เพื่อนในFacebookที่หายไป

 พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์

สมกับหนึ่งในนิยามที่บ่งถึงคุณลักณะของความเป็นมนุษย์ว่าเป็น“สัตว์สังคม” ผลักดันให้ เว็บไซท์ “เฟสบุ๊ค”(Facebook)ไต่ขึ้นมาอยู่อันดับหนึ่งจากเหล่าบรรดาเว็บไซท์เพื่อการสื่อสารตอบโต้ หรือเว็บไซท์สังคม(Social website) ด้วยยอดสมาชิกทั่วโลกในปัจจุบันเกือบ 400 ล้านสมาชิก ทั้งบุคคลและองค์กร

คนก่อตั้งหรือคิดเว็บไซท์นี้ คือ มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ร่วมกับเพื่อนๆ ตอนที่เขายังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด หากมองกลับไปก็เพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คือเมื่อปี 2004

ทว่า ความต้องการความรวดเร็ว ในการติดต่อสื่อสารทั้งในเชิงธุรกิจ และเพื่อการสังคม โดยเฉพาะ การติดต่อสื่อสารที่ราคาถูก ทำให้เว็บไซท์เฟสบุ๊ค ดังระเบิดเถิดเทิงทั่วโลกในไม่ช้า ด้วยระบบ และเครื่องมือในการแสดงข้อมูล พร้อมด้วยกลไกการติดต่อ(Tools) ที่ทันสมัย

เสมือนอาณาจักรใหญ่อาณาจักรหนึ่งในโลกออนไลน์ ที่มีต้นแบบมาจากดินแดนอเมริกา โดยที่ในปัจจุบันทีมของเฟสบุ๊ค ได้ย้ายมาปักหลักเปิดสำนักงานใหญ่ที่เมืองพาโลอัลโต้ ใกล้ๆกับมหาวิทยาลัย สแตนฟอร์ด ในแคลิฟอร์เนีย ภาคเหนือ ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการของเว็บไซท์ค่ายดังๆหลายแห่ง ดังเช่น ยาฮู(Yahoo) ที่อยู่ในเมืองซันนี่เวล ไม่ไกลกันมากนัก โดยยังเป็นสถานที่ทำการของบริษัทคอมพิวเตอร์ อีกหลายแห่ง ที่รู้จักกันในนาม “ซิลิคอนวัลเลย์”

เป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งแรกในโลก ก่อนแพร่ขยายออกไปยังภูมิภาคอื่นของอเมริกา และของโลก ดังมี ซิลิคอนวัลเลย์ ที่เมืองบังกะลอร์ของอินเดียในเวลานี้ เป็นอาทิ

“ปรากฎการณ์เฟสบุ๊ค” นับว่าสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับวงการอินเตอร์เน็ต การสื่อสารผ่านระบบออนไลน์ที่ยิ่งนับวันไร้พรมแดนมากขึ้น จากการติดต่อกันในระหว่างกลุ่มเพื่อนในมหาวิทยาลัยของ ซักเคอร์เบิร์ก จนกลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการเล็งเห็นประโยชน์ด้านธุรกิจของบรรดาบริษัทหรือนักลงทุนรายใหญ่ๆที่เข้ามาลงทุนร่วมในธุรกิจเฟสบุ๊คออนไลน์

ซึ่งหนึ่งในนั้น มีนักธุรกิจใหญ่ของเอเชีย จากฮ่องกง ลีกา ชิง ใส่เงินลงทุนให้เฟสบุ๊คไป 60 ล้านดอลลาร์ เมื่อปี 2007

ที่สำคัญย่อมไม่พ้นหูตาด้านธุรกิจของบริษัทใหญ่อย่าง ไมโครซอฟท์ และกูเกิล ที่หาทางสอดส่ายเข้าไปร่วมลงทุนด้วย ทำให้ผลประกอบการ หรือรายได้ของเฟสบุ๊คในปี 2008 อยู่ในระดับสูงกว่า 300 ล้านดอลลาร์ พร้อมด้วยจำนวนพนักงานทั้งหมดราวๆพันคน

หากเปรียบเทียบกันไปแล้ว เพียงแค่เงินลงทุนก้อนแรกจำนวน 5 แสนดอลลาร์เริ่มต้น ที่ได้รับการสนับสนุนจาก PayPal เมื่อปี 2004 และในปี 2005 ที่เฟสบุ๊คมีผลประกอบการขาดทุน 3.63 ล้านดอลลาร์ ตลอดจนมาถึงขนาดของกิจการในปัจจุบันของเฟสบุ๊คนั้น แตกต่างกันดังฟ้ากับเหว

แหละนี่หลังจากที่ในปี 2005 เฟสบุ๊คเริ่มจู่โจมและเข้าตีเว็บไซท์เพื่อการสังคมอย่าง Myspace ที่ครองอันดับหนึ่งของโลกอยู่ในตอนนั้นจนแตกยับในอีกเพียงแค่หนึ่งปีถัดมา

สะท้อนให้เห็นว่า เฟสบุ๊ค มาแรงขนาดไหน เงินลงทุน 240 ล้านดอลลาร์ หรือแค่ 1.6 เปอร์เซ็นต์ของหุ้นทั้งหมดที่ไมโครซอฟท์ อัดใส่ลงไปเมื่อเดือนตุลาคม 2007 จึงไม่ไร้ผล แต่ยิ่งกลับทำให้หุ้นของเฟสบุ๊ค มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาจนขึ้นแรงสุดเมื่อปลายปี 2008 จนมีข่าวทำนองจะมีการขายกิจการด้วยมูลค่านับพันล้านดอลลาร์ให้กับบริษัทไอทีรายใหญ่ในอเมริกา

ปรากฎการณ์ทางธุรกิจอันน่าทึ่งของเฟสบุ๊ค ได้รับการกล่าวขานแทบทุกวงการ ไม่จำเพาะแต่ภาคธุรกิจไอทีเท่านั้น ในภาคธุรกิจหรือภาคสังคมด้านอื่นๆ เว็บไซท์แห่งนี้ ได้รับการยอมรับในการถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสาร ในระดับกลุ่มเพื่อนปกติ หรือเพื่อนทางด้านธุรกิจ

รวมกระทั่งวัตถุประสงค์ทางด้านการเมือง ด้วยปรัชญาการติดต่อสื่อสารในแง่ของความเท่าเทียม หรืออยู่ในระดับเดียวกัน

หมายถึงผู้ต้องการสื่อและผู้รับติดต่อตอบโต้กันไปมา โดยไม่มีข้อจำกัด แม้ว่าเฟสบุ๊คจะมีเครื่องมือในการบล็อกอยู่ก็ตาม แต่ก็ขึ้นกับความต้องการของผู้ใช้ ว่าจะดำเนินการบล็อกหรือไม่ ซึ่งนับเป็นความแตกต่างเมื่อเทียบกับเว็บไซท์สังคม(Social networking website) อื่นๆ แม้กระทั่งเว็บไซท์ อย่างทวิตเตอร์

ไม่แปลกที่นักการเมืองอเมริกันทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับท้องถิ่น หรือระดับชาติแทบทั้งหมดใช้บริการของเฟสบุ๊ค ยิ่งเฉพาะในช่วงการหาเสียงด้วยแล้ว นับว่าเป็นช่วงสำคัญอย่างยิ่ง

เพื่อนอเมริกันของผมบางคนบอกว่า ความสนใจใช้บริการเฟสบุ๊คของคนทั่วโลก นอกเหนือจากการพิสูจน์ให้เห็นถึงคุณลักษณะของมนุษย์ที่ต้องการสื่อสาร ร่วมเป็นอยู่ด้วยกันในสังคมโลกแล้ว อีกประการหนึ่งที่ควรได้รับการใส่ใจในรายละเอียด ก็คือ “ความเท่าเทียมกันของวิธี(รูปแบบ)การสื่อสาร หรือการสื่อสารในระนาบเดียวกัน”

หมายถึงว่า เฟสบุ๊ค หรือเว็บไซท์อื่นๆ เพื่อการสังคม ได้ทำให้การติดต่อกันในหมู่คนเปลี่ยนจากระดับบนลงล่าง หรือระดับล่างขึ้น มาสู่ระดับ “ความเป็นเพื่อน” ในทุกบริบท หรือทุกภาคส่วน ในยุคที่การสื่อสารสามารถตอบโต้ไปมาซึ่งและกันได้รวดเร็ว

กรณีตัวอย่าง ในภาคการเมือง การกำหนดนโยบายสาธารณะของรัฐในหลายเรื่อง หากเป็นเมื่อก่อน การทำประชาพิจารณ์ใช้เงินทุนและใช้เวลามาก แต่เวลานี้ด้วยระบบการสื่อสารแบบออนไลน์ ทำให้ประหยัดทั้งเวลาและทุนในการทำประชาพิจารณ์

สุดแท้แต่ว่า รัฐและนักการเมืองจะเห็นความสำคัญของเรื่องนี้กันหรือไม่

ที่สำคัญก็คือ รัฐ กับนักการเมือง ยังต้องการจะสื่อสารกับประชาชนในรูปแบบเดิมๆ คือ จากข้างบนลงข้างล่างหรือต้องการเปลี่ยนระบบการสื่อสารให้เป็นระนาบเดียวกัน เท่าเทียมกัน เพราะระบบเดิม ก็คือ ระบบ “การกระจายเสียงแบบโทรโข่ง”หรือระบบกรอกเสียงผ่านเครื่องขายเสียง(ลำโพง)แต่เพียงฝ่ายเดียว ฝ่าย(ประชาชน)ผู้รับฟัง จะพูด หรือแม้ตะโกนแข่งย่อมไม่สามารถสู้ได้

แหละข้อนี้ดูเหมือนกำลังจะเป็น “กติกาใหม่”สำหรับประเทศที่ปกครองด้วย “ระบอบประชาธิปไตย”ที่แท้จริง (หรือไม่?)

เหมือนบางเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับเฟสบุ๊คเวลานี้ อย่างเช่น การบล็อกเว็บไซท์แห่งนี้ของบางประเทศ เช่น ซีเรีย เวียดนาม จีน

ไม่รวมถึงการบล็อกเฟสบุ๊คในหลายๆที่ทำงานหรือหลายๆองค์กร ในอีกหลายประเทศ แม้กระทั่งบางหน่วยงานในอเมริกาเอง ด้วยเหตุที่ว่า ทำให้พนักงานในหน่วยงานนั้นๆ สิ้นเปลืองเวลาโดยใช่เหตุ ขยายความก็คือ พนักงานควรเอาเวลานั้นไปทำงานให้เกิดประโยชน์กับองค์กรดีกว่าที่จะใช้เพื่อตอบโต้กันและกัน (อย่างไม่มีสาระ)ในเฟสบุ๊ค

นอกเหนือไปจากปรากฎการณ์ในอเมริกา ที่บรรดากลุ่มอนุรักษ์นิยมต่างพากันต่อต้าน ไม่ชื่นชมต่อการเติบโตของวัฒนธรรมใหม่ แม้จะเป็นยี่ห้อ(แบรนด์)ของอเมริกันก็ตาม

โดยเฉพาะผลกระทบของการสื่อสารผ่านเฟสบุ๊คที่เกิดจากความไม่รู้เท่าทันของเด็กและเยาวชน แม้ทางเฟสบุ๊คเองจะมีคำเตือนห้ามเด็กที่อายุต่ำกว่า 13 ปีเข้าไปใช้บริการ

ในส่วนของเฟสบุ๊คเอง ในช่วงตลอดของการทำธุรกิจออนไลน์ ก็ได้ผ่านการฟ้องร้องดำเนินคดีมาหลายคดีเช่นเดียวกัน ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับระบบข้อมูล (โปรไฟล์) ของสมาชิก และทั้งไม่ใช่สมาชิก ซึ่งถูกโพสต์ไม่ตรงกับความเป็นจริง ไม่ก็เป็นข้อมูลเท็จ หรือ เอกสารปลอม

ขณะเดียวกันการฟ้องร้องต่อเฟสบุ๊ค ยังเกี่ยวข้องในส่วนการใช้ถ้อยคำในเชิงการกล่าวหา(ละเมิด)บุคคลที่สองและบุคคลที่สาม ภาษาหยาบคาย โดยที่บางครั้งเครื่องมือของเฟสบุ๊ค เช่น เครื่องมือที่ใช้ในการลบข้อความไม่ทำงาน ซึ่งถือเป็นความผิดพลาดทางเทคนิค

แต่กระนั้น ในโลกของข้อมูลที่ซับซ้อนมากขึ้นทุกวันด้วยระบบเครือข่ายออนไลน์ หลายฝ่ายก็ยอมรับต่อ “นวัตกรรมเฟสบุ๊ค” ว่าเป็นตัวช่วยรังสรร ระบบการติดต่อสื่อสารของผู้คนในโลกปัจจุบันให้ก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง เป็นสิ่งที่ทำให้เรียกได้ว่าเป็น “สังคมโลก” อย่างแท้จริง

คุณ และเพื่อนๆของคุณ รวมทั้งตัวผม เราตกอยู่ในฐานะที่ถูกพ่วงติดกันด้วยเครือข่ายเฟสบุ๊ค และเครือข่ายออนไลน์ประเภทอื่นๆอีกหลายแห่ง ซึ่งแต่ละเครือข่ายมีสมาชิกหรือผู้ใช้นับแทบไม่ถ้วน

แน่นอน บนจอ คุณ และผม เราเจอทั้ง “หน้าใหม่”และ “หน้าเก่า”

แต่หากคุณไม่สังเกตให้ดีๆ ก็ไม่อาจรับรู้ได้ว่า เพื่อนทั้งหน้าใหม่ หน้าเก่าบางคนที่คุณเคยเห็นและเคยออนไลน์คุยด้วยนั้น ได้หายไปจากหน้าเฟสบุ๊คของคุณชั่วนิรันดร์ !

  1. ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: