ยุติธรรมอยู่ที่ใจ(2)

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์  : piralv@yahoo.com

วันนี้คงต่อเรื่องหน้าที่ของคณะลูกขุน  หรือ Jury Duty  ในระบบศาลอเมริกัน จากประสบการณ์ของคุณฉันทฤทธิ์ วิโรจน์ศิริ เพื่อนคนไทยที่อาศัยในอเมริกามาค่อนชีวิตกันต่อ ซึ่งผมเห็นว่าวิธีการตัดสินคดีความในลักษณะของ Common law นั้นเกิดประโยชน์ในด้านกระบวนงานยุติธรรมของอเมริกันมาตั้งแต่ครั้งประวัติศาตร์ ตราบเท่าถึงปัจจุบัน ในแง่ของการไม่ผูกขาดอำนาจตุลาการประจำในชั้นศาล เหมือนระบบศาลแบบ Civil law ถึงแม้ว่าจะมีการวนย้ายผู้พิพากษาไปศาลอื่นก็ตาม แต่ก็ยังคงลักษณะเครือข่าย และวัฒนธรรมของคนในองค์กรอยู่ หรือที่เรียกกันว่า Absolute power นั่นเอง

ขอต่อข้อเขียนประสบการณ์ของคุณฉันทฤทธิ์ที่เล่ามาถึงตอนที่ลูกชายของคุณฉันทฤทธิ์เองโดนคดีก่อกวนความสงบของเมือง เพราะไปดู แข่งรถซิ่ง ที่จัดกันเองแบบเถื่อนๆแถบแคลิฟอร์เนียภาคใต้

“วันที่ไปรายงานตัวกับทนายของอำเภอ เขาก็อธิบายให้ฟังว่าระบบศาลเยาวชนของเขาเป็นอย่างไร และทุกคนต้องเตรียมตัวกันอย่างไร ที่ผม(ฉันทฤทธิ์)ชอบมากคือเขาเอาเรื่องแบบนี้มาเป็นโอกาสสอนระบบศาลยุติธรรมให้แก่เด็ก และที่สำคัญให้โอกาสป้องกันไม่ให้เด็กที่ทำผิดเล็กน้อยไปมีชื่ออยู่ในสาระบบผู้ฝ่าฝืนกฎหมายหากไปขึ้นศาลทั่วไปอย่างที่ทนายของเมืองต้องการ เพราะประวัติเสียนี้จะตามหลอกหลอนไปตลอด จะเข้าเรียนหรือทำงานก็ต้องคอยชี้แจงว่าทำไมจึงเคยทำผิดกฎหมาย เจอคนดีเข้าใจก็ดีไป เจอคนงี่เง่าก็ยุ่งยากลำบาก (อเมริกันชนงี่เง่าก็มีพอสมควรครับ ร้ายฉกาจฉกรรจ์ก็ไม่น้อย)

 Juvenile Court หรือศาลเยาวชนมีผู้พิพากษาที่เกษียณแล้วทำหน้าที่ตัดสิน (ผมไม่แน่ใจว่ามีค่าตอบแทนหรือไม่ แต่คิดว่าไม่มีเพราะฝรั่งระดับนั้นมักมีจิตสาธารณะอยู่แล้ว) มีคณะลูกขุนที่อาสามาจากนักเรียนมัธยมจากโรงเรียนต่างๆในอำเภอ มีอัยการและทนายจำเลยที่อาสามาโดยเด็กมัธยมที่มีความสนใจในอาชีพกิจการยุติธรรม ทนายจำเลยก็มาทำหน้าที่ปรึกษาความกับจำเลย มีการนัดแนะสั่งสอนวิธีการพูดยอมรับผิด ขอความปราณีต่อศาล กำชับให้แต่งตัวตัดผมมาให้เรียบร้อยวันขึ้นศาล และท่องจำคำปฏิญาณให้ได้

ผมละขำแม่ทนายตัวน้อย จำเลยคนหนึ่งเพื่อนลูกชายผมดันไปกะลิ้มกะเหลี่ยหยอกเจ้าหล่อน ถูกดุเสียหน้าจ๋อยไปเลยในฐานไม่เคารพต่อกระบวนการกฎหมาย จะมาเห็นเป็นเรื่องเล่นไม่ได้ โตขึ้นเห็นจะเป็นทนาย Feminist ตัวกลั่นแทน Gloria Steinem ได้

 ที่ตั้งศาลก็เป็นหอประชุมของโรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอที่สะดวกสำหรับทุกคน วันพิจารณาคดีเป็นวันสุดสัปดาห์ ในวันนั้นก็มีคดีอื่นของเยาวชน 2-3 คดี พอได้เวลาคดีกลุ่มลูกชายผม ก็เข้าห้องพิจารณาคดีที่จัดให้มีบรรยากาศของศาลทุกอย่าง มี Bailiff ทำหน้าที่ขาน นำกล่าวคำปฏิญาณตนต่อธงสหรัฐฯ แล้วก็มีนักเรียนคนที่เป็นอัยการทำหน้าที่เบิกความกล่าวโทษความผิด ทนายจำเลยออกไปแก้ต่างว่าเป็นความผิดเล็กน้อยและทุกคนยินยอมสารภาพ ศาลก็ถามจำเลยทุกคนให้ยืนยัน แล้วบอกให้ Bailiff พาคณะลูกขุนไปห้อง debate

สักพักนำคณะลูกขุนกลับมาให้ประธานลูกขุนแถลงมติต่อศาล ศาลก็ตัดสินให้ไปทำงานรับใช้สังคมกันคนละ 30 ชั่วโมง เช่นไปทำงานในห้องสมุดของเมือง อะไรทำนองนั้น

 ประเทศที่เจริญเขามีวิธีการให้สังคมมีส่วนร่วม และอบรมสั่งสอนเยาวชนของเขาให้มีคุณภาพ มีความรับผิดชอบ รู้จักหน้าที่พลเมือง เคารพสิทธิหน้าที่กัน และเห็นความสำคัญของระบบกฎหมายที่เที่ยงธรรม ที่ผมได้เห็นมาอาจเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ที่อื่นๆในอเมริกาก็คงแตกต่างกันไป แต่โดยทั่วไปเขาก็พยายามวางพื้นฐานที่สังคมจะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีคุณภาพ แต่คนเรามันก็มีหลากหลาย จำนวนหนึ่งก็มีที่ทำตัวเป็นขยะสังคมเป็นตัวถ่วงเป็นอาชญากรในระดับต่างๆทั้งโดยตั้งใจหรือถูกสถานการณ์หล่อหลอม จำนวนส่วนน้อยนี่แหละที่เป็นปัญหาใหญ่ สังคมไหนยิ่งมีขยะคนมากก็ยิ่งลำบาก”

คุณฉันทฤทธิ์ ได้ทิ้งท้ายเอาไว้เป็นแง่คิดเกี่ยวกับสภาพสังคมปัจจุบัน ซึ่งว่าไปแล้วอเมริกาเองไม่ใช่ว่าไม่มีปัญหาด้านต่างๆ เพียงแต่เขาแก้ปัญหาด้านกระบวนการยุติธรรม โดยใช้สามัญสำนึกของประชาชนทั่วไป เป็นใครก็ได้ มีลักษณะที่แสดงถึงความเชื่อมันในศักยภาพของมนุษย์ธรรมดาสามัญ ขอเพียงอ่านออกเขียนได้ ประสาทสัมผัส อยู่ในระดับใช้การได้อย่างปกติเท่านั้น

ในส่วนของผู้พิพากษาเอง ก็เป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตยเช่นเดียวกัน คือ มีการเลือกตั้ง โดยประชาชนเป็นคนเลือกผู้พิพากษา ซึ่งทำงานเป็นไปตามวาระ

ผมเองเคยมีประสบการณ์ในศาลอเมริกันอยู่เหมือนกัน คือ เพื่อนคนไทย 2 คนโดนตำรวจทางหลวงรัฐอริโซน่าจับบนฟรีเวย์สาย 15  ก่อนเข้าจะเข้าสู่เขตรัฐเนวาดาเพียงไม่กี่ไมล์  ข้อหาดื่มเครื่องดื่มที่มีแฮลกอฮอร์บนรถ(จำได้ว่าเป็นเบียร์) พวกเขาเป็นผู้โดยสาร ผมเองเป็นคนขับ  ขณะที่เพื่อนอีกคนหนึ่งโชคดีไปที่ขับนำอยู่คันหน้า แต่เผอิญเข้าไปในเขตรัฐเนวาดาเสียก่อน ตำรวจรัฐอริโซน่าไล่ตามไม่ทัน สาเหตุที่จับรถคันหลังที่ผมเป็นคนขับนั้นก็เพราะเราขับตามกันมา ตำรวจเห็นผิดสังเกต อีกทั้งผมขับเร็วด้วยก็เลยตะครุบเรา ก็พ่วงรวมกันไป 2 ข้อหา คือขับเร็วเกินกำหนดกับดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ในรถ

 ผมเคลียร์คดีที่รัฐเนวาดา ย่อมจ่ายเงินค่าปรับ พร้อมทั้งไปเรียนที่โรงเรียนการจราจร(Traffic school) ส่วนเพื่อนต้องจ่ายค่าปรับคนละหลายพันเหรียญ หากไม่ยอมไปขึ้นศาลในเขตรัฐอริโซน่า ซึ่งผมจำชื่อเมืองไม่ได้แล้ว จึงตกลงกันว่าจะไปขึ้นศาลในเขตที่เราโดนตำรวจจับ เผื่อฟลุ๊ค ซึ่งตามกฎหมายต้องเป็นอย่างนี้ คือ โดนตั๋วในเขตเค้าน์ตี้ไหนก็ต้องไปขึ้นศาลในเค้าน์ตี้ที่เกิดเหตุ ยกเว้นยอมเสียค่าปรับ สามารถจ่ายในรัฐไหนก็ได้

 เราต้องยอมเดินทางจากลาสเวกัสไปยังเมืองเล็กๆกลางทะเลทราย เลยไปจากเขตเลคพาว(Lake Powell) เกือบร้อยไมล์ ที่นั่นแทบไม่มีบ้านเรือนของผู้คนเลย เสมือนเป็นหมู่บ้านเล็กๆ  จนเมื่อไปหาอาคารที่ทำการศาลเจอก็ต้องตกใจยิ่งขึ้นไปอีก เพราะมันคือ กระต๊อบดีๆนี่เอง เป็นคล้ายๆล็อกเคบิน หรือกระท่อมที่ทำจากซีกไม้ ข้างในจัดเหมือนรูปแบบโรงศาลทั่วไป คือ มีบัลลังก์เล็กๆสำหรับผู้พิพากษาอยู่ด้านหน้า มีที่นั่งเรียงแถวเพื่อฟังคำชี้แจงของคู่ความและฟังคำตัดสินของผู้พิพากษา ทำให้ผมนึกหนังคาวบอยหลายเรื่องที่เคยดูมา นี่ก็ไม่ต่างกันแต่อย่างใด

 เราไปที่นั่นกัน 6 คน เป็นเพื่อนคนไทยจากลาสเวกัสทั้งหมด คิดหมายเอาว่า การเดินทางไปศาลครั้งนี้จะทำให้เราสามารถประหยัดเงินค่าปรับอย่างน้อยก็เป็นพันสองพันเหรียญจากเพื่อนที่ตอนนั้นกลายเป็นผู้ต้องหา 2 คน

 เราไปถึงที่นั่นก่อนเวลาพอสมควร เข้าไปนั่งในห้องฟังคำตัดสิน พอได้เวลานัด ผู้พิพากษาก็มาถึง มันก็ไม่เหมือนกับผู้พิพากษาในแบบที่เห็นๆกันในหนังฮอลลีวูดอีกน่ะแหละ แต่งตัวธรรมดา นุ่งยีนส์เสียด้วยซ้ำ เดินขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์

กลุ่มเพื่อนที่เดินทางไปขึ้นศาลเขตรัฐอริโซน่าในวันนั้น ด้านหลังที่เห็นในภาพคืออาคารที่ทำการศาล

 ว่าไปแล้วคดีของเพื่อนผมเป็นแค่ คดีมโนสาเร่ ไม่ได้ใช้คณะลูกขุนช่วยแต่อย่างใด รู้สึกจะมีผู้ช่วยผู้พิพากษา 1 คน ผู้พิพากษาเองก็(ซัก)ถามเพื่อน 2 คน ซึ่งพวกเราเสมือนแกะดำหลงเข้าไปในฝูงแกะขาวยังไงยังงั้น การถามก็เหมือนการสนทนากันโดยทั่วไป เช่น มาจากไหน เป็นคนมาจากประเทศไร เพื่อนตอบไปว่า มาจากลาสเวกัส และเป็นคนไทย

 พอพูดมาถึงตอนนี้ ผู้พิพากษาท่านนั้นก็พูดขึ้นมาแทบจะทันทีว่า “สวัสดีครับ” เป็นภาษาไทย  และอธิบายว่าในชีวิตเคยไปเมืองไทยมาแว่บหนึ่ง

 ผมกับเพื่อนอีก 4 คน ที่นั่งฟังอยู่สะกิดกัน ความเครียดที่มีในตอนแรกตั้งแต่ออกจากบ้านมาลดฮวบ ผู้พิพากษาถามว่าจะยอมรับผิดหรือไม่ ก็มีหรือที่จะไม่ยอมรับ ท่านก็เตือนว่า คราวหน้าต้องระวังให้มาก กฎหมายของรัฐอริโซน่ากำหนดโทษความผิดแบบนี้ไว้หนักทีเดียว แต่ก็เอาล่ะ ถือเป็นความผิดครั้งแรกด้วย สั่งปรับคนละ 75 เหรียญ จากเงินค่าปรับหน้าตั๋วที่กำหนดไว้จำนวนหลายพันเหรียญ(ผมจำจำนวนเงินไม่ได้แล้ว)

 เรียกว่ารอดมาได้เพราะความเป็นคนไทยแท้ๆ และเพราะคนไทยที่เมืองไทยอีกด้วย คิดดูสิ !

 

 

 

 

  1. ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: