Nothing’s perfect!!

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์ : piralv@yahoo.com  

“กับภาระการงานอันไม่มีที่สิ้นสุด

กับภาระการเงินที่ต้องจ่ายอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น

หลายคนแบกหนี้ก้อนใหญ่เบ้อเร่อ

หลายคนกำลังจดจ่อ และคาดหวังถึงสาระแห่งวัตถุธาตุ

การเดินทางไกล ที่รอคอย

บนความตั้งใจอันเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น

อย่างไร และเมื่อใดถึงจะเรียกว่าพร้อมเล่า

เพราะพรุ่งนี้ อาจไม่ได้ออกจากบ้านแล้ว…..”

โศลกบทนี้ออกมาได้อย่างไร โดยที่ผมเองก็ไม่รู้ตัวเหมือนกัน ไม่ได้ตั้งใจ แต่มันออกมาเองโดยอัตโนมัติ หลังจากที่ผมวางสายโทรศัพท์ทางไกลที่โทรไปเมืองไทยเพื่อคุยกับเพื่อนได้เพียงไม่กี่นาที

เพื่อนที่เมืองไทยคนนี้  มักคุยในเชิงปรับทุกข์กับผม  เธอเป็นนักธุรกิจใหญ่ ทำงานแสนขยัน และยุ่งอยู่กับหน้าที่การงานแทบตลอดเวลา ไม่ค่อยได้มีวันหยุดพักผ่อนในวันที่คนอื่นเขาหยุดกัน ผมกระเซ้าไปว่า เธอออกจะเป็นพวก Perfectionist   คือ พวกนิยมในความสมบูรณ์แบบ

ผมบอกกับเธอว่า ความสมบูรณ์แบบในโลกไม่มีหรอก ให้หาอย่างไรก็ไม่มีทางได้เจอ เมื่อได้ตรงนั้น ก็ต้องเสียตรงนี้ พูดง่ายๆ คือ มันต้องขาดหรือไม่ก็ต้องเกิน ไม่มีพอดี การมัวคิดรออะไรที่สมบูรณ์เพียบพร้อม อาจไม่ได้ทำสิ่งอื่นใด อีกหลายสิ่งหลายอย่าง  ในเมื่อได้สูญเสียเวลาไปอย่างไม่มีวันเรียกคืนมาได้อีกแล้ว  

เวลา นี่นับเป็นเรื่องสำคัญ การกิจกรรมทุกอย่างหรือแม้กระทั่งอยู่เฉยๆ ก็ต้องโดนเล่นงานจากเวลา อย่างน้อยๆแม้ไม่เสียอะไรในกระบวนการเชิงวัตถุ  แต่ก็ต้องเสียเวลาอยู่ดีและเสียอย่างไม่สามารถเลี่ยงได้เสียด้วย

คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมองเห็น ต้นทุน (Cost) ทางด้านเวลา แม้กระทั่งในบรรดาทฤษฎีเศรษฐศาตร์ทั้งหลาย ก็ไม่ให้ความสำคัญกับมิติเวลาที่ส่งผลถึงต้นทุนด้านร่างกาย หรือสุขภาพ นั่นคือ เมื่ออายุ(เวลา)มากขึ้นร่างกายย่อมเสื่อมลง  ดังนั้นการวางแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับมิติเวลาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ที่อเมริกา ดูเหมือนเรื่องของมิติเวลา ไม่ค่อยได้รับการใส่ใจหรือมีความหมายมากนัก ชีวิตที่ผูกติดกับการงานเป็นรายชั่วโมง อยู่เป็นวัน เป็นเดือน และเป็นปีๆ ทำให้ไม่รู้ว่า เวลาหมดไปนานเท่าไหร่ รู้ตัวอีกทีเมื่ออายุปาเข้าไป หกสิบ เจ็ดสิบกันแล้ว

ทำไมถึงผมถึงพูดว่า คนในอเมริการู้ตัวในช่วงอายุประมาณนี้ ก็เพราะว่า เป็นช่วงที่จะต้องเกษียณ หรือรีไทร์  เป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลง อาจออกจากงาน หรือไม่ก็เปลี่ยนงานใหม่ ไปเป็นทำแบบไม่เต็มเวลา(Part time job) นอกเหนือจากการเตรียมรับเงินรีไทร์ ซึ่งสำนักงานประกันสังคม (Social security office) จะจัดส่งมาให้ เงินส่วนนี้จะได้มากหรือน้อย ขึ้นกับระยะเวลาการทำงาน และค่าตอบแทนที่เคยได้รับในช่วงขณะทำงาน   หากเคยทำงานมานานปี สำนักงานประกันสังคมก็จะจ่ายเงินรีไทร์แต่ละเดือนให้มากกว่าคนที่(เคยมี)ระยะเวลาการทำงานน้อย  เรื่องนี้สำนักงานประกันสังคมได้แจ้งให้ทราบเป็นระยะตั้งแต่ช่วงก่อนเวลารีไทร์ 

เมื่อถึงช่วงอายุที่จะต้องรีไทร์ (65 ปี)คนอเมริกันส่วนใหญ่ก็จะมาสะกิดใจหรือนึกถึงเงินสวัสดิการของสำนักงานประกันสังคมกัน

ระบบการป้อนพลเมืองในเรื่องวัตถุบริโภค ตามระบบทุนนิยม ทำให้คนส่วนใหญ่เพลิดเพลิน ติดใจในรสชาติ และความสะดวกสบายนานาประการที่เกิดขึ้นจากระบบการแข่งขัน จนกลายเป็นค่านิยมในรูปแบบการบริโภคที่เกินปริมาณ หรืออาจรวมอยู่ในคำพูดที่ว่า “มาตรฐานอเมริกัน”  ซึ่งเป็นมาตรฐานที่เกินความต้องการ เรียกได้ว่า ระบบสามารถเลี้ยงคนในกรอบแห่งวัตถุได้เป็นอย่างดี คนอเมริกันชั้นกลางถึงชั้นล่าง ซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัทหรือกิจการต่างๆ มีระบบกฎหมายแรงงานและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องคุ้มครองค่อนข้างดี ทำให้ลดความกังวลใจไปหลายเรื่อง โดยเฉพาะประเด็นทางวัตถุ อย่างเช่น ค่าตอบแทน หรือสวัสดิการ  หากชนชั้นกลางและชั้นล่างเหล่านี้ไม่คิดมาก หรือต้องการออกจากระบบแล้ว ก็สามารถทำงานไปได้เรื่อยๆ จนกระทั่งรีไทร์ หรือหากว่านายจ้างยังต้องการ  และคนทำงานยังสุขภาพยังดี  เหมาะกับงาน ก็สามารถทำต่อไปจนตายได้

อเมริกันจำนวนมากขลุกอยู่กับงานประจำที่ทำทุกวัน ระบบที่ถูกเซ็ตไว้ดีแล้ว ทำให้เกิดความสบายทางด้านวัตถุ สามารถกล่าวได้ว่าคนอเมริกัน โดนตามใจมากเกินไปด้วยซ้ำ เมื่อเกิดปรากฏการณ์อย่างนี้ขึ้น ทำให้ความกระเสือกระสนที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับ “โลกอื่น”ของอเมริกันส่วนใหญ่มีน้อย และจ่อมจมอยู่แต่ในกรอบแคบๆ จึงมีคนอเมริกันอีกระดับที่อยู่ในชั้นแนวหน้า หรือชนชั้นบนคอยทำหน้าที่ในด้านนี้ ซึ่งหมายถึงระดับผู้นำเฉกเช่น นักการเมือง พวกสื่อ พวกที่ทำงานด้านข้อมูล  และนักธุรกิจบางกลุ่ม

ต้องไม่ลืมว่า อเมริกาเป็นประเทศใหญ่มาก เพราะแม้กระทั่งในกรณีการนำเสนอข่าวหรือรายงานของสื่อต่างๆ โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ น้อยครั้งที่ข่าวจากต่างประเทศจะหลุดออกไปสู่สายตาผู้บริโภคข่าวชาวอเมริกัน ข่าวที่สามารถหลุดมาได้ ต้องมีผลต่อผลกระทบกระเทือนต่อผลประโยชน์ของอเมริกัน เช่น ข่าวเหตุการณ์ในอิรัค อาฟกานิสถาน ปากีสถาน หรือประเทศตะวันออกกลางอื่นๆ เพิ่งเมื่อไม่นานมานี้ ที่ข่าวสารจากอินเดียและจีนไหลเข้าสู่การรับรู้ของผู้บริโภคอเมริกันมากขึ้น เพราะทั้งสองประเทศกำลังมีอิทธิพลในด้านเศรษฐกิจ และอิทธิพลด้านการทหารมากขึ้นในภูมิภาค หรือแม้กระทั่งมีอิทธิพลต่อหลายประเทศในโลก

ในระดับมหภาค การที่ระบบการนำเสนอของสื่อในอเมริกาเป็นไปดังกล่าว ทำให้อเมริกันที่บริโภคข่าวสารส่วนหนึ่งมองประเทศอื่นๆนอกเหนือไปจากประเทศที่มีพรมแดนติดกันอย่างเม็กซิโก แคนาดา ไปไม่ไกลมากนัก การรับรู้เรื่องราวของต่างประเทศยังอยู่ในกรอบของสถานีโทรทัศน์ใหญ่ๆ อย่าง เอ็นบีซี  ซีบีเอส เอบีซี หรือซีเอ็นเอ็น  ขณะที่การทำงานในระดับสูงในต่างประเทศหรือภูมิภาค รัฐบาลอเมริกันใช้หน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อย่างเช่น หน่วยงานซีไอเอ  หน่วยงานจากกระทรวงป้องกันประเทศ(กลาโหม) ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการรับรู้เรื่องนอกประเทศของคนอเมริกันโดยทั่วไป

ในระดับจุลภาค ระบบที่เป็นอยู่ส่งผลต่อบุคลิกภาพ หรือลักษณะด้านปัจเจกของอเมริกันในแง่ที่ว่า  อเมริกันจำนวนมากไม่ใคร่คำนึงหรือครุ่นคิดถึงเรื่องราวอื่นใด มากไปกว่าความอยาก และความพยายามที่จะแสวงหาวัตถุเครื่องอำนวยความสะดวกสำหรับตัวเองหรือครอบครัว การแข่งขัน ต่อสู้ดิ้นรน ในการทำงานเป็นไปอย่างร้อนแรง และร้ายกาจ หรือที่เรียกกันว่า วีถีแห่งการทำงานหนัก นั่นเอง เมื่อเป็นอย่างนี้ย่อมมีผลให้มีความเครียดเกิดขึ้นในบรรดาอเมริกันเป็นจำนวนมาก ปัจจัยเหล่านี้ กระทบกระเทือนต่อวิถีชีวิตประจำวันในด้านอื่นๆตามมาด้วย ได้แก่ พฤติกรรมด้านความเป็นอยู่ การกิน การนอน  เป็นต้น ทำให้มีธุรกิจหลายประเภทเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อวิถีชีวิตของอเมริกันที่เปลี่ยนไป เช่น ธุรกิจอาหารด่วน (Fast Food) ธุรกิจอาหารเสริม (Food Supplement)  หรือกระทั่งธุรกิจขายยานอนหลับ  ธุรกิจขายเครื่องผ่อนคลายความเครียด แทบทั้งหมดดำเนินการผ่านสื่อโดยระบบการโฆษณา

แม้กระทั่งในเรื่องของที่อยู่อาศัย หรือบ้าน หากเป็นอเมริกันสไตล์จริงๆ ย่อมต้องเป็นบ้านที่ใหญ่ และเพียบพร้อมไปด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกนานาประการ ค่านิยมเหล่านี้บวกการโฆษณาที่ล่อใจมีผลให้อเมริกันส่วนมากขนเข้าของเครื่องใช้ที่เกินความจำเป็นจำนวนมากเข้าบ้าน ด้วยระบบการซื้อแบบผ่อนส่งที่ง่ายดายแสนสะดวก แล้วต่อมาคนที่มีพฤติกรรมแบบนี้ก็กลายเป็นสภาพของคนที่มีหนี้สินท่วมหัว เป็นภาระผูกพันกับชีวิตแบบไม่รู้จบ จนกว่าจะล้มละลาย หรือตายไป แต่แล้วคนพวกนี้ก็จะมีปัญหาต่อไปเรื่อยๆ สืบเนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่สามารถยับยั้งได้ของพวกเขา

อเมริกันส่วนใหญ่เป็นผลพวงหรืออยู่ในองคาพยพของทุนนิยม  ซึ่งเป็นระบบที่กระตุ้นให้มีการใช้จ่ายหรือเกิดการบริโภคมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อให้ระบบศรษฐกิจเกิดการไหลเวียน และเติบโต โดยพลังจากการแข่งขันอย่างแทบไร้ขีดจำกัด  ทำให้คนที่ตกอยู่ภายใต้ระบบ ไม่สามารถโงหัวขึ้นมาดูแสงเดือน แสงตะวันได้มาก นัก เพราะมัวแต่สาละวน พัวพันกับการงาน แทบจะตลอดเวลา ไหนยังจะเป็นด้วยเรื่องของความรับผิดชอบทางด้านครอบครัวอีก 

อเมริกันส่วนมาก จึงมีโลกเดียว คือ โลกเฉพาะอเมริกาเท่านั้น

ภาพอีกอย่างที่เห็นกันมาก คือ คนส่วนใหญ่จากข้างนอก หรือคนจากประเทศอื่นๆ มองอเมริกาในระดับมหภาค ไม่ได้มองในระดับจุลภาคหรือระดับปัจเจกกันมากนัก

 ระดับมหภาค ที่หมายถึงโครงสร้างทางสังคม ระบบอันแข็งแกร่ง และทรงอิทธิพลของอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นระบบเทคโนโลยี สารสนเทศ ระบบการทหาร ระบบเศรษฐกิจ และระบบการเมือง แต่ในระดับจุลภาคหรือระดับปัจเจก ที่หมายถึงค่านิยม วิถีชีวิต (Life styles)  และความคาดหวังในชีวิต ประเด็นเหล่านี้ไม่ค่อยมีใครจากข้างนอกได้พินิจกันมากนัก  

ที่สำคัญวิถีการใช้ชีวิตแบบอเมริกัน กำลังกลายเป็นแบบจำลองของผู้คนในแทบทุกประเทศทุกทั่วโลก อย่างไม่สามารถยับยั้งได้  ผ่านกลไกทุนนิยม และระบบการสื่อสารที่มีเครือข่ายโยงใยเป็นหนึ่งเดียว การถ่ายเทวัฒนธรรมอเมริกันจึงเป็นไปอย่างง่ายดายและสะดวกรวดเร็ว 

จะเป็นปัญหา หากผู้รับแบบจำลองไม่รู้เท่า และไม่คิดปรับปรุง พลิกแพลงให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเอง เพราะส่วนหนึ่งของบรรดาค่านิยม และวิถีชีวิตของอเมริกัน ก็มีส่วนดีอยู่มากเหมือนกัน เพียงแต่ต้องรู้จักนำมาใช้

อย่างที่ว่า ไม่มีใครหรือที่ไหนมีความสมบูรณ์ ไม่ขาดตกบกพร่อง แต่การมองอเมริกา ในแบบเชิงเดี่ยว อาจก่อให้เกิดความเข้าใจที่ผิดพลาดได้มากกว่าการมองภาพอเมริกาในเชิงซ้อน  หรือหลายหลากมิติ

  การใช้ชีวิตที่มีความพัวพัน หมกมุ่น อยู่กับการเอาตัวรอด และขั้นตอนหลังจากนั้น เรียกกันอย่างเสนาะเพราะพริ้งว่า เป็นการยกระดับคุณภาพของชีวิต ซึ่งเกี่ยวพันกับการกิน การอยู่ และการสืบพันธุ์  ทำให้ผู้คนจำนวนมากแทบไม่เหลือเวลาใคร่ครวญเกี่ยวกับคุณค่าที่เกี่ยวเนื่องกับกระบวนการภายใน หรือที่เรียกว่า การแสวงหา และการเรียนรู้ภายใน ยิ่งการใช้ชีวิตเยี่ยงวิถีอเมริกันแล้ว การเรียนรู้ และใส่ใจเรื่องพวกนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย มีบ้างเหมือนกันสำหรับอเมริกันบางกลุ่ม แต่เมื่อเทียบกับอเมริกันส่วนใหญ่แล้ว ยังถือว่ามีจำนวนน้อยมาก

 ไม่ง่ายที่จะสลัด “กับดักทางวัตถุ”ออกไปจากชีวิต มีแต่จะยิ่งติดแน่นมากขึ้น เหมือนเนื้อติดบ่วงพราน ยิ่งดิ้นบ่วงก็ยิ่งรัดแน่นมากขึ้น จนกระทั่งดิ้นไม่ไหว ถูกพรานจับไปฆ่าในที่สุด ที่สำคัญ “กับดัก”หรือ “บ่วง”เหล่านี้ เป็นสิ่งเย้ายวนใจชวนให้เข้าไปติดง่ายเสียด้วย

นี่เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตในแบบที่สวนทางกับการดำเนินชีวิตในวิถีตะวันออกแต่เดิม เพราะตะวันออกในเวลานี้ก็เปลี่ยนไปมาก รับเอาแนวทางการดำเนินชีวิตแบบตะวันตก โดยเฉพาะให้การค่ามาตรฐานอเมริกันไว้ค่อนข้างสูง

ในแง่ของการใช้ชีวิตตามหลักปรัชญาตะวันออกส่วนหนึ่ง ผมนึกถึงวิถีการตัวอย่าง ที่พอเป็นรูปเป็นร่าง มองภาพได้ชัดเจน คือ การใช้ชีวิตตามหลักช่วงอายุ ในหลักของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูเมื่อสมัยก่อน ในเรื่องอาศรมสี่ ได้แก่ พรหมจารี คฤหัสถ วนปรัสถ และ สันยาสี 

แปลความได้ว่า พรหมจารี หมายถึง วัยเล่าเรียน  คฤหัสถ์ หมายถึง วัยครองเรือน หาทรัพย์สิน เลี้ยงดูบุตรและภรรยา 
วนปรัสถ์ หมาย ถึง วัยชรา วัยเข้าหาธรรมะ และสันยาสี หมายถึงวัยที่มุ่งเข้าหาโมกษะ หรือความหลุดพ้น ซึ่งเป็นกระบวนการอันสูงสุดของชีวิต  เรียกได้ว่า ชีวิตทีเกิดมามีเป้าหมายว่าต้องทำอะไร และเดินไปสูจุดใด ถึงจะเรียกว่ามีคุณค่ามากที่สุด  แน่นอนหลักดังกล่าว ไม่ให้น้ำหนักหรือคุณค่าในเรื่องทรัพย์สินเงินทองหรือวัตถุมากไปกว่าคุณค่าทางด้านจิตวิญญาณ ซึ่งพราหมณ์กำหนดให้เป็นเป้าหมายสำคัญสูงสุดของชีวิต นั่นถึงจะเรียกว่า เดินไปตามครรลอง ขั้นตอน ที่ถูกต้อง มาดี ไปดี

การเดินตามขั้นตอนที่ถูกต้องสามารถช่วยให้ชีวิต มีความหวัง และอยู่อย่างถูกต้อง มีความสุขมากขึ้น กำหนดกรอบหรือบริบทของชีวิตได้ ไม่สับสน ฟุ้งซ่าน กับความอยากในเรื่องวัตถุ เช่น จำกัดระยะเวลาการถือครองวัตถุ ไว้แต่เพียงช่วงหนึ่ง ทั้งนี้ หากมองตามความหมายของศาสนาแล้ว สมาชิกของครอบครัว เช่น ลูก หลาน ปู่ ย่า ตา ยาย ฯลฯ อาจอยู่ในนิยามของคำว่าวัตถุด้วย ซึ่งต้องอาศัยหลักการจัดการที่ถูกต้อง และเหมาะสม การใช้ชีวิตถึงจะเป็นปกติได้ นอกเหนือจากการจัดการเรื่องทรัพย์สินที่ต้องทำกันอยู่แล้ว

ดูเหมือนการจัดการกับชีวิตในปัจจุบัน มีวิธีการที่แตกต่างอย่างมากกับหลักการของศาสนาเมื่อก่อน การจัดการกับชีวิตในสมัยปัจจุบัน เป็นการดำเนินการเพื่อเก็บสะสม หรือเพื่อสืบทอด ซึ่งเป็นผลมาจากการให้น้ำหนักหรือคุณค่าของชีวิตที่เป็นไปอีกรูปแบบหนึ่ง ไยจะพูดถึงการปลีกวิเวกทางทรัพย์สินและจิตใจ  ที่แทบจะไม่มีเวลาครุ่นคิด ใคร่ครวญถึงเรื่องพวกนี้กันเลย

ภาพของคนอเมริกันสูงอายุที่อยู่กันไปวันๆ มีให้เห็นตามสถานที่ต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็น บ่อนการพนัน หรือบ้านพักคนชรา ที่อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บางคนพูดกับผมว่า อยู่เพื่อรอวันตายเท่านั้น

ผมเคยเล่าให้เพื่อนๆฟังหลายครั้ง เกี่ยวกับภาพเปรียบเทียบ คนงานก่อสร้าง กำลังก่อสร้างตึกสูงใหญ่หลังหนึ่ง เขาก่อสร้างต่อเติมชั้นตึกสูงขึ้นไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่านอกเหนือจากเงินค่าจ้างแล้ว เขาจะสร้างตึกนี้ไปเพื่ออะไร และสร้างสูงไปถึงไหน เมื่อไหร่ถึงจะแล้วเสร็จ ในช่วงขณะกำลังก่อสร้างคนงานจำนวนหนึ่งก็พลัดตกห้างร้านลงมาตายเสียบ้าง พวกที่ตกตึกที่กำลังก่อสร้างก็เป็นอันจบกันไปในชีวิตหนึ่ง ส่วนพวกที่กำลังก่อสร้างก็ทำกันต่อไปเรื่อยๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  การตกตึกเมื่อขณะกำลังก่อสร้าง กลายเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับพวกเขาไป เมื่อมีคนงานหล่นลงมาจากห้างร้านหนึ่งคน พวกเขาก็พากันชี้ให้ดูแล้วพูดว่า “ เฮ้ย !! เสร็จไปอีกหนึ่งคน” แต่ไม่ได้สำหนียกว่า สักวันหนึ่งคนที่ตกลงมาห้างร้าน อาจเป็นพวกเขาเองคนใดคนหนึ่ง  นั่นคือ ไม่ได้ตั้งคำถาม ที่ว่า แล้วจะสร้างตึกไปทำไม สร้างไปเพื่อใคร และเมื่อไหร่ถึงจะแล้วเสร็จ   อาจมีคนที่รู้เท่าบางคนตะโกนขึ้นไปจากข้างล่างให้ได้ยินกันว่า  แล้วพวกเอ็งจะสร้างไปหาสวรรค์วิมานอะไรกัน  ในเมื่อสร้างเท่าไหร่ก็ไม่ถึงชั้นฟ้าเสียที  มีแต่บาดเจ็บ และตกลงมาตายเพิ่มมากขึ้น  มีคนงานเพียงไม่กี่คนที่ได้ยินเสียงตะโกนนี้  คนที่ได้ยินและเข้าใจ ก็ลงมาจากอาคารที่กำลังก่อสร้าง  เมื่อเขาลงมาถึงชั้นล่างหรือชั้นพื้นดิน แล้วแหงนหน้าขึ้นไปก็พบว่า อาคารที่เขากำลังสร้างนั้นสูงมากแทบไม่น่าเชื่อ เห็นเพื่อนคนงานกำลังไต่ห้างร้าน  และทำงานกันอย่างขะมักขะเม้น เหมือนฝูงมด ความรู้สึกเมื่อเท้าเหยียบถึงพื้นดิน และรู้ว่า จะไม่ต้องทำงานก่อสร้างอีกต่อไปนั้น ไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้กับเมื่อตอนอยู่บนอาคารสูง  ชีวิตเขาเสี่ยงในทุกวินาที เมื่อก่อนเขาไม่ได้ใส่ใจถึงเรื่องนี้เลย  ตอนนี้เขาหมดภาระที่จะต้องทำแล้ว ขณะที่คนงานอื่นก็สร้างตึกต่อชั้นขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด การตกตึกมีให้เห็นทุกวัน  เขากล่าวขอบคุณคนที่ตะโกนบอกให้เขาลงมา และเดินกลับบ้านไปด้วยใจเป็นสุข

 ผมคิดว่า เรื่องเล่านี้ให้ภาพของความรู้สึกพอและการพินิจ สำรวจตนเอง  ซึ่งต้องยอมรับว่าอเมริกันจำนวนไม่น้อยที่กำลังอยู่ในภาวาการแบบนี้เหมือนกัน แม้ว่าส่วนใหญ่จะยังคงต้านทานความแรงของพายุทุนนิยมไม่ใคร่ได้

ในแง่การพินิจ และสำรวจตัวเอง อาจไม่ต้องถึงกับต้านพายุทุนนิยมเสียทีเดียว เพียงแต่ต้องคอยหมั่นตรวจตรา การบริโภค ความเป็นอยู่ และสภาวะจิต  ตลอดถึงเป้าหมายของชีวิต เพราะระบบทุนกับวิถีชีวิตประจำวันไม่สามารถแยกออกจากกันได้  ความเป็นไปหรือความเปลี่ยนแปลงของโลกสืบเนื่องด้วยทุนมาแต่ไหนแต่ไร และกำลังเป็นอยู่ในทุกวันนี้

ในช่วงหลายปีผมเจออเมริกันมากมาย เราคุยกันตามประสาเพื่อน ไม่ก็ประสาคนทำงานด้วยกัน เมื่อพวกเขาทราบว่า ผมมาจากเมืองไทย  ก็เกิดความอยากรู้อยากเห็น อยากไปเที่ยวเมืองไทย  เพราะได้ข่าวว่าเมืองไทยนั้นสวยงาม และคนไทยใจดี มีลักษณะความเป็นมิตรสูง ผมถามกลับไปว่า จะไปเที่ยวเมืองไทยกันเมื่อไหร่ อเมริกันหลายคนบอก เอาไว้รอหลังรีไทร์ถึงค่อยไป เพราะตอนนี้ยังไม่มีเวลา ต้องแทคแคร์ครอบครัว และการงาน

ความจริงพวกเขามีเงินที่จะไป!!

ผมบอกพวกเขาอย่างไม่เกรงใจไปว่า ชาตินี้คุณคงไม่มีโอกาสไปเมืองไทยหรือประเทศอื่นๆที่คาดหวังไว้หรอก

เขางง ถามผมว่า ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะ?

ผมบอกไปว่า ช่วงเวลาก็สำคัญ เหตุการณ์ก็สำคัญ  การงานก็สำคัญ การเงินก็สำคัญ และสุขภาพก็สำคัญ  ทุกอย่างสำคัญหมด เพียงแต่จะให้สิ่งที่เป็นตัวแปรเหล่านี้ลงตัวทั้งหมด ย่อมแทบไม่มีทางเป็นไปได้

ไม่มีอะไร Perfect!!

อีกอย่าง เมื่อตั้งใจจะไป ต้องปักใจว่า I Must go ไม่ใช่แค่เพียง I want to go หรือ I am going to go  หรือกระทั่ง I have to go  ไม่เช่นนั้นก็เป็นได้แค่ความตั้งใจ โดยไม่มี Action ใดๆเกิดขึ้นเท่านั้น

การทำกิจกรรมที่เป็นเป้าประสงค์ของชีวิต ในส่วนของช่วงเวลา หมายถึง การมีเวลาสำหรับที่จะไป หรือจะทำกิจกรรมใดๆ เหตุการณ์ หมายถึง สถานการณ์ในสถานที่ที่จะไปในช่วงขณะทำกิจกรรมนั้นๆเป็นปกติดีหรือไม่  เช่น บางทีหากทำกิจกรรม ไปเที่ยวในสถานที่ต่างๆ แล้วอาจก่อให้เกิดอันตรายหรือความเสี่ยง การงานหมายถึง การทำกิจกรรมที่เป็นความต้องการนั้น ส่งผลกระทบต่อการงานที่กำลังทำอยู่หรือไม่ การเงิน หมายถึง ความพร้อมทางด้านการเงิน ส่วนใหญ่ เรื่องนี้เป็นที่เข้าใจกันได้ดี   และสุขภาพ หมายถึง ร่างกายมีความพร้อมที่จะทำกิจกรรมต่างๆ อย่างเช่น หากต้องการจะเดินทาง ร่างกายต้องแข็งแรงดี หรืออาจแข็งแรงในระดับหนึ่ง ทั้งหมดเป็นองค์ประกอบที่เกี่ยวพันกันอย่างแทบไม่สามารถแยกออกจากกันได้

คนส่วนใหญ่ หรือเกือบทั้งหมดที่มุ่งหวังหรือฝันจะทำอะไรในชีวิต มักมีความพร้อมอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง แต่แล้วก็มักขาดองค์ประกอบบางอย่างเสมอ เช่น ในกรณีเพื่อนของผมบางคนอยากเดินทางท่องเที่ยว เวลาสำหรับตัวเองพร้อม การเงินพร้อม เหตุการณ์พร้อม ร่างกายพร้อม แต่การงานกลับไม่พร้อม  เพราะไม่สามารถลางานได้หรือลาได้แต่ก็ไม่นาน คือเดินทางแล้วไม่คุ้ม ก็เลยไม่ได้ไปเสียที  เพื่อนหลายคนองค์ประกอบเกือบทุกอย่างพร้อม แต่กลับมีปัญหาเรื่องการเงิน  เงินไม่พอในช่วงนั้น หรือมีสิ่งอื่นๆที่คิดว่าสำคัญกว่าการเดินทาง ก็เลยไม่ได้เดินทางเสียที  ทำให้ต้องเลื่อนอยู่เสมอ จากปีนี้  เป็นปีหน้า  เมื่อถึงปีหน้าก็ต้องเลื่อนเป็นปีต่อไปอีก ในที่สุดก็ไม่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองฝันหรือต้องการเสียที ในขณะที่เวลาผ่านไปเรื่อยๆ

ผมเคยบอกกับเพื่อน ในช่วงที่เราคุยกันถึงเรื่องนี้ว่า หากรอให้องค์ประกอบทุกอย่างพร้อม อาจไม่สามารถเดินทางไปไหนได้เลย เพราะห่วงโน่น กังวลนี่   โดยเฉพาะเรื่องเงิน ที่หลายคนว่าเป็นปัจจัยสำคัญนักหนา

อเมริกันรุ่นหนุ่มสาว เคยถามผมเกี่ยวกับเรื่องนี้เหมือนกัน ผมบอกไปว่า ไม่มีอะไรเพอร์เฟ็คท์ หากชอบจะเดินทางก็ต้องจัดการเตรียมการ วางแผน ให้ถูกต้อง  เรื่องค่าใช้จ่ายที่ถือว่าสำคัญ ต้องรู้จักประหยัด ส่วนไหนที่ตัดได้ก็ต้องตัด ให้เอาเนื้อหาสาระไว้ก่อน อย่างโรงแรมที่พัก หรือ รถโดยสาร ก็ควรเลือกให้ดีว่าจะเอาแบบไหนที่เหมาะสมกับตัวเอง  เพราะเรื่องเหล่านี้เกี่ยวพันกับกระเป๋าตังค์โดยตรง 

ผมมักเล่าเรื่องราวต่างๆในช่วงขณะการเดินทางให้พวกเขาฟัง ส่วนใหญ่บอกว่า ไม่อยากรอตอนรีไทร์แล้วถึงค่อยเดินทาง

เป็นธรรมดาอยู่เองเมื่อคุณอายุยังไม่มาก อาจมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ขณะที่ในส่วนของร่างกายมีความพร้อมอย่างสูง เพราะกำลังเป็นหนุ่มสาว แต่เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ฐานะการเงินดีขึ้น(อาจเกิดจากการเก็บออม หรือค่าตอบแทนที่ได้จากการทำงานสูงขึ้น) มีเวลาพร้อมที่จะไป แต่แล้วบางทีร่างกายอาจไม่พร้อมแล้วตอนนั้น ซึ่งต้องพิจารณาไตร่ตรองให้ดีๆ และต้องเลือกโอกาสที่เหมาะสมกับตัวเอง

ผมบอกซ้ำไปอีกว่า ไม่มีอะไรสมบูรณ์พร้อมไปเสียทุกอย่าง  หากพวกเขารักที่จะเดินทาง ต้องยอมที่จะสูญเสียอะไรไปบางอย่าง ไม่ต้องรอให้ครบองค์ประกอบ นั่นคือ ต้องรู้จักวิถีแห่งการจัดการที่ถูกต้องเพื่อที่จะให้การเดินทางนั้นเป็นอย่างที่ต้องการมากที่สุด เช่น อยากดู อยากเห็นอะไร เป็นหลัก เป็นรอง ก็จัดลำดับให้ถูกต้อง เพราะในสถานที่เดียวกันหรือสิ่งเดียวกัน การให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่ภายใน และรายละเอียดอาจแตกต่าง

แต่อย่างน้อย ในเรื่องการสูญเสีย สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอน  และต้องเตรียมรับไว้ คือ เสียเงิน และเสียเวลา

ในอเมริกา ความจริงมีคำพูดที่จักกันโดยพื้นฐานอยู่แล้ว นั่นคือ Nothing ‘s for free !! 

คือไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ ต้องเสียอะไรแลกเปลี่ยนเอามา อย่างน้อยก็เรื่องเวลา หรือหากให้พูดตามตรงก็คือ ความแก่ ทุกคนต้องสูญเสียตัวให้กับกาลเวลา  ผลที่ได้มาเรียกได้ว่า ความชรา และชรากันมาตั้งแต่อยู่ในท้องแล้ว

ดังนั้น หากต้องการทำอะไรตามความฝัน นอกจากความพยายามที่จะทำ หรือ Take action แล้ว ยังต้องไม่กลัวต่อความสูญเสียบางอย่างที่จะเกิดขึ้นจากความไม่สมบูรณ์ของความหวังและการกระทำ

ผมเลยได้ข้อสรุปสำหรับนักเดินทางทั้งหลายว่า ใจสำคัญที่สุด หากใจถอย ไม่สู้เสียแล้ว ทุกอย่างก็เป็นอันต้องล้มเลิกหมด สักแต่เพียงฝันแค่นั้นเอง…

  1. #1 by ธนพงศ์ เทพกล่ำ on กุมภาพันธ์ 22, 2011 - 8:46 am

    เช่นหลายคนบอกว่าต้องการหาความหมายของชีวิตทั้งที่ไม่รู้เลยว่าชีวิตนี้คืออะไร บ้างก็ต้องการเงิน บ้างต้องการตำแหน่ง บ้างต้องการสนุกสนาน ปะปนไป
    วันนี้เหนื่อยมากกับภาระเรื่องงาน โดยที่ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร และเพื่อใคร….
    เงินมันไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต นั่นเป็นเรื่องจริงนะ….แต่ชีวิตไม่กี่อย่างเหมือนกันที่ไม่ใช้เงินนะ…

  1. Tweets that mention Nothing’s perfect!! « Jaojook's Blog -- Topsy.com

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: