สนิมเนื้อในกลไกรัฐ

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์ :piralv@yahoo.com

ดังที่ทราบกันดีว่า เวลานี้เศรษฐกิจโลกอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ อเมริกาและหลายประเทศอยู่ในขั้นบูรณาการ ตามแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตามกลไกและกระบวนการของการพยายามคงไว้ซึ่งระบบทุน 

แผนการณ์ของรัฐบาลนายบารัก โอบามา ถูกจับตามากที่สุดจากนานาประเทศทั่วโลก  เนื่องจากอเมริกาเป็นประเทศศูนย์กลางการบริโภคในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

ผ่านสื่ออเมริกันแทบทุกวัน นายโอบามาออกโรงพูดถึงนโยบาย ที่เขาเองหวัง จะช่วยให้คนอเมริกันที่กำลังตกงานเพิ่มขึ้นขณะนี้ ได้มีงานทำ  โดยเฉพาะผ่านโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการที่รัฐบาลของเขาอยู่ระหว่างการคิดจัดทำมันขึ้นมา

พร้อมนโยบายคืนเงินภาษี ด้วยจำนวนเงินซึ่งเป็นเบี้ยหัวแตก

สื่อและคนอเมริกัน รวมทั้งคนทั่วโลกกำลังเฝ้าดูปรากฏการณ์สะท้อนของนโยบายที่ว่าอย่างใจจ่อ เพราะนั่นหมายถึงชะตากรรมของอเมริกัน และผลต่อมวลประชาคมโลกอีกด้วย

แม้ในเวลาเดียวกันนี้ เริ่มมีเสียงวิจารณ์กันแล้วว่า บางกลุ่มธุรกิจของอเมริกันได้รับผลประโยชน์ไปเต็มๆ จากเค้กเงินก้อนใหญ่ที่คองเกรสเพิ่งอนุมัติ โดยเฉพาะในวงการการเงินที่โยงไปถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ตามแผนการณ์ช่วยเหลือคนมีบ้านและกำลังจะต้องเดินออก(Foreclosure)ที่นายโอบามาเพิ่งลงนามไปเมื่อไม่นาน ที่รัฐอริโซน่า

ถามว่า แล้วประเทศไทย คนไทย จะได้ประโยชน์อะไรจากแผนการณ์ของรัฐบาลโอบามา?(โดยผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรส)

รัฐบาลไทย ที่มี “กลไก”อันเปรียบเสมือนเป็นแขนขาอยู่มากมายทั้งในและนอกประเทศ ได้ทำอะไรอย่างจริงจัง ในช่วงนี้กันบ้าง  นอกเหนือไปจากถ้อยคำ “โอบามาร์ค” ที่สื่อนัยถึงความที่อิหลักอิเหลื่อให้เห็นตั้งแต่แรก ด้วยการหวังโหนหรือเกาะกระแสโลกไปกับเขาบ้าง

“กลไก”ที่หมายถึง บรรดาหน่วยงานราชการ และรัฐวิสาหกิจทั้งหลาย

รัฐบาลเปรียบเสมือนหัวใจ ที่ทำหน้าที่คอยปั๊มเลือดไปตามอวัยวะต่างๆของร่างกาย หมายถึงการเร่งอัดฉีดให้ทำงาน ไม่เฉื่อยชา เวลานี้ได้มีการประเมิน และกระตุ้นการทำงาน ของหน่วยงานเหล่านี้กันบ้างหรือไม่ หรือปล่อยให้เงินภาษีของคนไทย ต้องถูกใช้ไปแบบงั้นๆ

กี่หน่วยงานราชการจากเมืองไทย ขนคนมาดูงานที่อเมริกา เสมือนมาเที่ยว มาช๊อปปิ้ง มากันเป็นคันรถ แล้วได้อะไรกลับไปบ้าง นอกจากสินค้ายี่ห้อดังของอเมริกา

ในส่วนของการโปรโมทประเทศไทยเพื่อให้ฝรั่งรู้จัก ได้ก้าวล้ำเส้นไปถึงฟากฝั่งของอเมริกันชนมากเพียงพอ สมกับงบประมาณที่ได้รับมาให้จัดการหรือไม่

หนึ่งในหน่วยงานโปรโมทเมืองไทย อาทิเช่น ททท. หรือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่มาเปิดสำนักงานอยู่ในอเมริกานั้น โปรโมทกันอยู่แต่ในบรรดาคนไทย(ในอเมริกา) บางกลุ่ม ด้วยกันเท่านั้นล่ะหรือ?

คนที่ทำงานในด้านนี้เข้าใจถึงหัวอกหัวใจของอเมริกันมากน้อยขนาดไหน หรือถือว่ามานั่งในตำแหน่งเป็นการชั่วคราวไม่นาน ก็ย้ายกลับรังไปรับตำแหน่งใหญ่ขึ้นในททท.ต้นสังกัด

ในยามเศรษฐกิจมีปัญหา ต้องการเงินจากต่างประเทศเข้า อยากจะให้อเมริกันเดินทางไปเมืองไทยเพื่อเที่ยว หรือจับจ่ายซื้อสินค้าไทย แต่การวางแผนหรือกำหนดนโยบายในเชิงการเอื้ออำนวยความสะดวกยังไม่ค่อยเห็นมี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบวีซ่าเข้าออกหรือระบบรีเอ็นทรี การอำนวยความสะดวกในการเดินทาง และโดยเฉพาะระบบการรักษาความปลอดภัยเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว

กรณีวีซ่า บางประเทศเพื่อนบ้านของไทย อย่างเช่น เวียดนาม ให้วีซ่ายาว(หากจำไม่ผิดระยะเวลา 3 ปี) กับคนอเมริกันเชื้อชาติเวียดนาม ที่เข้าไปท่องเที่ยว หรือลงทุนในประเทศ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ในแง่ของการดึงเงินจากต่างประเทศเข้า ที่สำคัญ คือ ดึงสมองกลับประเทศ

ในเรื่องความปลอดภัย เวลานี้เมืองไทยในสายตาฝรั่งอเมริกัน ยังไม่ใช่ประเทศทีการันตีได้ในเรื่องของความปลอดภัย นี่เป็นเรื่องนักท่องเที่ยวกล่าวขวัญถึง “การประท้วงทางการเมืองที่เกินขอบเขต จนกระทั่งกระทบกับสิทธิ และผลประโยชน์ของนักท่องเที่ยว”(ที่ไม่รู้เรื่องด้วย)

หมายถึงรัฐไร้ประสิทธิภาพในการดูแลเรื่องระบบความปลอดภัย ที่เชื่อมโยงไปถึงการผันเปลี่ยนตารางเวลาของนักท่องเที่ยวแต่ละคนอย่างกะทันหัน

นอกจากนี้ หน่วยงานแต่ละแห่งของไทยที่เกี่ยวข้องกับงานท่องเที่ยว ยังเหมือนต่างฝ่ายต่างทำงาน ทั้งตม. (ตำรวจ)  กระทรวงการต่างประเทศ (สถานทูต สถานกงสุล) รวมกระทั่งททท.

“ทีมไทยแลนด์” ก็เลยมีแต่ชื่อไว้เรียกกันอย่างสวยหรูเท่านั้น

มองย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน สายการบิน อย่างบริษัทการบินไทย ที่รัฐไทยเป็นเจ้าของใหญ่ก็เข้ามามีเอี่ยวด้วย ด้วยระบบกึ่งบังคับแบบผูกขาด คือ จะให้การบินไทยเป็นช่องขนนักท่องเที่ยวไปเมืองไทย ขณะที่การบินไทยแข่งขันเรื่องราคากับสายการบินอื่นไม่ได้  เพราะอัตราค่าโดยสารที่สูงกว่า(แม้ถึงกระทั่งตอนนี้ โดยอ้างว่า บินตรงจากแอล.เอ. และนิวยอร์ค)

ต่อมาปัญหานี้ได้ค่อยๆคลี่คลายไป หน่วยงานของรัฐบาลไทย เริ่มมองเห็นถึงประตูหลายบานที่เปิดผ่านสายการบินอื่นๆ แต่ขอให้เป็นจุดหมายเดียว คือ ประเทศไทย

หมายถึงว่า นักท่องเที่ยวจะเลือกใช้บริการสายการบินใดก็ได้ แต่ขอให้ไปลงที่ไทย ไม่จำกัดว่าต้องเดินทางไปกับการบินไทยเท่านั้น เพราะเมื่อมองโดยภาพรวมของรายได้ที่จะได้รับแล้วมีมากว่า การโปรโมทผ่านการบินไทยแต่เพียงสายการบินเดียว

ในปี 2552 ททท.ตั้งเป้าตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศไว้ที่ 16.5 ล้านคน ขณะที่ในปี 2551 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติไปไทยจำนวนประมาณ 14.5-15 ล้านคน ซึ่งหากไม่มีการจัดการที่ดีพอก็แค่เป็นข้อมูลที่คุยกันบนโต๊ะ

ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่พูดกันมักต้องเป็น”เชิงบวก”เสมอ…

และนี่เป็นข้อมูลจากสำนักงานททท.ลอสแองเจลิส ที่ได้บอกแจง มานับแต่ช่วงก่อนสิ้นปี 2551 รวมทั้งแผนการณ์ที่ระบุว่า โปรโมท “เมืองไทย”ผ่านร้านอาหารไทยบางร้านในอเมริกา

 ก่อนจะกลายเป็นการโปรโมท“คนไทยบางกลุ่ม”ในอเมริกาไปในเวลาเดียวกัน ด้วยเงินภาษีคนไทย จากประเทศไทย…

  1. ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: