จุดเปลี่ยนยุทธศาตร์ จีน-อเมริกา

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์ : piralv@yahoo.com

ท่ามกลางจำนวนทรัพยากรโลกที่มีอยู่เท่าเดิมและอย่างจำกัด จนก่อให้เกิดการแย่งชิงแข่งขันซึ่งกันละกันมากขึ้น รวมทั้งภัยทางด้านความมั่นคงในภูมิภาค ให้ช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา หลายประเทศในโลกต่างเร่งพัฒนาศักยภาพด้านการทหารมากขึ้นเพื่อป้องกันตนอง ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและเสริมสร้างความสมดุล ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของชาติมหาอำนาจที่มีอยู่เดิม หรือชาติมหาอำนาจเกิดใหม่ก็ตาม

                น่าสนใจว่า ชาติมหาอำนาจเกิดใหม่ในเอเชีย อย่างเช่น จีนและอินเดีย ต่างเร่งเสริมสร้างศักยภาพทางด้านทหารอย่างเต็มพิกัด ด้วยเหตุแห่งฐานทรัพยากรและประชากร ทำให้ทั้ง 2 ชาติก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับคู่แข่งของชาติมหาอำนาจเดิมอย่างสหรัฐอเมริกาและชาติอื่นๆที่มีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในมือ ก่อนหน้านี้

                อาจกล่าวได้ว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ยุทธศาตร์ด้านความมั่นคงของโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก การครอบครองทรัพยากรด้านต่างๆ  อาศัยกำลังทางทหารเพื่อต่อรอง การกำหนดจุดยุทธศาตร์การป้องกันประเทศ เป็นเรื่องที่แต่ละประเทศมหาอำนาจและหลายประเทศให้ความสำคัญ และอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่

                อเมริกา ก็เช่นเดียวกัน โดยมีเป้าอยู่ที่จีน ขณะที่ก่อนหน้านี้เป้าหมายสำคัญทางยุทธศาตร์อยู่ที่รัสเซีย

                แม้ว่า ประเทศคู่การค้าสำคัญของอเมริกาเองในเวลานี้ก็ คือ จีน เช่นกัน แต่เทียบกับเป้าหมายด้านความมั่นคงแล้ว กลับกลายเป็นคนละเรื่อง

                กระทรวงกลาโหมหรือเพนตากอนของอเมริกา ที่มีนายรอเบิร์ต เกทส์ เป็นหัวหน้า ได้ดำเนินการหลายช่องทางในสิ่งที่เขาเรียกว่า “การสร้างสมดุลด้านความมั่นคงในภูมิภาค” ที่ดูเหมือนจีนจะคุกคามและครอบครองพื้นที่ของโลกในสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันก็จำกัด(บล็อค)พื้นที่แต่เดิมของอเมริกาและชาติพันธมิตรลง ดังเช่น กรณีที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิก แทบทั้งแถบ การแข่งแย่งดินแดน เขตน่านน้ำ  เหนือหมู่เกาะต่างๆ

ที่สำคัญ คือ การครอบครองพื้นที่ทางด้านยุทธศาตร์ที่เกี่ยวพันด้านการทหาร โดยระบบขีปนาวุธพิสัยกลางถึงพิสัยไกล และระบบดาวเทียมสื่อสารที่ทันสมัย สืบข้อมูลซึ่งกันและกัน

เหมือนเช่น ล่าสุดจีนได้พัฒนาแสนยานุภาพของขีปนาอาวุธที่เรียกว่า Dong Feng 21D หรือ DF21D ซึ่งสามารถทำการยิงได้ไกลในระยะ 1,500 กิโลเมตร(ประมาณ 900 ไมล์)

เรื่องนี้ ทำให้กองทัพเรืออเมริกัน ต้องปรับเปลี่ยนระยะแล่นและจอดของเรือบรรทุกเครื่องบิน ที่มีฐานจอดอยู่ที่ท่าเรือด้านใต้ของกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ออกห่างจากรัศมีทำการของขีปนาวุธดังกล่าว ลึกเข้าไปในเขตน่านน้ำสากลมากขึ้น

นอกเหนือไปจากการที่กองทัพจีน ได้พัฒนาเครื่องบินล่องหน(ลอดเรดาห์)สนับสนุนปฏิบัติของกองทัพเรือด้านชายฝั่งแปซิฟิก ส่งและติดตั้งระบบดาวเทียม ยึดพื้นที่ทับซ้อนนอกฝั่ง นัยว่าเพื่อบีบให้กองทัพเรือ รวมทั้งเครื่องบินของอเมริกันถอยห่างจากชายฝั่งของจีนมากขึ้น

เมื่อปีที่แล้ว กองทัพเรือจีนได้เคยทดสอบปฏิกิริยาของกองทัพอเมริกาและพันธมิตรญี่ปุ่น ด้วยการนำกองเรือเล็ก เรือดำน้ำ พร้อมอาวุธประจำการ จำนวน 10 ลำ  วิ่งผ่านช่องแคบมิยาโกะ ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างจีนและญี่ปุ่นต่อปัญหาการอ้างสิทธิ์ครองครองหมู่เกาะในทะเลจีนตะวันออก ซึ่งยังตกลงกันไม่ได้

ผู้บัญชาการกองเรือรบที่ 7 ของอเมริกา   Scott Van Buskirk  บอกล่าสุดว่า การปรับเป้าทางยุทธศาตร์ของจีนที่เกิดขึ้น ทำให้กองทัพอเมริกา ต้องคงกองกำลังไว้ที่ญี่ปุ่นในหลายๆพื้นที่  อย่างน้อยก็จำนวนเท่าเดิมรวมทั้งเขตทหารอย่าง โอกินาวา ที่ชาวญี่ปุ่นเคยประท้วงขับไล่ แต่ขณะนี้ประชาชนญี่ปุ่นเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าการดำรงอยู่ของกองทัพอเมริกัน ช่วยในเรื่องการป้องกันภัยคุกคามและเพิ่มอำนาจต่อรองกับฝ่ายจีน

 อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เกิดข้อกังวลต่อกองทัพอเมริกัน เนื่องจากจีนให้กองทัพเรือทุกชาติ อยู่จากชายฝั่งของจีนไม่ต่ำกว่า 18,000 กิโลเมตร ทำให้แผนการสอดแนมหรือเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางลับของฝ่ายอเมริกันทำได้ยากมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีของไต้หวัน หรือเกาหลีเหนือ

กรณีของไต้หวัน เมื่อจีนกำหนดเป้าหมายการป้องกันด้านทหาร ออกมาเช่นนี้ สถานการณ์ก็ถึงจุดเปลี่ยนเช่นกัน ทำให้การคุ้มครองและอิทธิพลของฝ่ายกองทัพอเมริกันอ่อนลง อย่างน้อย ก็ว่าด้วยเรื่องระเบียบพิธีการผ่านน่านน้ำ

แสดงให้เห็นว่า จีนเริ่มใช้นโยบายบีบทางด้านทหาร ต่อไต้หวัน เพื่อลดอิทธิพลของกองทัพอเมริกัน(ซึ่งหนุนรัฐบาลไต้หวัน) ในเขตน่านน้ำทะเลจีนลง

ส่วนเกาหลีเหนือนั้น ถูกจีนใช้เป็นบัพเฟอร์ โซน(Buffer Zone) เพื่อรับแรงปะทะจากเกาหลีใต้และฝ่ายอเมริกันเช่นเดียวกัน

สำหรับผู้บัญชาการ Van Buskirk นั้น รับผิดชอบต่อกองทัพเรืออเมริกัน ราว 60-70 ลำ ลูกเรือและนาวิกโยธินราว 40,000 คน ในเขตมหาสมุทรแปซิฟิก และมหาสมุทรอินเดีย

ท่าทีที่เป็นกังวลของฝ่ายอเมริกัน ต่อการปรับยุทธศาตร์ชายฝั่งตะวันออกใหม่ของจีน ทำให้เมื่อเร็วๆนี้ เพนตากอนมีการพิจารณาถึงการปรับเปลี่ยนกระบวนการเชิงยุทธศาตร์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกใหม่ รวมทั้งการเซ็ตพิกัดอาวุธและเป้าหมาย ในแต่ละฐานที่มั่นหรือแต่ละฐานทัพ ตามเกาะหรือสถานที่ต่างๆในมหาสมุทรแปซิฟิก และมหาสมุทรอินเดีย

รวมทั้งฐานประจำการและควบคุมอาวุธพิสัยไกลในเขตรัฐแคลิฟอร์เนีย รัฐเนวาดา และรัฐอลาสก้าที่อยู่ด้านเหนือสุด

แม้ ผบ. Van Buskirk จะบอกว่า จีนยังต้องเตรียมการด้านต่างๆ  เกี่ยวกับระบบอาวุธและด้านทหารอื่นๆอีกมาก แต่จากปฏิกิริยาของกองทัพและรัฐบาลจีนที่ส่งถึงนานาชาติ และส่งถึงอเมริกาโดยตรง นับว่าเป็นเรื่องที่สมควรกังวลไม่ใช่น้อย  

วิเคราะห์กันในฝ่ายอเมริกันว่า หลังจากจีนสามารถควบคุมทะเลตะวันออกได้มากขึ้นแล้ว ก็จะขยับลงมาหาผลประโยชน์ในเขตทะเลจีนใต้ต่อไป ยาวถึงเวียดนาม ตลอดเขตเชื่อมต่อหมู่เกาะฟิลิปปินส์ ซึ่งหมายถึงการเข้ายึดครอง อ้างสิทธิ์ในเขตทะเลที่มีรัศมีห่างจากเกาะต่างๆที่สามารถอ้างได้โดยการใช้กำลังทหาร ด้วยเหตุที่ปริมาณความต้องการทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะด้านพลังงานของจีนสูงมากขึ้น ตามขนาดการเติบโตของเศรษฐกิจ

เป็นไปได้อย่างยิ่งว่า การแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นพลังงานจะสูงมากขึ้นตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็นประเทศมหาอำนาจหรือไม่ก็ตาม โดยเฉพาะทรัพยากรทางทะเล ซึ่งยังถือว่ามีการสำรวจน้อยกว่าทรัพยากรจากแหล่งอื่นๆ

นี้เอง จึงเป็นเหตุให้กองทัพอเมริกันในบริเวณใกล้เคียงและที่ตั้งอยู่ในหลายประเทศพันธมิตร ต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาตร์ รวมทั้งกระบวนการงานข่าวสาร สอดแนม ที่ผ่านมาดาวเทียมจารกรรมได้ถูกกองทัพอเมริกันส่งขึ้นไปหลายดวง พร้อมเล็งเป้าที่จีนและเขตแปซิฟิก

ทำให้ภาพที่เห็นในขณะนี้ เป็นการประจันหน้าในแบบที่ใกล้ชิดมากขึ้นระหว่างกองทัพจีนกับกองทัพอเมริกัน

จากรายงานการศึกษาและวิจัยของสมาชิกคองเกรสบางคนเกี่ยวกับภัยคุกคาม นอกเหนือจากการก่อการร้ายจากโลกอาหรับแล้ว จีน เป็นประเทศที่น่าจับมองอย่างน่ากังวลสำหรับอเมริกัน ถึงกับมีการนำเสนอความเห็นในกรรมาธิการการทหารของคองเกรส ภายใต้ยุทธศาตร์เดียวกับการต้านการก่อการร้าย คือ “บล็อคข้างนอก(ประเทศ)เสียก่อน ก่อนภัยจะถึงตัว”

ขณะที่จีน เดินทัพเข้าใกล้อเมริกามากขึ้นทุกวันๆ.

  1. ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: