ยุติธรรมอยู่ที่ใจ(1)

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์ : piralv@yahoo.com

ตั้งใจจะเล่าเรื่องระบบศาลอเมริกัน หรือระบบลูกขุนมานานแล้วครับ ตัวเองก็เคย โดนสุ่มจับสลากให้รับหน้าที่ Jury Duty  ซึ่งเป็นหน้าที่ที่พลเมืองอเมริกันและแม้กระทั่งคนต่างด้าวที่มีใบทำงาน มีใบเขียว จะปฏิเสธไม่นำพาไม่ได้  ตามข้อบังคับของกฎหมาย ส่วนคนที่ได้รับจดหมายเพื่อ Jury Duty แต่จะไม่ทำหน้าที่นี้ก็ต้องมีเหตุผลให้เจ้าหน้าที่ของศาลทราบว่ามีข้อจำกัดหรือมีปัญหาส่วนตัวอะไรบ้าง

                 เรารู้กันว่า ในโลกนี้มีการใช้กระบวนการยุติธรรมอยู่ 2 ประเภท คือ Civil law หรือระบบที่อาศัยการตัดสินคดีตามความเห็นของตุลาการ(ผู้พิพากษา)ประจำแต่เพียงถ่ายเดียว กับ Common law หรือระบบลูกขุน ซึ่งอาศัยสามัญสำนึกหรือ Common sense ของคนธรรมดาทั่วไป ในการตัดสินคดี ผสมกับผู้พิพากษาประจำศาลที่เป็นแค่ตัวช่วยด้านกฎหมาย หรือที่มีความรู้เกี่ยวกับตัวบทกฎหมาย  หากความเห็นในบรรดาลูกขุนแตกต่างกัน ก็ต้องอาศัยการฉันทามติเพื่อให้สรุปผลการตัดสินคดีออกมาให้ได้

                น่าสนใจว่า ระบบ Common law ที่ว่า ทำให้ระบบยุติธรรมของอเมริกัน โปร่งใสมากขึ้นขนาดไหน โดยปราศจากอำนาจเบ็ดเสร็จอันยาวนาน(Absolute power)ของตุลาการ ต่างไปจากอีกระบบหนึ่ง ก็คือ Civil law 

                เผอิญสัปดาหนี้ ผมโชคดีที่คุณฉันฤทธิ์ วิโรจน์ศิริ  เพื่อนซึ่งอาศัยอยู่ในอเมริกามาหลายสิบปี อาสาเล่าประสบการณ์ของตัวเอง ถึงเรื่องราวของ Jury Duty นี้ให้ฟัง  คิดว่าจะเป็นประโยชน์กับเราๆคนไทยอยู่มากทีเดียว

                “ระบบคณะลูกขุนของอเมริกาคล้ายกับที่ใช้ในอังกฤษ ไอร์แลนด์ และคงมีอีกหลายประเทศที่ผมไม่รู้ เคยได้ยินว่าที่ศรีลังกา ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ก็มีคล้ายๆกัน ทุกคนในอเมริกาทั้งที่เป็น Citizen และ Resident (คือคนต่างด้าวที่มีใบเขียว Green Card ที่เข้ามาอยู่ในรัฐนั้นเป็นเวลาเกิน 1 ปี) มีหน้าที่ต้องไปเป็นคณะลูกขุนร่วมในการตัดสินคดีความของศาลท้องถิ่นที่ตนอาศัยอยู่ เรียกว่า Jury Duty โดยระบบจะสุ่มจากฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ที่เป็นอันเดียวกับของ DMV (Department of Vehicle) และส่งจดหมายเรียกตัว (Juror summons) มาทางไปรษณีย์ ซึ่งถือเป็นความผิดหากไม่ไปรายงานตัว แต่ก็มีข้อให้ขอยกเว้นผัดผ่อนหากไปร่วมทำหน้าที่ไม่ได้ เรื่องนี้คนไทยส่วนมากมักไม่ค่อยอยากไปทำหน้าที่ อาจเพราะกลัวเสียเวลาหรืออื่นๆ ก็มักจะใช้ข้ออ้างว่าภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง ต้องเดินทาง ป่วย ฯลฯ

                ครั้งแรกที่ได้รับหมายผมก็ไปรายงานตัวที่ศาลของ County เขาก็ให้ไปนั่งรอในห้องใหญ่ที่มีคนรอกันอยู่หลายคน พอได้เวลาเขาก็มาประกาศเรียกตัวคนที่ถูกสุ่มจากรายชื่อรอบแรกให้ไปทำหน้าที่ คนที่เหลือเขาก็ให้รอจนศาลเริ่มพิจารณาคดี ให้แน่ใจว่าไม่ขาดคน เพราะผู้พิพากษาและทนายทั้งสองฝ่ายอาจมีข้อขัดแย้งกันเรื่องตัวบุคคลของคณะ Jury เช่นคดีคนดำที่มีแต่ลูกขุนผิวขาว หรือตรงข้าม หรือเหตุอื่นๆ ที่บางครั้งอาจต้องเปลี่ยนกันหลายหนกว่าทุกฝ่ายจะพอใจ (โดยเฉพาะคดีสำคัญหรือคดีอาชญากรรมที่เป็นจุดสนใจของสังคม อย่างคดี OJ Simpsons และคดี Rodney King ซึ่งเริ่มถกเถียงกันหลายยกตั้งแต่การเลือกศาล เลือกผู้พิพากษา) เจ้าหน้าที่ก็จะสุ่มจากรายชื่อคนที่เหลือจนได้เรียบร้อยทุกศาลทุกคดีแล้ว ที่ยังเหลืออยู่ก็ถูกปล่อยกลับบ้าน ช่วงนี้อาจใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง ก็นั่งรอกันไป ครั้งหลังๆติดปัญหาเริ่มเดินทางมารับงานเมืองไทย และอยู่เมืองไทยนานเข้า เลยต้องขอยกเว้นแบบถาวรไป

 กฎหมาย Federal Law ไม่บังคับให้นายจ้างต้องจ่ายค่าตอบแทนของลูกจ้างที่ต้องไปทำหน้าที่ลูกขุน แต่ห้ามมิให้นายจ้างไล่ออก ข่มขู่หรือชักชวนให้ลูกจ้างขอยกเว้นหน้าที่ลูกขุนแบบถาวร ในบางรัฐอาจมีกฎหมายบังคับให้นายจ้างต้องจ่าย (เช่นเดียวกับในประเทศไอร์แลนด์) ที่แคลิฟอร์เนียไม่มีการบังคับเยี่ยงนี้ แต่รัฐมีเบี้ยเลี้ยงให้เป็นรายวันเรียกว่า Severance Pay ซึ่งโดยทั่วไปอาจให้ตั้งแต่ 12 – 50 เหรียญ (360-1500 บาทไทย) และยังให้เบิกค่าใช้จ่ายบางอย่างที่จำเป็น เช่น ค่าเดินทางค่าที่จอดรถและค่าจ้างคนเลี้ยงลูก และหากต้องถูกเก็บตัว (sequestered) เพื่อมิให้ลูกขุนถูกเบี่ยงเบนจากอิทธิพลภายนอกหรือทำข้อมูล”รั่ว”ในคดีสำคัญ ก็จะจ่ายค่าอาหารและที่พักให้จนกว่าคดีจะตัดสินเสร็จ  (จาก http://www.wisegeek.com/what-is-jury-duty-reimbursement.htm)

จำได้ว่าในคดี OJ Simpsons คณะลูกขุนถูกเก็บตัวกันเป็นเดือน ไม่ได้กลับบ้าน ไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์หรือดูทีวี เรียกว่าเกือบติดคุกกลายๆ ในกรณีที่คดีมีการพิจารณายืดเยื้อเป็นเวลานานก็อาจขอเบิกค่าสูญเสียรายได้ และรัฐอาจเพิ่มเบี้ยเลี้ยงให้เป็นวันละ 300 เหรียญ ลูกขุนในคดีศาลรัฐบาลกลาง (Federal Court) จะได้เบี้ยเลี้ยงวันละ 40 เหรียญ และเพิ่มเป็น 50 เหรียญ หากเกิน 10 วัน พนักงานในสังกัดรัฐบาลกลางได้เป็นเงินเดือนตามปรกติ ไม่มีเบี้ยเลี้ยง

(เขียนถึงตอนนี้แล้วเซ็งข้าราชการไทยที่เป็นกรรมการพิจารณาโครงการหรือตรวจการจ้างของบางหน่วยงาน ที่เรียกรับเบี้ยประชุมกันหน้าตาเฉย ทั้งที่เป็นงานตามหน้าที่ แถมต้องมีน้ำชากาแฟและอาหารกลางวันเลี้ยงอีก ไม่นับค่าจิ้มก้องและพาไปเลี้ยงดูปูเสื่อนอกสถานที่ถ้าไปต่างจังหวัด บางงานถึงกับต้องพาไปต่างประเทศอ้างว่าเพื่อดูงาน…เศร้าจริงๆ)

 คนมีรายได้ชั่วโมงละ 40-50 เหรียญ หรือแม้คนไทยทำงานจับกังได้ชั่วโมงละ 10-15 เหรียญ อาจเห็นว่าไม่คุ้มกับการเสียเวลาและพยายามหลีกเลี่ยง แต่คนอเมริกันทั่วไปมีความยินดีและภาคภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่ อย่างเจ้านายของผมเป็นสถาปนิกอาวุโสอพยพมาจากเยอรมันคนหนึ่ง อีกคนหนึ่งจากแคนาดาเป็นถึง CEO บริษัท รายได้ชั่วโมงละ 80 – 100 เหรียญถ้าได้หมายเรียกแกขมีขมันไปรอทำหน้าที่ที่ศาลเลยครับ ระหว่างรอเรียกตัวก็ทำงานไปพลางโทรสั่งงานติดต่อลูกค้าไป อวดกันได้อีกว่า “ตูมีเกียรติได้มารับใช้ชาตินะเว้ย” เขาก็ชื่นชมยินดีกัน ประเทศชาติเขาถึงเจริญรุ่งเรือง

 คณะลูกขุนทำหน้าที่กันอย่างไรผมไม่เคยเห็นของจริง แต่ประมวลจากข่าวสาร คือต้องฟังการพิจารณาคดีอย่างตั้งใจ แล้วก็ไปเข้าห้องประชุมเฉพาะเพื่ออภิปรายหาข้อสรุปกัน ของแคลิฟอร์เนียคณะลูกขุนมี 12 คน ก็ต้องเลือกคนหนึ่งเป็นประธานซึ่งไม่มีสิทธิโหวตให้ทำหน้าที่นำมติลูกขุนไปแจ้งต่อศาล

การลงมติของคณะลูกขุนต้องเป็นเอกฉันท์ ถ้าคดีมโนสาเร่ก็ง่ายหน่อย แต่บางคดีเคยได้ยินว่าอภิปรายกันหลายชั่วโมง ระหว่างอภิปรายจะมีจ่าศาล (Bailiff) คอยควบคุมไม่ให้หลบไปไหน (ฝรั่งเขาแค่เถียงกันตามเหตุผล ไม่ค่อยทะเลาะจนถึงขนาดชกหน้ากันแบบบางชนชาติหรอก) แม้แต่ไปห้องน้ำก็ต้องมีคนไปคุม ในคดีสำคัญที่มีการเก็บตัวลูกขุน ในเวลาพักแต่ละคนจะต้องอยู่แยกกัน ไม่ให้นำเรื่องคดีที่กำลังอภิปรายไปคุยถกกันเองหรือกับใครอื่น หรือโทรไปบอกคนข้างนอกแม้แต่ครอบครัว เพื่อให้ทุกคนใช้ความเห็นของตัวเองโดยไม่มีอิทธิพลใดมาเบี่ยงเบน อันนี้ตามหลักการนะครับ

 ประสบการณ์หนึ่งที่ผมประทับใจมากเป็นเรื่องคดีเยาวชน หลายปีมาแล้ววันหนึ่ง ลูกชายวัยรุ่นที่เรียนชั้นมัธยมอยู่ที่แคลิฟอร์เนียโทรศัพท์มาเล่าให้ฟังว่า แกกับเพื่อนกลุ่มหนึ่งชักชวนกันไปดูแข่ง Road Race ที่อีกเมืองหนึ่งห่างจากบ้านไปสัก 30 ไมล์ แล้วทุกคนถูกตำรวจท้องที่ล้อมจับตัวไป ถูกกักตัวสั่งสอนอยู่คืนหนึ่งถึงปล่อยตัว และทนายของเมือง (City Lawyer) ไม่พอใจมากกับคดีแบบนี้ ต้องการลงโทษสถานหนักกับทุกคนทั้งคนแข่งและคนดูให้เป็นเยี่ยงอย่างโดยเอาขึ้นศาลทั่วไปเลย

เพราะมันก็ค่อนข้างอันตรายอยู่เหมือนกัน อย่างในภาพยนตร์ Fast & Furious คงนึกภาพออก ที่สำคัญคือก่อกวนความสงบของชาวเมือง ทำให้เป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดี เดี๋ยวคนจะไม่มาลงทุนประกอบธุรกิจในเมืองอะไรทำนองนั้น แต่ทนายของอำเภอ (County Lawyer) เห็นว่าแรงไป ทั้งดูเป็นการล่วงล้ำอำนาจของอำเภอ จึงดึงเรื่องมาดำเนินการ โดยให้ไปขึ้นศาลเยาวชนของอำเภอ (County Juvenile Court) และกำหนดนัดวันพิจารณาในหนึ่งเดือน แต่ให้ไปรายงานตัวล่วงหน้า 1 สัปดาห์ ลูกชายขอให้ผมไปเป็นเพื่อนขึ้นศาลด้วย….”

 คงต้องไว้ต่อเรื่องราวของระบบศาลลูกขุน ของคุณฉันทฤทธิ์ กันคราวหน้าครับ

 

 

  1. ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: