องค์กรในฝัน

ช่วงที่ผ่านมาไม่นานนี้ ผมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความเห็นกับเพื่อนพ้องน้องพี่ ทั้งจากที่อเมริกาและเมืองไทย แน่นอนหลายคนมีประสบการณ์อันยาวนานกับการใช้ชีวิตในอเมริกามาค่อนชีวิต เห็นปัญหาและเห็นคำตอบหรือทางแก้ว่าจะต้องทำอย่างไร  ทุกคนเห็นตรงกันว่า สำคัญเหนือกว่าสิ่งอื่นใด คือ ทำอย่างไรประเทศไทยและคนไทยจะได้ประโยชน์จากอเมริกา(อเมริกัน) หรือได้ประโยชน์จากคนไทยที่อาศัยอยู่ในอเมริกา

เสวี เรืองตระกูล เจ้าของธุรกิจเฟรนไชส์ ร้านอาหารไทย ในเขตออร์เร้นจ์ เค้าน์ตี้ แคลิฟอร์เนีย หนึ่งในบรรดาเพื่อนๆที่เห็นความสำคัญของการจัดตั้งองค์กรเชื่อมไทย-อเมริกา

 
     นี่คือ ลำดับความสำคัญอย่างแรกที่ผมเห็นว่าน่าสนใจและควรกล่าวถึงอย่างยิ่ง ตราบเท่าที่อเมริกายังมีบทบาทเป็นประเทศมหาอำนาจในขณะนี้และในอนาคต  การแลกเปลี่ยนในด้านต่างๆระหว่าง 2 ประเทศ ก็มีความจำเป็นต้องดำเนินต่อไป

     แต่ทำอย่างไรเราคนไทยถึงจะได้ประโยชน์สูงสุดจากความสัมพันธ์ระหว่าง 3 ส่วนคือ ส่วนรัฐกับรัฐ  ส่วนประชาชนกับประชาชน และส่วนรัฐกับประชาชน
 
     เป็นสาเหตุทำให้กลุ่มมิตรสหายหลายคนของผมทั้งที่เมืองไทยและอเมริกาพยายามหาข้อสรุป ถึงรูปแบบวิธีการในการทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ เราเห็นเหมือนกันว่า  ยังไม่มีหน่วยงานหรือบุคคลใดทำหน้าที่ในด้านนี้อย่างเป็นรูปธรรมและจริงจัง มีแต่การพูดหรืออภิปรายกันมายาวนาน ไม่มีใครเริ่มต้นทำเสียที
 
     แนวคิดมีอยู่ว่า จำเป็นจะต้องมีองค์กรขึ้นมาองค์กรหนึ่ง จะเป็นในรูปแบบใดก็ตาม เพื่อทำหน้าที่ตอบสนองต่อ “ความเคลื่อนไหวและความเป็นไปในด้านต่างๆ”ทั้งเมืองไทยและที่อเมริกา
 
     ความเคลื่อนไหวและความเป็นไปในด้านต่างๆ หมายถึง ทุกๆด้าน  ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การศึกษาและวัฒนธรรม รวมทั้งงานเชิงความสัมพันธ์ในส่วนต่างๆ เช่น ด้านการทูต และงานด้านวิชาการแขนงต่างๆ ทั้งนี้ใช้ศักยภาพของคนไทยที่อยู่ในอเมริกาให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่ลืมว่า คนไทยทุกคนมีประโยชน์และสามารถสร้างคุณูปการกับประเทศชาติได้แทบทุกคนหากต้องการจะทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่เทคโนโลยีด้านการสื่อสารพัฒนาไปไกลเช่นปัจจุบัน นั่นเท่ากับทำให้ง่ายขึ้นไปอีก
 
    

ฉันทฤทธิ์ วิโรจน์ศิริ ทำธุรกิจร้านอาหาร ที่เมือง Redlands ซานเบอร์นาดิโน เค้าน์ตี้ แคลิฟอร์เนีย ปัจจุบันทำกิจกรรมและพำนักอยู่เมืองไทย หนึ่งในกลุ่มเพื่อนที่มีแนวคิดจัดทำองค์กรเช่นกัน

ปัญหาที่ผ่านมาและมีอยู่จนถึงบัดนี้ คือ เรายังไม่มีหน่วยงานหรือองค์ประชาชนที่สามารถทำงานด้านเครือข่ายคนไทยทั้ง 2 ฝั่ง ที่เป็นอิสระจากภาครัฐ 

     องค์กรที่ว่าจะมีกี่องค์กรก็ได้ เพียงแต่ตอนนี้เรายังไม่มีแม้แต่เพียงองค์กรเดียว ที่จะมาทำงานดังต่อไปนี้

     1. เสนอข้อคิดเห็นและผลักดันด้านนโยบายต่างๆต่อรัฐ(รัฐบาล,รัฐสภา) รวมทั้งนำเสนอเพิ่มเติม ต่อหน่วยงานของรัฐของทั้ง 2 ประเทศ

     2. ตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ภาครัฐของไทย ที่ทำงานอยู่ในอเมริกาว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยขนาดไหน

     3. ช่วยเหลือคนไทย ที่ตกระกำลำบากในอเมริกา  รวมถึงการให้ความช่วยเหลือด้านข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์กับการงานอาชีพและการใช้ชีวิตประจำวันของพวกเขา

     4. เป็นเวทีวิจารณ์ แลกเปลี่ยนข่าวสาร ความคิดเห็นระหว่างคนไทยด้วยกันและคนไทยกับคนอเมริกัน

     5. จัดกิจกรรมเสริมสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจระหว่างกันด้านต่างๆ ในทั้งสองประเทศ ในแต่ละระดับความสัมพันธ์ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรส่วนท้องถิ่นไทยกับองค์กรส่วนท้องถิ่นของอเมริกัน บ้านพี่เมืองน้อง(Sister City)  หรือระหว่างองค์กรรัฐสภาของทั้ง 2 ประเทศ เป็นต้น

     6. นำเสนอช่องทางเพื่อการศึกษาในประเด็นปัญหาต่างๆโดยทั่วไป และเฉพาะด้านอเมริกันศึกษา(การเมือง เศรษฐกิจ สังคม การศึกษาและวัฒนธรรมอเมริกัน) ให้เกิดความเข้าใจปรัชญาขั้นพื้นฐานการศึกษา จนสามารถเปรียบเทียบได้ว่าข้อไหนดี ควรรับหรือไม่ควรรับ

     7. เป็นช่องทางถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านต่างๆจากคนไทยหรือคนอเมริกันที่มีประสบการณ์ ถ่ายทอดให้กับคนไทยที่เมืองไทย

     8. จัดทำ ค้นคว้าและประมวลข้อมูลด้านต่างๆ  เกี่ยวกับไทย-อเมริกัน ให้เป็นระบบมากขึ้น ก่อนนำเสนอให้ส่วนงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนทั่วไปทราบ

     9. ใช้สื่อที่มีประสิทธิภาพ นำเสนองานหรือกิจกรรมขององค์กร ให้การรับรู้ดังกล่าวเป็นไปในระดับแนวนอน มิใช่แนวตั้ง มีการตอบโต้แสดงความคิดเห็นอย่างเสรีมากเท่าที่จะทำได้

     10. กระตุ้นและส่งเสริมนวัตกรรม ความรู้ใหม่ และความคิดริเริ่มสร้างสรร ในสาขาต่างๆให้กับคนไทยโดยเฉพาะเยาวชนไทยในประเทศ

     เห็นได้ว่าหากจะมีองค์กรเกิดขึ้นมาสักองค์หนึ่งอย่างเป็นทางการ(โดยระบบกฎหมาย) ก็จะสามารถช่วยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงานด้านต่างๆได้แทบทั้งหมดทั้ง 2 ประเทศ  หากให้ดียิ่งขึ้น ต้องเชื่อมไปถึงองค์กรต่างๆของคนไทยในอเมริกา เช่น สมาคมต่างๆของคนไทยในแต่ละรัฐ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างกว้างขวางครอบคลุมมากขึ้น
 
     ปัญหาในเวลานี้  คือ ต่างฝ่าย ต่างคนต่างทำ ทำให้ไม่เกิดผลกระทบได้กว้างขวางหรือเท่าที่ควร เช่น มีการวิพากษ์วิจารณ์การไปดูงานในอเมริกา ของข้าราชการหรือนักการเมืองว่า ใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย ไม่คุ้มกับการไปดูงาน เพราะจริงๆแล้ว ก็เหมือนเดินทางไปท่องเที่ยวนั่นเอง ไปดูงานที่ลอสแองเจลิส แต่กลับไปเล่นอยู่ในบ่อนที่ลาสเวกัส เรื่องทำนองนี้เป็นที่รับรู้กันทั่วไปและจับได้คาหนังคาเขาหลายต่อหลายครั้งในอเมริกา แต่ก็เหมือนการพูดกันปากต่อปาก ไม่หนักแน่นเท่ากับการตรวจสอบของคณะบุคคลหรือองค์กร หรือเครือข่าย สุดแล้วแต่จะตั้งชื่อกัน
 
     ตัวอย่างกรตรวจสอบที่สามารถทำได้สม่ำเสมอ หรืออย่างประจำ คือ การตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐไทยที่ถูกส่งมาจากกระทรวงต่างๆ เช่น กระทรวงการต่างประเทศ เป็นต้น ก็สามารถ ทำได้เป็นปกติอยู่แล้ว หากผ่านองค์กรที่ตั้งขึ้นอย่างที่ว่ามา การนำเสนอก็จะเป็นระบบ และเป็นกระบวนงานมากขึ้น การนำเสนอในนามกลุ่มย่อมมีพลังมากกว่า ดีกว่าการนำเสนอเป็นการส่วนตัว
 
     ในด้านการผลักดันนโยบาย อย่างเช่น การผลักดันเรื่องสิทธิคนไทยในต่างแดน ตั้งแต่สิทธิการเลือกตั้ง สิทธิด้านต่างๆในฐานะการเป็นคนไทยที่ทำงานในต่างประเทศ แล้วส่งเงินกลับเมืองไทย สร้างรายได้ให้เกิดกับประเทศปีละจำนวนมหาศาล  สิทธิพิเศษด้านการเข้าเมืองกรณีการกำหนดอายุวีซ่า(ทางการไทยให้วีซ่าในช่วงสั้น และมีขั้นตอนการรายงานตัวที่ยุ่งยากในการต่อวีซ่า) ในฐานะการเป็นคนไทย-อเมริกัน ซึ่งเมืองไทยจะได้ประโยชน์จากการเข้าไปใช้จ่าย ประโยชน์จากการให้และถ่ายทอดวิชาความรู้ให้กับคนไทยของคนไทย-อเมริกัน เหล่านี้ ขณะนี้กำลังเป็นปัญหา รอการผลักดันของบุคคลหรือหน่วยงานใดก็ได้  ผ่านรัฐบาลและรัฐสภาไทยเพื่อให้ออกกฎหมายผ่อนปรน นี่ก็จะเห็นได้ว่า การดำเนินการผ่านองค์กร ย่อมมีความสำคัญกว่า การดำเนินการเพียงคนเดียวเช่นกัน
 
     ในเรื่องการให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ตกทุกข์ได้ยากในอเมริกานั้น หลายกรณีหน่วยงานรัฐที่ทำหน้าที่ตามปกติไม่สามารถช่วยเหลือได้จากหลายๆปัญหา ขณะเดียวกันหากองค์กรที่ตั้งขึ้นนี้มีข้อมูล ก็สามารถประสานงานกับหน่วยงานของรัฐทั้งในอเมริกาและในเมืองไทยได้อีกด้วย
 
     บทบาท 10 ประการขององค์กร หรือเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องมีองค์กรเฉพาะด้านไทย-อเมริกัน ที่นำเสนอมาสามารถนำมาขยายได้ทั้งหมดทุกข้อ เหตุจากหลายๆปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาและยังดำรงอยู่จนถึงขณะนี้ นอกเหนือไปจากแนวทางการแก้ไขปัญหาอีกส่วนหนึ่ง ที่รวมไว้ด้วยแล้ว
 
     ทั้งหมดทั้งสิ้น การนำเสนอองค์ความรู้ด้านไทย-อเมริกัน ได้ชื่อว่าสำคัญที่สุด เนื่องจากจะทำให้คนที่ได้รับทราบเรื่องนี้ เกิดความเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร  รู้เท่าทันโลก สามารถมองทะลุปัญหา แก้ไขปัญหาด้วยตัวเองและพึ่งตนเองได้ในที่สุด
 
     คนไทยเก่งๆอยู่ในอเมริกา แม้ตอนนี้ก็กลับไปใช้ชีวิตที่เมืองไทยก็มาก ทำอย่างไร จึงจะดึงคนเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ให้ได้คุ้มค่า
 
     ผมอยากให้คิดเรื่องนี้กันต่อ..!

  1. ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: