โลกหนึ่งเดียวใบนี้

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์ : piralv@yahoo.com 

แค่สัปดาห์เดียวก็มีเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับอเมริกาเกิดขึ้นหลายอย่าง ทั้งที่เป็นในเชิงมหภาคและจุลภาค  ทั้งข้อที่บ่งว่าโลกเราแคบลงทุกที(One World Economy) และกำลังก้าวเดินไปสู่อะไรต่างๆ ซึ่งเป็นความต้องการที่คล้ายๆกัน โดยเฉพาะการพยายามเพื่อให้บรรลุข้อตกลงหรือกติกาทางด้านเศรษฐกิจ การเงินและการค้า ในระดับโลก

                การประชุมของบรรดาประเทศที่ถือว่า มีความแข็งแกร่งทางด้านเศรษฐกิจ(ยี่ห้อ G) ทั้งที่เกาหลีใต้ หรือแม้แต่การประชุมชาติสมาชิกเอเปคที่ญี่ปุ่นต่อจากนั้น  แม้จะไม่ประสบความสำเร็จอะไรมากมาย โดยเฉพาะการที่แต่ละประเทศได้ออกมาตรการปกป้องเศรษฐกิจของตัวเอง หลังจากที่อเมริกา โดยธนาคารกลางหรือเฟด พิมพ์เงินดอลลาร์ออกมาราว 6 แสนกว่าล้าน ปล่อยสู่ตลาดโลก จนไปดันค่าเงินของบางประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจเล็ก ให้แข็งค่ามากขึ้น และกระทบกับการส่งออก ดังเช่น กรณีของประเทศไทย เป็นต้น

                นโยบายของอเมริกา ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก พร้อมๆกับการถูกโดดเดี่ยวในการขอความร่วมมือทางด้านการเงินจากนานาประเทศ เมื่อคราวการประชุม “ประเทศกลุ่มG” ที่เกาหลีใต้ ครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะจากจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญ

                  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้หลายประเทศ รวมถึงผู้รู้ด้านเศรษฐกิจทั้งหลาย จะกังวลถึงพัฒนาการของระบบค้าเสรีที่กำลังเติบโตอย่างแรงกล้า เกรงว่าระบบการค้าแบบที่กำลังดำเนินไปนี้จะสะดุดลง เมื่อหลายประเทศถอยมาตั้งหลักกันใหม่ แต่ผมก็เชื่อว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นแค่เพียงชั่วคราว

                ส่วนหนึ่งของเหตุผลเป็นเพราะ ระบบการค้าแลกเปลี่ยนในปัจจุบันได้พัฒนาเลยมาไกล ทั้งระบบที่ใช้กันอยู่ก็เป็นระบบพึ่งพา อย่างเช่น อเมริกากับจีนจะขาดกันซึ่งกันและกันไม่ได้ อย่างไรเสียสองประเทศนี้ก็ต้องอาศัยกันและกันอยู่ดี  

                 ที่สำคัญ คือ พัฒนาการของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ผ่านระบบออนไลน์ หรือเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ได้ทุบทำลายกำแพงระหว่างประเทศด้านต่างๆลงแทบหมดสิ้น และคาดกันว่าภายในแค่ช่วงหนึ่งทศวรรษนับแต่นี้ รูปแบบธุรกิจการค้าในมิติใหม่ ผ่าน“เครือข่ายออนไลน์ที่รัดกุม” จะเกิดมีขึ้น

                นั่นหมายถึงความตกลงในหลายๆประเด็นทางด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในด้านการเงินและระบบอัตราแลกเปลี่ยน จะต้องถูกแก้ให้ตกไป โดยประเทศที่มีอิทธิพลด้านการค้าหรือเศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งตัวแทนกลุ่มหรือตัวแทนแต่ละเขตเศรษฐกิจ

                การเคลื่อนย้ายทุนระหว่างประเทศ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่หยุดหย่อน ทำให้โลกเล็กลงเรื่อยๆ

                หมายถึงว่า การพิจารณาเพื่อประกอบการหรือลงทุนในธุรกิจใดก็ตาม ไม่อาจไม่พิจารณาถึงผู้บริโภคหรือผู้ใช้บริการทั่วโลกไปพร้อมๆ กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในประเทศที่อาจเป็นเป้าหมายหลักหรือไม่ก็ตาม.

                เวลานี้ทั้งทุนจีนและทุนอเมริกันไม่สามารถแยกออกจากกัน ก่อนหน้านี้ กระแสการลงทุนไปจากอเมริกา แต่ขณะนี้กระแสการลงทุนไหลกลับจากจีนเข้าสู่อเมริกา ทั้งจากภาคเอกชนและหน่วยงานของรัฐบาล อย่าง CIC หรือ  China Investment Corporation

C.I.C.

CIC ตั้งเมื่อปี 2007 ด้วยเงินกองทุนราว 2 แสนล้านดอลลาร์ ทำหน้าที่ในการจัดการบริหารเงินให้กับกองทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของจีน พร้อมกับผลประกอบการอันน่าทึ่งในช่วงสิ้นปี 2009 คือ ได้เงินกองทุนเพิ่มเป็น 3.32 แสนล้านดอลลาร์ ตอนนี้ จึงไม่มีทุนใดในโลกเหนือกว่าเงินกองทุนก้อนนี้ของทางการจีน

                เงินจำนวนมหาศาลจากกองทุนนี้ ถูกนำไปใช้ในการลงทุนที่อเมริกา ผ่านหัวหน้าที่ปรึกษาทางด้านการลงทุน(ที่ทางการจีนจ้างไว้) ถึง 4 คน

                นอกเหนือไปจากการส่งเสริม ทุนจีนจากฮ่องกงและแผ่นดินใหญ่ ต่อการลงทุนที่อเมริกาและการลงทุนทั่วโลก ทั้งในส่วนที่เป็นสถาบันการเงินและบริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของโลก

                ว่ากันว่า ในช่วงที่อสังหาริมทรัพย์ในเมริการาคาถูก นับแต่ปี 2009 เป็นต้นมา CIC เข้าไปกว้านซื้อทรัพย์สินเหล่านี้จำนวนมาก ผ่านบริษัทการเงินของอเมริกันที่จัดการเกี่ยวกับการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์

                แต่เดิมคาดกันว่า ในช่วงต้นปีหน้า(2011) ยอดการลงทุนของจีนในอเมริกา จะอยู่ที่ประมาณ 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ปรากฎว่า หลังจากที่อเมริกาประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ (ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปี 2007 จนถึงปัจจุบัน) คาดว่าทุนจีนที่มีจำนวนมหาศาลนั้นจะเข้าไปลงทุนในอเมริกา ตัวเลขใกล้เคียงแสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นปริมาณการลงทุนที่สูงที่สุดในประวัติศาตร์การเคลื่อนย้ายทุนข้ามทวีป

                ทำให้สามารถคาดการณ์ได้ว่า ในด้านการค้าขายต่อกันระหว่างจีนกับอเมริกาจะแยกกันไม่ออกและส่งผลต่อกันมากขึ้นเรื่อยๆ

                จึงเป็นปัญหาว่า ในเรื่องของระบบอัตราแลกเปลี่ยนหรือระบบปริวรรตเงิน ประเทศมหาอำนาจทางด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งโซนยุโรปเองจะทำความตกลงกันอย่างไร ในเมื่อ “ประตูเสรี” เปิดรออยู่แล้ว

                ตัวอย่างในหน่วยย่อย(จุลภาค) ซึ่งผมอยากจะขอยกตัวอย่าง เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชุมชนไทยในอเมริกา นั่นคือ การดำเนินการจัดตั้ง “องค์กรไทยทาวน์” ของคนไทยในเมืองชิคาโก(รัฐอิลินอยส์) นำโดยคุณอรุณ สัมพันธวิวัฒน์  ประธานโครงการ ซึ่งส่วนหนึ่งบุคคลที่เกี่ยวข้องกับองค์กรแห่งนี้ เดินทางมาเปิดตัวที่เมืองไทย (ที่โรงแรมอิมพีเรียล ควีนส์ ปาร์ค) เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

                ประเด็นคือ หุ้นส่วนของคุณอรุณ ที่ร่วมกันทำโครงการ คือ นายฟิลลิป ดู เป็นคนจีน และอาศัยทุนจากเมืองจีน(เซินเจิ้น-กวางตุ้ง) เข้าไปดำเนินการก่อตั้งในช่วงแรก ที่ถือเสมือนเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการไทยทาวน์แห่งแรกทางฝั่งตะวันออก หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ชุมชนไทยในอเมริกามีไทยทาวน์อยู่ที่นครลอสแองเจลิส(ฮอลลีวูด) เมืองทางฝั่งตะวันตก

                ไทยทาวน์ จึงเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง ที่ผู้(ร่วม)ลงทุนประเมินแล้วเห็นว่า คุ้มค่าและสามารถทำกำไรจากการลงทุนได้ในอนาคต

                คนประสานงานเรื่องทุนคือ นายซันนี่ ลีออน อเมริกันเชื้อสายจีน ซึ่งเป็นหุ้นส่วนของคุณอรุณ ก็เป็นตัวอย่างเครือข่ายคนจีนโพ้นทะเล ที่ทำหน้าที่ประสานการลงทุนร่วมระหว่างประเทศ เหมือนกับนักลงทุนจีนที่ข้ามไปลงทุนในอเมริกาอีกหลายรายเวลานี้

                เป็นการเข้าไปลงทุนในช่วงเวลาที่อเมริกาต้องการทุนจากนอกประเทศ เพื่อความอยู่รอดของหลายๆเมือง ในภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศ เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ เมืองหลายเมืองต้องประสบกับสภาพล้มละลาย

                การเข้ามาของทุน(ใดๆก็ตาม)เหล่านี้ ทำให้เกิดการสร้างงาน และรายได้ต่อชาวเมือง ไม่มากก็น้อย ทำให้ทีมบริหารสามารถการจัดการเรื่องรายได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น

                โดยที่เมืองต่างๆหรือที่เราคนไทยชอบเรียกว่าเทศบาลในอเมริกานั้น ต้องรับผิดชอบบริหารงานด้วยตัวเอง รายได้จากส่วนกลางหรือจากรัฐ ที่จุนเจือให้น้อยมาก  หากทีมบริหารจัดการไม่ดี ในลักษณะเศรษฐกิจแบบปัจจุบัน โอกาสล้มละลายย่อมมีสูง

                แน่นอนว่า สำหรับไทยทาวน์ชิคาโก ก่อนที่จะเป็นโครงการได้นั้น ต้องผ่านการอนุมัติจากเจ้าของพื้นที่  คือ สมาชิกสภาเมืองชิคาโกก่อน

กว่าจะเป็นไทยทาวน์ฮอลลีวูดในปี 1999 ผมจำได้ว่า ยากเย็นไม่น้อย ในการนำเสนอต่อสมาชิกสภาเมืองแอล.เอ. ทั้งด้วยกำลังต้านที่มีไม่น้อยจากชุมชนใหญ่ชาวแอลมีเนียนในเขตนั้น เราต้องเคลียร์หรือทำความเข้าใจกันยากเย็น  

                กว่าจะเป็นไทยทาวน์ชิคาโก ในยุคนี้ แม้ในเชิงการลงทุนจะพร้อม แต่การทำอนุมัติประชาพิจารณ์ในพื้นที่ไม่ใช่ของง่าย  จึงต้องขอชมเชยคนริเริ่ม และคนที่ร่วมมือ กันทำโครงการ

                นี่เป็นภาพจุลภาค ที่ผมเห็นว่าเป็นความผสมผสานที่ลงตัว จากการจับจุดที่ถูกต้องจากความเป็นไปของกระแสเศรษฐกิจ ซึ่งก็คือ ทุน

                อเมริกากำลังต้องการทุน เพียงแต่ต้องเข้าไปให้ถูกจุดและอาศัยวิธีการจัดการ ที่ถูกต้องและเหมาะสม

                ได้ข่าวว่า “หุ้นไทยทาวน์”ของคุณอรุณขายดี ไม่น้อย แม้จากนักลงทุนที่เมืองไทยก็ตาม

                แต่ก็ยังไม่รู้ว่า หน่วยงานของทางการไทย กระทรวง ที่เกี่ยวข้องจะเข้าใจเรื่องนี้ แล้วร่วมด้วยช่วยกันมากน้อยขนาดไหน…เท่านั้น.

  1. ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: