อุบัติการณ์เงินเฟ้อระลอกใหม่

พีร์  พงศ์พิพัฒนพันธุ์ : piralv@yahoo.com  

กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตาจากหลายรัฐบาลประเทศต่างๆทั่วโลกในขณะนี้ กรณีการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ ไม่ว่าจะเป็นในประเทศเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังเติบโตสูงสุดอย่างจีน อินเดีย  โดยเฉพาะประเทศที่กุมสัดส่วนการถือครอง แลกเปลี่ยนสินค้าในตลาดโลกมากที่สุดอย่างอเมริกา รวมถึงประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป หรืออียู

                หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง ได้แก่ธนาคารกลาง ของประเทศเล่านี้ ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวล ต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจโลก จากการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อที่จะเพิ่มขึ้น  ในช่วงไม่นานหลังจากนี้

                หมายถึงว่า ราคาสินค้าในหลายๆหมวดหมู่การบริโภค จะมีราคาเพิ่มสูงขึ้น และผลกระทบดังกล่าวนี้จะเชื่อมไปถึงภาวะเศรษฐกิจของโลกโดยรวมด้วย

ประเทศไทยเอง ก็ใช่ว่ารอดพ้น หากไม่มีการเตรียมตัวตั้งรับให้ดีๆในยามนี้

ผมเชื่อว่าคนไทยหลายคนรู้สึกได้แทบทุกคน ราคาของสินค้าอุปโภคบริโภคในปัจจุบัน เมื่อเทียบกับราคาในเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเพิ่งผ่านมาไม่นานนัก สินค้าหลายตัวมีการปรับขึ้นราคา แม้ว่ารัฐบาลจะระบุว่า เป็นสินค้าที่อยู่ในรายการหรือบัญชีสินค้าควบคุมราคาก็ตาม

                ก็วิธีการควบคุมราคาที่รัฐบาลไทยใช้อยู่นี้ ฤาจะสู้ฤทธิ์เดชของระบบกลไกการตลาดได้ รัฐสามารถควบคุม บังคับ ดูแลราคาได้ในระยะสั้นเท่านั้น หากแต่ในระยะยาวแล้ว ไม่น่าจะง่ายนัก อั้นไม่อยู่แน่

 เมื่ออั้นไม่อยู่ก็จะส่งผลต่อ ดัชนีผู้บริโภคในประเทศ หรือ เงินเฟ้อนั่นเอง  

หากสังเกตก็จะเห็นว่า เป็นไปถึงขนาดที่ว่า ผู้ฝากเงินไว้กับธนาคารต่างๆ สามารถขาดทุนจากการฝากได้ หากว่าออมไว้นานๆ เพราะอัตราดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนโตไม่เท่าอัตราเงินเฟ้อ

ลองคิดดู สมมติว่า ปีนี้ คุณซื้อก๋วยเตี๋ยวชามละ 35 บาท แต่ปีหน้าก๋วยเตี๋ยวขึ้นราคาเป็นชามละ 40 บาท ก็เท่ากับคนกินต้องเพิ่มเงินในการซื้อ ขณะที่ปริมาณสินค้าที่ได้รับเท่าเดิม แสดงว่าค่าของเงินต่อสินค้าได้ลดลง คุณต้องจ่ายเงินซื้อสินค้าในราคาที่เพิ่มสูงขึ้น จึงเท่ากับเงินที่เก็บ(ออม)ไว้นิ่งๆเฉยๆในแบงก์ มีค่าลดลงไปโดยเจ้าของเงินไม่รู้ตัว แสดงว่าคุณขาดทุนจากการออมเงินลักษณะนี้

จึงเป็นหน้าที่สำคัญของหน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเอาใจใส่ อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็น แบงก์ชาติ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใดๆ

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คาดกันว่า อัตราเงินเฟ้อของหลายประเทศที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกจะเพิ่มสูงขึ้น(ขณะนี้ก็มีดัชนีชี้วัดหรือที่เรียกกันว่าดัชนีผู้บริโภคออกมาแล้ว )อย่างเช่นการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันโลก การใช้จ่ายเงินประมาณ เพื่อการลงทุนในด้านต่างๆของรัฐบาลอเมริกัน และรัฐบาลจีน เป็นต้น

หมายถึงว่า จะมีเม็ดเงินจำนวนหนึ่งกระจายไปทั่วโลกจาก 2 ประเทศที่ว่า

กล่าวสำหรับจีนนั้น  กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิดจากหน่วยงานของรัฐบาลอเมริกัน ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องทางด้านเศรษฐกิจ ด้วยเหตุว่า อัตราการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจของจีนในปีนี้และปีที่ผ่านมา โตแบบพรวดพราด จนน่าเป็นห่วง ต่อการที่จะเกิดฟองสบู่แตก

อัตราเงินเฟ้อของจีน เมือเดือนมีนาคมที่ผ่านมาพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 5.4 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าโตเร็วมาก เมื่อเทียบกับอัตรา 4.9 เปอร์เซ็นต์ ในเดือนก่อนหน้านี้  เพิ่มขึ้นเร็วสุดนับแต่เดือนกรกฏาคม ปี 2008 เป็นต้นมา  พอๆกับอินเดียที่ประสบปัญหาเดียวกันนี้ เมื่อดูจากตัววัดอย่างหนึ่ง คือ ดัชนีราคาขายส่งรอบปี (Wholesale  Price Index) ที่พุ่งขึ้นจาก 8.36 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มาอยู่ที่ 8.98 เปอร์เซ็นต์ ประเด็นนี้ นาย Ashutosh Datar นักเศรษฐศาตร์แห่ง IIFL แห่งเมืองมุมไบถึงกับบอกว่า การใช้มาตรการด้านการเงินที่เข้มข้นหลีกเลี่ยงไม่ได้เสียแล้ว

ในส่วนของทุนจากเมืองจีนจำนวนมหาศาลนั้น เวลานี้ได้ทะลักออกไปต่างประเทศ โดยเฉพาะมายังฝั่งอเมริกา และอีกหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย

นอกเหนือไปจากค่าแรง(งาน) ในจีนเองเวลานี้ ได้ปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ถึงกับทำให้ถูกเพ่งมองและทำนายกันในหมุ่นักลงทุนอเมริกันว่า ในอีกไม่เกินปีสองปี หรือในไม่ช้านี้ จีนแทบจะไม่เหลือเงื่อนไขที่เหมาะสมต่อการลงทุนจากต่างประเทศอีกต่อไป

หมายถึง ในส่วนของจีนเองก็จะขยายการลงทุน ออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง และประเทศต่างๆทั่วโลก

การเพิ่มขึ้นของค่าแรงในจีน ยังทำให้รัฐบาลจีนเอง หันมาปรับนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ เปลี่ยนจากการพึ่งรายได้จากการส่งสินค้าออก มาเป็นการผลิตเพื่อสนองต่อการบริโภคในประเทศมากขึ้น แทนที่จะต้องพึ่งตลาดอเมริกันเป็นส่วนใหญ่เหมือนในอดีตที่ผ่านมาตลอดถึงตอนนี้ ทั้งกำหนดยุทธศาตร์ใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจ โยกเงินออกไปลงทุนนอกประเทศมากขึ้น

นำไปสู่ประเด็นที่นักเศรษฐศาตร์อเมริกันหลายคนกำลังวิเคราะห์กันว่า จะเกิดอะไรขึ้นในทศวรรษหน้า หากฐานของค่าแรงในจีนและอินเดีย เริ่มปรับสูงขึ้นมาใกล้เคียงกับมาตรฐานของ “ประเทศกลุ่มจี”ทั้งหลาย ทั้งเมื่อเทียบจากฐานอัตราแลกเปลี่ยนแล้วด้วย

รายงานการวิเคราะห์บางส่วนถูกตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัล เมื่อราวๆช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผู้เขียนซึ่งเป็นชาวอังกฤษ มองว่านี่จะเป็นปัญหาให้ต้องขบคิดกันว่าเศรษฐกิจของโลกจะเปลี่ยนแปลงไปถึงไหน

แต่เขาก็ยังเห็นว่า อเมริกาจะยังคงมีบทบาทนำในประชาคมโลกต่อไปอีกนาน เนื่องจากความพร้อมด้านโครงสร้างด้านเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม ขณะที่จีน ยังต้องพัฒนาในหลายๆด้านอยู่อีกมาก (ทั้งๆที่ตอนนี้ดูเหมือนจีนจะก้าวรุดหน้าไปมากแล้วก็ตาม)

 ผู้เขียนคนเดียวกันมองว่า พอเอาเข้าจริงๆแล้ว จีนมียังมีจุดอ่อนในการพัฒนาประเทศหลายประการ อย่างเช่น  ส่วนต่างของรายได้ของคนในประเทศ ปัญหาในการควบคุม หรือเปิดโอกาสให้กับประชาชน ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง ที่หมายถึง การเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบทุนอย่างเข้มข้นมากขึ้น ล้วนเป็นประเด็นท้าทายรัฐบาลและพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นอย่างยิ่ง

ส่วนปัญหาเฉพาะหน้า เกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก นักวิเคราะห์อเมริกันหลายเห็นว่า จีนมีความเสี่ยงอยู่พอสมควร ต่อการที่จะเกิดเหตุการณ์ฟองสบู่แตก หากว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางด้านเศรษฐกิจตอนนี้ไม่วางแผนป้องกันเสียแต่เนิ่นๆ และแน่นอนที่สุด การป้องที่ว่า ต้องอาศัยความร่วมมือจากฝ่ายอเมริกัน

ปัญหายิ่งซับซ้อนขึ้น เมื่อมีการมองว่า เวลานี้จีนกับอเมริกาได้จับมือกันในบางด้าน เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจร่วมกัน แม้กระทั่งในเรื่องการพยายามทำให้ราคาน้ำมันของโลกลดลง เรื่องนี้สองประเทศต้องรับเคราะห์ไปเต็มๆ เพราะเป็นประเทศที่ใช้น้ำมันเพื่อการอุตสาหกรรม การขนส่งและด้านอื่นๆ สูงที่สุดในโลก  

นักวิเคราะห์อเมริกันบางรายมองว่า อเมริกากับจีนกำลังเล่นเกมอะไรบางอย่างเพื่อตบตาคนทั้งโลก

ขณะที่เมื่อมองไปยังกลุ่มอียูตอนนี้ หลายๆประเทศ อยู่ในอาการ เหมือนคนไข้หนัก ไม่ว่าจะเป็น กรีซ โปรตุเกส สเปน หรือแม้แต่ฟินแลนด์ สถานการณ์หนี้สินเกินพิกัดที่จะใช้คืน ยังน่าหวาดวิตก และอาจลุกลามบานปลายไปยังประเทศอื่นๆอีกด้วยซ้ำ เพราะสถาบันการเงินต่างๆในยุโรปนั้น ถึงกันหมด

นาย  Nout Wellink กรรมการของธนาคารกลางยุโรป (ECB)  ซึ่งกำลังเป็นว่าที่ผู้ว่าการธนาคารกลางคนใหม่ได้ระบุเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อของยุโรปว่า แม้ระยะปานกลางไม่น่าเป็นห่วง แต่สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดขณะนี้ก็คือ การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อเดือนต่อเดือน ที่ยังไม่สามารถหยุดยั้งได้ แม้ว่าธนาคารกลางฯ ได้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปเมื่อต้นเดือนนี้ จาก 1 เปอร์เซ็นต์ เป็น 1.25 เปอร์เซ็นต์แล้วก็ตาม

ข้างฝั่งอเมริกา แม้ว่าเมื่อเดือนที่แล้ว(มี.ค.)อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 2.7 เปอร์เซ็นต์ แม้จะเรียกว่าคุมอยู่ แต่ก็ถือว่า ยังค่อนข้างสาหัส เพราะพุ่งขึ้นมากที่สุดนับแต่เดือนธันวาคม 2009

อยากจะเปรียบเทียบกับของไทยเราจริงๆครับ และอยากจะบอกว่า ค่ากินค่าอยู่ในเมืองไทย เฉพาะในเมืองนั้น แพงกว่าในอเมริกาเสียอีกด้วยซ้ำ.!

  1. ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: