รีไทร์..ปลายทาง ณ เมืองไทย

พีร์  พงศ์พิพัฒนพันธุ์ : piralv@yahoo.com

เมื่อหลายปีก่อนเพื่อนอาวุโสที่เคยอยู่ในอเมริกาของผมหลายคนพากลับเมืองไทย บางคนกลับมาเยี่ยมครอบครัวลูกเต้าที่อเมริกาอยู่บ้างนานๆที  บางคนไม่ได้กลับมาอเมริกาอีกเลยชั่วชีวิตก็มี   ในประการหลังนี้ผม เพื่อนๆและสมาชิกครอบครัวของเขาที่อเมริกาได้จัดการทำบุญอุทิศไปให้ที่วัดพุทนานุสรณ์ เมืองฟรีมอนท์ แคลิฟอร์เนียภาคเหนือเป็นที่เรียบร้อย

                เป็นอันจบกัน แต่ผมเชื่อว่าหากโลกอื่นที่ทับซ้อนกับโลกปัจจุบันมีจริง เพื่อนผู้อาวุโสของผมผู้นี้ คงมีความสุข เพราะแทบทุกอย่างเป็นไปตามความตั้งใจหรือปณิธานของเขา นับแต่เมื่อครั้งที่เขาอยู่ ซานฟรานซิสโก เบย์แอเรีย จนกระทั่งไปใช้ชีวิตกหลังวัย 70 ที่เมืองไทย ทิ้งสมาชิกครอบครัว ลูกๆ หลานๆให้ใช้ชีวิตกันตามวิถีแห่งอเมริกันชนที่อเมริกาต่อไป

                เขาต้องการกลับไปตายที่เมืองไทย!!!

                อย่างน้อยก็สมความปรารถนา อย่างที่เขาเคยตั้งใจไว้เมื่อครั้งมีชีวิต  เพียงแต่ชีวิตในช่วงบั้นปลายของเขา อยู่ห่างไกลจากลูกหลานในไส้ที่อยู่ที่อเมริกา แต่เขาก็มีลูกหลานที่ใกล้ชิดที่เมืองไทยดูแลอยู่แทบตลอด  ชีวิตในวัยชราที่เมืองไทยไม่โดดเดี่ยวจนเกินไป

เหมือนเดินทางมายาวนาน ผ่านร้อน ผ่านหนาว ทุกข์ สุขในดินแดนไกลโพ้นหลายปี ช่วง อุปพันธ์ นอนหลับยาวนิรันดร์กาล 

                 ผมยังจำสายตาที่แสดงออกถึงความมุ่งมั่นว่าต้องกลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่เมืองไทย  ผมกลับไปเยี่ยมเขาที่เมืองไทยในฐานะมิตรสหายอาวุโส ครั้งท้ายสุดเมื่อรู้ว่าเขาไม่ป่วย ตอนนั้น ช่วงสนทนาแทบไม่ได้แล้ว มีแต่แววตาเท่านั้นที่ไม่บ่งว่าระย่อต่อโลกนี้หรือโลกหน้า

จนกระทั่งเมื่อผมเดินทางจากกรุงเทพถึงสนามบินลอสแองเจลิสในราวสองวันต่อมา เปิดรับฟังข้อที่เพื่อนอีกคนฝากไว้ในโทรศัพท์มือถือ ถึงรู้ว่า เพื่อนอาวุโสผู้นี้จากไปอย่างไม่มีวันกลับเสียแล้ว

                ผมมักตั้งคำถามในใจเสมอ มีใครบ้างจะโชคดีแบบเพื่อนคนนี้  เขาได้ในสิ่งที่มุ่งมาดไว้ตั้งแต่ก่อนกลับอเมริกา คนไทยที่อาศัยที่อเมริกาสักกี่คนที่ตั้งใจไว้จะไปเกษียณหรือรีไทร์ที่เมืองไทย แต่ไม่ได้กลับไปในที่สุด เพราะโดนกับดักครอบครัวที่อเมริกา อาจเป็นด้วยลูกหลานไม่ให้เดินทางกลับ หรือเป็นโรคร้ายที่ทำให้ไม่สามารถกลับได้ แม้จะรู้ว่า การกลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่เมืองไทยอบอุ่นมากกว่ากันขนาดไหน

                ชะตากรรมในเรื่องแบบนี้ไม่มีใครสามารถกำหนดได้ แต่อย่างน้อยหากรู้จักวางแผน และเด็ดขาดกับตัวเอง เข้าใจหลักธรรมพอสมควร ก็ไม่น่าที่จะเกินความสามารถที่มนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่งจะทำได้

                ส่วนหนึ่งของเหตุผลที่ทำให้กลับเมืองไทยไม่ได้ เกิดจากความกลัว อาจเนื่องจากความไม่คุ้นเคยกับเมืองไทยเป็นเวลานาน กลัวไม่มีเพื่อน (เพราะอาจแทบไม่มีเพื่อนเหลืออยู่แล้ว)  หากตัดความกังวลนี้ออกไป ศึกษาทำความเข้าระบบเมืองไทยที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยบ้าง การกลับไปใช้ชีวิต ในช่วงปั้นปลายที่เมืองไทยย่อมทำได้และช่วยให้ชีวิตช่วงท้ายมีความสุขมากขึ้น

                เมืองไทยไม่ใช่อเมริกา!!! ผมว่าคนที่ไปรีไทร์ส่วนใหญ่เข้าใจดี  เพราะเป็นคนไทยโดยสายเลือดกันอยู่แล้ว การปรับตัวจึงไม่น่าจะยาก หากว่าเตรียมตัวไว้ดีก่อนกลับ

                เพื่อนคนหนึ่งพร้อมภรรยาจากซานฟรานซิสโก กลับเมืองไทยก่อนวัยรีไทร์ ทั้งคู่ไปปลูกบ้านไว้ที่จังหวัดชัยนาทในช่วงก่อนหน้านั้น เมื่อขณะกำลังทำงาน  โดยไม่ต้องรอให้ถึงอายุ 60  ก็ตัดสินใจกลับเอาดื้อๆ เขาบอกผมว่า ทำไมจะต้องรอให้อายุครบ 60 หรือ 65  เขาและภรรยาเตรียมพร้อมมานานหลายปีแล้ว ทั้งเรื่องเงินและเรื่องที่อยู่อาศัยที่เมืองไทย สองสามีภรรยาคู่นี้ไม่มีลูก การเคลื่อนตัวจากอเมริกาไปยังเมืองไทยก็ง่ายขึ้น 

                เมื่อกลับมาเยี่ยมอเมริกา และเพื่อนฝูงที่เมืองซานโฮเซ่ เขาเล่าถึง Trick หรือเคล็ดลับการใช้ชีวิตกับญาติๆและหลานๆ ซึ่งเป็นลูกของพี่ๆน้องๆที่เมืองไทยให้ฟัง ช่วงผมเจอกับเขาวันนั้น จำได้ว่าเขาไปอยู่เมืองไทยเป็นปีที่สอง

                เขาบอกว่า การสมาคมกับญาติพี่น้อง และเพื่อนฝูงเก่าๆที่เมืองไทยก็เป็นเรื่องสำคัญ จะไม่มีสังคมเลยก็ไม่ได้ เพียงแต่ต้องรู้เท่าทัน ทั้งหมดจะไปอิงกับการใช้จ่ายเงินทอง ซึ่งต้องรู้วิธีการจัดการอย่างถูกต้อง ไม่เช่นนั้น อาจมีปัญหากับบรรดาญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูงได้ แน่นอนล่ะ เขาไปจากอเมริกาคนส่วนใหญ่คงคิดว่าเขามีเงินติดตัวกลับไปเมืองไทยจำนวนมาก

                “ผมกับเมีย ต้องมีเงินติดตัวไปเมืองไทยจำนวนหนึ่งแน่นนอน เพราะต้องไปอยู่ที่โน่นกันไม่รู้นานเท่าไหร่ ก็กว่าจะตายล่ะ พวกญาติๆหลานๆ เข้าใจว่าผมเป็นคล้ายๆเศรษฐีมาจากอเมริกา ต้องมีเงินติดตัวมาจำนวนมาก ส่วนใหญ่ก็มาเอาอกเอาใจสารพัด เดี๋ยวคนนี้ลุง คนนั้นป้า ต้องการอะไรหรือเปล่า จะไปหามาให้ มันก็ดีไปอย่างนะ ไม่เหงา ผมก็จ่ายเงิน หรือ ให้รางวัลกับพวกเขาที่มาดูแลบ้าง เป็นระยะๆ ไม่ได้ให้เป็นก้อน แบบให้เปล่า หรือลงทุนให้อย่างนั้น”  เขาเล่าให้ฟัง

                “เพราะว่าอะไร คุณรู้หรือเปล่า” เขาถาม

ผมกับเพื่อนๆนิ่งไม่ตอบ รู้ว่าเขากำลังจะพูดต่อ ขณะที่พวกเรากำลังหูผึ่งตั้งอกตั้งใจฟัง

                “เพราะว่า หากคุณขืนยิงปืนหมดแมคตั้งแต่ตอนแรก  ต่อมามีผู้ร้ายขึ้นบ้านคุณอีก คุณจะเอากระสุนที่ไหนไปยิง สู้เก็บกระสุนไว้ใช้ยามจำเป็น ค่อยๆใช้ไป ผมยิงขู่เท่านั้นแหละ ไม่ได้ยิงจริงๆ ความจริงกระสุนที่ผมสำรองมีอยู่ไม่เท่าไหร่หรอก แต่ผมยิงอยู่เรื่อยๆ  ทำให้ดูเหมือนมีกระสุนสะสมไว้ในรังเพลิง และเก็บสำรองไว้จำนวนมากใช้เท่าไรไม่หมด พวกเขาก็เข้าใจว่า ผมมีกระสุนเยอะ ไม่ค่อยกล้ามาตอแย ญาติๆ ที่สนิทก็มาคอยเทคแคร์ ดูโน่น ดูนี่ให้ พวกคุณอยู่ในอเมริกากันมานาน ก็รู้ว่า คนทำงานในอเมริกาสักกี่คนที่จะเป็นเศรษฐีหอบเงินกลับไปอยู่เมืองไทย มีเหมือนกัน แต่น้อยมาก จะถึงหนึ่งในร้อยหรือเปล่า ส่วนใหญ่ก็ชั้นแรงงานทั้งนั้น ต้องเก็บเงิน และทำงานปางตายกว่าจะสะสมเงินได้สักก้อนหนึ่ง”เขาบอก

                ผมเคยได้ยินเหมือนกัน เพื่อนบางคนกลับไปเมืองไทย พร้อมเงินก้อนหนึ่ง กะไปรีไทร์ ลูกหลานมีปัญหาเรื่องการเงิน ก็เกิดความสงสารให้ความช่วยเหลือไปจนเงินก้อนนั้นหมดลงในไม่ช้า ในที่สุด เมื่อเงินหมด ก็หาลูกหลานมาดูแลแทบไม่ได้ เหมือนกับจะต้องหอบสังขารกลับอเมริกาอีกครั้ง เพื่อนๆจากอเมริกาไปเยี่ยมบางครั้งก็ทิ้งเงินไว้ให้ใช้จ่ายเล็กๆน้อยๆ มีชีวิตอย่างไม่ค่อยรื่นรมย์เท่าที่ควร

                “แต่ผมก็ดูแลพวกเขาเหมือนกันนะ โดยเฉพาะพวกเด็กๆ หลานๆ ในเรื่องการศึกษา ให้คำแนะที่ถูกต้อง  กับพวกเขา บางคนที่จำเป็นจริงๆก็ให้เงินเป็นทุนเรียนเล็กๆน้อยๆพอเป็นกำลังใจ เพราะเราก็ต้องอยู่กับเขา ฝากชีวิตไว้เหมือนกัน เพียงแต่ต้องมีวิธีการที่ถูกต้อง” เพื่อนผู้มีอายุจากชัยนาทบอกพวกเรา

                ความเข้าใจที่มีต่อปรัชญาชีวิต โดยเฉพาะในด้านศาสนธรรม ก็เป็นเรื่องสำคัญ เช่น ชีวิตในช่วงบั้นปลายควรเป็นวาระแห่งความสงบ และค้นหาตัวตนให้ชัดเจน เพราะไร้ซึ่งภาระการงานอันหนักหน่วงในเชิงวัตถุ  แต่มีภาระเสริมเข้ามา คือ ภาระทางจิต ที่ไม่ง่ายนักสำหรับการทำให้ลุล่วงไปด้วยดี 

                ที่เมืองไทยมีทรัพยากรที่สามารถใช้ หรือเป็นที่พึ่งเพื่อการพัฒนาและค้นคว้าทางจิต ไม่ว่าจะเป็นด้านบุคคล หรือด้านสถานที่ ซึ่งมีมาก และหาง่ายกว่าในอเมริกา  ดังเช่นพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ และวัดอันวิเวกสับปายะ

                การเตรียมตัวที่ดีก่อนกลับไปรีไทร์เมืองไทย นอกเหนือจากเรื่องทางปรัชญาการทางความคิด เรื่องทางด้านจิตแล้ว เรื่องทางวัตถุก็มีความสำคัญ อย่างเช่น สถานที่พัก อาจเป็นบ้านหรือกระท่อมในสวน หรือแบบใดตาม อีกอย่าง คือ กิจกรรมที่คิดว่าจะทำ  เพราะการมีกิจกรรมทำจะไม่ทำให้การใช้ชีวิตเป็นแบบอยู่ไปเรื่อยๆวันต่อวัน แต่รู้ว่ายังสามารถทำคุณประโยชน์ให้กับตัวเอง ครอบครัว และสังคมได้

                คนรีไทร์บางคนสามารถนำความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ในอเมริกา ไปถ่ายทอดให้กับคนทางเมืองไทยไม่ว่าจะเป็นเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ  คนด้อยโอกาส  พระสงฆ์หรือสามเณร

                เพื่อนรุ่นอาวุโสคนหนึ่งจากลาสเวกัสไปครูอาสาสมัครสอนหนังสือที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดสิงห์บุรี  เธอกลับไปรีไทร์ที่เมืองไทยหลายปีมาแล้ว ผมนึกไม่ออกว่า หลังจากนั้นได้เจอเธอที่อเมริกาบ้างหรือเปล่า  รู้แต่ว่าเมื่อตอนผมกลับไปเยี่ยมเมืองไทย ยังโทรหาเธอ ได้ยินน้ำเสียงที่ใสและเป็นสุข เธอเชื้อเชิญให้ผมไปเยี่ยมที่บ้านด้วยความคิดถึง

                เพื่อนรุ่นเดอะอีกคนหนึ่งที่เคยเป็นวิศวรกรให้กับบริษัท Northrop มีบ้านอยู่เมือง Newark แคลิฟอร์เนียภาคใต้ ผมไม่ได้เจอเขาเสียนานหลายปี เคยพูดว่า กว่าจะค้นเจอตัวเองว่าในชีวิตต้องการทำงานอะไรมากที่สุด ต้องใช้เวลาไปเกือบค่อนชีวิต เขาบอกว่าความจริงไม่ได้ชอบอาชีพวิศวกรเลย แต่ต้องการเป็นครูมากกว่า แต่กว่าจะค้นหาความรู้สึกนี้เจอ เขาก็อยู่ในวัยเกิน 50 แล้ว

                ไม่ใช่เพื่อนคนนี้คนเดียว สหายสังกัดพรรค(บริษัท)แรงานที่อเมริกา บางคนค้นหาตัวตนที่แท้จริงและอะไรหลายอย่างเจอเมื่ออายุเกิน 60 เป็นการค้นหาเจอเฉยๆ แต่ให้ไปทำงานที่ชอบจริงๆบางทีก็ทำไม่ได้เสียแล้ว เพราะวัยและสังขารไม่อำนวย  แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองจบไปบางบท ถือเป็นการพินิจชีวิตไปในตัวด้วย

                ในระยะหลายปีที่ผมเห็นภาพเคลื่อนไหว ภาพนั้นไหลเลื่อนไปตามกาลเวลา หลายคนใช้ช่วงเวลาบั้นปลายได้คุ้มค่ามาก คนที่เคยมีบทบาท มีชื่อเสียงในตำแหน่งหน้าที่การงานมาก่อน ต่างก็พ่ายแพ้ต่ออานุภาพของกาลเวลาที่กัดกร่อนและกลืนกินทุกสรรพสิ่ง แผนงานในช่วงท้ายของชีวิต เป็นคำถามที่ว่าทำอย่างไรถึงจะปิดฉากได้สวยงาม สันติ สงบ

                ผมเห็นภาพของพินิจ ชัยจารีย์ ผู้เคยอยู่อเมริกามากว่า 30 ปี  ในวัย 60 กว่า ลงไปลุยอยู่ในท้องสวนที่อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส ในขณะสถานการณ์ในภาคใต้ตอนล่างกำลังร้อน  ต่อมาเขาก็ย้ายไปอยู่ท้องไร่ท้องนาแถว อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี ความจริงเขาไม่คุ้นเคยอะไรกับมันหรอก เพียงแต่นึกอยากจะเป็นเกษตรกร มันเป็นเหมือนตะกอนตกค้างอยู่ภายในใจของเขามานานปี นับตั้งแต่การใช้เวลาอยู่เมืองนอกค่อนชีวิต ไล่มาแต่นักเรียนกฎหมายฝรั่งเศส พลิกผันชีวิตสู่อเมริกา ทำมาหากินอยู่นานหลายปี  ก่อนเดินหน้าเข้าสู่วัยรีไทร์ที่เมืองไทย

                พินิจบอกกว่า ความจริงแล้ว เขายังไม่ได้รีไทร์ เพียงแต่เปลี่ยนอาชีพ เปลี่ยนสถานที่ทำมาหากินจากอเมริกาเป็นเมืองไทยแทน เขารู้สึกชอบพอ และมีความสุขกับอาชีพใหม่ รวมทั้งการเดินทางโดยรถบัสโดยสารธรรมดาแบบไม่มีแอร์ และตีตั๋วรถไฟชั้นสาม ไม่ก็ชั้นที่มีพัดลม วันหนึ่งผมเห็นเขาเดินเหงื่อโชก  หิ้วข้าวของพะรุงพะรัง ออกมาจากชานชาลาสถานีรถไฟหัวลำโพง  ก่อนต่อรถไฟสายตะวันออกไปลงสถานีฉะเชิงเทรา แล้วนั่งรถบัสไปลงที่บ่อทอง เขามีไร่มัน และสวนผสมกว่า 20 ไร่อยู่ที่นั่น

ตัดกลับไปอีกภาพที่ ออเร้นจ์เคาน์ตี้ รัฐแคลิฟอร์เนีย  วนิดา ชัยจารีย์  ภรรยาของเขา กำลังอยู่กับหลานๆที่บ้านของลูกสาวและลูกเขย  ขณะที่ลูกๆของเขาออกไปทำงานข้างนอกกันอย่างขะมักขะเม้นตลอดทั้งวัน เหมือนคนในช่วงวัยทำงานที่อเมริกาโดยทั่วไป  พวกลูกๆของเขาเกิดและโตที่อเมริกา 

เช่นเดียวกันพินิจ เพื่อนบางคนถวิลหาเมืองไทย เสมือนได้โอกาสที่รอคอยมานาน  เขาหายไปท่ามกลางหุบเขาทางภาคเหนือที่สลับซับซ้อนและเร้นกายอยู่อย่างเงียบเชียบ เป็นเวลานานหลังวัย 60  มีเพื่อนสนิทไม่เพียงกี่คนที่รู้ว่า เขายังมีชีวิตอยู่

ขณะเมื่อมองภาพย้อนกลับที่แอล.เอ. ฝุ่นควันยังคงคละคลุ้ง  กลิ่นอายของการต่อสู้ ดิ้นรนที่นั่นยังร้อนแรงเหมือนเดิม เหมือนเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว เขาเล่าให้ผมฟังว่า เมื่อจินตนาการถึงภาพนี้แล้วเหมือนความรู้สึกเก่าๆย้อนหลอน  การแก่งแย่งชิงดี สาดโคลน อิจฉาริษยา ทำร้ายกันเองลับหลังของคนในชุมชนเดียวกัน  ความอยากได้ใคร่มีหน้ามีตา อยากเป็นข่าวออกตามหน้าหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น  ภาพต้อนรับดารา ต้อนรับนักการเมืองหรือรัฐมนตรี  ข้าราชการหน่วยงานต่างๆจากเมืองไทย ที่เดินทางไปเยือนอเมริกา เหล่านี้ล้วนเหลวไหลทั้งเพ  แต่เขาก็ผ่านมาได้

“ผมนึกย้อนไปถึงคืนวันที่แอล.เอ. เมื่อราว 30 ปีที่แล้ว ไม่รู้ว่าตัวเองไปเสียเวลาอยู่ที่นั่นได้อย่างไรตั้งนาน” เขาบอก

“กลับมาเมืองไทยในช่วงนี้ มันแก่ ทำอะไรมากไม่ได้เสียแล้ว ใช้ชีวิตเงียบๆดีที่สุด”

 ที่เชียงใหม่ไม่มีใครรู้ว่าเพื่อนของผมคนนี้ มีดีกรีเป็นดอกเตอร์ มาจากอเมริกา

หน้าตาของเขาก็ไม่ได้บ่งบอกว่าเป็น

หากคนทั่วไปมอง ก็จะเห็นเป็นเพียงแค่ชายสูงอายุคนหนึ่งเท่านั้น  แต่หากบางคนช่างสังเกต ก็จะเห็นแววตาอันสุกใสเป็นประกายของเขา……

  1. ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: