2 ปีโอบามา : ศก.อเมริกายังสั่นคลอน

บารัก โอบามา

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์ : piralv@yahoo.com  

ยังไม่ค่อยเห็นหน้าเห็นหลังเท่าไหร่ครับ สำหรับความเป็นไปของเศรษฐกิจอเมริกาในเวลานี้ ตามแผนฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลบารัก โอบามา ที่ประกาศก่อนหน้าที่ตัวนายโอบามาเองจะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีอเมริกาคนที่ 44 เสียด้วยซ้ำ

                ผมถูกถามจากเพื่อนๆ โดยเฉพาะจากเมืองไทยหลายคนถึงสถานการณ์เศรษฐกิจโดยทั่วไปของอเมริกา ก็ต้องบอกไปว่า บรรยากาศยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อปีสองปีที่แล้วมากนัก อเมริกันส่วนใหญ่ที่ประสบปัญหาด้านการเงินยังคงสาละวนกับการแก้ปัญหาของตัวเองและครอบครัวไม่ค่อยจะได้

                เช่น ปัญหาการปลดคนงานและการว่างงาน แม้คนงานเหล่านี้จะได้รับการขยายเวลาเพื่อรับเงินช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนจาก 6 เดือน เป็น 8 เดือน หรือกระทั่งถึง 1 ปีก็ตาม แต่การผูกโยงตัวเองและครอบครัวเข้ากับเศรษฐกิจหน่วยอื่นๆ ทำให้การลุกขึ้นเดินอีกครั้งของพวกเขาต้องประสบกับความยากลำบาก

                รวมทั้งเจ้าของกิจการทุกขนาด หลายประเภท ที่ต้องเผชิญกับการปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบการลงทุน ทำธุรกิจใหม่ ที่เข้มงวดรัดกุมมากขึ้น จากรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น ตามรัฐตามเมืองต่างๆทั่วประเทศ ทำให้การเคลื่อนไหวในเชิงบวก เป็นไปอย่างเชื่องช้า เห็นได้ยาก

                เช่น ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยหรือวิกฤตอสังหาริมทรัพย์(Subprime crisis) ที่เกิดจากการปั่นราคาเพื่อเก็งกำไรของกลุ่มบริษัทอสังหาฯ ร่วมกับสถาบันการเงินซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัว เวลานี้คนอเมริกันจำนวนมากก็ยังมีปัญหาไร้ที่อยู่อาศัย ไม่สามารถมีบ้านหรือคอนโดฯ เป็นของตัวเองได้ แสดงให้เห็นความไม่เวิร์คของนโยบายลดหย่อนผ่อนปรนด้านหนี้สินที่ออกมาก่อนหน้านี้ โดยผ่านการอนุมัติจากฝ่ายรัฐบาลและคองเกรส(ที่เดโมแครตถือครองเสียงข้างมากอยู่)

                สินทรัพย์ของแบงก์และสถาบันการเงินที่มาจากการยึด เนื่องจากลูกค้าไม่สามารถผ่อนชำระต่อ แล้วถูกบังคับให้เดินออกจากบ้านไป ที่เรียกกันว่า Foreclosure  จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ สินทรัพย์พวกนี้มีอยู่เป็นจำนวนมาก  ซึ่งแน่นอนว่า รัฐบาลต้องการให้ให้มีคนหรือนักลงทุนมาซื้อ (แม้แต่นักลงทุนจากต่างชาติ) แต่ด้วยเงื่อนไขและกฎระเบียบที่ซับซ้อนและเข้มงวด ทำให้การขายสินทรัพย์ออกและการลงทุนไม่เป็นไปตามคาด

                การเคลื่อนไหวไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นสำหรับเศรษฐกิจของอเมริกา จึงอุ้ยอ้ายเชื่องช้า

แนนซี่ เปลอสซี

                หากน้อมรับคำทำนายเศรษฐกิจอเมริกาของบรรดานักเศรษฐศาตร์และผู้เชี่ยวชาญหลายคน ก่อนที่โอบามาจะเข้าดำรงตำแหน่งที่ส่วนใหญ่ระบุว่า เศรษฐกิจของอเมริกาอาจใช้เวลานานเกินกว่า 5 ปีในการฟื้นตัว อาจไม่น่าแปลกใจมากนัก แต่หากเป็นชาวอเมริกันที่ใช้ชีวิตประจำวันประเภทไปเช้าเย็นกลับและเจ้าของธุรกิจขนาดย่อมถึงขนาดกลางแล้วคงต้องบอกว่า ค่อนข้างทรมานกับความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก เพราะเป็นไปอย่างอืดอาดเสียเหลือเกิน

                จึงไม่แปลกเช่นเดียวกัน ที่จากโพลล์ผลสำรวจทุกครั้ง คะแนนของโอบามาหล่นเอาๆทุกที

                อย่างไรก็ตาม หากให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาลโอบามาแล้ว คงต้องบอกว่า ผู้นำคนปัจจุบันและพรรคเดโมแครตได้พยายามแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากหลายประเด็นปัญหาเกี่ยวข้องกับกฎหมายและกฎระเบียบ ที่จะต้องผลักดันผ่านสภาคองเกรส ที่มีเสียงแย้งไม่เห็นด้วยอยู่ในนั้น จึงไม่ง่ายในการออกกฎหมายแต่ละฉบับ โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเงินอุดหนุนและงบประมาณ ที่ฝ่ายพรรครีพับลิกันและแม้คนของเดโมแครตเองเห็นไปอีกทาง

                ถึงตอนนี้ เพื่อนอเมริกันของผมหลายคน ยังไม่สามารถกำหนดทางเดินใหม่ได้ คือ เรื่องบ้านก็ยังค้างคา รอการตอบรับของแบงก์เจ้าหนี้ว่าจะเอาอย่างไร ตกลงรับหรือไม่ตกลงรับ เรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และการประเมินราคาสินทรัพย์ใหม่ ภายหลังฟองสบู่แตก(ราคาทรัพย์สินในหลายเมืองปรับลดลงอย่างมาก) ขณะที่เงินจำนวนหนึ่งก็ถูกจ่ายไปสำหรับเป็นค่าทนายดำเนินเรื่อง ซึ่งไม่รู้ว่าจะประสบผลสำเร็จหรือไม่

                กรณีการซื้อขายสินทรัพย์(เช่น บ้าน คอนโดฯ)ที่กำลังจะถูกทิ้ง หรือลูกค้าทิ้งไปแล้ว มีระเบียบและพิธีการขั้นตอนทางกฎหมายค่อนข้างมาก ทั้งๆที่ลูกค้าจำนวนไม่น้อย เป็นลูกค้าที่มีเครดิตดี (เพราะการยุบลงของราคา หลังจากการปั่นราคาให้สูงเกินจริง เศรษฐกิจรวนทำให้รายได้ลดลง การส่งเงินค่างวดมีปัญหา) แต่ด้วยพิธีการทางกฎหมายทำให้สถาบันการเงินไม่อยากจะคุยกับลูกค้าโดยตรง สินทรัพย์จำนวนมาก ต้องถูกปล่อยให้ไร้ซึ่งประโยชน์ และเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่

                ใช่ว่าเรื่อง Foreclosure จะจบครับ ล่าสุดสัปดาห์นี้ ประธานสภาล่าง(House) สส.แนนซี่ เปลอสซี(Nancy Pelosi) และ สส.โซ โลฟเกร็น(Zoe Lofgren) ร่วมกับสส.แคลิฟอร์เนียพรรคเดโมแครตจำนวนหนึ่ง ทำหนังสือถึงประธานธนาคารกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม(อัยการ)และหัวหน้าตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อให้สอบสวน 2 ธนาคารใหญ่ของอเมริกา คือ แบงก์ออฟอเมริกา กับ เจ.พี.มอร์แกนเชส กล่าวหา 2 สถาบันว่า มีพฤติกรรมที่เป็นอุปสรรคต่อนโยบายการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย ตามที่คองเกรสได้ออกกฎหมายช่วยเหลือไปก่อนหน้านี้

                ประมาณว่า สองธนาคารไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย คือ ไม่ผ่อนปรน ไม่เจรจา ไม่อ่านเอกสารของลูกค้าที่ประสบการเงิน ปัญหาผ่อนงวด เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตายึดและขายทรัพย์สินออกอย่างเดียว

                จากการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าเจ้าหน้าที่ของแบงก์ออฟอเมริกา เจ.พี. มอร์แกนเชส และบริษัทในเครือ กระทำผิดกฎหมายใน 23 รัฐ เพราะตามปกติแบงก์จะต้องทำเรื่องยื่นฟ้องศาล เพื่อยึดและขายสินทรัพย์ แต่ขั้นตอนที่ทำกันนั้นถูกมองจากคองเกรสและหน่วยงานด้านกฎหมายของหลายๆรัฐเหล่านี้ว่ารวบรัด ไม่ให้โอกาสลูกค้า

                ประธานสหภาพแรงงานผลิตรถยนต์ บ็อบ คิง ถึงกับออกมาขู่ว่า สหภาพฯจะถอนเงินฝากจากเจ.พี. มอร์แกน เชส  หากว่า แบงก์ยังคงเดินทางหน้ายึดและขายสินทรัพย์ โดยไม่ยอมให้สมาชิกของสหภาพฯในรัฐมิชิแกนพักการชำระหนี้ เป็นเวลา 2 ปี

                ขณะเดียวกัน อีกด้าน เศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น ที่เป็นพื้นฐานให้เศรษฐกิจในระดับประเทศ ก็กลับฟื้นตัวได้ยากยิ่ง เมื่อคนไม่มีรายได้ ภาษีก็เก็บไม่ได้ เมืองในหลายรัฐก็ถึงกาลล้มละลาย เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับหลายเมืองในรัฐแคลิฟอร์เนีย นั่นคือ รายจ่ายมากรายได้ แม้ในตอนนี้ทั้งรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นจะได้พยายามสร้างแรงจูงใจในการลงทุน โดยหวังดึงนักลงทุนชาติเอเชีย แต่ก็ประสบผลสำเร็จไม่มาก

                ส่วนหนึ่ง              เพราะนักลงทุนต่างชาติขาดความเข้าใจในเรื่องกฎ กติกา การลงทุน ทั้งๆที่เวลานี้ อเมริกาต้องการทุนจากต่างประเทศมากที่สุด!

                กอปรทั้ง มีเงื่อนไขหนึ่งที่กลายเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน คือ ความเข้มงวดเกี่ยวกับความปลอดภัยและความมั่นคง ในฐานะอเมริกาเป็นประเทศเป้าหมายของการก่อการร้าย เรื่องนี้ได้มีการพูดกันในบรรดานักธุรกิจเอเชียน ที่มีแผนจะเข้ามาลงทุนในอเมริกา ดูเหมือนนักลงทุนเหล่านี้จะต้องรายงานหรือแจ้งต่อทางการอเมริกันทั้งเรื่องกิจการ เช่น ที่มาที่ไปของเงิน และประวัติส่วนตัวของผู้ลงทุนละเอียดยิบ ซึ่งหาใช่วิถีธรรมชาติของนักธุรกิจชาติเอเชียไม่

                จึงไม่ง่ายเลยสำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอเมริกา จากแต่เดิมประมาณกัน 5 ปี ตอนนี้ขยายเป็น 7 ปี ซึ่งก็ไม่รู้จะเอาอยู่หรือเปล่า

                เพียงอดคิดไม่ได้ว่า อย่างน้อยในประเทศนี้ การเอาเปรียบลูกค้าของแบงก์ในหลายเรื่องก็มีทางแก้ให้เห็นชัดเจนและได้ผล  แบงก์จึงต้องปรับตัวอย่างมาก เช่น ในเรื่องค่าธรรมเนียม เป็นต้น

                ไม่เหมือนในบางประเทศที่อ้างว่าปรับเปลี่ยนแล้ว แต่จริงๆแล้ว เป็นการเล่นแร่แปรธาตุค่าธรรมเนียม โดยที่ลูกค้ายังคงรับสภาพ “เบี้ยล่างธุรกรรม” เหมือนเดิม

  1. ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: