อนุสนธิ…ไทยรบเขมร

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์ : piralv@yahoo.com

ผมคิดว่าคนไทยทั่วโลกติดตามข่าวทหารไทยปะทะกับทหารกัมพูชา บริเวณพื้นที่ปราสาทพระวิหารและพื้นที่ใกล้เคียง ด้วยใจจดใจจ่อ เหมือนกันแทบทุกคน และด้วยความห่วงใยต่อชะตากรรมของพี่น้องคนไทยตามแนวชายแดนและประเทศไทยโดยรวม ในยุคที่ข่าวสารข้อมูลไหลไปมาเท่ากันอย่างปัจจุบัน เชื่อว่าเราคงได้รับทราบความเห็นของคนไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในอเมริกา สะท้อนผ่านสื่อออนไลน์ และสื่ออื่นๆ

                กับการแสดงท่าทีและบทบาทในเวทีโลกของไทยในเรื่องนี้โดยผ่านกระทรวงการต่างประเทศ ภายหลังจากที่ฝ่ายกัมพูชา โดยนายกรัฐมนตรีฮุนเซน ได้ฟ้องต่อองค์การสหประชาชาติ(ยูเอ็น)ว่าไทยเป็นฝ่ายรุกราน ซึ่งข้อเท็จจริงของเรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องที่ต้องว่ากันอีกประเด็นหนึ่ง

                แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นจากความขัดแย้งระหว่างประเทศในปัจจุบัน  คือ วิเทโศบายทางการทูต หรือกโลบายด้านการต่างประเทศ ที่แต่ละประเทศ “เล่นกัน”นั้น สำคัญมากน้อยขนาดไหน

                ต้องไม่ลืมว่า โลกปัจจุบันผูกพันผลประโยชน์ต่อกันและกันอย่างแยกไม่ออก ไม่มีประเทศใดสามารถเล่นบทบาทการเมืองระหว่างประเทศอย่างเดี่ยวๆ ได้อีกต่อไป ไม่ว่าประเทศเหล่านั้นจะเผด็จการมากเพียงใดก็ตาม ก็ยังต้องพึ่งพาอาศัยและเกื้อกูล ซึ่งกันและกันอยู่ดี ดูอย่าง เพื่อนบ้านของไทยอย่างพม่า แม้ไม่แคร์ต่อโลกตะวันตก ก็ยังต้องพึ่งพาอาศัยจีนและชาติอาเซียนอื่นๆ 

                แสดงให้เห็นว่า ความมั่นคงของชาติจะเกิดขึ้นได้ นอกเหนือจากการรักษาอธิปไตยและบูรณะภาพของดินแดนในส่วนของกำลังทหาร(National Security) ที่มีมาแต่เดิมแล้ว โลกปัจจุบันยังเพิ่มความสามารถในการคุ้มครองป้องกันประเทศ ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศ(Human Security)อีกด้วย โดยไม่จำกัดว่า จะเป็นประเทศเล็กหรือใหญ่ก็ตาม

                ดังนั้น แม้แต่กัมพูชาเองก็ผูกพัน พ่วงอยู่กับหลายประเทศ ทั้งมหาอำนาจและไม่ใช่มหาอำนาจ บนเงื่อนไขผลประโยชน์ ไล่ชื่อไปไล่ชื่อมา ก็จะพบว่า แทบจะไม่แตกต่างจากไทย นอกเหนือจากความเป็นประเทศน้องใหม่ที่ยังค่อนข้างบริสุทธิ์สำหรับการตักตวงผลประโยชน์ด้านทรัพยากรธรรมชาติ

                ประเทศขนาดประมาณไทยนั้น การกำหนดท่าทีและนโยบายต่างประเทศ ยิ่งจำเป็นที่จะต้องดำเนินให้ถูกทาง เนื่องจากถูกกระหนาบทั้งปัญหาเรื่องยุทธศาตร์ความมั่นคงของประเทศและการเป็นผู้นำในเวทีการเมืองระดับภูมิภาค อย่างน้อยก็ เวทีชาติอาเซียน

ก็ไม่ทราบว่า จริงๆแล้วเราเดินมาถูกทางมากน้อยขนาดไหน ต่อการให้น้ำหนักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ ในยุคหลังสงครามเห็น บทบาทของไทยดูเหมือนจะลดลงอย่างมาก แม้เมื่อกระทั่งดูจาก ความสัมพันธ์กับอเมริกา หรือแม้แต่ความสัมพันธ์กับจีน

                เราทราบว่า ในแต่ละปีมีการฝึกร่วมระหว่างทหารไทยกับทหารอเมริกัน  และล่าสุด คือการฝึกร่วมระหว่างทหารไทยกับทหารของจีน แต่ก็ปฏิเสธ ไม่ได้ว่า ฝ่ายทหารของทั้ง 2 ชาติมหาอำนาจนี้ ยังมีการสนับสนุนการพัฒนาระบบทหารให้กับกัมพูชาด้วยเช่นกัน แม้จะยังไม่มากเท่าไทย แต่ก็กำลังอยู่ในระยะของการพัฒนา เนื่องจากชาติมหาอำนาจเล็งเห็นประโยชน์ที่จะได้จากประเทศเล็ก ที่มีฐานทรัพยากรธรรมชาติอยู่มากพอสมควร หรือแม้กระทั่งการแข่งกันแผ่อิทธิพลในภูมิภาคที่คาบเกี่ยวกับความมั่นคง จีนกำลังก้าวเดินตามอเมริกาด้วยความรวดเร็วยิ่ง

                มีแง่มุมที่น่าสังเกตอยู่บางประการ ต่อการสนับรัฐบาลกัมพูชา คือ คนรุ่นใหม่เชื้อชาติกัมพูชาที่อพยพเข้าไปอยู่ในอเมริกาในช่วงที่เขมรกำลังเกิดสงครามกลางเมือง คนเหล่านี้บางคนได้เข้ารับราชการในกองทัพอเมริกัน เช่น  Michael V. Misiewicz เชื้อชาติกัมพูชา ที่ทำงานในกองทัพเรืออเมริกันในฐานะผู้บัญชาการเรือรบมัสติน (USS Mustin -DDG 89) และเคยเดินทางมาฝึกร่วมกับกองทัพของกัมพูชา เมื่อปลายปีที่แล้ว

                ต้องไม่ลืมว่ารัฐบาลบารัค โอบามา ใช้เงินไปจำนวนไม่น้อยในการช่วยเหลือกัมพูชา ทั้งการผ่านไปยังกิจการสาธารณูปโภคของกัมพูชา และเงินอุดหนุนให้กับหน่วยงานรัฐบาลอเมริกันที่มีอยู่ในกัมพูชาเวลานี้ ส่วนหนึ่งของเม็ดเงินได้กระจายออกไปจากหน่วยงานของรัฐบาลอเมริกันในประเทศไทย เช่น ผ่านทางสถานทูตอเมริกันและหน่วยงานอื่นๆของรัฐบาลอเมริกัน

กษิต ภิรมย์

ทั้งเมื่อคราวที่แล้ว นางฮิลลารี คลินตัน ได้เดินทางไปเยือนกัมพูชา แสดงให้เห็นความเปลี่ยนแปลงและการให้ความสำคัญของรัฐบาลอเมริกันที่มีต่อกัมพูชา จากยุทธศาตร์ความต้องการยันหรือบล็อค การเข้ามาแผ่อิทธิพลของจีนในภูมิภาค

ในด้านการทหาร แต่เดิมกองทัพไทยกับกองทัพอเมริกัน ถือกุญแจดอกเดียวกัน แต่ตอนนี้ เนื่องจากจีนได้ขยายอิทธิพลลงมาทางใต้มากขึ้น กองทัพและหน่วยงานความมั่นคงของอเมริกันเองได้ กำหนดนโยบายใหม่ที่จะให้ความสำคัญกับเขมรมากขึ้นในทุกๆด้าน มืออีกข้างของอเมริกากำลังถือกุญแจดอกใหม่ร่วมกับกัมพูชา

                รัฐบาลของกัมพูชาเอง ไม่ใช่ว่าจะไม่เข้าใจเรื่องนี้ เห็นได้จากการกำหนดจุดยืน ฟ้องไทยผ่านวิถีการทูตต่อสถานการณ์ความแย้งกรณีปราสาทพระวิหาร โดยต้องการดึงให้นานาชาติเข้ามายุติข้อพิพาทดินแดนที่เกิดขึ้น

                แม้จะส่วนหนึ่งจะคลายความน่ากังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนความสัมพันธ์ 3 เส้าระหว่างไทย กัมพูชาและอเมริกา เนื่องจากรัฐบาลอเมริกันเองเข้าใจและ “มีข้อมูลและหลักฐานอย่างพอเพียง” เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างไทยกับกัมพูชาก็ตาม แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ไม่น่าที่จะแน่ใจได้ว่า ฝ่ายการเมืองของอเมริกันหลายคนเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นหรือไม่?

                เรื่องนี้ความจริงนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศน่าจะทราบดี ทั้งในฐานะที่เคยเป็นเอกอัคราชทูตไทยประจำวอชิงตัน ดีซี มาก่อนว่า ไทยควรจะสร้างความสัมพันธ์กับฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติอเมริกันอย่างไร และสร้างกับใคร?

สุเทพ เทือกสุบรรณ

                ในมุมของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอเมริกามีอยู่ 2 ระดับ คือ ระดับที่เป็นทางการและระดับที่ไม่เป็นทางการ ที่ผ่านมาได้ดำเนินการควบคู่กันมาตลอด มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์และข้อมูลกันในหลายๆด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง

                ในด้านเศรษฐกิจ ไทยเองได้รับการเกื้อหนุนจากอเมริกา อย่างเช่นการส่งออกสินค้าไทยไปยังตลาดอเมริกัน ในรูปแบบของการให้สิทธิพิเศษทางด้านการส่งออกหรือ GSP เพราะมีการเกื้อหนุนกันระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลอเมริกันในประเด็นอื่นๆ หาไม่แล้ว รัฐบาลอเมริกัน คงตัดสิทธิ์ไทยต่อการค้าขายระหว่างประเทศต่อกันเรียบร้อยไปแล้ว

                แต่กระนั้น ก็ใช่จะมั่นใจได้ว่า ในประเด็นอื่นๆ แม้แต่ในเรื่องความมั่นคง รัฐบาลอเมริกันและรัฐสภาอเมริกันจะให้การสนับสนุนไทยได้ตลอด ขึ้นกับสถานการณ์และผลประโยชน์ของอเมริกันในภูมิภาค

                เพราะหากมองในแง่การลงทุนแล้ว ขณะนี้มีหลายบรรษัทข้ามชาติอเมริกัน เข้าไปสำรวจศึกษาและสานสัมพันธ์กับรัฐบาลฮุนเซน เพื่อลงทุน โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับกิจการพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ

                สมาชิกคองเกรสและซีเนตหลายต่อหลายคน ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปหาข้อมูล สำรวจและวิจัย ความเป็นไปในกัมพูชาและภูมิภาค ไม่รวมถึงหน่วยงานไม่หวังผลกำไรของอเมริกัน ที่เข้าไปจำนวนมากในช่วง 6-7 ปีมานี้ โดยเฉพาะสองเมืองใหญ่ คือ เสียมเรียบ และพนมเปญ

                ปกติคนอเมริกันรู้จักกัมพูชาดีอยู่แล้ว จากหนัง “เดอะคิลลิ่ง ฟีลด์” ภาพความโหดร้ายของสงคราม รวมทั้งผู้อพยพชาวเขมรที่อาศัยอยู่ในอเมริกาจำนวนมาก

                ตรงกันข้าม อเมริกันกลับรู้จักเมืองไทยเราน้อยกว่าเขมรและเวียดนามเสียด้วยซ้ำ

และเป็นระยะหลังที่สายสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภาและฝ่ายบริหารของไทย กับฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติของอเมริกัน เริ่มห่างกันมากขึ้น เห็นแต่เพียงงานด้านการทูตที่เดินอยู่ข้างเดียว

เรื่องนี้รองนายกรัฐมนตรีของไทย นายสุเทพ  เทือกสุบรรณ ผู้มีเพื่อนอเมริกันในวงการล็อบบี้ แถบเวอร์จิเนียและวอชิงตัน ดีซี สมควรเข้าใจได้ดีที่สุด คนหนึ่ง

เพราะนี่คือเกมการเมืองระหว่างประเทศ ที่ไทยต้องเอาตัวรอดให้ได้ ท่ามกลางกระแสโลกที่เปลี่ยนไป.

 

  1. ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: