อีกด้านหนึ่งระหว่างอเมริกากับพม่า

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์  : piralv@yahoo.com

มีหลายคนถามผมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกากับพม่าว่าอยู่ในสถานะอย่างไรในช่วงที่ผ่านมา และถึงตลอดถึงทุกวันนี้ที่เป็นช่วงเวลาที่มีการข่าวขานโจษจันกันถึงบทบาทของนางออง ซาน ซูจี ผู้นำพรรคประชาธิปไตยแห่งชาติหรือเอ็นแอลดีอย่างมาก เนื่องจากเธอเพิ่งได้รับการปลดปล่อย(เมื่อ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา) หลังจากถูกกักบริเวณโดยรัฐบาลทหารที่กรุงย่างกุ้งมาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี

                เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากการเลือกตั้งในพม่า (7 พ.ย.) เพิ่งผ่านไปได้ไม่นาน และนับเป็นเหตุการณ์ที่นานาชาติต่างให้ความสนอย่างยิ่ง ไทยในฐานะเพื่อนบ้านของพม่าก็ได้รับการกล่าวขาน ทำให้มีชื่อปรากฎอยู่ในข่าวนี้เช่นกัน โดยที่สำนักข่าวต่างๆ เองก็พากันไปใช้ไทยเป็นฐานในการรายงานข่าว เนื่องจากทางการพม่า ไม่ให้สื่อ เดินทางไปทำข่าวเลือกตั้ง ยกเว้นสื่อ ของตัวเองและสื่อที่รัฐบาลเลือกเฟ้นแล้วเท่านั้น

                เรื่องของคนอเมริกัน รัฐบาลอเมริกัน กับประเทศพม่า ตามความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ อาจคิดว่า อย่างไรเสียรัฐบาลอเมริกันคงต้องสนับสนุนขบวนการประชาธิปไตย ที่มีนางอองซานซูจีเป็นแกนนำ ซึ่งก็ไม่ผิด เมื่อดูจากท่าทีของประธานาธิบดีบารัค โอบามา แม้กระทั่งนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศที่ออกมาตำหนิรัฐบาลทหารพม่ากรณีการจัดการการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา และการให้อิสรภาพแก่นางซูจี

                กระแสสนับสนุนนางซูจี มีสูงมากเป็นธรรมดาในบรรดาประชาชนและประชาชาติตะวันตกดูจากรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพที่เธอได้รับเมื่อปี 1991 ซึ่งสำหรับรางวัลในสาขานี้กล่าวได้ว่า เป็นสัญลักษณ์ของความคิดเห็นของคนตะวันตกเลยทีเดียว

                นอกเหนือไปจากกระแสสนับสนุนของค่ายสื่อตะวันตกและแม้กระทั่งสื่อไทย  ที่รายงานข่าวกันอย่างต่อเนื่องและครึกโครม ไม่รวมถึงองค์กรสิทธิมนุษยชนจำนวนมาก ที่ทำงานด้านพม่า ทั้งในเมืองไทย และจากประเทศตะวันตก ซึ่งต้องยอมรับว่า ได้รับเงินสนับสนุนจากอัสดงคตประเทศจำนวนไม่น้อยเช่นเดียวกัน  ทั้งที่ว่ากันตามความจริงแล้ว หากพูดถึงพม่าแล้ว คนอเมริกันรู้จักมากกว่าเมืองไทยเสียด้วยซ้ำ จะพูดเปรียบเทียบระหว่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับนางซูจี ให้เสียเวลาไปไย

ออง ซาน ซูจี

                ผมเองไม่ใช่นักวิชาการ แต่จะพูดจากประสบการณ์เท่าที่พบเห็นด้วยตัวเอง ทั้งในอเมริกาและเมืองไทย โดยเฉพาะในอเมริกาเอง มีชาวพม่าและชาวชนกลุ่มน้อย อพยพมาอยู่ที่นี่จำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะชนเชื้อชาติกะเหรี่ยง นับแต่สมัยนายพลโบเมี๊ยะ อดีตผู้นำกะเหรี่ยงคริสต์มาแล้ว โดยเขามี “ลุงแซม” มือขวา ทำหน้าที่ประสานงานการช่วยเหลือจากอเมริกา ต่อกองทัพกะเหรี่ยงในพม่า  เพื่อต่อสู้กับรัฐบาลทหาร  

                ผมเจอทั้งผู้ปฏิบัติงานประสานระหว่าง 2 ประเทศ เครือข่ายด้านเงินสนับสนุน และนักศึกษาชนกลุ่มน้อย(มากที่สุดคือชนกะเหรี่ยง) ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนเล่าเรียนจากรัฐบาลอเมริกัน ในฐานะผู้ลี้ภัยทางการเมือง  พวกเขาเหล่านี้กระจายอยู่ทั่วอเมริกา บ้างก็ทำงานในหน่วยงานเอกชน ได้แก่ ธนาคาร และบริษัทต่างๆ

                เครือข่ายนี้ ยังเชื่อมโยงไปถึงนักการเมืองของอเมริกันบางคน ที่สนใจต่อประเด็นชนกลุ่มน้อย สิทธิมนุษยชน นโยบายความมั่นคงในภูมิภาคและเศรษฐกิจต่อพม่า

                จนถึงตอนนี้ เครือข่ายชนกลุ่มน้อยในอเมริกา ก็ยังทำกิจกรรมอยู่ เพียงแต่ประเด็นสำคัญ คือ พวกเขาไม่ได้เห็นด้วยกับนางซูจีไปเสียทุกเรื่อง

                ถึงตอนนี้ ผมอยากจะแยกเรื่องนี้ ออกเป็น 2 หมวดครับ

                หมวดแรก ว่าด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลอเมริกัน นักการเมืองอเมริกัน และคนอเมริกัน ต่อพม่า ซึ่งมีจุดยืนที่แตกต่างกัน เอาเฉพาะผู้ที่มีบทบาทและหน้าที่ อย่าง รัฐบาลและนักการเมืองอเมริกัน ก็มีทัศนะต่อพม่าที่แตกต่างกัน สมาชิกคองเกรสหลายคน แม้กระทั่งนักการเมืองในพรรคเดโมแครตเองก็ตำหนิการให้ความเห็นของวุฒิสมาชิกจิม เว็บบ์ แห่งเวอร์จิเนีย ครั้งที่เขาเดินทางไปพม่าและเมืองไทย

                สส.แคลิฟอร์เนีย อย่างดาน่า รอห์บาคเกอร์(รีพับลิกัน) ซึ่งศึกษากรณีชนกลุ่มน้อยในพม่ามานาน (คนทำวิจัยกรณีชนกลุ่มน้อยฯให้เขา คือ อัล แซนโตลี) ก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการโจมตีรัฐบาลพม่าแบบไม่ยั้งของซีเนเตอร์เวบบ์  สส.รอห์บาคเกอร์ ต้องการให้เปิดช่องไว้สำหรับรัฐบาลอมริกัน ที่จะเข้าหารัฐบาลทหารของพม่าบ้าง เพื่อประโยชน์ด้านธุรกิจและการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการคานอำนาจกับจีน ไม่เช่นนั้นแล้วอเมริกันจำต้องใช้ไทยเป็นฐานประสานในการติดต่อกับรัฐบาลพม่าได้เพียงทางเดียว

                เท่าที่ผมได้คุยด้วย เวลานี้ ที่ปรึกษาของสว.และสส.อเมริกันหลายคน เป็นห่วงโอกาสการลงทุนของบริษัทและเอกชนอเมริกันในพม่า

เชฟรอน เจ้าของเท็กซาโก  ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันใหญ่สัญชาติอเมริกัน เข้าไปเทคโอเวอร์ต่อจากยูโนแคล เจาะน้ำมันจากแหล่งยานาดา เมื่อปี 2005  ร่วมกับหลายบริษัทจากต่างประเทศ โดยเฉพาะบริษัทจากจีน ที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุดในพม่าเวลานี้

ก่อนหน้านี้ไม่นานผมเพิ่งทราบจากผู้นำเข้าเฟอร์นิเจอร์ไม้ ที่มาร่วมงานเฟอร์นิเจอร์เวิร์ลเอ็กซ์โป ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่เมืองลาสเวกัส ว่า ไม้ที่นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์จำนวนไม่น้อยที่มาจากพม่า โดยส่งมาแปรรูปที่มาเลซียและสิงคโปร์ ก่อนส่งต่อมายังตลาดอเมริกา

พม่ากับเกาหลีเหนือจึงต่างกัน ด้วยเหตุที่พม่ามีฐานทรัพยากร ที่อุดมกว่า โอกาสการลงทุนของนักธุรกิจอเมริกันย่อมมีมากกว่า

                ข่าวการส่งจดหมายของนางฮิลลารีไปหานางซูจีเป็นการส่วนตัว จึงได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากสื่ออเมริกันในประเทศจำนวนไม่น้อยทีเดียว

                หมวดที่สอง ว่าด้วย ขบวนการประชาธิปไตย ในพม่า ซึ่งเชื่อมไปยังแนวร่วมขบวนการฯในประเทศตะวันตก โดยเฉพาะในอเมริกา ที่มีความเห็นไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่าพม่าประกอบไปด้วยกลุ่มชนหลายเชื้อชาติ  ซึ่งเมื่อรวมเชื้อชาติเหล่านี้เข้าด้วยกันแล้ว ทำให้ชนเชื้อชาติพม่าผู้ปกครอง กลายเป็นชนกลุ่มน้อยไป

                หรือแม้แต่ความเห็นของชนเชื้อชาติพม่าเดียวกัน หลายคนไม่เห็นด้วยการกับแสดงบทบทบาทของนางซูจี อย่างเช่นความเห็นของนักหนังสือพิมพ์พม่าพลัดถิ่น อย่าง ริช มูเกอร์ดัม ที่เสนอไว้ในหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ (http://www.washingtonpost.com/wp-dyn/content/article/2010/11/15/AR2010111507677_Comments.html) ไม่นานมานี้ เกี่ยวกับที่มาที่ไปและสถานการณ์หลังรัฐบาลพม่าปล่อยตัวนางซูจี  เขาตั้งข้อสังเกตเชิงลบต่อการกระทำของนางซูจีในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งข้อเรียกร้องให้ประเทศตะวันตกเลิกยุ่งกับเรื่องภายในของพม่าเพื่อผลประโยชน์ของแต่ละประเทศนั้นๆเองเสียที

                บนความช่วยเหลือด้านสิทธิมนุษยชน ล็อบบี้ยีสต์อเมริกันบางคนบอกกับผมว่า ชนพม่าพลัดถิ่นที่อาศัยในอเมริกาและแคนาดาเวลานี้  ได้รับสิทธิพิเศษเหนือกว่าคนต่างด้าวมืออาชีพ ที่มาทำงานอยู่สองประเทศเสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะเรื่องสถานะของวีซ่า และโอกาสในการทำงานต่างๆ

                 โดยส่วนตัว ผมเชื่อว่าไม่ง่ายสำหรับนางซูจี ที่จะดำเนินบทบาททางการเมืองในพม่า ในช่วงสถานการณ์โลกอย่างปัจจุบัน แม้จะได้รับการสนับสนุนจากประเทศตะวันตก แม้แต่อเมริกาเองก็เล่นบทตีสองหน้า  อีกด้านหนึ่งสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย อีกด้านหนึ่งหวังผลทางด้านธุรกิจและผลต่อการเมืองระหว่างประเทศ

                ในรอบ 20 ปีเหตุการณ์โลกได้เปลี่ยนไปอย่างมาก การไม่แยแสต่อ “กระแสประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน”ของบริษัทธุรกิจต่างๆที่เข้าลงไปลงทุนในพม่า การค่อยๆผ่อนคลายการจำกัดควบคุมในเรื่องต่างๆของรัฐบาลพม่า ตลอดถึงการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา(แม้จะถูกกล่าวหาว่าสักแต่เป็นพิธีการเลือกตั้งก็ตาม) ทำให้แรงกดอัด ที่มีต่อรัฐบาลพม่าลดน้อยลง ไม่เหมือนเมื่อก่อนหน้านี้ ทีกระแสกลับไหลบ่าเทไปยังนางซูจี

                ความจริง ก็คือ พม่าได้ได้เปลี่ยนโฉมไปบ้างแล้ว แม้จะไม่มากมายแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินก็ตาม ประเด็นเศรษฐกิจกลายเป็นเรื่องหลัก การเมืองเป็นเรื่องรอง

ประกอบกับจีนเองหนุนหลังรัฐบาลพม่าในแทบทุกๆเรื่องอย่างสม่ำเสมอ ในท่วงทำนอง “เขตอิทธิพล(เงิน)หยวน” แรงสนับสนุนจากประชาชนพม่าของนางซูจี อาจปลุกกระแสให้ขึ้นได้ แต่ไม่ง่าย และไม่มากเหมือนเมื่อก่อน

กระแสที่สื่อไทยและสื่อตะวันตกส่วนใหญ่พากันปลุก….จึงอาจเป็นเพียงการรับฟังกันแค่ในหมู่สื่อเองก็เท่านั้น

Advertisements
  1. ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: