เดอะโฮลเวิร์ล คอฟฟี่ช็อป

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์ : piralv@yahoo.com  

ช่วงการกลับไปเมืองไทยยาวหลายเดือนเที่ยวที่แล้ว ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ต้องยอมรับว่าเมืองไทยเราเปลี่ยนเร็วมาก โดยเฉพาะหากเปรียบเทียบกับช่วงเวลาของโลกตะวันตกเกี่ยวแก่การเพิ่มขึ้นหรือลดลงของวัตถุสิ่งของมวลภาคต่างๆ

ดูเหมือนความคึกคักหรือการมีพลังกำลังเกิดขึ้นแก่โลกตะวันออก อย่างที่หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า โลกกำลัง “Go East” เพราะไม่ว่าจะเหยียบย่างไปทางไหน ทุกประตูคูค่ายหลายประเทศอุดมไปด้วยสรรพกำลัง เต็มเปี่ยม เหมือนเด็กวัยรุ่นกำลังโต สำเหนียกถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย กำลังอยากเรียนรู้ อยากรู้ อยากเห็น และกระฉับกระเฉง คล่องแคล่ว

นี่คือ สิ่งที่ผมเห็นในประเทศย่านเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างบ้านเรา หากเมื่อเปรียบเทียบกับอเมริกาแล้วก็เห็นข้อแตกต่างถนัด

โลกแห่งวัตถุเทคโนโลยีได้พัฒนาไปอย่างกว้างขวาง โอกาสทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นในโลกฝั่งตะวันออก การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร หรือระบบสารสนเทศเป็นไปอย่างเท่าเทียมกัน โลกทั้งใบกลายเป็นห้องเดียวกัน ไม่มีกลางคืนกลางวัน หรืออีกนัยหนึ่ง คือ 24/7

ประตูแห่งการรับรู้บานใหญ่เปิดตลอดเวลา ไม่เคยปิด แต่พวกเรา คนรุ่นผม คนรุ่นพี่ผม และคนรุ่นใหม่ลงไป จะตั้งรับกับการล้นทะลักของข้อมูลความรู้ ที่บ้างก็เจอปนมาด้วยข้อมูลขยะอย่างไร?
ผมเขียนบทความนี้ในช่วงบ่าย ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง บนถนนอิสต์ซาฮาร่าอะเวนิว ตัดกับถนนแมรี่แลนด์ ไม่ไกลนักจากย่านสตริพ เมืองลาสเวกัส รัฐเนวาดา เวลาเมืองไทยอาจราวๆตีห้า

โลกเปลี่ยนไปมากจริงๆ แค่ในช่วงไม่ถึง 10 ปีที่ผ่านมา โดยอิทธิพลของการสื่อสารไร้พรมแดนที่ทะลุทะลวง ทำให้ผมนึกถึงร้านกาแฟใหญ่ ชื่อว่า “เดอะโฮลเวิร์ล คอฟฟี่ช็อป”(The Whole World Coffee Shop หรือหากเป็นในอเมริกาเรียกเป็น Espresso Bar) มีแขกไปใครมาเข้าออกตลอดเวลาไม่ว่างเว้นทุกเชื้อชาติ ทุกสัญชาติ และหลากผิวพรรณ

เหมือนกับ “สภากาแฟโลก” ยังไงยังงั้น เป็นแบบจำลอง(Model)ของโลก ในแง่ “มหภาคปฏิสัมพันธ์”

ผมเกิดคำถามในใจว่า เด็กสมัยใหม่ที่เกิดมาท่ามกลางดงข้อมูล จะอยู่กันอย่างไรในยุคข้อมูลล้นทะลักและไร้พรมแดน พวกเขาจะสามารถคัดสรร กรองเอาข้อมูลมาใช้ได้อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพหรือไม่?

พวกเขาไม่จำเป็นต้องเหมือนพวกเรา หากสามารถที่จะต่อยอดขึ้นไปได้ โดยการอาศัยฐานข้อมูลเดิม แต่แล้วยอดที่ต่อขึ้นไปจะผลิดอกออกผลอย่างไรในสังคมที่มีวัฒนธรรมใหม่เกิดขึ้น ซึ่งย่อมแตกต่างจากวัฒนธรรมเดิมๆอย่างที่เห็นๆอยู่ในปัจจุบัน

ไม่ต้องรีบร้อนหรอกครับ ใจเย็นๆ อีกไม่กี่ปีเราคงได้เห็น “ผลจากการต่อยอด”และ “ความเปลี่ยนแปลง” มาจาก The Whole World Coffee Shop

ระบบสารสนเทศแบบใหม่จะเป็นตัวการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแทบทุกอย่าง และอย่างยากที่จะปิดกั้น โดยที่บางทีคุณอาจไม่ต้องไปทำอะไรเพื่อกระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากเลย ทุกๆด้านในองคาพยพ การเมืองเอย เศรษฐกิจเอย สังคมเอย วัฒนธรรมเอย ทั้งหมดจะไม่สามาถต้าน “ระบบมหภาคปฏิสัมพันธ์”ได้อย่างแน่นอน

เมื่อระบบนี้กำลังทำงานและกำลังทำให้หลายอย่างโปร่งใสจากที่เคยอยู่ในมุมมืดและมุมลึกลับ แหละนี่คือ “การปฏิวัติจริง”ต่างหาก ที่กำลังเกิดขึ้นบนโลกผืนนี้ โดยปล่อยให้กฎเกณฑ์และทฤษฎีต่างๆที่เคยศึกษาร่ำเรียนกันมาถูกกัดกร่อนบั่นทอน เลือนหาย บ้างก็ไม่เหลือคุณค่าแห่งความเป็นสาระ ตามกฎแห่งอนิจจะลักษณะ

เมืองไทยเองไม่น่าจะอยู่นอกเหนือไปจากกระบวนการความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ ซึ่งหากสังเกตดูให้ดีก็จะเห็นความเป็น “ยุคต่อยุค” ในหลายๆด้านกำลังเกิดขึ้น

อาการดิ้นรนเพื่อเอาตัวหรือองค์กรให้รอด กับการกำลังเข้ามามีบทบาทของนวัตกรรมจำนวนมาก ทำให้เห็นว่าแท้จริงแล้ว “กรอบและประเด็นทางการเมือง รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง” เป็นแค่หน่วยเล็กๆในองคาพยพใหญ่เท่านั้นเอง

และยังทำให้มองเห็นว่าการปิดกั้นข่าวหรือปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง (Fact) รวมทั้งการพูดแต่ฝ่ายเดียว ของภาครัฐหาได้มีผลมากแต่อย่างไม่ใด ไม่เหมือนเมื่อก่อน นี่จึงเป็นคล้ายดังการแสดงละคอนหรือจำอวดไป ในเมื่อคนบริโภคช่องทางให้เลือกอยู่อย่างเหลือเฟือ

ซอยย่อยลงไปในประเด็นการทำสื่อ โดยฉพาะสื่อทีวี ก็จะเห็นกรอบเดิมๆ เก่าๆ ซึ่งกำลังกระทำกันอยู่ ณ เวลานี้คือ การนำเสนอข้อมูลเชิงเดี่ยว ที่นับว่าแตกต่างจากปรัชญา หรือนัยของการนำเสนอของสื่อตะวันตก แม้กระทั่งอย่างสื่ออเมริกัน ซึ่งกำลังรับกันมากในเมืองไทยเวลานี้

แหละปัญหาการนำเสนอลักษณะอย่างนี้ ทำให้เกิด “สื่อทางเลือก”ของกลุ่มใครกลุ่มมัน อย่างเช่น สื่อของกลุ่มสีต่างๆ ในขณะที่ทีวีหรือสื่อสาธารณะอื่นๆ ไม่สามารถเป็นที่พึ่งสำหรับประชาชนทุกภาคส่วนได้

นับว่ายากอย่างยิ่งที่จะเห็นการนำเสนอของสื่อไทยในรูป “แบบประกบคู่ขัดแย้ง” ซึ่งหมายถึงให้ฝ่ายตรงกันข้าม หรือฝ่ายที่มีความเห็นตรงกันข้ามได้แสดงออกอย่างทัดเทียม
หรือคือการวิวาทะด้วยเหตุและผลบนเวทีของสื่อสาธารณะ

นี้เองการนำเสนอของสื่อทีวีไทย โดยเฉพาะในประเด็นการเมืองจึงเป็นเรื่องทีไม่ค่อยน่าติดตามมากเท่าที่ควร ต่างจากสื่อของตะวันตก ที่เน้นการการนำเสนอ “แบบประคู่ขัดแย้ง” แล้วให้คนดูให้วิจารณญาณตัดสินเอาเอง การนำเสนอก็เป็นไปอย่างออกรสออกชาติ น่าสนใจติดตาม

แทบไม่น่าเชื่อว่า สื่อไทย โดยเฉพาะ สื่อภาคเสียงและภาพ ที่นำเสนอในรูปแบบสาธารณะ หรือรูปแบบฟรีทีวีนั้น จะเดินย้อนยุคได้ถึงเพียงนี้ โดยผลที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่ทำให้ผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งหันไปบริโภคสื่อทางเลือก(เฉพาะกลุ่ม)มากขึ้นเท่านั้น แต่กลับเป็นเหตุทางอ้อมที่ทำให้ความคิดของคนในประเทศอยู่แบบคับแคบ ทั้งเป็นตัวหน่วงเหนี่ยวการพัฒนาในยุคใหม่ที่กำลังข้ามมาต่อเชื่อม
ความขัดแย้ง โต้แย้งกันบนเวทีสาธาณะ หมายถึงการเจียรไน เพื่อจะให้ได้เพชรเม็ดงามออกมา เพื่อประโยชน์ร่วมกันของทุกๆคนทุกๆฝ่าย หากสื่อสาธารณะไม่สร้างวัฒนธรรม “ชกซึ่งๆหน้ากติกายุติธรรม”แล้ว ก็จะมีการแอบทำร้ายกันข้างหลังอยู่เรื่อยๆ ทำให้เมืองไทยไม่น่าอยู่ ซึ่งก็น่าแปลกที่ เมื่อทุกรัฐบาลมีอำนาจก็แผ่อิทธิพลคลุมสื่อสาธารณะ ในทำนองเสนอข่าวสารหรือข้อมูลต้องสอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลในสมัยนั้นๆที่กำลังมีอำนาจอยู่

ทั้งที่สื่อสาธารณะควรเป็นเวทีสาธารณะ เพื่อก่อให้เกิดความคิดใหม่อย่างกว้างขวางและเปิดเผย ประชาชนสามารถเรียนรู้จากสื่อได้ทุกๆเวลาที่เปิดรับสื่อ
ทิศทางหรือเป้าหมายการจัดการบริหารสื่อของเมืองไทยที่สำคัญคือ การที่จะต้องลดทอนบทบาทหรืออิทธิพลของหน่วยงานภาครัฐที่เข้าไปมีส่วนกำหนดผลได้เสียทางด้านธุรกิจของสื่อสาธารณะ เช่น การตั้งหน่วยงานพิเศษกำกับดูแลสื่อสาธารณะอย่างอิสระโดยเฉพาะ โดยอำนาจของฝ่ายรัฐสภาไทย ในฐานะตัวแทนของประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งอาจต้องระวังบางเรื่องบางประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศเท่านั้น

ดังเช่น หน่วยงานอย่าง Federal Communications Commission (FCC-U.S.A.) หรือคณะกรรมการกลางบริหารจัดการด้านการสื่อสาร ที่หมายรวมถึงการดูแลสื่อที่ออกอากาศทุกประเภท ที่ถือว่าเป็นสมบัติกลางของประเทศและของประชาชน ด้วยการใช้หลักการบริหารจัดการอย่างเท่าเทียม ซึ่งนั่นทำให้สามารถกำหนดเป้าหมายร่วมกันของชุมชนประเทศได้

ขณะเดียวกันยังหมายถึง การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยพิบัติต่างๆ อย่างเป็นระบบอีกด้วย เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงภัยธรรมชาติใหญ่ๆอย่างเช่น ซึนามิ หรือพายุไต้ฝุ่น

ถึงทุกวันนี้ ผมยังไม่เห็นว่าเรามี “ระบบการส่งเชื่อมสัญญาณเตือนภัยโดยตรง” จากหน่วยงานอย่างเช่น กรมอุตุนิยมวิทยาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ถึงสื่อทั้งทีวีและวิทยุ ในลักษณะเป็นคลื่นสัญญาณที่เจ้าหน้าที่สามารถแทรกเข้าไปเตือนภัยได้ตลอด 24 ชั่วโมง ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน แต่ละท้องที่ หรือแม้แต่ทั่วทั้งประเทศ

ยังเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันคิดกันอีกมากทีเดียวครับ

แต่…โอ…นี่ก็โขแล้ว….ผมเห็นจะต้องปิดคอมฯแล้วเดินออกไปจาก“เดอะโฮลเวิร์ล คอฟฟี่ช็อพ”นี้เสียที…

Advertisements
  1. ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: