อาทิตย์ขึ้นที่เซินเจิ้น

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์ :  piralv@yahoo.com

เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีเหตุให้ต้องไปเมืองจีนด้านตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณมณฑลกว่างตง(กวางตุ้ง) และแน่นอน ย่อมต้องผ่านฮ่องกง ซึ่งถือปราการด่านแรก ก่อนที่จะเข้าไปสู่เมืองเซินเจิ้น และเมืองอื่นๆบนฝั่งแผ่นดินใหญ่

                สำหรับคนเดินทางไปทางอเมริกาบ่อยครั้ง ย่อมทราบกันดีว่า ฮ่องกง เป็นสนามบินสำหรับแวะจอดของเครื่องบินที่จะผ่านไปยังสนามบินนานาชาติต่างๆในอเมริกา โดยเฉพาะสายการบินสัญชาติฮ่องกงอย่าง คาเธ่ย์ แปซิฟิก ต้องแวะลงจอดเพื่อ ขนต่อผู้โดยสารไปยังเป้าหมายเมืองต่างๆในอเมริกา

                นอกเหนือจากฮ่องกง ผมไม่เคยที่จะเลยข้ามไปแผ่นดินใหญ่ทางด่านนี้ เมืองเซินเจิ้น นับว่าผิดกว่าคาดมาก ไม่เหมือนที่เคยรับรู้ข้อมูลจากเพื่อนหลายคนที่ให้ภาพเมืองจีนไปอีกแบบ

                ครับ องค์กรประกอบของความเป็นเมืองสำหรับเซินเจิ้น มีพร้อม เหมือนดังเช่นประเทศตะวันตกที่เจริญแล้วทั้งหลาย จากแค่ช่วงราว 30 ปีของการพัฒนาและกำหนดให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เมื่อครั้งอดีตผู้นำอย่าง เติ้ง เสี่ยว ผิง ที่เริ่มเปิดโอกาสให้ทุนได้ขับเคลื่อนภายในจีน กอรปกับจีนเองหันมาเปิดประตูการค้ามากขึ้น จากการกำกับการพัฒนาอย่างเข้มงวดโดยพรรคคอมมิวนิสต์ส่วนกลาง กลับทำให้เมืองหลายเมืองทางด้านตะวันออกเฉียงใต้หรือด้านใต้โตวันโตคืน

                จากสภาพภูมิประเทศที่สามารถเชื่อมต่อกับฮ่องกงได้สะดวก ทำให้กว่างตง ซึ่งมีเมืองหลวง คือกว่างโจว และเมืองรอบๆ กลายเป็นฐานของสำคัญของการผลิตในภาคอุตสาหกรรมของจีน ในทุกประเภท รวมไปถึงแฟชั่นชั้นนำที่สามารถเชื่อมไปขายถึงเมืองซ่างไห่ หรือเชี่ยงไฮ้  

                แค่เซินเจิ้น เมืองเดียวประชากรก็ปาเข้าไปราวกว่า 3 ล้านคน(ขณะที่ประชากรฮ่องกงราว 8 ล้านคน) ส่วนใหญ่อพยพมาทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม ที่ตั้งอยู่ตามแถวชานเมือง คนในเมืองนี้จึงมีที่มาหลากหลาย จากทั่วประเทศ รวมถึงพวกนักลงทุนจากฮ่องกงและต่างประเทศ

                ในเขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้น มีนักลงทุนเชื้อสายจีนจากฮ่องกงไปลงทุนจำนวนไม่น้อย ก่อนนำสินค้ากลับมาจำหน่ายจ่ายแจกไปยังประเทศต่างๆทั่วโลก ณ ท่าเรือฮ่องกงที่แออัดคับคั่งตลอดเวลา

                ทำนองว่า จีนผลิต ฮ่องกงทำการตลาดและบริการ

                ฮ่องกง ยังเป็นประเทศ จีนก็เป็นอีกประเทศ การผ่านเข้าผ่านออกทางด่านหรือตม. เซินเจิ้น ต้องใช้ระบบวีซ่า ที่กำหนดระยะเวลาการเข้าไปอยู่หรือการทำงาน แม้แต่กับคนจีนที่ถือว่าอยู่ในประเทศเดียวกันก็ ชาวฮ่องกงนั้นเสมือนอยู่สูง มีค่ามากกว่าชาวจีนแผ่นใหญ่อย่างคนกว่างตง  หากวัดกันที่ความมั่งคั่งทางด้านเศรษฐกิจ

                แน่นอน มันทำให้คนจีนจากแผ่นดินใหญ่ จำนวนไม่น้อยหวังที่จะไปปักหลักทำมาหากินบนฮ่องกง ซึ่งเป็นประเทศ(เมือง)ที่ค่าครองชีพสูงมากแทบจะเทียบเท่า โตเกียว ญี่ปุ่น

                ภายหลังที่อังกฤษคืนฮ่องกงให้กับจีนเมื่อปี 1997 ก็เป็นเหตุให้คนบนฝั่งฮ่องกงเองหวาดระแวง ต่อการขยายเขตของคนจีนจากแผ่นดินใหญ่เข้าไปทำงานในฮ่องกง ด้วยสัดส่วนรายได้ที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการคืบคลานเข้ามาด้วยระบบกฎหมายการแต่งงานระหว่างผู้ชายฮ่องกง กับผู้หญิงจีน ที่ทำให้คู่สมรสจากจากต่างแดนได้สิทธิเสมอเหมือนพลเมืองฮ่องกง ใจความสำคัญย่อมหมายถึง สวัสดิการต่างๆที่พวกเธอและลูกที่จะมีตามมาจะได้รับจากรัฐบาล

                กล่าวได้ว่า ระบบสวัสดิการสังคมของฮ่องกง ซึ่งเซ็ตไว้ โดยผู้ปกครองเก่าอย่างอังกฤษนั้นเยี่ยมมากเทียบเท่าหรือดีกว่าประเทศตะวันตกเสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะระบบประกันสังคมรีไทร์เมนท์

                ชาวฮ่องกงจำนวนมาก กำลังหวั่นวิตก ต่อการเข้ามามากขึ้นของชาวจีน แล้วไปแย่งเงินสวัสดิการของพวกเขา เหมือนที่อเมริกันกลัวคนเชื้อสายต่างด้าว ไปแย่งใช้สวัสดิการของพวกเขา เช่นใดก็เช่นนั้น

                กลับไปที่เซินเจิ้น  เมืองที่เกลื่อนไปด้วยสินค้า “แบรนด์เนม”ระดับโลก แรงบีบของรัฐบาลอเมริกันในประเด็นลิขสิทธิ์ นับว่าได้ผลบ้าง เพราะร้านจำหน่ายสินค้าจำพวกนี้ เปิดให้ลูกค้าเข้าร้านก่อน ต่อจากนั้นก็จะล็อคประตูไว้แน่นหนา กันเจ้าหน้าที่มาเห็นเข้า แต่จริงๆแล้ว ผมว่าน่าจะเป็นที่รู้ๆกันซะมากกว่า ระหว่างเจ้าของร้านกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

                ครั้นพอตกกลางคืน เมืองเศรษฐกิจแห่งนี้ ก็คราคร่ำไปด้วยผู้คนจำนวนมหาศาล เดินไปมาขวั่กไขว่ ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นและวัยทำงาน ร้านรวงกลับคึกคัก แต่ผมเห็นนักเที่ยวฝรั่งตะวันตกค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่มาจากประเทศแถบเอเชียเพื่อนบ้านของไทยเรา เสียมากกว่า อย่างฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย นี่ก็มาก

                ผมถามเรื่องระบอบการปกครองของจีน คอมมิวนิสต์ กับประชาธิปไตย ไกด์ท้องถิ่น ซึ่งพื้นเพเป็นคนกว่างตง อธิบายว่า แม้ไม่ถึงกับต้องพูด แต่คนจีนส่วนใหญ่ก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าระบอบการปกครองแบบไหนเหมาะสมกับพวกเขา และประเทศที่มีขนาดประชากร 1,300 ล้านคน การให้คนจำนวนขนาดเท่านี้เดินไปในแนวเดียวกันไม่ใช่เรื่องง่าย

                พวกเขาจึงไม่ติดใจในระบบกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ อันไร้ซึ่งกรรมสิทธิ์  เป็นสักแต่ส่งต่อกันรุ่นต่อรุ่น เพียงไม่กี่รุ่น ต่อสินทรัพย์เหล่านี้ จึงทำใจได้เลยว่าไม่ใช่ของของเขาอย่างถาวร

                แทบไม่น่าเชื่อในโลกปัจจุบันว่า แผนแม่บทพัฒนาเมืองต่างๆของจีน แม้แต่ในรายละเอียด ถูกกำหนดจากรัฐบาลปักกิ่ง ทำให้การเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายประสานการพัฒนาเป็นไปในรูปแบบองค์รวมทั้งประเทศ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม ระบบไฟฟ้า และการสื่อสาร

                เซินเจิ้น และฮ่องกงอาศัยไฟฟ้า จากโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งตั้งห่างจากเกาลูน (ฮ่องกง) ไม่ไกลนัก แค่ราวๆ 27 ไมล์ พร้อมๆกับที่ก่อนหน้านี้ มีข่าวโรงไฟฟ้าแห่งนี้รั่ว จนรัฐบาลฮ่องกงออกมาโวยวาย แถมต้นขั้วที่รับผิดชอบกลับปิดเรื่องเงียบ

                บนความเป็นเมืองอุตสาหกรรมและการค้าของเซินเจิ้น ทำให้ปริมาณรถยนต์บนท้องถนน(ที่ก่อสร้างไว้อย่างดีและอย่างมีผังเมืองที่ค่อนข้างเป็นระเบียบเรียบร้อย) มีมาก ยกเว้นแต่มอเตอร์ไซด์ ซึ่งทางการท้องถิ่นไม่อนุญาตให้จดทะเบียน เนื่องจากเกรงความวุ่นวายบนท้องถนน ระบบขนส่งมวลชนจึงเป็นหัวใจสำคัญ ทั้งมุดดินและบนดิน เชื่อมไปถึงเมืองกว่างโจวในระยะกว่า 100 กิโลเมตร

                รถมอเตอร์ไซด์ ที่เมืองนี้ถึงถูกผลิตเพื่อการส่งออกเพียงอย่างเดียว

                เช่นเดียวกับการออกแบบผังเมือง ที่ถูกทำให้สองคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสภาพภูมิศาตร์ คอนโดมิเนียมที่ผุดขึ้นอย่างกับดอกเห็ดหน้าฝน ตามแบบฉบับฮ่องกง ขนาดเลนถนน จึงค่อนข้างเหมาะเจาะ การดูแลรักษา ในเรื่องความสะอาดก็เข้าขั้นดีทีเดียว สายไฟ(ฟ้า)ถูกเดินไว้ในท่อใต้ดิน ทำให้เมืองดูสบายตา ไม่รกรุงรัง เหมือนหลายๆเมืองในบางประเทศ ที่ปล่อยตามสภาพ

                หรือบางทีอาจเป็นไปตามหลักวิชาซินแส และหลักฮวงจุ้ย?

                 แม่น้ำเซินเจิ้น ที่เลื้อยอยู่ใกล้ๆตัวเมือง ดูเหมือนจะนิ่ง ไม่ไหล ตลิ่งสองฝั่งถูกเททับไว้ด้วยคอนกรีตอย่างดี แทบไม่เหลือสภาพธรรมชาติเดิม

                ตกค่ำ สีสันแห่งราตรีก็อุบัติขึ้นบนฝั่นแผ่นดินใหญ่ ทำนองเดียวกับถนนนาธาน บนเกาะฮ่องกง เซินเจิ้นทั้งหลอหวู่และที่อื่นๆ ก็คราคร่ำไปด้วยผู้คนที่เดินเบียดไหล่กันและกัน ว่าไปแล้วแฟชั่นตะวันออก ก็เป็นสิ่งสะดุดตาและปรับสภาพให้เหมาะกับขนาดสรีระและวัฒนธรรมของตะวันออกเอง

                ในกาลเหมันต์ 2010  ร่วมยุคสมัย โลกแห่งจักวรรดิตะวันออก อุดมไปด้วยรองเท้าบูทยาวเกือบถึงเข่า คู่กับมินิ สเกิร์ต เต็มท้องถนนและริมฟุตบาท

                ในด้านแฟชั่นเอเชีย เข้าใจว่า จีนจะเป็นรองก็แค่ญี่ปุ่น แต่โอกาสแซงก็มีสูงทีเดียว

                เพราะนี่คือ เมืองฐานการผลิตใหญ่ ทางภาคใต้ เชื่อมฝั่งฮ่องกง มาเก๊า ประเทศในปกครองของจีน ก่อนกระจายส่งออกไปทั่วโลก

                ในด้านการโปรโมทประเทศ ในเมื่ออเมริกันมี ซีเอ็นเอ็น ญี่ปุ่นมี เอ็นเอชเค อาหรับมีอัลซาซีร่า จีนมีสื่อทีวีอย่าง ซีซีทีวีนิวส์(CCTVnews) กับเขาด้วย และมันได้ถูกทำให้กลายเป็นช่องทีวีอินเตอร์ไป ด้วยระบบการทำงานข่าวและระบบการส่งสัญญาณแพร่ภาพและเสียง

                ที่ซันออน คืนนั้น ผมเลยนอนดูข่าว “รัฐธรรมนูญฉบับเมืองไทย” สบายใจเฉิบ…

Advertisements
  1. #1 by jaojook on ธันวาคม 3, 2010 - 8:06 am

    Nov 26-27, 2010

  2. #2 by dang ooppapan on ธันวาคม 6, 2010 - 7:18 pm

    very informative, thanks for sharing krub, K’ P.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: