เงื่อนปมวัฒนธรรมไทยในอเมริกา

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์ : piralv@yahoo.com

ความจริงผมนำเสนอความห็น การจัดตั้งศูนย์(กลาง)วัฒนธรรมไทยในอเมริกาไว้ในก่อนหน้านี้ เนื่องจากเห็นความสำคัญและกระแสการเผยแพร่วัฒนธรรมของหลายๆชาติอันเป็นชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ในอเมริกา จนเมื่อวันอังคารที่ 21 ธ.ค.ที่ผ่านมา มีโอกาสไปเจอคุณสมชาย เสียงหลาย ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ที่กระทรวงวัฒนธรรม ย่านปิ่นเกล้า ร่วมกับกลุ่มเพื่อนอีก สองสามคนของคุณเสวี เรืองตระกูล นักธุรกิจไทยจากเมืองออเร้นจ์ เค้าน์ตี้ รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งให้ความใจต่อแนวทางการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยอย่างเป็นระบบมาอย่างยาวนาน  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ศิลปะมวยไทย”

เสวี เรืองตระกูล

                ดูเหมือนความหวัง ในส่วนของฝ่าย “รัฐไทย” ได้ถูกฝากไว้ที่กระทรวงแห่งนี้ ในการกำหนดแผนงานต่างๆเกี่ยวกับการเผยแพร่และอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยในต่างแดน ด้วยนำเสนอนโยบาย อันจะนำไปสู่การตอบสนองอย่างเป็นผลในเชิงปฏิบัติ ที่รวดเร็วและชัดเจนมากขึ้น ขณะที่ช่วงที่ผ่านมา ต่างหน่วยงาน ต่างโบ้ยให้ซึ่งกันและกัน หาหน่วยงานที่รับผิดชอบหลักไม่ได้

                แล้วผมก็เชื่อว่า กระทรวงวัฒนธรรมของไทยมีขีดความสามารถมากกว่า (แค่)การจัดส่งคณะนาฏศิลป์ไทยหรือคณะการแสดงไทยต่างๆออกไปแสดงที่เมืองนอก

                ที่ถูกแล้ว จึงควรต้องมีการจัดการในระดับนโยบายของรัฐ(บาล) เพื่อให้มีผลได้กับชาติ อย่างยั่งยืน

                ปลัดฯสมชาย ก็คงไม่ต้องเกรงว่า จะไปแย่งงานของหน่วยงานใดมาทำ เพราะนี่คือ งานด้านวัฒนธรรม (ที่จับต้องยาก) ไม่เหมือนงานอย่างเช่นการส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่น่าจะเป็นงานต่อเนื่อง และเกิดผลที่จับต้องได้ นั่นคือ จำนวนตัวเลขนักท่องเที่ยว จำนวนเงินและผลประโยชน์ทางธุรกิจอื่นๆ

                กระทรวงฯเอง คงทราบและศึกษามาพอสมควรว่า กระแสการโปรโมทประเทศด้านวัฒนธรรมในต่างแดน ให้ผลเชิงบวกหรือเชิงสร้างสรรค์อย่างไร

                ฟังจากปากของ ปลัดฯสมชาย ที่ระบุถึงแผนงาน อย่างเช่น การแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ทูตด้านวัฒนธรรม(ไทย)ทั่วโลก และโดยเฉพาะการจัดตั้งสภาวัฒนธรรมไทยในต่างแดน ทำให้เห็นแสงสว่าง ที่ประมาณว่า อยู่ไม่ไกลเกินก้าวไปถึง

                หมายถึงเรื่องเหล่านี้สามารถทำได้เลย โดยการอำนวยการจากรัฐบาล ทั้งในรูปกฎหมายและนโยบายผลักดันหรือการลำดับความสำคัญ

                “ทีมไทยแลนด์”ที่มีอยู่แต่เดิม หากเพิ่มกระทรวงวัฒนธรรมเข้าไปอีกหน่วยงาน ก็ไม่เห็นจะเป็นไร มิหนำซ้ำหากจะช่วยการให้การดำเนินการในด้านอื่นๆลื่นไหลมากขึ้น ซึ่งได้ข่าวว่ากระทรวงการต่างประเทศ โดยนายกษิต ภิรมย์  เสนาบดีได้รับที่จะนำหารือร่วมกัน  

ก็ได้แต่หวังเช่นกันว่า คงไม่นานเกินรอ

สมชาย เสียงหลาย ปลัดฯวธ.

 ความจริงที่รู้กันก็คือ หลายชาติไม่ว่าจะเป็น เกาหลี ญี่ปุ่น จีน เขามีหน่วยงานและเจ้าหน้าที่วัฒนธรรมประจำอยู่ในแต่ละประเทศกันอยู่นานแล้ว

                แนวคิดเรื่องการเปิดฉากรุกด้านวัฒนธรรม นอกเหนือจากเพื่อเมืองไทยแล้ว ยังสอดรับประสานกับการจัดตั้งไทยทาวน์อย่างเป็นทางการของคนไทยในอเมริกา อย่างเช่น ชิคาโกและเมืองอื่นๆ หากจะเกิดมีในอนาคต

                แหละถึงแม้ไทยทาวน์แห่งแรก ที่แอล.เอ.ก็ตามเถิด จนถึงเวลานี้ ก็ยังเป็นเพียงแค่การจัดส่งคณะนักแสดงประเภทต่างๆ ที่ทำกันเองในมู่คนไทยและบรรดาศิลปินด้วยกัน โดยฝ่ายรัฐ ยังทำตัวราวกับบุรุษไปรษณีย์ หรือแค่คนส่งของ แทนที่จะ จัดตั้งองค์กรเฉพาะขึ้นมาเป็นเสาหลักด้านวัฒนธรรม โดยการค้ำชูของคนไทยในต่างแดน รวมทั้งองค์กรวัฒนธรรมของแต่ละประเทศนั้นๆ เพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน

                ใช่ครับ พอพูดถึงการดำเนินการ ก็ต้องถามถึงเรื่องงบประมาณที่จะนำมาใช้ ซึ่งเป็นที่แน่นอนเช่นกันว่า จำเป็นต้องพึ่งเงินประมาณ ส่วนหนึ่ง

                 แต่ลำพังเงินงบประมาณ เพียงอย่างเดียว คงไม่สามารถช่วยให้งานวัฒธรรมเดินหน้าไปได้ด้วยดี หากการทำงานยังไม่สามารถดึงคนในแต่ท้องถิ่นประเทศให้หันมาสนใจ  ทั้งนักการเมืองและประชาชน

                ผมหวังว่าหน่วยงานของรัฐไทยคงจะเข้าใจมากขึ้น เหมือนวาทะจากปากของปลัดฯสมชายในวันนั้นว่า นอกจาก One world economy แล้ว โลกในขณะนี้ยังเป็น One world culture อีกด้วย หมายถึงกระแสวัฒนธรรมหนึ่งเดียว เพียงแต่อาจแตกต่างกันในราย

พ.อ.พิเศษ อำนาจ พุกศรีสุข

ละเอียด

ขณะที่เป้าหมาย แห่งความภูมิใจและความรื่นรมย์ของชีวิตมีเหมือนกันทุกชาติ เฉพาะอย่างยิ่งในอเมริกา ชาติพันธุ์กลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่โลกตะวันตกแห่งนี้ เวลานี้ ต่างแสดงถึงเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของตนเองอย่างโจ่งครึม

ความจริงแล้วการอนุรักษ์วัฒนธรรม ประเพณีเป็นได้แค่คำพูดเท่านั้น เอาเข้าจริงแล้ว ไม่มีใครสามารถทำได้ เพราะวัฒนธรรมดำรงอยู่ได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงหรือประยุกต์ หากไม่สามารถเปลี่ยนแปลง วัฒนธรรมเหล่านั้น ก็ต้องมีอันล้มหายตายจากไปในที่สุด

                กลุ่มเพื่อนของคุณเสวี (ที่อเมริกา คือกลุ่ม Friends of Thailand) ได้ให้ความสำคัญกับบทบาทของเยาวชนไทยรุ่นใหม่ในอเมริกา และต้องการให้รัฐไทย สนับสนุนกิจกรรม ที่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่าง 2 ประเทศ อย่างน้อยเด็กไทยในต่างแดน จะเกิดความผูกพันกับประเทศไทย และอาจมีมันสมองบางส่วน ไหลกลับไทย เหมือนที่มีมันสมองรุ่นใหม่ ไหลกลับเวียดนาม เนื่องจากรัฐบาลของเขากำหนดเงื่อนไขสนับสนุนการกลับบ้านของคนเชื้อชาติเดียวกันอย่างอบอุ่น

                ช่วงที่ผ่านมา ภาพการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยในต่างแดน มักเป็นอยู่แค่การส่งคณะนักแสดงหรือศิลปินไทยไปโชว์เสียมากกว่า กิจกรรมที่ทำ จึงติดอยู่ในกรอบที่แคบเสียเต็มประดา โดยเหตุที่งานวัฒนธรรมเองเชื่อมโยงไปถึงประเด็นอื่นๆอีกมาก  เช่น งานความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ งานความมั่นคง หรือแม้แต่งานด้านสิขสิทธิ์ อย่าง ศิลปะมวยไทย เป็นต้น

                ผมฟัง พ.อ.(พิเศษ) อำนาจ พุกศรีสุข จากวิทยาลัยการทัพบก ที่ร่วมคณะด้วยในวันนั้น ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะการต่อสู้มวยไทย นำเสนอปัญหาต่อปลัดฯสมชายแล้ว เห็นถึงภาพของความเป็นไปที่ “น่าเป็นห่วง” ของกีฬามวยไทย

                ด้านหนึ่งเป็นไปแบบ “อาชีพทำมาหากิน” เช่น ทำอย่างไรก็ได้ให้การจัดมวยได้กำไร หรือ ทำอย่างไรให้นักมวย และคนที่เกี่ยวข้องกับมวยมีรายได้ จึงทำได้แม้กระทั่งการล้มมวย

                อีกด้าน เป็นเรื่องของศิลปะวัฒนธรรมการต่อสู้ป้องกันตัว ของชาติไทย ที่ปัจจุบันกำลังถูกคนจากหลายชาติที่ให้ความสนใจเอาไปพัฒนาหรือสร้างรายได้กันเป็นกอบเป็นกำ  โดยใช้ชื่อว่า มวยไทย ขาดการส่งเสริม คุ้มครองเชิงวัฒนธรรมจากภาครัฐ ปล่อยให้มีการจัดกันโดยภาคเอกชนแบบตัวใครตัวมัน

                ในอเมริกา ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวมวยไทย ได้รับความสนใจจากคนอเมริกันอย่างมาก มีค่ายหรือโรงเรียนเปิดสอนเป็นจำนวนมาก แบบต่างคนต่างทำ ไม่มีหน่วยงานกลางควบคุมคุณภาพหรือสอนให้เป็นไปตามหลักสูตรที่กำหนดอย่างมีมาตรฐาน

                หนึ่งข้อเสนอเกี่ยวกับ มวยไทย ในวันนั้น ก็คือ การกำหนดมาตรฐานทางวิชาการ(ที่ปัจจุบันยังขาดความเป็นปึกแผ่น) กระทรวงวัฒนธรรมควรเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการ ในฐานะที่มวยไทยเป็นมรดกวัฒนธรรมของชาติ โดยลำดับขั้นของศิลปะมวยไทยอย่างชัดเจน

                เป้าหมายก็คือ การปรับภาพลักษณ์ของมวยไทยให้เป็นศิลปะเพื่อทุกคนในครอบครัวและนำศิลปะมวยไทยสู่เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์เช่นเดียวกับเทควนโดของเกาหลี ซึ่งมีสถาบันคุกไกวอน รองรับ

                ซึ่งหากไม่ทำเช่นนี้แล้ว ศิลปะมวยไทย ก็จะแปรผันไปเป็นศิลปะการต่อสู้ผสมผสานอื่นๆ โดยไม่รู้ว่าต้นสาย ต้นขั้ว ของจริง ว่าเป็นอย่างไร

                ปลัดฯสมชาย รับว่า พร้อมจะสนับสนุน และหากหน่วยงานในกระทรวงเกี่ยวข้องอื่นๆ จะช่วยเอาเป็นธุระด้วย

                แม้ตอนลงกลับมาจากตึกกระทรวงฯ ผมยังเผลอนึกว่า ตัวเอง ฝันไปก็ตาม…!!

  1. ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: