ทางลัดของแบงก์ไทย

 พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์ : piralv@yahoo.com

เวลานี้ที่เมืองไทยมีการพูดถึงการรายได้ของธนาคารพาณิชย์ไทยที่มีแหล่งที่มาจากการเก็บค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมประเภทต่างๆว่า เป็นรายได้ที่งดงามเป็นกอบเป็นกำ โดยเฉพาะที่เห็นกันง่ายๆ และประจำ(วัน)เลยก็คือ การคิดค่าธรรมเนียมเมื่อมีการถอนเงินของลูกค้า จากตู้ถอนเงินอัตโนมัติ(เอทีเอ็ม) การชาร์จค่าธรรมเนียมจากการถอนเงินที่สาขาต่างเขต และการชาร์จค่าธรรมเนียมในการโอนเงิน รวมถึงการชาร์จค่าธรรมเนียมในการทำบัตรเอทีเอ็ม

                ค่าธรรมเนียมที่ว่านี้ กลายเป็นรายได้หลักหรือรายได้ส่วนใหญ่ของบรรดาธนาคารพาณิชย์ของไทย ซึ่งสามารถถูกทำให้เรียกได้ว่า แบงก์เหล่านี้เป็น “เสือนอนกิน”

            รายได้จากจากค่าธรรมเนียมเหล่านี้ เพิ่มขึ้นอย่างเมามัน ทุกปี เช่น ธนาคารพาณิชย์ไทยที่ติดอันดับหนึ่งในสามแห่งหนึ่ง เมื่อปีที่แล้วมีรายได้จากค่าธรรมเนียมร้อยละ 28  ของรายได้รวมทั้งหมด แต่ปีนี้คาดว่ารายได้ประเภทเดียวกันนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 49

ดูเอาเถิด!

                ทราบข่าวจากเน็ตว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือแบงก์ชาติ จะพิจารณากรณีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมของแบงก์ในช่วงปลายเดือนนี้ ร่วมกันสมาคมธนาคารไทย ที่มีนายธวัชชัย ยงกิตติกุล เป็นเลขาธิการสมาคม ต้อนรับผู้ว่าการแบงก์ชาติคนใหม่ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ที่จะเข้ามาทำงานในเดือนหน้า(ตุลาคม)นี้

ประสาร ไตรรัตน์วรกุล

                การตั้งค่าธรรมเนียมของแบงก์ไทยดูเหมือนจะสูงขึ้นตลอดมา ตามข้ออ้าง ต้นทุนที่เกิดจากการซื้อและติดตั้งระบบและเครื่องอิเลคทรอนิกส์ทั้งหลายแหล่

                จริงๆแล้วย่อมหมายถึง การผลักดันภาระต้นทุนดังกล่าวนี้ ไปยังผู้ใช้บริการหรือลูกค้าของธนาคาร ในทุกระดับ โดยเฉพาะระดับชาวบ้าน คนธรรมดาๆ ที่ “จำเป็นต้องมี” บัญชีออมทรัพย์ บัญชีสะสมทรัพย์เล็กๆ พร้อมด้วยบัตรเอทีเอ็มใบหนึ่ง ไว้กดถอนเงิน โดยที่มีไม่ต้องเสียเวลา ค่ารถ ค่าน้ำมันรถวิ่งไปยังสาขาธนาคาร

                จากข่าวที่ทราบ ทางด้านผู้บริโภค หรือกลุ่มลูกค้าที่ใช้บริการของธนาคารบางส่วน อย่างเช่น เครือข่ายลูกค้าธนาคาร ที่มีนายเกริกไกร เดชธีรากุล เป็นผู้ก่อตั้ง ได้ร่วมหารือและพูดผลักดันเรื่องนี้ต่อแบงก์ชาติเช่นกัน ซึ่งก็ยังไม่ทราบว่าท้ายที่สุดแล้ว ผลจะออกมาอย่างไร

                แต่ก็เชื่อกันค่อนข้างแน่นอนว่า ข้างแบงก์พาณิชย์ ผ่านสมาคมธนาคารไทยคงคัดค้านเรื่องนี้ ซึ่งก็ขึ้นกับแบงก์ชาติและกระทรวงการคลังว่า จะเด็ดขาดกับการควบคุมการจัดเก็บค่าธรรมเนียมของธนาคารไทยมากน้อยขนาดไหน เพราะเท่าที่เห็นที่ผ่านมา ปล่อยปละละเลยต่อเรื่องนี้มาอย่างยาวนาน

จนแทบไม่น่าเชื่อว่า แบงก์พาณิชย์ไทยฮั้วกันตั้งค่าธรรมเนียม จนสามารถทำรายได้จากลูกค้าของธนาคารเป็บกอบป็นกำ โดยที่แบงก์ของรัฐ อย่าง ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารอื่น ที่มีไว้โดยวัตถุประสงค์แทรกแซงตลาดเงินตลาดทุนและป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภคมากจนเกินไป ก็ร่วมเป็นผู้กระทำต่อลูกค้าเหมือนเช่นธนาคารโดยทั่วไปดุจเดียวกัน

                ผมเคยเขียนมาก่อนหน้านี้ ถึงข้อแตกต่างกรณีการเก็บค่าธรรมเนียมระหว่างแบงก์ไทยกับแบงก์อเมริกัน รวมถึงภาพตู้เอทีเอ็มเกลื่อนแทบทุกหัวมุมถนน กระทั่งในหุบเขาดงดอย ป่าปาล์ม ป่ายางพารา นาข้าว ชนิดหาดูได้ยากยิ่งในประเทศอื่น

                เนื้อใหญ่ใจความก็คือ ธนาคารของอเมริกันนั้น ถูกควบคุม จากรัฐและระบบการแข่งขัน ไม่ให้มีน้ำหนักของรายได้ที่เกิดจากค่าธรรมเนียม เกี่ยวกับการเบิกถอน และรับฝาก  มากจนเกินไป

                พูดกันตรงๆก็คือ แบงก์อเมริกัน แทบไม่มีการคิดค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมพื้นฐาน

                เช่น การถอนและการฝากเงิน ทั้งผ่านเอทีเอ็มหรือถอนหน้าเค้าน์เตอร์  หากเป็นธนาคารเดียวกัน(ซึ่งลูกค้ามีบัญชีอยู่กับธนาคารแห่งนั้น)  การเบิกถอน ฝาก หรือโอนเงินต่างเขต(รัฐ) ไม่มีการคิดค่าธรรมเนียม ซึ่งหมายถึงว่า ลูกค้าของธนาคารสามารถทำธุรกรรมที่ใด (ในอเมริกา)ก็ได้ มียกเว้น ที่จะต้องเสียค่าธรรมเนียม คือ การทำธุรกรรมข้าม(ต่าง)ธนาคาร แต่ค่าธรรมเนียมก็ไม่สูงมาก

                การทำบัตรเอทีเอ็มแบบธรรมดา และเดบิตการ์ด(บัตรเงินสด) ที่มีตราวีซ่าและมาสเตอร์ ของทุกธนาคาร ไม่มีการคิดค่าธรรมเนียม(ฟรี)

                การแยกบัญชีเงินฝากออกมาเป็นอีกประเภท ได้แก่ เงินฝากสำหรับจ่ายเช็ค(Checking Account) ธนาคารจ่ายดอกเบี้ยตามปกติ เพียงแต่อัตราไม่สูงเท่ากับบัญชีเงินฝาก(ตามระยะเวลา)ประเภทอื่นๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนทั่วไปและป้องกันแบงก์เอาเปรียบผู้บริโภค ซึ่งตามปกติส่วนใหญ่ ผู้บริโภคหรือลูกค้า จำเป็นต้องจ่ายบิลล์ชำระค่าบริการต่างๆผ่านระบบธนาคารประจำแต่ละวันหรือแต่ละเดือนอยู่แล้ว 

                ปัจจุบันผลพวงจากการแข่งขันระหว่างธนาคาร ทำให้ประเภทบัญชีเงินฝากสำหรับจ่ายเช็คของธนาคารส่วนใหญ่ในอเมริกาไม่มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียม จากการที่ลูกค้าเหลือยอดเงินสำรองไว้ในธนาคารต่ำกว่าจำนวนที่ธนาคารกำหนด   นั่นคือ ธนาคารอเมริกันส่วนใหญ่กันมาใช้ระบบดึงดูดลูกค้าที่เรียกว่า Free Checking Account กันส่วนใหญ่ ซึ่งไม่ว่าลูกค้าจะเหลือเงินฝากในบัญชีจำนวนเท่าใดก็ตาม ธนาคารจะไม่คิดค่าธรรมนียม ยกเว้นแต่เพียงลูกค้าสั่งจ่ายเช็ค หรือถอนเกินวงเงินที่มีอยู่ในบัญชีเงินฝาก ก็จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมหรือถูกธนาคารปรับเอาโดยชอบธรรม(จากความไม่มีระเบียบวินัยของลูกค้าเอง)

                กรณีที่ว่านี้ มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นระบบที่เชื่อมโยงถึงชีวิตประจำวันของประชาชนทั่วไป ยิ่งในปัจจุบันที่มีการทำธุรกรรมผ่านระบบออนไลน์หรือคอมพิวเตอร์มากขึ้น คนส่วนใหญ่เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้บริการของธนาคาร เพียงแต่ทำอย่างไร ที่จะทำให้เกิดความรู้สึกว่าธนาคารไม่เอาเปรียบลูกค้าจนเกินไป รวมทั้งทำให้การแข่งขันระหว่างธนาคารเกิดขึ้นจริงๆ ไม่ใช่การผูกขาด หรือการฮั้วกันเหมือนในบางประเทศ

                ความแตกต่างระหว่างธนาคารของไทยและธนาคารอเมริกันอีกอย่าง คือ การทำธุรกรรมของธนาคารในอเมริกา ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงระบบข้อมูลระหว่างธนาคารเป็นหนึ่งเดียว หรือพูดแบบบ้านๆ ก็คือ แบงก์อเมริกันไม่มีสาขาหรือทุกสาขาเหมือนกันหมด ไม่ว่าลูกค้าจะเปิดบัญชีที่สาขาไหน สามารถทำธุรกรรมได้เหมือนกัน โดยไม่ต้องย้อนกลับไปสาขาเดิมที่เปิดบัญชีไว้เหมือนอย่างแบงก์ในเมืองไทย เช่น การปิดบัญชี  ลูกค้าแบงก์อเมริกันสามารถปิดบัญชีที่สาขาใดของแบงก์ก็ได้

                ขณะเดียวกัน ระบบอิเลคทรอนิกส์ แบงกิ้ง ในอเมริกา ทำให้ลูกค้าของธนาคารไม่ต้องพะวงกับการถือสมุดบัญชีเงินฝากเป็นเล่มไปธนาคาร แค่พกบัตรพลาสติค(เอทีเอ็มหรือเดบิตการ์ด)และบัตรประชาชน(I.D.)เท่านั้น ก็สามารถทำธุรกรรมได้ทั่วประเทศ โดยแทบไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม ส่วนใหญ่ที่จะเสียก็คือ การทำธุรกรรมต่างธนาคารเท่านั้น

                เรื่องนี้หากว่าไปแล้วแบงก์ชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองลูกค้าประชาชน น่าที่จะใส่ใจมานานแล้ว เพราะระบบอิเลคทรอนิกส์แบงกิ้งของไทยถูกพัฒนามานานและทันสมัยพอเพียงในการทำให้สาขาธนาคารเป็นเสมือนสาขาเดียวกัน ทั้งเมืองไทยเองก็น่าจะดำเนินการได้สะดวกกว่าอเมริกาเสียด้วยซ้ำ เพราะเป็นประเทศเล็ก ใช้กฎหมายเดียวกันทั้งประเทศ ขณะที่อเมริกายังมีความแตกต่างของการใช้กฎหมายในแต่ละรัฐ

                หากที่ติดอยู่ ก็เป็นเหตุที่ทำให้เชื่อได้ว่า แบงก์ชาติไม่ใส่ใจและคงข้ออ้างของแบงก์พาณิชย์เรื่องต้นทุนการจัดการและการจัดหาระบบอิเลคทรอนิกส์ ที่เพิ่มสูงขึ้น พร้อมทั้งผลักภาระไปยังลูกค้าหรือผู้บริโภค

            ทั้งๆที่หากหันไปใช้ “ระบบหนึ่งสาขา”(ที่สามารถทำได้ทันทีในขณะนี้)แล้ว จะช่วยประชาชนทั่วไปที่เป็นลูกค้าของธนาคารได้ชนิดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน

                เพียงแต่ข้อเสียก็คือ แบงก์พาณิชย์ จะสูญเสียค่าธรรมเนียมจากการโยกย้ายถ่ายเงินในแต่ละวันของลูกค้า ที่เคยได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ เป็นกำไรก้อนโต ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วก็ถือเป็นวิธีการหากินที่ง่ายเต็มที ต่างจากระบบธนาคารของประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะในอเมริกา  

                รายได้ของแบงก์โดยทั่วไปถ้าจะว่าไปแล้วมาจาก 3 ทางหลัก คือ ค่าธรรมเนียม ส่วนต่างดอกเบี้ยและวาณิชธนกิจ

ของแบงก์ไทยเรา มาจากทางแรกเสียเป็นส่วนใหญ่ ที่เหลือก็เป็นส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย ขณะที่แบงก์อเมริกัน มีรายได้จากวาณิชธนกิจ เป็นหลัก ลองคิดดูก็แล้วกันครับว่าระบบมันพิลึกหรือเปล่า

ถามว่าแบงก์ชาติ และนายธนาคารทั่วไปทราบเรื่องเหล่านี้ไหม

คำตอบ ก็คือ ทราบชัดเจน!

Advertisements
  1. #2 by yura on สิงหาคม 7, 2011 - 4:25 pm

    ตามมาอ่าน อ่านแล้วรู้สึกถูกเอาเปรียบจากแบ็งค์พาณิชย์ในไทยมากๆๆ แต่ก้อนะเเบงไหนเรทค่าธรรมเนียม พอๆๆกันเลย

    • #3 by jaojook on สิงหาคม 11, 2011 - 10:44 am

      เรียน คุณ yura

      ใช่ครับ รายได้แบงก์ไทยของเรา มาจากค่าธรรมเนียมในสัดส่วนที่สูง เมื่อเทียบกับแบงก์ของชาติที่พัฒนาแล้วทั้งหลาย ที่เน้นวาณิชธนกิจ หมายถึงการเอาเปรียบผู้บริโภคที่ไม่มีทางเลือก หรือโดนบังคับให้ต้องใช้บริการนั่นเองครับ

      พีร์

    • #4 by jaojook on สิงหาคม 11, 2011 - 10:48 am

      ครับคุณ yura แบงก์ควรต้องมีการปรับปรุงเรืองนี้ ด้วยการลดสัดส่วนของรายได่จากค่าธรรมเนียมลง หมายถึงแบงก์ชาติและคลังต้องขวนขวายที่จะทำเรื่องดีๆเหล่านี้ให้เกิดขึ้นด้วย

      พีร์

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: