เมื่ออเมริกันเปิดศึกกับลิเบีย

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์  : piralv@yahoo.com

ความจริงในสัปดาห์นี้ มีเรื่องจะนำเสนออยู่ เรื่องสองเรื่องครับ ก็ให้มีเหตุอเมริกันและบรรดาพันธมิตรนาโต้(NATO) คือ อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี ร่วมกันเปิดการโจมตีกองกำลังของประเทศลิบยาหรือลิเบีย ภายใต้การนำของพ.อ.โมอัมมาร์ กัดดาฟี ที่ปกครองประเทศนี้มานานถึงกว่า 40 ปี เสียก่อน ครั้นจะข้ามไม่พูดถึงเรื่องนี้เสียทีเดียว ก็อาจถือได้ว่า ไม่อยู่ในกระแสข่าวโลก

                อย่างที่ผมได้เรียนให้ท่านผู้อ่านสยามรัฐทราบเมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ที่แล้ว ในหัวเรื่อง “การลงทุนใหม่ของอเมริกันเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ” ว่า รัฐบาลหรือแม้กระทั่งทั้ง สองสภา ต้องการบีบบังคับให้ผู้นำลิเบียคนปัจจุบัน คือ กัดดาฟี ลงจากตำแหน่ง  ซึ่งทั้งหมดไม่ใช่เพิ่งคิดกันช่วงนี้ แต่คองเกรสและฝ่ายความมั่นคงได้เตรียมการ โดยเฉพาะประเด็นของข้อมูลประกอบ ถึงผลกระทบในด้านต่างๆ มานานทีเดียว โดยเฉพาะผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ

                ก่อนหน้าที่จะมีการโจมตี สมาชิกคองเกรสเองก็ยังประชุมหารือกันอย่างเคร่งเครียดที่แคปปิตอลฮิล เพื่อให้มีมติพ้องกับฝ่ายรัฐบาล(โอบามา) อันเป็นไปตามแนวทางกฎหมายและวิถีการปฏิบัติ ที่เกี่ยวข้องการสงคราม ที่ฝ่ายอเมริกันเองพยายามที่จะอาศัยมติขององค์การสหประชาชาติหรือยูเอ็น เพื่อใช้กองกำลังในเขตพื้นที่ห้ามบินหรือ No-fly zone  บังคับไม่ให้กัดดาฟีใช้กองกำลังทางอากาศ เพื่อถล่มกองกำลังฝ่ายกบฎ ซึ่งจนถึงขณะนี้ฝ่ายอเมริกันเองก็ยังไม่ทราบว่า ใครหัวหน้าตัวจริงของกลุ่มกบฎหรือฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับกัดดาฟี

                แม้ว่า ก่อนหน้านี้นางฮิลลารี คลินตัน รมว.ต่างประเทศ จะเดินทางไปพบกับนายมาห์มูด จิบริล (Mahmoud Jibril) ผู้นำของกลุ่มต่อสู้ในต่างประเทศ(the Interim National Council )ที่อยู่ตรงกันข้ามกับรัฐบาลของลิเบีย ที่โรงแรมหรูแห่งหนึ่งในฝรั่งเศสก็ตาม แต่ก็ไม่ได้บ่งชี้ว่า นายจิบริล จะเป็นผู้นำตัวจริงของฝ่ายต่อต้าน  ฝ่ายอเมริกันเองคงต้องหาให้ได้ว่า ในขณะนี้ ใครคือผู้ที่มีอำนาจในการนำสูงสุด หรือผู้นำฝ่ายกบฎที่แท้จริง เพื่อที่จะต่อสายเชื่อมโยง และวางแผนร่วมกันในการโค่นพ.อ.กัดดาฟี จากภายในประเทศ  เพื่อไม่ให้การรบยืดเยื้อยาวนาน  เหมือนเมื่อครั้งสงครามอิรัคและอาฟฆานิสถาน

                ในประเทศเอง แม้ว่า ประธานาธิบดี บารัค โอบามา จะได้รับเสียงสนับสนุนจากคองเกรส ต่อปฏิบัติการครั้งนี้ก็ตาม แต่ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากเช่นเดียวกัน ว่าผลของการโจมตีทางทหารต่อลิเบีย จะเป็นเหตุให้เศรษฐกิจของอเมริกาลากลู่ถูกังต่อไป หลังจากที่ประเทศใหญ่ประชากรราว 300 ล้านคนแห่งนี้ ต้องเจอวิกฤตหนักมานานเกือบ 3 ปีเต็ม และยังไม่ฟื้น

                แต่ก็อย่างที่รู้กัน ทุกครั้งที่มีการปฏิบัติการทางทหารของกองทัพอเมริกัน ข้ออ้างเรื่องความปลอดภัยต่อประชาชนอเมริกันได้ถูกยกมาใช้ตลอด คราวนี้ก็เช่นกัน กัดดาฟี ถูกระบุว่า ให้ที่ซ่องสุมและสมคบคิดกับองค์การก่อการร้ายนานาชาติ โดยเฉพาะจากอาหรับ เป็นอันตรายต่อประเทศและคนอเมริกัน นอกเหนือไปจากข้ออ้างในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้นำเผด็จการลิเบีย นั่นคือ ทำร้ายชาวลิเบียฝ่ายตรงข้ามด้วยวิธีการปราบปรามอย่างโหดร้ายและรุนแรง

โมฮัมมาร์ กัดดาฟี

                 เป็นที่รู้กันว่าลิเบียเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก ดังนั้น ยุทธการครั้งนี้ได้การสนับสนุนจากกลุ่มทุนบริษัทน้ำมัน ซึ่งอยู่ในเครือข่ายของพรรครีพับลิกันด้วย(เสียงของสภาล่างเป็นของรีพับลิกัน) จึงนับเป็นความสอดคล้องกันอย่างยิ่งสำหรับนโยบายของทั้งสองพรรค ทำให้พอที่จะคาดการณ์ได้อยู่แล้วว่า อเมริกาต้องเปิดสงครามกับลิเบีย ลากกัดดาฟีลงจากตำแหน่ง

                ท่าทีของนายรอเบิร์ต เกตส์ รมว.กลาโหม ก็บ่งบอกเป็นนัยเดียวกัน ในช่วงขณะที่เพนตากอนต้องรายงานต่อสภาและต่อประธานาธิบดี ถึงความจำเป็น และผลได้ผลเสีย บนผลประโยชน์ของอเมริกัน

                เป็นปัญหาว่าในขณะที่เศรษฐกิจอเมริกันยังไม่ทันจะฟื้นตัวดี แต่ดันไปทำสงคราม น่าจะมีเหตุผลรองรับที่เหมาะสม หลังจากที่สถานการณ์การเมืองในอียิปต์และตูนีเซียผ่านไปด้วยดี

ฝ่ายอเมริกัน(รวมถึงประเทศพันธมิตร) ต้องการขยายเขตที่ “สามารถเอื้อมมือถึง” ซึ่งหมายถึงความสัมพันธ์ทางการทูตและธุรกิจการค้าอื่นๆ (แน่นอน ย่อมหมายถึงการซื้อน้ำมัน) เพราะช่วงที่ผ่านมาลิเบีย เป็นจุดบอดที่อเมริกันและประเทศตะวันตกเข้าไม่ถึง ทำให้เกิดข้อกล่าวหาที่ว่า ลิเบีย เป็นแหล่งซ่องสุมขององค์กรก่อการร้ายชาวอาหรับ

                ตัดภาพไปที่ นางคลินตัน เธอเพิ่งออกสถานีโทรทัศน์เอบีซี ในอเมริกา ระบุว่า จากข้อมูลที่ยังไม่ยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นไปได้ว่าลูกชายของพ.อ.กัดดาฟีเสียเสียชีวิตแล้วจากเหตุการณ์ที่เกิดขั้น อเมริกากำลังกำหนดท่าทีอย่างซีเรียส

                โดยเมื่อล่าสุดกัดดาฟีเอง ได้ให้แผนซุ่มยิง ฝ่ายต่อต้าน และตัดน้ำตัดไฟทำให้ ประชาชนในเมืองใหญ่หลายเมือง ต้องประสบชะตากรรมเลวร้ายมากยิ่งขึ้น ทำให้อเมริกัน อังกฤษ และฝรั่งเศสต้องหารือกันว่าจะเอาอย่างไรต่อไป ซึ่งหากให้การสู้รบครั้งนี้ยุติลงโดยเร็ว ก็อาจต้องส่งกำลังทหารจำนวนหนึ่งเข้าไปในลิบยา เพียงแต่ฝ่ายอเมริกันยังมีท่าทีไม่เห็นด้วย เกรงว่าจะซ้ำรอยเดิมเหมือนอิรัคและอาฟฆานิสถาน

รอเบิร์ต เกตส์

ท่าทีของประธานาธิบดีโอบามา ที่ส่งสัญญาณมา คือ ให้ฝ่ายพันธมิตร (พยายาม)เข้าไปแตะมือกับฝ่ายกบฎ เพื่อให้การประสาน โดยเฉพาะข้อมูลทางทหารต่างๆ มาถึงกองทัพพันธมิตร รวมทั้งมีการแต่งตั้งผู้นำฝ่ายต่อต้านอย่างชัดเจน เพื่อให้ต่อสู้เป็นไปตามแผนการณ์ที่วางไว้

ขณะที่สื่อในอเมริกา มีท่าทีหลากหลาย เช่น การกล่าวหาของช่องฟ๊อกซ์ ต่อสถานีซีเอ็นเอ็น ทำให้กลายเป็นวิวาทะระหว่างสื่อไปโดยปริยาย ฟ๊อกซ์ ซึ่งเป็นช่องที่โปรกองทัพและออกแนวอเมริกันอนุรักษ์นิยม กล่าวหาว่าซีเอ็นเอ็น รับข้อมูลจากกัดดาฟี อย่างไม่ดูตาม้าตาเรือ  จนกลายเป็นเครื่องมือของจอมเผด็จการ

นอกจากนี้ข้อวิพากษ์เรื่องสงครามครั้งล่าสุดของอเมริกันคราวนี้ เลยไปถึงการเสนอให้คณะกรรมการรางวัลโนเบล ริบคืนรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจากประธานาธิบดีโอบามา โทษฐานเป็นผู้สั่งหรือผู้ก่อสงคราม ซึ่งตรงข้ามกับเป้าหมายของรางวัลสาขานี้ กลุ่มคนที่เสนอเรื่องริบคืนรางวัลโนเบลนี้ มาจากประเทศรัสเซียและโบลิเวีย แต่ก็น่าจะไม่ประสบสำเร็จอะไรมากนัก

โอบามาเองก็ไม่ได้ต้องการรางวัลนี้มาแต่แรกเสียด้วยซ้ำ เพียงแต่คณะกรรมการพิจารณารางวัล ยึดตามกระแสโลก คือผู้นำสีผิวคนแรกของอเมริกาและนโยบายถอนทหารจออกจากอิรัคของโอบามาเมื่อสมัยหาเสียง  นอกเหนือไปจากประโยชน์ในอนาคตด้านแง่คิดต่อการให้รางวัลโนเบลสำหรับคนที่ยัง(กำลัง)ทำงานและอายุยังน้อย ซึ่งอาจมีความคิดเปลี่ยน ไม่ว่าจะทั้งเกิดจากจากตัวเอง หรือโดนสถานการณ์บีบบังคับก็ตาม

กรณีการเปิดศึกกับลิบยา ดูๆไป ผมคิดว่า อเมริกันเริ่มชินกันเสียแล้ว เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังย่ำแย่ในเวลานี้ กลายเป็นความวังเวง ของอเมริกันส่วนใหญ่ อัตราการว่างงานก็ดีขึ้นไม่มากนัก การเสพข่าวสงคราม ก็อาจทำให้ ความวังเวงหายไปบ้าง พร้อมๆกับการหมุนเวียนของทุนในบางธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับอาวุธและการทหารที่มีแนวโน้มสดใสขึ้น

แน่นอนสื่อ อเมริกัน ได้รับอานิสงฆ์ โดยถ้วนทั่วกัน…

อีกเรื่องหนึ่งครับ ที่อยากฝากไว้ในช่วงปิดเทอม(ของเมืองไทย) คือ ประเด็นเรื่องค่านิยมการศึกษา ผมมีโอกาสได้คุยกับนักการศึกษาของไทยและของฝรั่งบางคน และจากการตั้งข้อสังเกตของตัวเอง เห็นตรงกันว่า เรามีแนวโน้มที่จะผลิตคนให้ออกมาเป็นผู้บริหารกันแทบทั้งหมด ในทำนองว่า ถ้าไม่ได้ทำงานในตำแหน่งบริหารก็นั่งรองานไปก่อน คำถามคือ แล้วใครจะเป็นคนทำงาน???

ผมไม่ทราบว่า ช่วงที่ผ่านมามีงานวิจัยอะไรออกมาบ้างหรือไม่ว่า อัตราการขยายตัวของการศึกษาระดับสูงของไทยเป็นสัดส่วนอย่างไรกับการเพิ่มขึ้นของประชากรหรือการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ จากที่สังเกตดู น่าจะมากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างชาติตะวันตกเสียด้วยซ้ำ

ทำให้เราอยู่ในยุคของการ “บ้าเห่อวุฒิการศึกษา”

หมายถึงว่า เรากำลังขาดแรงงานประเภทฝีมือ หรือแรงงานที่มีทักษะเชิงวิชาชีพ แหละนี่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ของไทยในอนาคต ทุกอย่างล้วนสัมพันธ์กันหมด ไม่ว่าจะเป็น ฐานการคิดค่าแรง หรือค่าจ้างต่อความชำนาญหรือทักษะ

ประเด็นนี้ผมคิดว่า ระบบของอเมริกันพอเอาได้อยู่ และคิดอยากจะอธิบายต่อไป.

 

  1. #1 by Lek Till on มีนาคม 25, 2011 - 9:24 am

    วุฒิบัตรทุกใบจากสถาบันการศึกษา เป็นเพียงเเค่ใบเบิกทางไปสู่อาชีพ เท่านั้น ถึงเเม้ว่า ประสพการณ์ ในการทำงาน มีค่ามากกว่า วุฒิบัตร ก็ตาม เเต่ด้วยกระเเสของสังคม คนก็ยังต้องยอมจ่ายเงินเพื่อที่จะได้เรียนจบจนรับวุฒิบัตรที่ตนต้องการ เเละนำไปเสนอสนองกับสังคมว่า ตนเป็นคนมีความรู้ มีการศึกษา (เเต่ไม่ทราบว่ามีความสามารถหรือไม่ ?) นี่คือปัญหาหนึ่ง ของ คนหางานทำไม่ได้ ตามสาขาวิชาใน วุฒิบัตรที่ได้มาจากสถาบันการศึกษา การฝึกฝนปฏิบัติเเละการเรียนรู้ให้ทันกับเหตุการณ์ อยู่ตลอดเวลา คือ ใบวุฒิบัตรของการศึกษา ที่เเท้จริง ไม่มีใครจะเรียนจบ นอกจาก ต้องการจะจบเรียนของตนเอง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: