เหนือความเป็นชาติ(พันธุ์)

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์ : piralv@yahoo.com

ในยุคที่ภัยก่อการร้ายระบาดไปทั่วโลก ส่อให้เห็นชาตญาณอย่างหนึ่งที่เหมือนกันของมนุษยโลก นั่นคือ ความกลัวภัยที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตหรือความกลัวตาย หลายประเทศที่ถือเป็นเป้าหมายขององค์การก่อการร้ายต่างก็ออกมาตรการที่คิดว่ารัดกุมที่สุดเพื่อป้องกันภัยที่จะเกิดขึ้นนี้  อย่างเช่น มาตรการหลายๆอย่างของรัฐบาลอเมริกันที่กำลังใช้อยู่ในเวลานี้

                จะเห็นได้ว่า ขณะนี้ไม่ใช่อเมริกาประเทศเดียวที่เป็นเป้าหมายขององค์การก่อการร้าย แต่ยังมีอีกหลายประเทศ เหมือนดังเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นที่สนามบินของรัสเซีย เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งมีคนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ฉะนั้นความหวาดระแวงภัยจึงเกิดขึ้นโดยทั่วไปอย่างไม่สามารถเลี่ยงได้

                ในอเมริกามีหน่วยงานที่ทำงานด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนอเมริกัน ไล่ลงมาตั้งแต่หน่วยงานระดับนานาชาติ หน่วยงานระดับชาติ ตลอดถึงหน่วยงานท้องถิ่น  ซึ่งสามารถป้องกันและปราบปรามการก่อการร้ายทั้งในและนอกประเทศได้ในระดับหนึ่ง มีการออกคำเตือนและสัญญาณเตือนเป็นระดับๆ แต่ก็ใช่ว่าคนอเมริกันเองจะปราศจากความหวาดระแวงจากภัยเหล่านี้

อเมริกันจำนวนมาก ไม่กล้าเดินทางไปยังประเทศที่เป็นปฏิปักษ์ หรือคู่ขัดแย้งผลประโยชน์กับรัฐบาลอเมริกัน

                อย่าว่าแต่อื่นไกลเลย แม้กระทั่งในประเทศเอง ส่วนที่อยู่นอกเหนือไปจากบทบาทของเครือข่ายขององค์การก่อการร้าย ก็คือความหวาดระแวงกันเองในระหว่างอเมริกันด้วยกันก็กำลังกลายเป็นปัญหาขึ้นมาเช่นกัน

                ที่เรียกกันว่า ความเกลียดชัง หรือ Hate Crime

                ประเด็นแห่งความเกลียดชังกันนี้ มีมาจากหลายสาเหตุ เช่น เรื่องสีผิว ความเชื่อทางการเมือง รวมกระทั่งศาสนา

                ทั้งๆที่หากว่าไปแล้ว    จากประสบการณ์ในอเมริกาของผม มองย้อนกลับไป 10 ปีให้หลัง ความเข้มข้นของระดับความเกลียดชังน้อยกว่าที่เกิดขึ้นอย่างในปัจจุบัน อย่างมากก็มีเรื่อง สีผิว หรือเชื้อชาติ

                แต่ตอนนี้มีประเด็นความเกลียดชังอื่นๆ เกิดขึ้นมามากมาย ไม่นับรวมแรงบีบคั้นทางเศรษฐกิจ ทุนนิยมแบบไม่ปรานีปราศรัย  ที่เป็นตัวกระตุ้น เร่งเร้าให้ยกระดับความเกลียดชังให้รุนแรงมากขึ้น กระทำต่อกันแม้กระทั่งคนสีผิวเดียวกัน

                หากปัจเจกชน คนใด ไม่มีสติรู้เท่าหรือไม่บรรลุวุฒิภาวะ ก็จะก่อการให้เกิดเหตการณ์รุนแรงที่น่าสะพรึงกลัว เหมือนหลายๆคดีที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่าน ดังเช่น เหตุการณ์สังหารหมู่ที่เมืองตูซอน มลรัฐอริโซน่า เมื่อวันที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่มีนายจาเรด ลูห์เนอร์  (Jared Loughner) วัย 22 ปี เป็นผู้ต้องหา  และมีอเมริกันบุคคลสำคัญกลายเป็นเหยื่อแห่งความเกลียดจากเหตุการณ์นี้ คือ นางแกเบรียล กิฟฟอร์ดส(Gabrielle Giffords)  สส.ของรัฐอริโซน่านั้นเอง

                อย่างไรก็ตาม หากจะสาวย้อนขึ้นไปก่อนหน้านี้ ในอเมริกามีเหตุการณ์ทำนองเดียวกันกับเหตุการณ์ที่ตูซอนเกิดขึ้นจำนวนไม่น้อย เป็นการทำร้ายหมู่ และเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ อย่างไม่น่าเชื่อ เช่น ที่เกิดขึ้นกับนักเรียนในโรงเรียน หรือผู้ที่อยู่ท่ามกลางประชุมชน

                ในฐานะคนไทย ในอเมริกา นอกเหนือจากความพึงสังวรณ์จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว การแสดงออกซึ่งความเสียใจและเห็นใจ ในฐานะเพื่อนร่วมชาติและมนุษยชาติ เป็นสิ่งที่พึงกระทำอย่างยิ่ง บนความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมเชื้อชาติในประเทศใหญ่ประชากรกว่า 300 ล้านคนแห่งนี้

                 เพราะหากว่าไปแล้วสำหรับชุมชนไทยในอเมริกาของเรา ยังแปลกแยก หรือมีความห่างอยู่พอสมควรกับวิถี(วัฒนธรรม)อเมริกัน โดยเฉพาะชุมชนขนาดใหญ่อย่างชุมชนไทยในนครลอสแองเจลิส

                นอกเหนือจากบางเรื่อง บางประเด็นที่ผมเห็นว่า ในส่วนของคนเชื้อชาติไทยรุ่นใหม่บางกลุ่มก็ดำเนินกิจกรรมไปอย่างสอดคล้องและเข้าใจต่อวิถีอเมริกัน ซึ่งเป็นนิมิตรหมายที่ดียิ่ง

                ลูกหลานคนไทยที่นี่หลายคน เข้าไปสู่ระบบอเมริกัน มีตำแหน่งหน้าที่การงาน ก้าวหน้าอย่างน่าชื่นชม ทั้งองค์กรของรัฐ องค์กรการเมือง และองค์กรเอกชน จนเราไม่รู้จะเอาพวกเขามาใช้ประโยช์อย่างไร เพราะไม่เคยสร้าง “ระบบเชื่อมต่อ” มารองรับพวกเขาในช่วงก่อนหน้านี้ ชุมชนไทย โดยเฉพาะ “รัฐไทย” หรือ “ตัวแทนรัฐไทยในต่างแดน” แทบไม่เคยคิดถึงประเด็นจำพวกนี้

                ข้าราชการไทยที่ถูกส่งมาประจำหลายคน ต่างใช้สิทธิในตำแหน่งต่างๆให้เกิดประโยชน์กับตัวเอง ด้วยการใช้ชีวิต พร้อมด้วยครอบครัว ช่วงหลังเกษียณที่อเมริกา บ้างผันตัวเองไปทำธุรกิจส่วนตัว ซึ่งนั่นเป็นเรื่องของแต่ละคนไม่ว่ากัน

                แต่หน่วยงานประจำที่มี “ธุระกิจเกี่ยวข้อง”กับรัฐบาลและเอกชนอเมริกันในแบบประจำหรือ “แบบมีหน้าที่” อยู่แล้ว ควรจะแสดงออกบ้างไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

                โดยแก่นแท้แล้ว การแสดงความเห็นอกเห็นใจ ในฐานะผองเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุข บนผืนดินเดียวกัน เป็นสิ่งควรน่ากระทำ เท่ากับคุณูปการแห่งผลการกระทำดังกล่าว จะเกิดขึ้นและย้อนกลับมายังชุมชนไทยและประเทศไทยของเรา ทำนองเดียวกัน

ทั้งผลในด้านความสัมพันธ์และผลพลอยได้ในเชิงธุรกิจ

                ถูกล่ะ เรายังมีคนไทยไม่น้อยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ หรือมี “แรงเสียดทาน”ในการดำรงชีวิตสูง แต่ผลแห่งเมตตาจิต ย่อมจะส่งผลในเชิงบวกแน่นอน ตามคำพูดนัยคำสอนของพุทธศาสนาที่ว่า“จิต เป็นประธาน และการจะสำเร็จได้ ก็ด้วยจิต”

                จึงขออนุโมทนาต่อการจัดงานฯ ของกลุ่มคนไทยย่านแอล.เอ.และปริมณฑล ที่เห็นความสำคัญของเรื่องนี้ แสดงออกถึงความเสียใจ เห็นใจ ต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตจำนวน 6 ราย และผู้ได้รับบาด 14 ราย ในวันอาทิตย์ที่ 30 ม.ค.นี้ ในย่านไทยทาวน์ ฮอลลีวูด ที่ซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชนไทยแคลิฟอร์เนียภาคใต้

                ด้วยตระหนักตามหลักการแห่งพุทธศาสนาว่า ทุกชีวิตความอยู่เหมือนกัน มีความเป็นไปเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ ผิวสีใดๆ ก็ตาม ทั้งเป็นไปตามทัศนะ หรือคติที่ถูกต้องของผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในอเมริกาอย่างเข้าใจ

                ในหลักแห่งเมตตา ไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติ เท่ากับ การทำบุญอุทิศและแผ่ส่วนกุศล ก็ไม่ขึ้นกับชาติ ศาสนาเช่นเดียวกัน

                จึงนับเป็นการเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ ผู้ร่วมชะตาเดียวกัน ครบ 3 ทาง คือ กาย วาจา ใจ

ชุมชนเชื้อชาติเอเชียนหลายๆแห่ง ก็แสดงออกในลักษณะดุจเดียวกันนี้มาก่อนแล้ว การจัดงานทำนองนี้ จึงน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับชุมชนไทยเมืองอื่นๆ ในเมื่อที่ผ่านมามีการจัดงานทำนองเรี่ยไรเงินกลับเมืองไทยจากหยาดเหงื่อคนไทยด้วยกันเสียเป็นส่วนใหญ่ จนกลายเป็นประเพณีไปแล้ว

                เพราะจะอย่างไรเสีย ถึงแม้ว่ากิจกรรมชีวิตประจำวันหลายอย่างในอเมริกา จะเดินไปได้ด้วยแรงจูงใจจากปัจจัยที่เกิดจากทุนก็ตาม แต่เราก็คงไม่อาจปฏิเสธกับตัวเองได้ หากไม่ได้อาศัย “น้ำใจของฝรั่ง” เป็นเครื่องพึ่งพาอาศัย ชุมชนไทยเราคงปักหลักกันที่นี่ยากยิ่งกว่านี้

                หลายเรื่อง บางคน บางครอบครัวคนไทยของเรา ได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนอเมริกัน อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งๆที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเสียด้วยซ้ำ

                ดังนั้น หากจะวิจารณ์อเมริกาในด้านลบเสียทั้งหมด ไม่มีอะไรดี ไยจะอาศัยแผ่นดินนี้ อยู่เพื่อประโยชน์อันใดเล่า?

                อยู่ที่ไหนก็ตาม หากกตัญญูรู้คุณแผ่นดิน รู้จักเมตตาต่อผองเพื่อนมนุษย์และสัตว์ ย่อมไม่มีวันตกต่ำ..!!

                เหมือนกันทั้งนั้นแหละครับ สัพเพ สัตตา สัตว์เพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

                 ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลกก็ตาม

  1. ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: