้องตัดลดวงเงินลงจำนวนมาก มิฉะนั้นแล้วก็ต้องปรับขึ้นภาษี ซึ่งประเด็นหลังนับว่ายาก รีพับลิกันคงไม่ยอม   

เมื่อเป็นดังนี้ สามารถพยากรณ์ได้ว่า การใช้จ่ายในส่วนของหน่วยงานของรัฐบาลอเมริกันย่อมฝืดแบบสุดๆ จะมีการตัดเงินช่วยเหลือต่อโครงการต่างๆจำนวนมหาศาล เงินที่จะต้องใช้จ่ายไม่พอแน่นอน  ไม่แปลกที่มีคนพูดกันแล้วว่า โอก่าสที่ Double-dip recession จะเกิด ไม่ใช่จะเป็นไปไม่ได้..!

 

Advertisements
  1. ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: