เถียงสู้ฟัดในยามศก.วิกฤติ

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์: piralv@yahoo.com

นายบารัก โอบามา  เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 44 ของอเมริกาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 20 ที่ผ่านมา ดุเหมือนเขากำลังพยายามมุ่งแก้ปัญหาในประเด็นเศรษฐกิจอย่างหนัก

                กับระบบและความเป็นไปในสังคมอเมริกันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเปลี่ยนแปลง โครงสร้างอะไรหลายอย่างที่ทีมเศรษฐกิจของนายโอบามากำลังพยายามอยู่  โดยเฉพาะวอลสรีท แหล่งหมุนเวียนทุนที่สำคัญของอเมริกาและของโลก หลายกลุ่มเต็มไปด้วยทัศนะที่ขัดแย้งกับนายโอบามา ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทุนยิวหรือไม่ก็ตาม

                ขณะที่ความเป็นอยู่ของคนอเมริกันเวลานี้ ตกอยู่ในสภาพย่ำแย่ เพราะอาศัยหลักเศรษฐกิจแบบพึ่งพาอย่างสูง รัฐแคลิฟอร์เนียร์เอง อยู่ในสถานการณ์ใกล้ล้มละลาย

                บางเมืองอย่าง แวลเลโฮ (City of Vallejo) ที่อยู่ทางตอนเหนือของรัฐเดียวกันนี้ ทำล้มละลายไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อไม่นานมานี้

                มนต์ขลังของยู.เอส.ดอลลาร์ เริ่มจางหาย ขณะที่เงินตราสกุลอื่น เริ่มมีบทบาทที่เหนือกว่า หากแต่อเมริกันยังเชื่อ ในขนาดความใหญ่ของกำลังการบริโภคของคนในประเทศ

                แต่แล้วก็มีข่าวอะไรบางอย่างแพลมออกมา โดยเฉพาะ “ทอง” ที่จะถูกใช้เป็นกลไกช่วยด้านเสริมสร้างสภาพคล่องในตลาดเงินอเมริกา

                การเป็นอยู่ที่อเมริกาก็เหมือนที่อื่นใดในโลก คือ ต้องมีค่าใช้จ่าย เพราะต้องกิน ต้องใช้ทุกวัน และนอกเหนือจากค่าใช้จ่ายที่จำเป็นเหล่านี้แล้ว ยังมีรายจ่ายอื่นๆที่มีเพิ่มขึ้นมาตามความจำเป็นร่วมสมัย อย่างค่าผ่านรถ ผ่อนบ้าน หรือผ่อนสินค้าอย่างอื่นแล้วก็นำมาซึ่งรายการที่จะต้องจ่ายทุกเดือน เป็นประจำที่เรามักคุ้นและเรียกมันว่า “บิลล์”นั่นเอง

                ความจริงผมว่าอเมริกานั่นแหละเป็นต้นตำรับของระบบการมีบิลล์ ต่อมาเรียกชื่อให้สวยหรูว่า เครดิต คือ หากคุณมีเครดิต คุณก็จะดูดี

                ความหมายของคำว่า “เครดิต”ในทางการเงินหรือในระบบเศรษฐกิจ หมายถึงคุณยืมเงินคนอื่น หรือคนอื่นให้คุณยืมเงินไปใช้จ่ายก่อน และคุณก็ต้องจ่ายเงินคืนทีหลัง หากคุณจ่ายคืนครบตามจำนวนและตรงเวลา นั่นแหละแสดงว่าคุณมีเครดิต

ระบบดังกล่าวต่อมาพัฒนาเป็นระบบเครดิตทางการเงินเพียวๆ กลายเป็นบัตรพลาสติก หรือเครดิตการ์ด และอีกส่วนที่ไปสัมพันธ์กับธนาคารหรือสถาบันการเงินประเภทอื่นโดยตรง เรียกกันว่า เงินกู้ นี่ก็อยู่ในระบบเครดิตเช่นเดียวกัน

เมื่อใครก็ตามไปยุ่งกับระบบเครดิตเข้าก็เกิดมีภาระที่เรียกว่า หนี้ เกิดขึ้น ยุ่งมากก็หนี้มาก ยุ่งน้อยก็หนี้น้อยหน่อย

ในอเมริกาเรื่องของระบบเครดิตนั้น เป็นลักษณะบังคับ ถึงขนาดว่า จะอยู่โดยไม่มีเครดิตไม่ได้ ไม่เช่นนั้นการใช้ชีวิตประจำวันอาจต้องยุ่งยาก ต้องรบกวนเพื่อน หรือญาติใกล้เคียงจนก่อให้เกิดความรำคาญกับคนอื่นได้  ยกเว้นคนที่ต้องการอยู่นอกระบบจริงๆ ซึ่งจะไม่ค่อยได้เห็นคนพวกนี้ ก็เพราะอย่างว่า คนส่วนใหญ่ต้องอยู่ กินต้องใช้ ต้องเดินทางไปโน่นไปนี่  ระบบบังคับให้พวกเขาต้องใช้เครดิต และตกอยู่ในระบบเครดิตแทบทุกประเภท

ถึงมีเงินสดเต็มกระเป๋าก็ทำธุรกิจอะไรไม่ได้มากในอเมริกา  เพราะธุรกิจเหล่านั้นไม่ยอมดีลกับคนไม่มีเครดิต ซึ่งไม่สามารถพิสูจน์แบ็คกราวด์ด้านการเงินได้

อย่างเช่นการเช่ารถ หากว่าคุณไม่มีบัตรเครดิต แม้จะเอาเงินสดติดตัวไปเต็มกระเป๋า หรือมีเงินเช่ารถก็ตาม แต่บริษัทรถเช่าก็จะไม่ให้รถเช่ากับคุณ บัตรเครดิตจึงมีความจำเป็นที่ทุกคนจะต้องมีไว้อย่างน้อยก็สักหนึ่งใบติดตัวไว้กันเหนียวเพื่อความอุ่นใจ 

                คนอเมริกันมีบิลล์กันเกือบทุกคน ในแต่ละเดือนจ่ายกันหัวโต บางคนเครียดเรื่องบิลล์มากจนป่วยไข้ไม่สบายก็มี ทั้งบิลล์ตามปกติ และบิลล์ทวงหนี้ที่ค้างชำระ บางบ้านในตู้รับจดหมายแทบทุกวันเต็มไปด้วยบิลล์ปึกใหญ่ จนแทบไม่อยากเปิดตู้รับ ทั้งบิลล์เครดิตการ์ด บิลล์โทรศัพท์ บิลล์ค่ารถ บิลล์ค่าใช้จ่ายความจำเป็นพื้นฐานอย่างค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊สหุงต้มเต็มไปหมด

                เมื่อมีบิลล์จำนวนมากแบบนี้ ทำให้บางคนไม่ค่อยได้ตรวจสอบความถูกต้องของตัวเลขในบิลล์ที่ส่งมาแต่ละครั้ง ซึ่งมีโอกาสที่จะผิดพลาดได้เหมือนกัน บางที่บริษัทที่ส่งบิลล์เหล่านั้นก็ถือโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภค ทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา

                ในแง่ของเจตนานั้นเป็นที่เข้าใจกัน แต่ที่ไม่เจตนาก็มี อาจเกิดจากความผิดพลาดของระบบคอมพิวเตอร์ ดังนั้นเวลาเปิดซองทุกครั้ง  ผู้มีหน้าที่จ่ายบิลล์ต้องใส่ใจรายละเอียดตัวเลข หากพบว่าไม่ปกติควรโทรสอบถามบริษัทที่ส่งบิลล์เหล่านั้น ให้ชัดเจนว่าตัวเลขมาได้อย่างไร

ฝรั่งเรียกบริษัทที่ทำบิลล์ผิดพลาด ซึ่งส่วนใหญ่เรียกเก็บเงินเกินจำนวนจริงว่า เป็นพวกชอบ “Rip-off” เอากับลูกค้า ตัวลูกค้าเองต้องใช้ความระมัดระวังอ่านรายละเอียดในกระดาษบิลล์ทุกครั้ง

การตรวจสอบความถูกต้องของบิลล์ ก็ไม่ง่ายนัก โดยเฉพาะกับบริษัทขนาดใหญ่ ที่มีเครือข่าย สำนักงานหรือสาขาทั่วประเทศ อเมริกาเป็นประเทศใหญ่ คนโทรต้องคำนึงใคร่ครวญถึงหลายเรื่อง เช่น เวลาเปิดหรือปิดทำการของบริษัทนั้น ในแต่ละบริษัทตั้งแต่เวลาไว้ไม่เหมือนกัน

อเมริกาในส่วนแผ่นดินใหญ่ (Main Land)กำหนดเวลาไว้ไม่เหมือนกัน แบ่งออกเป็น 3 โซนเวลา บางทีโทรช่วงบ่ายสามโมงจากรัฐแคลิฟอร์เนีย  หากออฟฟิศบริษัทที่โทรถึงอยู่รัฐฟลอริดา บริษัทนั้นอาจปิดทำการไปแล้ว 

นอกจากนี้หากต้องการประหยัดค่าโทร ศัพท์ควรมองหาเบอร์ฟรี หรือเรียกกันว่า เบอร์แปดร้อย(800) ซึ่งสามารถโทรออกไปจากเบอร์บ้านที่อยู่ที่ใดก็ได้ในอเมริกา โดยผู้โทรไม่ต้องจ่ายเงิน

ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ใช้โทรศัพท์มือถือกัน กรณีเบอร์แปดร้อยอาจไม่จำเป็น  แต่ต้องไม่ลืมว่า บริษัทใหญ่ๆในระดับประเทศที่โทรหานั้นกว่าพนักงานจะรับสายได้นั้น ส่วนใหญ่ใช้เวลารอนาน  หากใช้โทรศัพท์มือถือ  ถึงแม้โทรผ่านเบอร์แปดร้อย ก็ยังต้องถูกกินเงินอยู่ดี ดังนั้น ควรใช้โทรศัพท์โทรจากที่บ้านหรือ ใช้โทรศัพท์สาธารณะโทรจะดีกว่า

ระบบการทำงาน (Operation) ของบริษัทที่ดีลกับลูกค้าเกี่ยวกับบิลล์ หรือในเรื่องอื่นๆ ในอเมริกา เมื่อผู้โทร โทรเข้าไปสอบถามหรือเพื่อทำธุรกรรมใดๆ เสียงสนทนานั้นจะถูกบันทึกไว้ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมาย เพราะปัจจุบันคนส่วนใหญ่  ทำธุรกิจแบบไม่เห็นหน้าค่าตาของกันและกันมากขึ้น

มองในแง่กฎหมาย การบันทึกเสียงการสนทนาจัดเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคอเมริกันอย่างหนึ่ง เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาทั้งสองฝ่าย สามารถเรียกกลับมาฟังใหม่ได้ ถือว่า ยุติธรรมทั้งผู้บริโภค และเจ้าของกิจการเอง

ในปัจจุบันคนอเมริกันส่วนใหญ่นิยมทำธุรกรรมการเงินผ่านระบบออนไลน์ หรือผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ทั้งมีแนวโน้มว่า คนทั่วโลกจะหันมาใช้ระบบการติดต่อแบบไม่ต้องเห็นหน้าแบบนี้กันมากขึ้น ซึ่งก็มีทั้งข้อดี ข้อเสียเช่นเดียวกัน

การทำธุรกรรมผ่านระบบออนไลน์ มีข้อดีตรงที่ความรวดเร็วในการติดต่อ ประหยัดค่าใช้จ่าย และเวลาแทนที่จะใช้ในการเดินทางออกไปทำธุรกรรมนอกบ้าน เช่น หากเป็นลูกค้าของธนาคารก็ไม่ต้องออกไปที่สาขา โดยเฉพาะการจ่ายบิลล์แต่ละเดือน เดี๋ยวนี้สามารถหักออกจากบัญชีธนาคาร หรือสามารถเคลียร์ผ่านระบบออนไลน์ได้แทบทั้งหมด เจ้าของบัญชีสามารถบริหารจัดการบัญชีของตัวเองได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการเช็คยอดเงิน โอนเงิน ซื้อขายสินค้า หรือเช็คประวัติการทำธุรกรรม(Transaction) ในช่วงเวลาต่างๆ

อย่างไรก็ตามระบบออนไลน์ในอเมริกาขณะนี้มีปัญหาในเรื่องของระบบความปลอดภัย การเข้าไปขโมยเงินในธนาคารหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลในบัญชีเคยเกิดขึ้นหลายครั้ง  ซึ่งเจ้าของบัญชีเองต้องระมัดระวังในกรณีนี้ด้วย

ในรายการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่เอฟบีไอ (Federal Bureau of Investigation) โดยผู้สื่อข่าววิทยุเอ็นพีอาร์ (National Public Radio-NPR)เร็วๆนี้ เจ้าหน้าที่สืบสวนของหน่วยงานกลางของอเมริกา ได้เตือนให้ลูกค้าของสถาบันการเงิน ที่กำลังใช้ระบบการบริหารจัดการบัญชีผ่านระบบออนไลน์ให้พึงระวัง เพราะอาจไม่มีเพียงคนเดียวที่กำลังดูและจัดการกับบัญชี แต่อาจมีตาคู่ที่สองหรือคู่ที่สาม หรือมากนั้นจับจ้องอยู่ด้วยในเวลาเดียวกัน

เจ้าหน้าที่เอฟบีไอแนะนำในเบื้องต้นว่า ไม่ควรเปิดคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้โดยไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานานๆ  เพราะมีความเสี่ยงต่อการที่ข้อมูลจะถูกล้วงไปใช้ประโยชน์ หรือนำไปเปลี่ยนแปลงในทางมิดีมิร้าย เมื่อไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์แล้วก็ควรปิดเครื่องทุกครั้ง

ทางการอเมริกันเองตระหนักถึงพิษภัยจากการทำธุรกรรมผ่านระบบออนไลน์ถึงกับจัดตั้งแผนกงานเพิ่มขึ้นในสำนักงานเอฟบีไอเพื่อดูแลเรื่องนี้โดยตรง ทำหน้าที่สืบสวน ติดตามกวาดล้างอาชญากรรม (Computer Crimes Task Forces และ Cyber Action Teams ) ที่ดำเนินการผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบและวิธีการอยู่เรื่อยๆ

ดังนั้น การจ่ายและสำรวจตรวจตราบิลล์ ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อความถูกต้องและแน่ใจก่อนจะจ่ายเงินออกไปทุกครั้ง  เมื่อพบความไม่ถูกต้อง และสงสัยตัวเลขที่โดนชาร์จ คนที่ได้รับบิลล์ต้องโทรหาพนักงานของหน่วยงานที่ส่งบิลล์นั้นๆมา  ต้องถามให้เคลียร์ ไม่ควรปล่อยให้เรื่องผ่านไป โดยพูดแค่เพียง ใช่ หรือ “เซย์ เยส” (Say yes) เพียงอย่างเดียว

ส่วนใหญ่คนเอเชีย หรือต่างด้าวเชื้อชาติต่างๆ ในอเมริกาไม่ค่อยชอบ Say No  เมื่อมีปัญหาเรื่องบิลล์ หรือเรื่องอื่นที่เกี่ยวข้องกับเอกสาร ทั้งมักไม่ค่อยชอบถามให้เคลียร์ ปล่อยให้ผ่านไปจนกระทั่งเกิดมีปัญหาขึ้น ถึงค่อยหาคนช่วยแก้ไข ผมเจอเพื่อนคนไทยบางคน ที่ปล่อยให้ปัญหาเรื่องรัง ซึ่งอาจนำไปสู่การแก้ไขที่ยุ่งยากภายหลัง   บางปัญหาอาจต้องจ้างทนายช่วยจัดการ ทำให้ต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอีก

ในเรื่องการสอบถามนี้ ระบบอเมริกันดีอยู่อย่าง คือ ลูกค้าสามารถสอบถามข้อข้องใจเกี่ยวกับบิลล์ได้ทุกอย่าง สามารถขัดขืนที่จะจ่ายบิลล์ได้ หากเห็นว่า จำนวนเงินในบิลล์ที่ส่งมามากเกินไป หรือไม่ถูกต้อง เช่น ค่าโทรศัพท์ ที่เก็บ(ชาร์จ)เกิน  เนื่องจากผู้ใช้โทรอาจไปกดปุ่มอะไรผิดพลาดขึ้นมา โดยเฉพาะปุ่มที่โยงไปถึงระบบอินเตอร์เน็ต หรือออนไลน์  ควรต้องระวัง และต้องตรวจสอบทุกครั้ง เมื่อได้รับบิลล์จากบริษัทโทรศัพท์

การติดต่อหรือดีลกับธนาคารก็สำคัญ คนเกือบทั้งหมดเป็นลูกค้าของแบงก์ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเครดิตการ์ด หรือสถาบันการเงินรูปแบบอื่นๆ  บางคนหักบัตรเครดิต และปิดบัญชีไปนานแล้ว แต่บิลล์ยังตามมาหลอกหลอนอีก ต้องตรวจสอบให้ดี

มีบัตรเครดิตอาจไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจะปิดบัญชี หรือโยนทิ้งบัตรเครดิตที่มีอยู่ กลับเป็นเรื่องมากกว่า เพราะบริษัทบัตรเครดิตบางรายต้องการประวิงเวลาเพื่อให้ลูกค้าอยู่กับบริษัทของตนต่อ เรื่องนี้เจ้าของบัตรต้องติดตามตรวจสอบให้แน่ใจว่า บัญชีหรือบัตรของตนนั้นได้ปิด (Cancel)ไปแล้ว

หากได้รับบิลล์ไม่ว่าจะเป็นค่าอะไรก็ตาม แล้วคิดว่า จำนวนตัวเลขที่ปรากฏอยู่บนกระดาษไม่ถูกต้อง อาจต้องสู้กัน ไม่ควรไปยอมบริษัทส่งบิลล์พวกนี้  ต้องซดกันจนยกสุดท้าย อเมริกาเป็นประเทศที่ต้องสู้(ในระบบ)ถึงจะได้ประโยชน์  ไม่เช่นนั้นก็จะถูกระบบเล่นงานเอาตัวไม่รอด และจะถูกเอาเปรียบตลอด

เพราะคำว่า ระบบ เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ธนาคารหนึ่งใหญ่มาก จนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร พนักงานที่รับเรื่องผ่านทางโทรศัพท์ เป็นแค่มดงานตัวเล็กๆเท่านั้น คนพวกนี้ไม่สนในลูกค้ามากนักหรอก พวกเขามีลูกค้าเป็นหมื่นเป็นแสนราย ลูกค้าเข้าคิวรอจะพูดสายเพื่อแก้ปัญหายาวเหยียด  บางทีก็พูดแค่ให้พอผ่านไปเท่านั้น ไม่ได้ตอบสนองในเชิงการปฏิบัติแต่อย่างใด  ดังนั้น จำเป็นต้องอดทน และรู้จักที่จะสู้

หลายครั้งสายที่ลูกค้ากำลังคุยกับพนักงานขององค์กรนั้นๆ ได้ถูกโอนไปโอนมาระหว่างพนักงานแผนกต่างๆไปยังหลายคน หลายแผนก บางทีก็เป็นเรื่องเกม หรือบางทีก็เป็นด้วยระเบียบของบริษัทนั้นๆ

เหนืออื่นใดคุณ(ซึ่งเป็นลุกค้า)ต้องคุยสอบถามให้ถึงที่สุด ไล่จาก พนักงานรับโทรศัพท์ ในส่วนบริหารลูกค้า (Customer Services)  เมื่อตกลงไม่ได้ และคุณเริ่มมีอารมณ์ ส่วนใหญ่สายก็จะถูกโอนไปยังแผนกงานแก้ไขปัญหาลูกค้าโดยตรง (Specialist)ขึ้นอยู่กับว่าคุณกำลังมีปัญหาเรื่องอะไร หลังจากนั้นอาจไปถึงที่สุดที่หัวหน้าแผนก (Supervisor)  อีกครั้ง คุณต้องอดทนอย่างมาก สามารถแสดงอารมณ์ในขณะกำลังคุยได้ แต่อย่าให้ตัวคุณเองเจ็บ คือ อาจต้องพยายามที่จะเป็นนักแสดง รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ เพราะหากไปโมโหมาก   ก็จะมีผลลบกับสุขภาพของตัวคุณเอง ความดันของคุณอาจขึ้นสูง  หรือโรคหัวใจอาจกำเริบ

นั่นก็จะสามารถพิสูจน์ ได้ว่า การสู้กับ “บริษัทผู้ผลิตบิลล์” เช่น Bank of America,  Wells Fargo Bank  , Washington Mutual Bank , Citi Bank หรือกระทั่งบริษัทเครดิตการ์ดต่างๆ   เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง

ในอเมริกา ไม่มีสิ่งใดได้มาง่าย ที่สำคัญ คือ คุณไม่ได้ผิด หรือผิดนิดหน่อย คุณก็จะได้ประโยชน์ คือ สามารถประหยัดเงินไปได้โข เพราะในแต่ละปี เงินจำนวนมหาศาลที่โดนบริษัทพวกนี้ ได้ไปดื้อๆ (Rip-off) จากลูกค้า

คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะกะเหรี่ยงชน(คนเชื้อสายต่างด้าว)ที่อาศัยในอเมริกามักปล่อยให้เรื่องพวกนี้ผ่านไป  ซึ่งเหมือนกับเดินหนีปัญหาอยู่เรื่อย ไม่ได้ฝึกตัวเองให้เป็นคนที่ต้องสู้  และรักษาสิทธิ  ภายในวงเล็บว่า “ที่ถูกต้องตามกฎหมายอเมริกัน”

การต่อสู้กับ “สถาบันหรือบริษัทผลิตบิลล์” ในอเมริกา เป็นเรื่องชั้นเชิงนิดหน่อย ผสมกับหลักจิตวิทยาบางส่วน ทั้งหมดก็เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวคุณและสมาชิกในครอบครัว เมื่อ(คุณคิดว่า)พวกนี้ทำไม่ถูกต้องคุณต้องสามารถด่าได้ ในอเมริกาสำหรับเรื่องนี้ ลูกค้าด่าได้ ด่าไป ไม่มีปัญหา ทั้งไม่มีปัญหาเรื่องความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน และการกลั่นแกล้ง ทุกอย่างอยู่ภายใต้การบันทึกเสียงการสนทนาระหว่างลูกค้ากับพนักงานรับโทรศัพท์ เพียงแต่ต้องกล้าด่าออกไปเท่านั้น  อย่าไปยอมง่ายๆ

  1. ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: