ผลพวงแห่งความเกลียดชังที่ตูซอน

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์  : piralv@yahoo.com

ความจริงไม่ผิดไปจากความคาดหมายของผมเท่าไรนักที่เคยบอกไว้ในคอลัมน์นี้ ช่วงก่อนหน้านี้ ภายหลังการเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีบารัค โอบามา เมื่อต้นปี 2009 ถึง“ท่วงทำนองของความรุนแรง”ของความขัดแย้งทั้งจากภายใน(ใจ)และภายนอกของอเมริกันชนด้วยกันเอง จนส่วนหนึ่งก่อให้เกิดความรู้สึกเกลียดชัง

จาเรด ลูห์เนอร์

                ส่วนหนึ่งอดทนได้ เรียกว่า มีวุฒิภาวะ ส่วนคนที่อดรนทนไม่ได้ เรียกว่า ยังอยู่ในขั้นไร้วุฒิภาวะ เหมือนนายจาเรด ลูห์เนอร์  (Jared Loughner) วัย 22 ปี ผู้ก่อเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นที่เมืองตูซอน มลรัฐอริโซน่า เมื่อไม่นานมานี้  อันนับเป็นเหตุการณ์ฆาตกรรมหมู่ครั้งร้ายแรงครั้งหนึ่งในยุคปัจจุบันของอเมริกา

                ว่าไปแล้วเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ไม่แตกต่างไปจาก “ท่วงทำนอง”ของเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นที่วัด(ไทย)พรหมคุณาราม ชานเมืองฟีนิกซ์ มลรัฐเดียวกัน เมื่อหลายปีมาแล้ว จนทำให้เราต้องสูญเสียพระสงฆ์ไทยที่ไปปฏิบัติงาน เผยแผ่พระศาสนาจำนวนหลายรูปด้วยกัน

                เป็นท่วงทำนองของความรุนแรงในอเมริกา ที่เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความร้อนแรงทางการเมืองในประเทศ และความกดดันทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งคนอเมริกันโดนกันแทบถ้วนหน้า

                และเมื่อมีคนที่ขาดวุฒิภาวะ อย่างนายลูห์เนอร์ ผลพวงของความกดดัน จึงเกิดขึ้นอย่างรุนแรง ดังที่ทราบข่าวกันจากสื่อทั่วไป

สส.หญิง อนาคตไกล อายุ 40 ปี แกเบรียล กิฟฟอร์ดส(Gabrielle Giffords) ของรัฐอริโซน่า สังกัดพรรคเดโมแครต เกือบเอาชีวิตเกือบเอาชีวิตไม่รอดท่ามกลางดงกระสุนที่นายลูห์เนอร์เป็นผู้ยิง และแน่นอนเธอบาดเจ็บอย่างสาหัสและร้ายแรง กระสุนพุ่งทะลุศรีษะ

ยิ่งไปกว่านั้น การกระหน่ำยิงที่เกิดขึ้นกลางประชุมชนเมืองตูซอน ทำให้มีคนเสียชีวิตถึง 6 คน รวมทั้งผู้พิพากษาและเด็กหญิงวัย  9 ขวบ ไม่รวมผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 14 คน

                ไม่แปลกที่ หลังจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ทั้งตัวประธานาธิบดีโอบามา และบรรดานักการเมืองทั้ง 2 พรรค ต่างออกมาให้ความเห็นเชิงเสียใจต่อเหตุการณ์ และ ความเห็นต่อมาตรการรักษาความปลอดภัยให้กับบรรดานักการเมืองอเมริกันทั้ง 2 พรรค ซึ่งหมายถึงชีวิตของพวกเขากันเอง

                เพราะตอนนี้ ไม่มีใครทราบว่า จะมีคนที่อยู่ในขั้นไร้วุฒิภาวะอย่างนายลูห์เนอร์กี่คนในอเมริกา

                นักการเมืองทั้งหลายที่ออกมาให้ความเห็นเหล่านี้เข้าใจและมองเห็นถึงสภาพ ที่เกิดขึ้นได้แทบไม่ต่างกัน ไม่เว้นแม้แต่นางซาร่าห์ เพ-ลิน แกนนำทีปาร์ตี้-กลุ่มอนุรักษ์นิยมขวาจัด ที่อยู่ในพรรครีพับลิกัน(GOP) ที่ไม่เพียงให้ความเห็นเชิงเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและต่อครอบครัวของผู้เคราะห์ร้ายเท่านั้น แต่ยังส่งสัญญาณไปถึง สมาชิกของกลุ่มทีปาร์ตี้ และกลุ่มอนุรักษ์ขั้วขวาจัดอื่นๆในอเมริกา ในการที่จะไม่สร้างความรุนแรงให้เกิดขึ้น จากความกดดันทางการเมือง   

                แน่นอนเช่นกัน นาง เพ-ลิน ปฏิเสธถึงความเกี่ยวข้องและต้นเหตุของเหตุการณ์อันน่าเศร้านี้ แต่เมื่อคนที่ถูกยิง เป็นสส.เดโมแครต นักการเมือง ฝ่ายตรงกันข้ามกับพรรครีพับลิกัน แถมยังมีจุดยืนที่แข็งขัน สนับสนุนนโยบายของนายโอบามา  ตลอดมาในช่วง 2 ปีของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ทำให้นางเพ-ลิน ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากจากสื่อและอเมริกันชน ว่าเป็นตัวต้นเหตุทางอ้อม จูงใจให้ คนไร้วุฒิภาวะ อย่างนายลูห์เนอร์ลงมือกระทำการอย่างโหดเหี้ยม

สส.หญิง แกเบรียล กิฟฟอร์ดส

 ซึ่งหากสืบสาวลงไปตอนช่วงการเลือกตั้งกลางเทอมของอเมริกา เมื่อเดือนพ.ย.ปีที่แล้ว สส.หญิงกิฟฟอร์ดส (3 สมัย) สามารถมีชัยต่อกลุ่มทีปาร์ตี้ ที่มีฐานแข็งมากใน รัฐอริโซน่า (แม้กระทั่งในรัฐเนวาดา ซึ่งเป็นรัฐใกล้เคียง อันเป็นเขตทะเลราย  ก็เป็นเขตอิทธิพลของทีปาร์ตี้) นี้นับว่าเธอไม่ธรรมดา

                การพยายามสังหารสส.กิฟฟอร์ดสที่เกิดขึ้น คงไม่อาจบอกได้ชัดเจนแน่นอนว่า การกระทำของนายลูห์เนอร์ เกิดจากสาเหตุจูงใจทางการเมืองเพียงอย่างเดียว นอกเหนือจากสภาพจิตของเขาเอง ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมการอยู่ร่วมกับผู้คนภายนอก ในขั้นที่เรียกได้ว่า “ไม่ค่อยปกติ” คือ ไม่สามารถเข้ากับผู้คนและสิ่งแวดล้อมรอบข้างได้(จากแบคกราวด์ของเขา)

                อย่างไรก็ตาม อเมริกันในภาคส่วนต่างๆก็วิจารณ์กันมากในขณะนี้ว่า ความเข้มข้นของการสู้รบทางการเมืองในอเมริการะหว่างความคิด 2 แนว เริ่มรุนแรงและก่อให้เกิดความเกลียดชังกันมากขึ้น

                ความคิด 2 แนว คือ ทุนเสรีนิยมแบบดั้งเดิม และทุนเสรีนิยม ที่รัฐเข้ามามีบทบาทจัดสรรและจัดการบางส่วน

ทุนนิยมอเมริกันแบบแรก  คือแนวคิดของพรรครีพับลิกัน ซึ่งหมายรวมทีปาร์ตี้ในท่าทีหรือรูปแบบขวา สุดโต่ง หมายถึงรัฐจะต้องออกไปไกลๆจากการควบคุม เน้นวินัยการคลังยิ่งยวด ขณะที่ทุนนิยมอเมริกันแบบที่สอง คือแนวคิดของพรรคเดโมแครตนั้น ให้รัฐเข้ามามีบทบาทในการจัดสรรบ้างในเรืองที่ควรจัดการและจำเป็นเกี่ยวข้อง อย่างเช่น รัฐบาลโอบามา ขอจัดการบริหารระบบประกันสุขภาพของคนอเมริกันเอง และคองเกรส(ซึ่งตอนนั้นเดโมแครตคุมเสียงข้างมาก)ได้ออก(ผ่าน)กฎหมายไปแล้ว  เนื่องจากเห็นว่า ผู้บริโภคอเมริกัน จ่ายค่าประกันในราคาแพง และมีคนที่ไม่มีกำลังพอที่จะจ่ายประกันกันเป็นจำนวนมาก

นอกเหนือไปจากความขัดแย้งจนก่อให้เกิดความเกลียดชังด้านสีผิว อย่างที่ผมเคยบอกไว้เมื่อช่วงหลังชัยชนะของประธานาธิบดีโอบามา กลิ่นหรือความรู้สึกในชุมชนอเมริกัน หลายๆเมืองสามารถบอกได้ส่วนหนึ่ง และ “ชุมชนลาสเวกัส” ก็ใช่ เช่นเดียวกับหลายๆชุมชน

หลายเมือง หลายรัฐออกกฎหมายให้มีการตรวจ(เอกสาร)เข้มกับชาวต่างด้าว โดยให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในระดับท้องถิ่นดำเนินการ จากเดิมที่ต้องเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานกลาง คือ กระทรวงความมั่นคงภายใน (Department of  Homeland Security)

กระแสความเคลื่อนไหวในสภาเพื่อออกกฎหมาย ปลดปล่อยทาสแรงงาน-โรบินฮู้ด จึงไม่สามารถผลักดัน(ปลุก)ขึ้นได้อีกต่อไป แม้กระทั่งการเสนอกฎหมายสำหรับเด็กและเยาวชนโรบินฮู้ด ที่โตในอเมริกา และเป็นผู้มีความสามารถ เช่น เรียนเก่ง ช่วยเหลือชาติ ฯลฯ ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าจะคลอดออกมาได้เมื่อใด

ในช่วงการโคมประโคมเชียร์ แสดงทีท่า หรือจุดยืนกันอย่างตรงๆของสื่อ ฟากอนุรักษ์นิยมอย่างสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์ ที่มีบทบาทในการหนุนพรรครีพับลิกัน และอีกหลายๆสื่อในค่ายเดียวกัน ทำให้กระแสความคิดทุนนิยมเก่า หรือกระบวนทัศน์อเมริกันแบบดั้งเดิมถูกรื้อฟื้นขึ้นมา นับแต่ช่วงปี 2008 ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่ผ่านมา

นักข่าวและพิธีกรข่าว จากสถานีโทรทัศน์หลายช่อง รวมทั้งซีเอ็นเอ็น ถูกช่องฟ็อกซ์ซื้อตัวไป ในสนนราคาค่าจ้างที่สูงกว่าช่องอื่นๆ

กอรปทั้งผู้สนับด้านการเงิน ซึ่งหมายถึงทุนโฆษณาข้างฝ่ายอนุรักษ์ ที่เป็นบรรษัทอเมริกันขนาดใหญ่มีจำนวนมาก ทั้งที่เปิดเผยและไม่เปิดเผย ทำให้ฟ็อกซ์ โตวันโตคืน

อย่างไรก็ตาม คงไปโทษฟอกซ์เสียทั้งหมดไม่ได้ ในเมื่อกฎกติกาของระบบทุนมีอยู่ว่า ผู้เข้มแข็งกว่าเท่านั้นจึงจะอยู่รอดได้ นโยบายหรือแนวทางของฟอกซ์ หากไม่มีใครสนับสนุน คงอยู่ไม่ได้ในขณะเดียวกัน นั่นแสดงว่ามีคนอเมริกันจำนวนมากหนุนและดูช่องฟ็อกซ์ ขณะที่ทีวีช่องอื่นๆ ต่างอ้างจุดยืน “เป็นกลาง”กันแทบทั้งหมด ไม่มีช่องไหนกล้านำเสนอและประกาศจุดยืน กันแบบตรงๆ

ผลของกระแสตอบรับต่อฝ่ายอนุรักษ์ฯ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากความสามารถของสื่ออย่างฟ็อกซ์สามารถวัดได้จากผลการเลือกตั้งสมาชิกคองเกรสเมื่อเดือนพ.ย.ปีที่แล้ว รีพับลิกัน นำหน้าเดโมแครตด้วยจำนวนสมาชิก เข้าเส้นชัยแบบถล่มทลาย ซึ่งสมาชิกกลุ่มทีปาร์ตี้ก็รวมอยู่ในนี้

กรณีของลูห์เนอร์ จึงเป็นผลสะท้อนทางอ้อมของการเมืองอเมริกันที่กำลังขับเคี่ยว ปลุกปั่น(กระแส) โดยมีเรื่องเศรษฐกิจรวมอยู่ในนั้นด้วย จนทำให้ความเกลียดชังหยั่งรากลึก โดยไม่รู้ตัว

เมื่ออเมริกันใดก็ตาม เกิดอาการไร้วุฒิภาวะเชิงปัจเจก ก็เสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้ได้ตลอดเวลา…

  1. ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: