นักการเมืองในฝัก

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์ : piralv@yahoo.com 

ไม่น่าแปลกอะไรอีกต่อไปกับคำว่า “ประชาพิจารณ์” หรือ Public Hearing ในเมืองไทย มีการพูดกันแพร่หลายมานานหลายปี เป็นที่เข้าใจกันในความหมายว่า เป็นการรับฟังความเห็นจากสาธารณะ หรือพูดแบบง่ายๆ คือ รับฟังความเห็นจากชาวบ้าน ชาวเมือง ในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับส่วนรวม

                ในวิชาการรัฐศาตร์ มีคำว่า “นโยบายสาธารณะ” (Public policy) ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับฝ่ายการเมือง ที่เป็นฝ่ายกำหนดและควบคุมนโยบายของรัฐ  อย่างเป็นรูปธรรม หมายถึงนักการเมืองที่เข้าไปทำหน้าที่จัดการบริหารด้านนโยบายสาธารณะโดยผ่านตัวกฎหมาย(แต่ประเภท)ตามกลไกของแต่ละรัฐ หรือแต่ละประเทศ ที่เรียกตัวเองว่า ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย

                ในอเมริกา มีระบบงานของสภาคองเกรส จัดขึ้นเพื่อทำหน้าที่ประชาพิจารณ์โดยตรงเรียกว่า United States congressional hearing หมายถึงกรรมาธิการของสภาแต่ชุดมีหน้าที่ต้องไปดำเนินการประชาพิจารณ์ต่อตัวบทกฎหมายที่จะออกมา หรือรับนำประเด็นที่เป็นข้อเสนอของสาธารณะกลับสู่การพิจารณาของกรรมาธิการชุดที่เกี่ยวข้องก่อนนำเสนอเพื่ออนุมัติออกเป็นนโยบาย หรือเป็นกฎหมายจากสภาฯ ตามกระบวนการของกฎหมายสูงสุด นั่นคือ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ได้กำหนดไว้

                นี้ขอให้เข้าใจว่า กระบวนการบริหารจัดการด้านนโยบายสาธาณะของอเมริกานั้น มี 2 ฝ่ายทำหน้าที่อยู่ คือ ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร ซึ่งปัจจุบัน มีรัฐบาลประธานาธิบดี บารัก โอบามา ทำหน้าที่นี้อยู่ 

อย่างไรก็ตามการตัดสินใจต่อประเด็นสาธารณะสำคัญๆ แม้ถูกนำเสนอโดยฝ่ายบริหาร แต่ก็ต้องผ่านฝ่ายนิติบัญญัติอยู่ดี เรียกว่า ทั้ง 2 ฝ่าย ต้องเห็นพ้องกัน นโยบายสาธารณะ จึงจะคลอดออกมาได้

กระนั้นก็ตาม เมื่อเทียบสัดส่วนของการให้ความสำคัญต่อ “การกำหนดนโนบายสาธารณะ” ของอเมริกาแล้ว แลน้ำหนักย่อมไปตกอยู่กับฝ่ายนิติบัญญัติ (คองเกรส) เห็นได้จาก กรณีที่แม้ประธานาธิบดีใช้สิทธิ์ วีโต้(Veto) หรือยับยั้งกฎหมายที่เสนอโดยคองเกรสก็ตาม แต่หากสมาชิกคองเกรส จำนวน สองในสาม ของทั้งสองสภา ยืนยันในร่างกฎหมายฉบับเดิม กฎหมายนี้ก็ยังสามารถมีผลหรือสามารถออกมาได้ นั่นคือกระบวนการที่เรียกกันว่า โอเวอร์ไรด์ (Override) แม้ไม่บ่อยครั้งที่เราจะเห็นการขัดแย้งในทำนองนี้เกิดขึ้น

ทั้งนี้เนื่องจากในระบบการเมืองอเมริกันมักมีการประสานผลประโยชน์ หรือรอมชอม ซึ่งหมายถึงการล็อบบี้ หารือ กันระหว่าง 2 อำนาจ ก่อนหน้าการโหวตหรือลงมติ โดยสืบเนื่องจากผลการประชาพิจารณ์ ในหลายๆรูปแบบ ที่มีก่อนหน้าการโหวตนั้นเอง

ต้องยอมรับว่า ผลพวงจากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร โดยเฉพาะระบบอินเตอร์เน็ตหรือ ออนไลน์ ทำให้กระบวนการทำประชาพิจารณ์ เป็นไปอย่างรวดเร็วและประหยัดมากขึ้น โดยเฉพาะในอเมริกาที่บุคคล องค์กร และครอบครัวมีเครื่องคอมพิวเตอร์กับแทบถ้วนหน้า ทำให้เสียงสะท้อนกลับ และเสียงนำเสนอต่อประเด็นต่างๆเป็นไปอย่างรวดเร็ว จนก่อให้เกิดกระแสการต่อต้าน หรือเห็นด้วยต่อประเด็นเนั้นๆกระจายออกไปในเวลาไม่นานนัก

                สืบเนื่องจากกระบวนการทางวัฒนธรรมอเมริกัน และเทคโนโลยี ผมขอแบ่งการทำประชาพิจารณ์ ในอเมริกาจากประสบการณ์ของตนเองที่เห็นจากอดีตจนถึงปัจจุบันในช่วงระยะเวลา 10 กว่าปีมานี้ เห็นได้ว่า มีอยู่ 2 แนว  คือ แนวเสนอ –สนอง ย้อนลง และ แนวเสนอ-สนอง ย้อนขึ้น

                แนวเสนอ-สนอง ย้อนลง ก็เหมือนดังที่กล่าวมาข้างต้น คือ จากบนลงข้างล่าง อย่างเช่น คองเกรส    หรือ รัฐบาล มีประเด็นด้านนโยบายที่จะต้องตัดสินใจ ก็จะเปิดเวทีประชาพิจารณ์โดยผ่านหน่วยงานต่างๆ ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ

หน่วยงานที่เป็นทางการก็อย่างเช่น หน่วยงานคองเกรสเองโดยตรง ไม่ก็สถาบันด้านวิชาการ สถาบันวิจัยด้านต่างๆ ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากทั่วประเทศ   ส่วนหน่วยงานที่ไม่เป็นทางการก็อย่างเช่น การทำประชาพิจารณ์ผ่าน“สื่อ”ประเภทต่างๆเป็นต้น เพราะสื่อเองเป็นตัวสะท้อนความคิดเห็นของภาคประชาชนอยู่แล้วด้วย

สำหรับอีกแนว คือ แนวเสนอ-สนอง ย้อนขึ้น ส่วนตัวแล้วผมเห็นว่า สำคัญต่อกระบวนการทำประชาพิจารณ์ในอเมริกาอย่างมาก คือ การนำเสนอประเด็นจากข้างล่างของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ขึ้นสู่การพิจารณาในระดับนโยบาย โดยมีภาพให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ อย่างง่ายๆ คือ การเข้าไปร่วมรับฟังความเห็นหรือข้อเสนอของกลุ่มต่างๆของสมาชิกสภาคองเกรส ทั้งสมาชิกในส่วนกลาง(ประเทศ) และระดับท้องถิ่น ก่อนที่สมาชิกคองเกรสเหล่านั้นจะนำประเด็นเข้าสู่การพิจารณาในสภา หรือแม้กระทั่งนำไปประชาพิจารณ์ต่อประชาชนกลุ่มอื่นๆ อีกครั้ง

ความน่าสนใจของแนวที่สอง ด้วยเหตุที่ส่วนใหญ่เวทีของการทำประชาพิจารณ์ในหลายๆประเทศ(ที่อ้างประชาธิปไตย) ประเด็นหรือเรื่องที่เข้าสู่กระบวนการของการฟังความคิดเห็น ถูกนำเสนอจากระดับบน ไม่ว่าจะเป็นจากฝ่ายที่มาจากสภา หรือฝ่ายรัฐบาลเสียมากกว่า พูดอีกนัยหนึ่งคือ ฝ่ายที่อยู่ข้างบนเป็นผู้ออกแบบความคิดด้านนโยบายสาธารณะ แล้วเสนอลงมาให้ประชาได้พิจารณ์กัน เสมือนดัง ประเด็นแนวคิดนั้นเป็นสิ่งจำเป็นอันดับต้นๆ ต่อการผ่านไปสู่การกำหนดออกมาเป็นนโยบาย(กฎหมาย หรือกฎเกณฑ์สาธารณะ)

ขอให้นึกคำว่า “การจัดลำดับ” ที่หมายถึงการให้ความสำคัญ หนึ่ง สอง สาม  ต่อประเด็นปัญหาสาธารณะ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ระหว่างผู้ที่อยู่ข้างบน กับประชาชนที่อยู่ด้านล่าง ย่อมกำหนดลำดับความสำคัญของประเด็นปัญหาไม่เหมือนกัน

หากว่ากันโดยแท้จริงแล้ว แม้แต่นักการเมือง หรือตัวแทนของประชาชนที่เข้าไปตามระบบ ย่อมให้ความสำคัญกับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถานะของตัวเองก่อนอื่น เหมือนดังที่นักการเมืองบางประเทศกำลังตั้งหน้าตั้งตา นำเสนอประเด็น “สถานะ” ของตัวเองกันอย่างขะมักเขม้น อยู่ในเวลานี้

คำถามจึงมีอยู่ว่า เวทีพิจารณ์สาธารณะ นั้นถูกใช้เพื่อนำเสนอประเด็นจากข้างบนลงสู่ข้างแต่เพียงทางเดียว ล่ะหรือ?

และทำไม เสียงสะท้อนจากข้างล่าง(ประชาชน ,รากหญ้า หรือคำใดเหนือไปจากนี้ก็ตาม) จึงได้รับการใส่ใจรับฟังน้อย?

โดยระบบและวัฒนธรรมอเมริกัน ที่อาศัยทั้ง 2 แนว ในการพิจารณ์นโยบายระดับท้องถิ่นและระดับชาติ โดยฐานทางด้านเทคโนโลยีการสื่อสารในปัจจุบัน ยังความลงตัวให้เกิดขึ้นในการเสนอและการสนอง อย่างถูกต้อง ตรงจุด ในบริบทแห่งเวทีสาธารณะ

จนเมื่อมองกลับไปยังเวทีในประเทศไทย แม้เทคโนโลยีการสื่อสารของไทยจะไม่วิวัฒน์ไปมากเท่าอเมริกา แต่ก็เชื่อว่า หาได้ทิ้งห่างกันมากมายแต่อย่างใดไม่

ที่ห่างนั้น เห็นจะเป็นเวทีที่เปิดให้มีแต่นักการเมืองพูดและนำเสนอประเด็นสาธารณะต่างๆ แต่เพียงข้างเดียว ประชาชนผู้ฟังได้แต่ยืนมองดูตาปริบๆ   

                มิหนำซ้ำ บางครั้งยังโดนกลบทับด้วยเสียงของ “นักวิชาการ” ผู้คงแก่เรียน จบเมืองนอกเมืองนา แลมีดีกรีสูง

                ทำไม ? เวทีประชาธิปไตย ถึงได้มีกระบวนการอัน ซับซ้อน ยุ่งมาก เต็มไปด้วย พลอักษร ศัพท์เทคนิคทางวิชาการ เกินไปกว่าวัฒนธรรมและวิถีชาวบ้าน

ทั้งที่เวทีพิจารณ์สาธารณะ ควรเน้นรูปแบบเรียบง่ายในทุกๆส่วน มุ่งสนองเจตจำนงค์ของแต่ละกลุ่มผลประโยชน์ ในแต่ละภาคส่วนของชุมชน เป็นหลัก

ที่เห็นในอเมริกานั้น มันง่าย แค่กลุ่ม(ผลประโยชน์)พิจารณ์ประเด็น แล้วนำเสนอต่อตัวแทนของพวกเขา หลังจากนั้นแปลงข้อเสนอเป็นญัตติ ก่อนนำเข้าสภา

แน่นอนล่ะ ในกระบวนการดังกล่าวนี้ ย่อมมีการหารือ ล็อบบี้ ระหว่างกันและกันไปด้วยว่า ใครเป็นฝ่ายได้ผลประโยชน์มาก หรือใครเป็นฝ่ายต้องสูญเสียผลประโยชน์ อันถือเป็นเรื่องธรรมดาในระบอบ

                ในเมืองไทยนั้น น่าเสียดายต่อจำนวนเงินอันมหาศาล ที่รัฐใช้จัดทำ “โครงการไทยเข้มแข็ง” หากเพียงแค่ปูฐาน หรือวาง “โครงสร้างพื้นฐานระบบประชาพิจารณ์”ให้กับภาคประชาชน หรือภาคชุมชนบ้างก็น่าจะดี

                ทั้งที่ “อินเตอร์เน็ตชุมชน” หรือ “อินเตอร์เน็ตสาธารณะ” ก่อให้เกิดความรู้ และการสื่อสารเสนอ-สนองบน-ล่าง ล่าง-บน อย่างทันท่วงที

                เพราะผมไม่เชื่อว่า ประเด็นที่นักการเมืองและแม้กระทั่งอดีตนักการเมืองนำเสนอทั้งหมด จะสนองต่อความต้องของประชาชนได้ตรง เร็ว ตามความต้องการและตามลำดับความต้องการจริงๆ

                ได้เป็น ได้ตำแหน่งกันขึ้นมา ก็เริ่มออกอาการเข้าฝักกันซะงั้น….

Advertisements
  1. ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: