อุปสรรคในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองไทย

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์ :piralv@yahoo.com

ในขณะที่สถานการณ์ความตกต่ำด้านเศรษฐกิจเกิดขึ้นทั่วโลกในเวลานี้นั้น การขวนขวายในเชิงนโยบายของรัฐเพื่อเร่งฟื้นฟูแก้ปัญหาที่รุมเร้าเหล่านี้จำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน  เหมือนกับที่หลายคนทราบกันดีคล้ายเป็นความรู้พื้นฐานไปแล้วว่า  ธุรกิจในหมวดการท่องเที่ยว จัดเป็นตัวจักรสำคัญยิ่งภายใต้กระบวนการ เสริม หรือทำให้เกิดรายได้กับคนในประเทศ

            และเหมือนเป็นที่ทราบกันดีเหมือนกันว่า  รายได้จากการท่องเที่ยว หรือเงินตราต่างประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยกลายเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลไทย เพราะสามารถหนุนเนื่องสถานการณ์เศรษฐกิจที่คับขันอย่างรวดเร็ว

เพียงแต่ตอนนี้  จุดเด่นของเมืองไทยจุดนี้ได้เลือนหายไปจากคนในวงรัฐบาล ภายใต้กระแสกลบทับการขัดแย้งของขั้วการเมืองในเมืองไทย ที่ดำเนินมานับเนื่องราวๆ 2-3 ปี ที่ผ่านมา

                ทำให้การกำกับนโยบาย และการสอดส่อง ไม่อยู่ในขั้นที่ควรจะเป็น  หน่วยงานหลายแห่งที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ต่างก็ปฏิบัติงานกันแบบตัวใครตัวมัน ไม่คล้องจองกัน

กษิต ภิรมย์

                นอกเหนือจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือท.ท.ท. ที่ดูแลรับผิดชอบโดยตรงแล้ว หน่วยงานส่งเสริมสนับสนุนบางแห่งก็มีส่วนสำคัญด้วย  ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของกระทรวงการต่างประเทศ ผ่านสถานทูต หรือสถานกงสุล  และหน่วยงานอย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผ่านสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือ ต.ม.

                ตอนนี้เหมือนต่างฝ่ายต่างปฏิบัติหน้าที่

                ความจริงแล้วในเรื่องนี้พวกนี้ หนึ่งในคนของรัฐบาลที่น่าจะรู้เรื่องดี  ก็คือ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งแม้ในฐานะที่เคยเป็นเอกอัครราชทูตไทย ประจำอเมริกามาก่อน

                แต่แม้นายกษิต จะรู้ก็ตาม แต่หากปราศจาก ความร่วมมือของนักการเมืองในส่วนอื่น ก็ย่อมไม่เกิดผลอะไรทั้งสิ้นเช่นกัน

                ดูเหมือนเมื่อสมัยรัฐบาลครั้งกระโน้น เคยมี นโยบาย “ทีมไทยแลนด์”  เน้นการประสานร่วมระหว่างหน่วยงานของรัฐที่อยู่ในต่างประเทศทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะหน่วยงานในอเมริกา เช่น หน่วยงานของกระทรวงการต่างประเทศ(สถานทูตและสถานกงสุล) หน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์(ศูนย์พานิชยกรรม) หน่วยงานของกระทรวงการคลัง(สนง.เศรษฐกิจการคลัง)  หน่วยงานในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ท.ท.ท.)เป็นต้น

                “ทีมไทยแลนด์”ล้มเหลว หายไปกับสายลมและความหนาวเหน็บในอเมริกา เป็นแค่คำโก้หรู เหมือนเดิม คือ หน่วยงานใครหน่วยงานมัน ต่างคนต่างทำหน้าที่

                ผมไม่ทราบว่าตัวเลขที่แท้จริงของคนไทยที่อาศัยอยู่ในอมริกา เป็นจำนวนมากเท่าใด (เพราะไม่เคยได้มีการศึกษาวิจัยอย่างจริงจัง)  แต่เท่าที่เห็นและสัมผัส คาดได้ว่ามีจำนวนมากมหาศาล รัฐบาลไม่ว่ายุคไหน ยังไม่เคยคิดจะใช้ประโยชน์อย่างจริงจังจากคนไทยในอเมริกา

                มีในส่วนของเอกชนบางรายเท่านั้น ที่รู้ค่าว่า คนไทยในอเมริกา มีพลัง โดยเฉพาะพลังในการบริโภคทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคในเชิงวัตถุ หรือการบริโภค อันเป็นองค์ความรู้ หรือในแง่ข่าวสาร

                เอกชนเหล่านี้ ได้ประโยชน์จากคนไทยในอเมริกา ไปนานแล้ว และกำลังดำเนินอยู่

                ส่วนการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งของคนไทยในอเมริกา ก็ยังไม่ทราบว่า ความเป็นจริงแล้ว ส่งผลหรือมีอิทธิพลของการเมืองในประเทศมากน้อยขนาดไหน

นี่ประการหนึ่ง

สถานกงสุลไทย ลอสแองเจลิส

อีกประการ คือ ในส่วนของอเมริกันชน การเกื้อหนุนในเรื่องการบริโภคสินค้าไทย ยังทำไม่เต็มที่ เอกชนหลายรายบ่นกันมาก นโยบายรัฐไม่เกื้อกูลต่อเรื่องนี้ พวกเขา(นักธุรกิจไทย)ต้องจัดการเรื่องการตลาดด้วยตัวเองแทบทั้งหมด ทั้งที่สินค้าไทยเองมีมาตรฐานอย่างยิ่ง

                 ทั้งเฉพาะอย่างยิ่ง ที่สำคัญมาก คือ ในส่วนของการท่องเที่ยว เท่าที่ได้ยินมา(จากอเมริกันและไทย-อเมริกัน) ปัญหาเรื่องระเบียบวีซ่า การเข้าเมืองที่ยังล้าหลัง ก็ยังเป็นข้อจำกัดอยู่มาก

                ตามปกติในปัจจุบัน หากเป็นการเดินท่องเที่ยว โดยไม่ต้องขออนุญาตจากสถานกงสุลไทยในอเมริกา ล่วงหน้า เจ้าหน้าที่ตม.ของไทยที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองจะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวอเมริกัน สามารถอยู่ในไทยได้เป็นเวลาไม่เกิน 30 วัน แต่หากยื่นเรื่องขออนุญาตล่วงหน้า สถานกงสุลจะอนุญาตให้อยู่ได้ไม่เดิน 60 วันหรือ 2 เดือน พร้อมกับผู้ยื่นต้องจ่ายค่าธรรมเนียม ซึ่งเป็นเรื่องปกติเหมือนกับหลายประเทศที่นิยมทำกันอย่างนี้

สำหรับหน่วยงานสถานกงสุลตามเมือง(ใหญ่)ต่างๆใน อเมริกา ในเรื่องนี้ทุกอย่างดูเหมือนปกติ..

                แต่อเมริกัน(รวมถึงไทย-อเมริกัน)ผู้ที่ต้องการเดินทางไปเมืองไทยหลายรายบ่นให้ฟังว่า ช่วงชั่วโมงการทำงานที่น้อยแค่ 2 ชั่วโมงครึ่ง(เช่น ที่สำนักงานกงสุลไทย นครลอสแองเจลิส-แอล.เอ.) ของเจ้าหน้าที่ในสถานกงสุล ทำให้พวกเขา ต้องเสียเวลา เสียเงิน ในเดินทางจากรัฐไกลๆ เพื่อมายื่นขอวีซ่า หากมาไม่ทันเวลาที่สถานกงสุลกำหนด

                แม้ว่า พวกเขาจะสามารถ ยื่นขอวีซ่าผ่านมาไปรษณีย์ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์  หากต้องการเร็วกว่านั้น ก็ต้องเดินทางไปติดต่อที่สถานกงสุลด้วยตัวเอง ในขณะที่การทำงานของเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับวีซ่าอยู่ในช่วงเวลาที่สั้นมาก หากเลยเวลาไปเล็กน้อย ก็ต้องรอวันถัดไป

อีกทั้งหากเป็นวันหยุดราชการของทั้ง 2 ประเทศก็ถือว่าซวยไป

เจ้าหน้าที่สถานกงสุลหยุดทำงานในวันหยุดราชการของอเมริกา และวันหยุดราชการของไทย หากจำเป็นต้องขอวีซ่าในช่วงนี้ ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ ต้องรอไปจนกว่าสนง.กงสุลจะเปิดทำการวันปกติ

                อย่างสนง.กงสุลที่แอล.เอ. เขตที่คนไทยอาศัยอยู่มากที่สุด ครอบคลุมพื้นที่รับผิดชอบถึง 11 รัฐ ในเขตตะวันตกของอเมริกา

                หากอเมริกันเดินทางเข้าเมืองไทย โดยไม่ยื่นขอวีซ่าที่สถานกงสุลไทย แน่นอนพวกเขาสามารถได้วีซ่าท่องเที่ยว 30 วัน จากต.ม.ที่ด่านที่เมืองไทย หากต้องการอยู่ต่อก็ต้องไปจ่ายค่าธรรมเนียมขออยู่ต่อกับสนง.ตม.(ก็ต่อให้ได้แค่ 7 วันอีก) ไม่ก็เดินทางออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อย่าลาว พม่า กัมพูชาหรือมาเลเซีย แล้วกลับเข้ามาใหม่

                อย่างเดินทางออกทางด้านกัมพูชา เมื่อกลับเข้ามาทางตม.ไทยให้เวลาแค่ 15 วัน ทางด้านชายแดนมาเลเซียหากเป็นเมื่อก่อนให้ 1 เดือน แต่ตอนนี้ได้แค่ 15 วันเช่นเดียวกัน

                ความจริงในส่วนของทางการมาเลเซีย กำหนดให้วีซ่ากับนักท่องเที่ยวอเมริกันถึง 2 หรือ 3 เดือนเสียด้วยซ้ำ ก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร สอดรับกับแผนการส่งเสริมการท่องเที่ยวของเขา ทางการเขาแยกได้ว่า นักท่องเที่ยวส่วนไหน ควรให้เข้า ไม่ให้เข้า ไปใช้จ่ายในประเทศ ทั้งไม่เก็บค่าธรรมเนียมอีกด้วย

                เมื่อมาดูของไทย ดูเหมือนการทำงานของต.ม. เป็นปฏิภาคกับนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่ต้องการนำเงินจากต่างประเทศเข้า

                หลักการให้วีซ่านั้น เหมือนไม่ต้องการให้นักท่องเที่ยวอยู่นาน ก็ไม่รู้จะส่งเสริมการท่องเที่ยว หรือว่าทำให้นักท่องเที่ยวรำคาญ เดินทางออกไปจ่ายเงินยังประเทศเพื่อนบ้านกันมากขึ้น

            อเมริกันส่วนใหญ่ เดินทางไปเมืองไทยด้วยวัตถุประสงค์เพื่อท่องเที่ยว ส่วนที่จะเดินทางเพื่อธุรกิจจริงๆนั้นมีน้อยมาก ยิ่งในยามเศรษฐกิจเป็นพิษเช่นเยามนี้

                ซึ่งเมื่อเปรียบลำดับความสำคัญ ระหว่างการท่องเที่ยวกับการกินอยู่ประจำวันแล้ว คงมองออกว่า อย่างไหนสำคัญกว่า

                หากรัฐปล่อยไว้เหมือนเดิม โดยไม่มี ไม่ทำ อะไรใหม่ ผมคิดว่าถึงมีสำนักงานททท.ไว้ที่อเมริกา ก็คงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรมากนัก…..

  1. #1 by Rin on มิถุนายน 9, 2011 - 4:56 am

    ใช่แล้วค่ะ ตอนนี้เดือดร้อนกันมากกับเรื่องวีซ่าที่ทางรัฐบาลกําหนดใหม่ เหมือนผลักดันให้นักท่องเที่ยวต้องเดินทางออกไปนอกประเทศ ไม่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเลย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: