อย่า…เข้าใจผิด

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์  : piralv@yahoo.com

เวลานับแต่สัปดาห์นี้เป็นต้นไป ตลอดถึงต้นปีหน้า ผมเชื่อว่าคนเกือบทั่วโลกคงไม่เป็นอันทำงานกับแบบเต็มกำลังมากนัก เพราะเป็นด้วยช่วงเทศกาล มีวันหยุดยาวหลายวัน สำหรับคนไทยคงหยุดล่วงหน้ากันไปแล้วตั้งแต่ต้นเดือน ส่วนคนอเมริกัน ซึ่งไม่ค่อยมีวันหยุดพร่ำเพรื่อมากนัก ก็เน้นหยุดกันในเดือนธันวาคมนี้เช่นเดียวกัน

                ว่าไปแล้ว อเมริกันมีเวลาหยุดยาวจริงๆ แค่ 3 โอกาสเท่านั้น คือ วันชาติ(4 ก.ค.) วันขอบคุณพระเจ้า(Thanksgiving) ซึ่งตรงกับวันพฤหัสสัปดาห์ที่4 ของเดือนพฤศจิกายนและวันคริสต์มาส (25 ธ.ค.)ท้ายปี สองวันหลังกล่าวได้ว่าเป็นวันครอบครัวของอเมริกันก็ว่าได้ เป็นช่วงที่สมาชิกของครอบครัวเดินไปมาหาสู่กัน ลูกๆหลานๆ กลับไปหาพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย หรือบ้านเกิด(Hometown) ของตัวเองตามรัฐต่างๆ จึงเป็นช่วงเดือนการเดินทางอย่างแท้จริง

                อเมริกัน ให้ความสำคัญกับวันขึ้นปีใหม่น้อยมาก อาจมีเทศกาลเคาน์ดาวน์อยู่เพียงบางเมืองเท่านั้น (เช่น นิวยอร์ค ลาสเวกัส ) หลังจากช่วงคริสต์มาส ทุกคนก็กลับเข้าสู่ระบบงานเหมือนเดิม

                แม้ครอบครัวอเมริกันส่วนใหญ่ ไม่มีลักษณะผูกพันโคตรเหง้าตระกูลที่ลงลึกมาก หรือไม่มี “วัฒนธรรมนับญาติ” แบบย้อนไปหลายๆรุ่นแบบคนไทยเรา แต่สถาบันครอบครัวของเขาก็เข้มแข็งไม่น้อยเช่นเดียวกัน  เรียกว่า เข้มแข็งบนความมีระเบียบแผน “ประเพณีทุน”

                ความจริงการทำความเข้าใจวัฒนธรรมอเมริกันในด้านต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็น  เพราะสามารถโยงถึงหลักการปฏิบัติและการกำหนดนโยบายหรือยุทธศาตร์ของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอเมริกันได้อย่างถูกต้อง นอกเหนือจากเรื่องของธุรกิจและความสัมพันธ์เชิงปัจเจกแล้ว

                ความจริงแล้ว มีคนไทยจำนวนมากที่จบการศึกษาจากสถาบันการศึกษาในอเมริกาแล้วกลับมาทำงานที่เมืองไทย ซึ่งคนกลุ่มนี้น่าจะมีส่วนในการช่วยให้ความรู้แก่คนไทยทั่วไป หรือหากสามารถเข้าใจถึงบริบทวัฒนธรรมอเมริกัน ก็จะช่วยให้สะดวกในการติดต่อธุรกิจกับคนอเมริกัน ทั้งภาครัฐและเอกชน

                แต่อย่างที่ทราบครับ หลายคนที่ไปเรียนต่อที่อเมริกา ปีหนึ่ง สองปี หรือสามปี จบ แทบจะไม่ทราบเรื่องภายนอกรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งหมายถึงวิถีชีวิต ที่เป็นข้อเท็จริงการเป็นอยู่ประจำวัน ยิ่งหากเป็นสาขาที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาตร์ ก็ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่แต่ในห้องทดลอง(ห้องแล็บ)และที่พักขณะเรียน คนกลุ่มนี้จึงออกจะไม่เหมาะกับการเกี่ยวข้องปฏิสัมพันธ์กับผู้คน แม้จบมาด้วยดีกรีสูงก็ตาม

                ในคอลัมน์นี้ช่วงที่ผ่านมา ผมเขียนถึง ความเข้าใจผิดบางประการของคนไทยเกี่ยวกับอเมริกาและคนอเมริกัน อย่างเช่น คนไทยมักคิดว่าคนอเมริกันส่วนใหญ่ทั่วไปรู้จักเมืองไทย  ขณะที่ข้อเท็จจริง คือ คนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่รู้จักเมืองไทย พวกเขากลับรู้จักไต้หวันมากกว่า (ช่วง10 ปีหลังนี้ค่อยดีขึ้นหน่อย ที่อาหารไทยเริ่มเป็นที่รู้จักของคนอเมริกันจึงทำให้ ลูกค้าอเมริกันรู้จักเมืองไทยมากขึ้น นี้เรียกว่ารู้จักผ่านอาหารการกิน หรือวัฒนธรรมของชาติ)

                ถึงตรงนี้ก็อาจจะมองพอมองเห็นถึงการวางยุทธศาตร์ด้านนโยบายเพื่อประโยชน์ของคนไทย ในการติดต่อธุรกิจกับอเมริกันว่าควรให้น้ำหนักตรงจุดไหน ผ่านหน่วยงานใด อย่างนี้ เป็นต้น

                คิดว่าคนอเมริกัน นักการเมือง และรัฐบาล มีความคิดไปในทางเดียว หรือใกล้เคียงกัน เกี่ยวกับเรื่องนี้เรื่องนั้น เป็นความคิดที่ผิดเช่นเดียวกัน นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์และวิเคราะห์ข้อมูลที่ผิด ซึ่งมีให้เห็นอยู่หลายครั้ง ผ่านสื่อต่างๆ เสมือนการใช้ความคิดแบบ(วัฒนธรรม)ไทยไปตัดสินพฤติกรรมฝรั่ง เป็นความผิดพลาดอย่างมาก ยังไม่นับรวมถึงความเข้าใจต่อระบบการทำงานของอเมริกัน การคานดุลอำนาจ ในระบบการเมืองการปกครอง ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน  ที่ทุกฝ่าย มีเอกภาพ และเอกสิทธิ์คุ้มครอง ในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นเชิงสาธารณะที่ไม่เหมือนกัน เช่น แนวทางหรือแนวนโยบายด้านต่างๆของสมาชิกคองเกรส ไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับรัฐบาล แม้สังกัดพรรคเดียวกัน การแสดงความเห็นของซีเนเตอร์อเมริกันบางคนก็ไม่ได้หมายความว่า  สมาชิกคนอื่นๆในคณะกรรมาธิการ หรือรัฐบาลที่สังกัดพรรคเดียวกันจะเห็นด้วย บางครั้งยังต้องดูด้วยว่า สว.คนเดียวกัน พูดหรือกระทำในนามบุคคลหรือเป็นตัวแทน หน่วยงาน องค์กรใดหรือไม่?

                หรืออย่างการคิดให้ภาพล็อบบี้ยิสต์ในเชิงลบ เพราะความจริง คือ ไม่ว่างานล็อบบี้ด้านการเมืองหรืองานล็อบบี้ด้านธุรกิจในอเมริกา เป็นงานที่ถูกกฎหมาย การมองลักษณะนี้ ทำให้บางครั้งไทยเราต้องสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ แม้กระทั่งเสียโอกาสด้านนโยบายสาธารณะไปหลายต่อหลายครั้งอย่างน่าเสียดาย ไม่ก่อประโยชน์ให้เกิดกับธุรกิจและภาพลักษณ์การเมืองระหว่างประเทศ เรื่องนี้ในอดีตเคยมีอดีตนักการเมืองไทยเบี้ยวค่าตัวล็อบบี้ยีสต์อเมริกันมาแล้วส่วนหนึ่งด้วย(ใช้ฟรี) เครดิตนักเมืองไทยที่ทำงานในคณะรัฐบาล จึงเป็นที่น่าสงสัยระแวงในสายตาของ(บริษัท)ล็อบบี้ยีสต์อเมริกัน

                ความคิดที่ว่า รัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติอเมริกัน รวมทั้งสื่ออเมริกันไม่เข้าใจ การเมือง วัฒนธรรม ตลอดถึงความเป็นไปของสังคมไทยด้านต่างๆ เรื่องนี้นับเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเช่นกัน ขณะที่ข้อเท็จจริง ทั้งสองฟากการเมืองอเมริกันรวมถึงสื่ออเมริกัน เข้าใจความเป็นไปของประเทศไทยและคนไทยค่อข้างดี  มีทีมสำรวจในพื้นที่จริง วิเคราะห์ข้อมูล และส่งออกข้อมูลผ่านหลายองค์กรทั้งของไทยและอเมริกัน รวมทั้งสื่อเหล่านี้เองได้เกาะติดพื้นที่ที่พวกเขาต้องการข้อมูลอย่างลึกซึ้งและมี “ระยะเวลาที่เหมาะสม”ในการทำงานชิ้นนั้นๆ ข้ออ้างที่ว่า(สื่อ)อเมริกัน รู้เมืองไทยไม่จริง จึงเป็นข้อแก้ต่างให้กับฝ่ายที่คิดเช่นเดียวกับตน จึงไม่เห็นด้วยกับข้อเท็จจริงที่(สื่อ)อเมริกันนำเสนอ

                เรื่องนี้ นอกเหนือจากสื่ออเมริกันแล้ว หมายถึงหน่วยงานด้านอื่นๆของอเมริกัน ก็กระทำในลักษณะเดียวกัน

                (สื่อ)ไทยเองต่างหากเสียด้วยซ้ำ ที่ระบบการหาข้อมูลเป็นไปในเชิง “สุกเอาเผากิน” หารายงานที่เป็นลักษณะ “ข่าวเชิงลึก” ได้น้อย นอกจากการไปแหย่ให้คำพูดหลุดจากปากของแหล่งข่าว คนโน้นที คนนี้ที หลังจากนั้นก็เกิดข้อพิพาทขัดแย้ง  เข้าทางสื่อและสื่อได้ประโยชน์ไป

                ที่เห็นอีกประการซึ่งเป็นความเข้าใจผิดของฝ่ายไทย เกิดขึ้นแม้กระทั่งกับฝ่ายนักวิชาการไทยบางคนที่วิจารณ์ออกสื่อ(ไทย)เมื่อเร็วๆนี้ ก็คือ ความคิดที่ว่า อเมริกัน(รัฐบาล ,คองเกรส, ซีเนต) ให้ความสำคัญกับไทยเชิงยุทธศาตร์ด้านความมั่นคง ในอันดับ “สำคัญมาก”หรืออันดับต้นๆในภูมิภาคเอเชีย เพื่อคานอำนาจกับจีน ประเด็นนี้ส่วนหนึ่งสามารถดูได้จากการแสดงความคิดเห็น(ทัศนะ)ของนักวิชาการบางคนของไทย (บางสถาบันการศึกษามีชื่อ) กรณีข่าวการเดินทางเข้าอเมริกา(หรือไม่)ของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ที่ถึงกับเสนอให้รัฐบาลไทยตอบโต้รัฐบาลอเมริกันด้านการทูตแบบเด็ดขาด หาก(อเมริกา)ปล่อยให้ทักษิณเข้าประเทศ

                ข้อเสนอที่ว่านี้ เกิดจากความเข้าใจต่อยุทธศาตร์เชิงนโยบายความมั่นคงของอเมริกาในภูมิภาคเอเชีย ที่มีน้อยเต็มที เหมือนๆกับที่ต้องตั้งคำถามกลับไปว่า ไทยกับอเมริกานั้น ใครต้องพึ่งใครทางเศรษฐกิจมากกว่ากัน และใคร(ประเทศใด) ต้องอาศัยใครมากกว่ากัน ในการต้านการแผ่ขยายอิทธิพลของจีนเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งโยงไปถึงนโยบายดุลอำนาจระหว่าง 2 ประเทศมหาอำนาจ

                เพียงเท่านี้ ก็จะเห็นคำตอบที่ชัดเจนแล้วว่า ใครต้องพึ่งใครมากกว่ากัน

บางทัศนะของนักวิชการไทยบางคน ถึงกับโยงไปถึงบุญคุณของไทยต่ออเมริกัน(ตามสนธิสัญญาการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างไทย-อเมริกัน) กรณีการส่งตัวนายวิคเตอร์ บูท ให้รัฐบาลอเมริกัน ที่ดำเนินการไปก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นคนละเรื่องเดียวกัน เป็นการโยง(ตู่)ประเด็นเพื่อหาเหตุ “สร้างความสำคัญของไทย”กันเอาเอง โดยไม่ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ใครมีอำนาจต่อรองที่เหนือกว่า

ยิ่งไม่รู้ข้อเท้จจริงวงใน ด้วยแล้ว!

หากเพราะ ไม่เพียงแต่เงื่อนไขใครต้องพึ่งใครมากกว่ากัน  ตามที่เห็นและคะเนได้จากกรณีความสัมพันธ์กับประเทศไทยเท่านั้น การให้ความช่วยเหลือที่มากที่สุดของอเมริกาทั้งกำลังคน(พล) และวัตถูปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ ด้านความมั่นคงและทุกๆด้านที่กำลังเป็นอยู่ ต่อบางประเทศในภูมิภาคเอเชีย ก็เป็นเครื่องบ่งว่า รัฐบาล และฝ่ายการเมืองอเมริกันในยุคนี้ ได้กำหนดให้ประเทศใดมีความสำคัญเชิงยุทธศาตร์ฯ มากที่สุด

ขอฟันธงว่า ไม่ใช่ประเทศไทยก็แล้วกัน…อย่าเข้าใจผิด !!

Advertisements
  1. ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: