เกมการเงินอเมริกาและการเตรียมตัวในปีหน้า(1)

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์ : piralv@yahoo.com 

ผมมีโอกาสแลกเปลี่ยนความเห็นหลายต่อหลายครั้งกับ “บุคคลที่อยู่ในแนวรบ(ด้านเศรษฐกิจ)ด่านหน้า” ระหว่างไทยกับอเมริกา ตัวแทนรัฐบาลไทยอย่าง ผอ.สมจินต์ เปล่งขำ หรือ “ผอ.แป้น” (ตำแหน่งเต็มของเธอ คือ ผู้อำนวยการอาวุโส   สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก) ซึ่งที่ผ่านมาเธอมีข้อสะท้อนหลากหลายที่ประสบเองด้วยตัวเองโดยตรง เกี่ยวกับความเป็นไปของการค้าขายระหว่าง 2 ประเทศ โดยเฉพาะผลจากนโยบาย(มาตรการ)การเงินและนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอเมริกัน ที่ถูกนำมาประกาศใช้เมื่อเร็วๆนี้

                เป็นเรื่องที่น่าติดตาม และควรใส่ใจอย่างยิ่ง!

                เพราะหมายถึงผลกระทบต่อทั้งรัฐบาลไทย ผู้ส่งออก ผู้นำเข้าและประชาชนไทยโดยทั่วไป จำเพาะที่สำคัญ คือการเตรียมตัวรับกับสถานการณ์ในปีหน้า ซึ่ง“ผอ.แป้น” บอกไว้จากประสบการณ์.ใน“ภาคสนาม”ของเธอ  ผมเชื่อว่าอ่านทำความเข้าใจกันได้ไม่ยาก…

                “ 1. สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐในปี 2554

ผอ. สมจินต์ เปล่งขำ

1.1 การเลือกตั้งกลางปีของสหรัฐฯที่ผ่านพ้นไปเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2553 และชัยชนะอย่างถล่มทลายของพรรครีพับลิกันซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านในสภาฯ ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯต้องเร่งทำนโยบายประชานิยมโดยด่วน และหนึ่งในนั้นคือ การเพิ่มการส่งออกตามที่ได้เคยประกาศไว้ต่อสาธารณชน ดังนั้น ประธานาธิบดีโอบามาจึงเดินทางไปเอเซีย เพื่อ “เปิดตลาดและเพิ่มการส่งออกของสหรัฐฯ” โดยประเทศเป้าหมายคือ อินเดีย และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรสูงสุดในเอเซีย แต่มีหลายคำถามเกิดขึ้นว่า สหรัฐฯจะส่งออกอะไรให้ 2 ประเทศนี้ เพราะสินค้าหลักที่จะทำยอดส่งออกได้เป็นกอบเป็นกำ คงจะไม่พ้น เครื่องบิน อาวุธสงคราม และเทคโนโลยี ซึ่งนักวิเคราะห์เศรษฐกิจหลายฝ่ายให้ความเห็นว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสหรัฐฯต้องการเพิ่มการค้าขายกับอินเดีย เพื่อถ่วงดุลทางการค้ากับจีน แต่เมื่อดูมูลค่าการค้าระหว่างกันแล้ว คงต้องใช้เวลาอีกนาน

ไทยไม่ได้อยู่ในเป้าหมายการเดินทางในครั้งนี้ จึงอนุมานได้ว่า ยังไม่มีวาระซ่อนเร้นในการทำการค้ากับประเทศไทย ดังนั้นการค้าในปี 2554 คงเป็นไปตามกลไกตลาดและสภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯเป็นหลัก

1.2 ธนาคารกลางสหรัฐฯ(FED)ได้ประกาศนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ รอบที่สอง (Quantitative Easing หรือ QE2) ด้วยเหตุที่ว่าอัตราการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯยังช้าเกินไป มีความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเงินฝืด  FED จะรับซื้อพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันอีก 6 แสนล้านดอลลาร์ในระยะ 8 เดือนข้างหน้า ทั้งนี้จะทยอยซื้อเดือนละ 75,000 ล้านดอลลาร์ นับจากเดือนนี้ จนถึงปลายเดือนมิถุนายน 2554 ซึ่งก็หมายถึงการเพิ่มเงินสดเข้าสู่ระบบนั่นเอง QE2นี้

จึงกลายเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่องส่วนเกินในระบบการเงินโลก ซึ่งก็อาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความเสี่ยงฟองสบู่ราคาสินทรัพย์นอกสหรัฐฯ เพราะการอัดฉีดสภาพคล่องดังกล่าวจะทำให้มีเงินทุนไหลมายังภูมิภาคเอเชียมากขึ้น ด้วยปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดีและอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจทางตะวันตก FEDยังคงยืนยันท่าทีว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ค่าเงินสกุลต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียแข็งค่าขึ้นในปีหน้านี้

การที่ FED ตัดสินใจที่จะอัดฉีดเงิน 6 แสนล้านดอลลาร์ เข้ามาในระบบ โดยการซื้อพันธบัตรระยะยาวของรัฐฯ “Treasury Securities” เป็นวิธีการที่นักวิจารณ์กล่าวว่า เหมือนพิมพ์แบงค์ขึ้นมาดื้อๆ ยิ่งทำให้ได้รับเสียงต่อต้านจากทั่วโลก โดยเฉพาะทั้งภูมิภาคยุโรปและเอเซีย ซึ่งพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า จะมีผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงอีก

หลายฝ่ายวิตกว่าเหตุที่สหรัฐฯทำเช่นนี้ เพื่อเปิดสงครามกับจีน ในการกดดันให้จีนเพิ่มค่าเงินหยวน แต่ในช่วงการประชุมรัฐมนตรีการคลัง APEC ที่ญี่ปุ่นเร็วๆนี้ มีผู้ไม่เห็นด้วยกับสหรัฐฯหลายคน อาทิ รัฐมนตรีการคลังเยอรมัน และรัฐมนตรีการคลังบราซิลซึ่งเคยเตือนเรื่องสงครามค่าเงิน (Global Currency War) และบอกว่าวิธีการของ FED จะไม่เกิดประสิทธิผลอันใดเพราะ “การโปรยเงินลงมาจากเฮลิคอปเตอร์จะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา”

ดังนั้นไทยและประเทศอื่นทั่วโลก (ยกเว้นจีน) จะต้องเตรียมรับสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้นของการอ่อนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2554 ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ

1.3 ปัญหาการว่างงานของสหรัฐฯยังไม่ได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้น จากตัวเลขเดือนตุลาคม 2553 ถึงแม้จะมีการสร้างงานได้ 151,000 แรงงาน แต่โดยรวมแล้ว คนอเมริกันเกือบ15 ล้านคนยังคงตกงาน และอัตราการว่างงานยังคงสูงอยู่ที่ 9.6%

สหรัฐฯเป็นประเทศบริโภคนิยม การบริโภคภายในประเทศเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดของ GDP ดังนั้นถ้าการว่างงานสูงและประชาชนวิตกว่าจะไม่มี Future Income มาใช้ในอนาคต จะทำให้การบริโภคลดต่ำลง และหมายถึงสินค้านำเข้าจะลดลงด้วย

2. สถานการณ์การค้าของไทยกับสหรัฐฯ ในปี 2553 และแนวโน้มในปี 2554

เบน เบอร์นันเก้ ปธ.เฟด

โดยภาพรวมสหรัฐฯ ยังคงมีความสัมพันธ์อันดีกับไทยในฐานะประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย  มูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐฯ มค.-กย. 2553 เพิ่มขึ้น 24.9 % เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และคาดว่าการส่งออกทั้งปี (มค.-ธค.) 2553 จะเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 20%  

หากวิเคราะห์ในรายละเอียดสินค้าส่งออกของไทย จะเห็นได้ว่าสินค้าสำคัญทุกตัวมีอัตราการเจริญเติบโตสูงมากในปี 2553 เนื่องจากฐานตัวเลขที่ต่ำของปี 2552 สินค้าอันดับต้นๆได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องจักร, ยางพารา, อัญมณี และ อาหาร

สินค้าที่น่าจับตามองคือ อัญมณีและเครื่องประดับ จะเห็นได้ว่าจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว มีอัตราการขยายตัวของการส่งออกถึง 46% และสหรัฐฯนำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับจากไทยโดยเทียบกับประเทศอื่นๆเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจาก 4% ในปี 2552 มาเป็น 5% ณ ปัจจุบัน การเพิ่มขึ้นนี้มีผลมาจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจในปีก่อนหน้าที่ทำให้มูลค่านำเข้าในปี 2552 ตกลงไปมาก

เมื่อเศรษฐกิจย่ำแย่ผู้บริโภคในสหรัฐฯส่วนใหญ่ก็ลดระดับความสนใจในการจับจ่ายซื้อเครื่องประดับอัญมณีที่มีราคาแพงลง ดังนั้นเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้นตัวขึ้นมาบ้าง ทำให้ผู้บริโภคมีการจับจ่ายใช้สอยในเรื่องเครื่องประดับเพิ่มขึ้นด้วย แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้บริโภคมีการปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการซื้อสินค้า โดยผู้ซื้อหันมานิยมใช้เครื่องประดับที่มีราคาไม่แพงมากนัก แต่มีการออกแบบที่ดูดี ซึ่งสินค้าประเภทนี้ ไทยมีความสามารถในการผลิตที่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดสหรัฐฯในปัจจุบันได้ สินค้าที่คาดว่าจะเป็นที่นิยมในปี 2554 ได้แก่ Silver Jewelry และ Costume Jewelry

อย่างไรก็ตาม การส่งออกของไทยมายังสหรัฐฯในปี 2554 จะมีอุปสรรคเพิ่มขึ้นจากการที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯจะอ่อนตัวลงอีก

3. โอกาสและช่องทางการค้าของผู้ส่งออกไทย

3.1 สินค้าที่มีศักยภาพที่เป็นโอกาสของผู้ส่งออกไทย ได้แก่

3.1.1 สินค้าประเภทอาหารสำหรับคนเอเซีย เช่น ข้าว กุ้งแช่แข็ง เส้นก๋วยเตี๋ยว กะทิ ซอสปรุงรส อาหารกึ่งสำเร็จรูปและสำเร็จรูป เป็นต้น

3.1.2 สินค้าอาหารฮิสแปนิก (ลาติโน-กลุ่มคนเชื้อสายลาตินที่อาศัยอยู่ในอเมริกา)

3.1.3 สินค้าประเภทอัญมณีและเครื่องประดับ

3.1.4 สินค้าของประดับและตกแต่งบ้านที่มีดีไซน์

3.1.4 สินค้าแฟชั่น (เสื้อผ้าเด็ก เสื้อผ้าสตรี และเครื่องประดับที่มีดีไซน์)

3.1.6 ร้านอาหารไทย

3.1.7 สินค้าสำหรับตลาด Institution เช่น เรือสำราญ โรงพยาบาล โรงเรียน สนามกีฬา เรือนจำ หน่วยงานทหาร เป็นต้น

3.2 ช่องทางการค้า

เนื่องจากสินค้าทุกประเภทมีรายละเอียดหลากหลาย และสหรัฐฯเป็นประเทศที่มีผู้บริโภคหลากหลายเชื้อชาติ และความต้องการ ดังนั้น การศึกษาตลาด และการหาข้อมูลจึงเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆของการเข้าตลาด

ไว้ต่อรายงานของ“ผอ.แป้น” กันคราวหน้าครับ

  1. ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: