อเมริกันชั้นสอง

พีร์  พงศ์พิพัฒนพันธุ์

ในช่วงที่ผ่านมา ผมได้รับคำถามถึงการสถานะของการดำรงชีพของพี่น้องคนไทยในอเมริกาจากเพื่อนฝูงที่เมืองไทยว่า พวกเราที่นี่อยู่กินกันอย่างไร แถมบังคับให้ตอบแบบจริงๆ ที่หมายถึงการใช้ชีวิตประจำวัน และการทำมาหากิน

                อีกเรื่องก็คือ การถือครองสองสัญชาติก็ได้รับความสนใจเช่นเดียวกัน

                ผมไม่ใช่นักกฎหมาย หรือผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ จึงไม่ทราบว่า ระหว่างอเมริกากับไทย ประเทศใด ให้สิทธิในเรื่องสองสัญชาติมากกว่ากัน  

เมื่อลองอ่านแบบฟอร์มที่ต้องกรอกหากจะสมัครเป็นพลเมืองอเมริกัน (Application for Naturalization หรือ N-400) หรือที่มักเรียกทับศัพท์กันที่อเมริกาว่า อเมริกันซิติเซ่น (American Citizen)นั้น ระบุให้เพียงแค่กรอก(ใส่)สัญชาติ หรือที่มาก่อนหน้าการยื่นแปลงสัญชาติไว้ด้วยเท่านั้น

พูดง่ายๆ คืออเมริกาไม่ค่อยแคร์ว่าใครจะถือสัญชาติอะไรมาก่อน และจะถือสัญชาตินั้นต่อไปหรือไม่  เมื่อเข้าพิธีสาบานตนเป็นพลเมืองอเมริกันแล้วก็ได้รับสิทธิเหมือนดังพลเมืองอเมริกันทุกคนได้รับ “แทบไม่มีข้อยกเว้น” ไม่ว่าจะมาจากมุมใดของโลก

ที่ผมต้องพูดว่า “แทบไม่มีข้อยกเว้น”นั้น เผื่อกรณีที่กะเหรี่ยงต่างด้าวบางคน หลังจากเปลี่ยนสัญชาติแล้ว คิดอยากจะลงเล่นการเมืองในอเมริกา เช่น อยากลงสมัครส.ส. (House of representative ) ส.ว.(Senator)หรือผู้ว่าการรัฐ(Governor) ซึ่งก็ต้องบอกว่า ไม่สามารถกระทำได้ ที่บุคคลผู้แปลงสัญชาติแล้วเหล่านี้ ไม่สามารถลงสมัครในตำแหน่งเหล่านี้ได้ กฎหมายอเมริกันไม่อนุญาตให้ทำได้  โดยกำหนดว่า จะต้องเป็นพลเมืองที่เกิดที่อเมริกาเท่านั้น

นับแต่คนไทยเข้ามาปักหลักทำมาหากินที่อเมริกา ทำให้ชุมชนขยายใหญ่มกว่าเดิมมาก เพื่อความสะดวกในการทำมาหากิน และผลประโยชน์ตลอดถึงสิทธิต่างๆที่พึงจะได้รับอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยในอเมริกาหรือกระทั่งในต่างประเทศ คนไทยส่วนหนึ่งจึงมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนสัญชาติเป็นสัญชาติอเมริกัน

ความจริงถึงแม้คนเหล่านี้จะเปลี่ยนสัญชาติไปแล้วก็ตาม แต่ก็ยังเป็นคนไทยอยู่วันยังค่ำ หลายคนยังคิดแบบไทย กินอยู่แบบไทย  และที่สำคัญพูดภาษาไทยเป็นหลัก ภาษาอังกฤษเป็นรอง บางคนพูดไม่ค่อยได้เสียด้วยซ้ำ  ยิ่งไปกว่านี้บางคนพูดฝรั่งไม่ได้เลย เพียงแต่สถานะตามกฎหมายเท่านั้นที่ระบุว่า เป็นพลเมืองอเมริกัน

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า มีพลเมืองอเมริกันที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้อยู่เป็นจำนวนมาก  คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่อายุเกิน 50 ปี  และอาศัยอยู่ในอเมริกาแบบมีใบเขียวไม่ต่ำกว่า 15 หรือ  20 ปีตามที่กฎหมายให้สิทธิ์สามารถใช้ล่ามในการสอบเป็นยู.เอส.ซิติเซ่นได้

คนที่จะยื่นสมัครสอบเป็นอเมริกันซิติเซ่น โดยทั่วไปจะต้องมีคุณสมบัติตามกฎหมายที่กระทรวงความมั่นคงภายใน (Department of Homeland Security) กำหนด  คือต้องถือกรีนการ์ด(Green Card) หรือใบเขียวมาไม่ต่ำกว่า 5 ปี   อีกกรณีที่สามารถยื่นสมัครขอเปลี่ยนสัญชาติเป็นอเมริกันได้ คือ ผู้ยื่นสมัครต้องถือกรีนการ์ดครบ 3 ปี และต้องอยู่ในช่วงแห่งการสมรสกับคู่สมรสคนเดียวกันไม่ต่ำกว่า 3 ปี และคู่สมรสต้องเป็นอเมริกันซิติเซ่นมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ปี

คำว่ากรีนการ์ดที่นิยมเรียกทับศัพท์กันนั้น  มาจากคำเต็มว่า Permanent residence card หรือผู้มีถิ่นฐานถาวรในอเมริกา

แหละนี่เป็นกฎของการสมัครเป็นพลเมืองอเมริกันโดยคร่าวๆ อาจมีรายละเอียดมากกว่านี้ ซึ่งสามารถเข้าไปอ่านได้ในหนังสือด้านอิมมิเกรชั่นของอเมริกา หรือเว็บไซท์ของ U.S. Citizenship  and Immigration Services เรียกย่อว่า USCIS  ที่เว็บแอดเดรส  www.uscis.gov  ดูเหมือนวิธีการนี้สะดวกสำหรับคนทั่วไปที่สนใจมากที่สุด ง่ายและสะดวกรวดเร็วในการเข้าไปหาข้อมูล  ที่สำคัญไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรมาก 

เว็บไซท์ที่ว่านี้ เป็นของทางการอเมริกัน สามารถเชื่อถือได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่เหมือนหลายเว็บไซท์เพื่อการค้าจำนวนมากที่มีอยู่ในขณะนี้ มักหลอกคนเข้าเว็บให้ตกเป็นเหยื่อทางการค้า ซึ่งต้องระมัดระวังกันเอาเอง

 อย่างเช่น เว็บไซท์ที่นำเสนอในเรื่องการยื่นสมัครเพื่อขอกรีนการ์ดแบบล็อตโต้ (Lotto Green card) บางเว็บฯเรียกเงินค่าบริการ  เห็นมีโฆษณาอยู่มากในระบบออนไลน์ ซึ่งจำเป็นต้องระวังอย่างยิ่ง   การชิงโชคล็อตโต้กรีนการ์ด ความจริงแล้วสามารถกรอกฟอร์มได้ฟรี ไม่ต้องเสียเงิน  ที่สถานทูตและสถานกงสุลอเมริกันในแต่ละประเทศที่รัฐอเมริกันมีโควต้าล็อตโต้ให้มีฟอร์มเหล่านี้ให้ฟรี  รวมทั้งที่เมืองไทยเอง

ความจริงแล้ว การเปลี่ยนสัญชาติเป็นอเมริกันไม่ใช่เป้าหมายของคนไทยในอเมริกาทุกคน หลายคนไม่อยากเปลี่ยนก็มี เพราะกลัวเสียสิทธิที่เมืองไทยบางประการ เช่น กรรมสิทธิ์การถือครองอสังหาริมทรัพย์  บ้าน ที่ดิน ที่ทางการไทย กำหนดให้คนต่างด้าวถือครองไม่ได้แบบเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ต้องมีหุ้นส่วนหรือพาร์ทเนอร์เป็นคนไทยรวมอยู่ด้วย ไม่ก็มีคู่สมรสเป็นคนไทย

ฝรั่งหลายคนที่ซื้อบ้านหรือที่ดินที่เมืองไทย ส่วนใหญ่จึงมีสามีไม่ก็ภรรยาเป็นคนไทย แต่กระนั้นก็ยังไม่ได้สิทธิโดยบริบูรณ์อยู่ดี ตราบที่ยังไม่ได้เป็นไทยซิติเซ่น หรือโอนสัญชาติเป็นคนไทย

ในกรณีคนไทยดั้งเดิม (เชื้อชาติและสัญชาติไทย) แม้เปลี่ยนสัญชาติแล้ว แต่ฝ่ายไทยอนุโลมในเรื่องกรรมสิทธิ์การครอบครองอสังหาริมทรัพย์หากสามารถมีหลักฐานพิสูจน์ความเป็นคนไทยได้

แต่สำหรับอเมริกาแล้ว หากใครมีกำลังซื้ออสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้าน ที่ดิน หรือประเภทอื่นๆไม่ว่าจะเป็นต่างด้าว หรือไม่ก็ตาม สามารถทำได้ทั้งนั้น ขอเพียงมีเงิน และมั่นใจว่า รับผิดชอบในการถือครองทรัพย์สินนั้นได้ เรื่องนี้โยงไปถึงหลักประกันที่จะสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นในการดำรงชีพที่อเมริกา นั่นคือ บุคคลนั้นจะต้องมีกรีนการ์ด ไม่ก็ผู้ถือครองนั้น(อาจ)ต้องเป็นอเมริกันซิติเซ่น

ทั้งๆที่เรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวกับข้อกฎหมายถือครอง หรือกรรมสิทธิ์ใดๆของอเมริกาเลย แค่เป็นหลักประกัน ในการใช้ชีวิตอย่างถาวรหรือระยะหนึ่ง รวมทั้งความสะดวกในการผ่านเข้าออกประเทศเท่านั้น ขณะที่คนจากหลายประเทศในภูมิภาคต่างๆที่ไม่มีสนธิสัญญาด้านวีซ่ากับรัฐบาลอเมริกัน โดยเฉพาะจากประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายมักมีปัญหาเรื่องวีซ่าเข้าเมืองอยู่เสมอ 

สถานกงสุลอเมริกันประจำแต่ละประเทศออกวีซ่าให้ยากมาก กลายเป็นเรื่องที่น่าปวดหัว และดูเหมือนจะยากมากขึ้น แม้รัฐบาลอเมริกันมักจะบอกตบท้ายด้วยประโยคที่ว่า We believe in secure borders and open doors อยู่เสมอ แต่ดูเหมือนแนวทางที่กำลังเป็นไป คืออเมริกากำลังจะ close doors  มากขึ้นเรื่อยๆ

 ผมเห็นคนไทยที่ต้องการคงไว้ซึ่งสถานะการมีใบเขียวมีอยู่เพียงน้อยคนเท่านั้น  ส่วนใหญ่เมื่อได้โอกาสตามกฎหมายกำหนดมักเปลี่ยนสัญชาติเป็นพลเมืองอเมริกัน 

ผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในอเมริกา เพียงต้องการดำรงตัวอย่างกลมกลืนกับระบบอเมริกัน โดยเฉพาะระบบกฎหมายเท่านั้น ในส่วนเนื้อในแท้ของพวกเขา ก็คือ คนไทย วันยังค่ำ ไม่แปรสภาพไปไหน ทั้งสังขาร และระบบความคิด

ผมจึงเห็นคนไทยส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในอเมริกาไปนานๆจนได้กรีนการ์ด มักดำเนินการแปลงสัญชาติ  ของตน แต่หลายคนก็คาดหวังถึงการสามารถกลับไปใช้ชีวิตที่เมืองไทยได้เหมือนคนไทยปกติโดยทั่วไป

บางคนอาจไม่รอจนกระทั่งเกษียณ หรือบางคนอาจรอเกษียณก่อน แล้วแต่จะวางแผนชีวิตกันไว้อย่างไร  ซึ่งหากเกษียณที่เมืองไทย(หรือที่ประเทศใดก็ตาม) ก็จะได้รับเงินก้อนหนึ่งที่เรียกกันว่า เงินสำหรับรีไทร์เมนท์ (Retirement money) เป็นเงินที่พลเมืองอเมริกันผู้ที่เคยทำงานมาก่อนเกิน 10 ปีขึ้นไป ได้รับเมื่อถึงครบอายุรีไทร์ขั้นต่ำตามที่กำหนดตามกฎหมาย สำนักงานประกันสังคม (Social Security office)อเมริกัน จะจัดส่งไปให้รายเดือน เข้าบัญชีธนาคารเป็นประจำตลอด จนกว่าชีวิตจะหาไม่ ไม่ว่าพลเมืองอเมริกันคนนั้นจะอยู่ในประเทศใดในภูมิภาคของโลก

อาจมีข้อยกเว้นในบางประเทศที่รัฐบาลอเมริกันไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางการทูต หรือไกลโพ้นจนเกินเหตุ การติดต่อสื่อสารเต็มไปด้วยความยากลำบากเท่านั้น

เหตุการณ์ความพยามออกกฎหมายฉบับประวัติศาตร์ ประกันสุขภาพของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ยังดำเนินต่อไป เวลานี้มีการอภิปรายกันอย่างเต็มที่ทั้งในและนอกสภา วันนี้ผมจะขอต่อเรื่องที่เล่าค้างไว้เมื่อก่อนหน้าสัปดาห์ที่แล้ว จากเหตุที่มีผู้สอบถามความเห็นเกี่ยวกับวิถีชีวิตของไทยในอเมริกากันมาพอสมควร ผมได้พูดถึงการแปลงสภาพเป็นพลเมืองอเมริกันของคนไทยในอเมริกา  

ในอีกด้าน เวลานี้มีคนอเมริกันเชื้อชาติไทย(ที่แปลงสัญชาติ)จำนวนมาก ต้องการกลับไปใช้ชีวิตเมืองไทย  หลายคนอยู่ที่อเมริกามานานหลายสิบปี  จนลืมและขาดการติดตามระบบ ข้อกฎหมายของไทย ทำให้ลังเลและกังวลที่จะกลับไปใช้ชีวิตที่เมืองไทย คนกลุ่มนี้อาจไม่ได้กังวลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม อย่างเช่น ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ระบบการแพทย์การสาธารณสุขที่เมืองไทย มากเท่ากับความหยุมหยิมของพิธีการกฎหมายไทยเกี่ยวกับระบบการตรวจคนเข้าเมืองหรือระบบวีซ่า  

การพำนักอยู่เมืองไทยย่อมได้เปรียบตรงความอบอุ่น อย่างที่ไม่สามารถเทียบได้กับความเป็นอยู่ในอเมริกา ที่การใช้ชีวิตแปลกแยก หนักไปในทำนองปัจเจกนิยม ความผูกพันธ์กับครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงมีไม่มาก

ในความแตกต่างนี้ มีข้อดีข้อเสีย ซึ่งเป็นไปตามกระแส จังหวะ เวลา และสถานการณ์

ตัวอย่าง เมื่อถึงวัยหนึ่ง หรือการใช้ชีวิตแบบตัวคนเดียวในอเมริกา อาจไม่เหมาะสม ขึ้นกับสถานการณ์ว่า สามารถดูแลตัวเองได้หรือไม่ หากไม่สามารถดูแลตัวเองได้ เช่น เกิดเจ็บป่วยขึ้นมา แต่ไม่ต้องการไปนอนสถานพยาบาล หรือสถานสงเคราะห์แบบเดียวดาย การใช้ชีวิตที่อเมริกาอาจลำบากเช่นกัน เพราะความเป็นจริงก็คือ คนส่วนใหญ่ยังต้องทำงาน รับผิดชอบกับภาระรายวันหรือรายเดือนแบบรัดตัว การพึ่งพาขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆด้วยกัน ในในช่วงสั้นๆอาจทำได้ แต่ในระยะยาวแล้วเกรงว่า จะรับไม่ไหวกัน การกลับไปใช้ชีวิตที่เมืองไทยจึงเป็นทางเลือกอย่างหนึ่ง อย่างน้อยก็พอมีญาติพี่น้องที่สามารถเกื้อกูลกันได้บ้าง

ที่เห็นมา การกลับไปใช้ชีวิตที่เมืองไทยของไทย-อเมริกันซิติเซ่น เกิดขึ้นได้ด้วยเหตุผลที่แม้กระทั่งคนไทยคนนั้นมีครอบครัวอยู่ที่อเมริกาก็ตาม ขึ้นอยู่กับว่า พวกเขาได้สอนลูก สอนหลาน และลูกหลานเหล่านั้นมีจิตสำนึกในการดูแลพ่อแม่ของตนเองหรือไม่  หรือแม้บางคนอาจมีจิตสำนึกก็ตาม แต่ภาระการงานบังคับ ไม่ให้สามารถดูแลบุพการีอย่างเต็มที่ได้

เวลานี้ลูกหลานคนไทยที่เกิดที่อเมริกามีจำนวนมาก ปกติเด็กที่เกิดในอเมริกาได้สัญชาติอเมริกันตามกฎหมายอยู่แล้ว  พ่อแม่ของเด็กหลายคนอาจไม่ใส่ใจนำไปจดทะเบียนแจ้งเกิดกับสถานกงสุลไทยในอเมริกา มีบางคนเท่านั้นที่มีความรู้ความเข้าใจ ต้องการให้ลูกได้สองสัญชาติ  ทั้งให้ลูกได้สำนึกเมื่อโตขึ้นว่ายังเป็นคนไทย อย่างน้อยก็มีหลักฐานด้านเชื้อชาติอยู่บ้างก็ยังดี แม้หากเมื่อเด็กคนนั้นโตขึ้นไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่า พวกเขาเหล่านี้จะมีอนาคตหรืออุปนิสัยใจคอเป็นอย่างไร ชอบวิถีแบบไทยหรือไม่ แต่ก็ยังได้ชื่อว่า ได้กระทำอะไรลงไปบ้างในฐานะเป็นคนไทยผู้อาศัยอยู่ในอเมริกา  ไม่แน่ว่า สักวันหนึ่งเด็กไทยที่เกิดในอเมริกาคนใดคนหนึ่งสามารถทำคุณประโยชน์ หรือชื่อเสียงให้กับเมืองไทยอย่างใหญ่หลวงก็เป็นได้

ที่อเมริกาเรามักจะพูดกันเสมอว่า “คน(ไทย)โน้น คนนี้ หรือลูกหลานคน(ไทย)โน้นคนนี้ เป็นอเมริกันไปแล้ว” หมายความว่า คนไทยเหล่านั้นมีนิสัยเปลี่ยน ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของวัฒนธรรมไทยอีกต่อไป เช่น ไม่ยอมสมาคมกับกลุ่มเพื่อนคนไทย หรือไม่พูดไทยกับคนไทยด้วยกัน ไม่กินอาหารไทย หลุดลงโคจรออกไปจากวงสังคมหรือชุมชนไทย

การเปลี่ยนพฤติกรรมของคนเชื้อชาติไทย ทั้งรุ่นใหม่รุ่นเก่า(ที่เข้ากันใจเอาเองว่า)เป็นฝรั่งแบบก้าวร้าว แข็ง มีมารยาทอันไม่อ่อนน้อม ไม่ใส่ใจต่อบุพการีนั้น นับเป็นปรากฏการณ์ที่เลวร้ายในชุมชนไทยในอเมริกา เพราะแม้แต่วัฒนธรรมฝรั่งเอง ก็ไม่ถึงกับแข็งก้าวร้าวถึงเพียงนี้  ฝรั่งเองยังมีวัฒนธรรมใส่ใจต่อบุพการีอยู่เลย การอ้างถึงฝรั่งในเชิงลบ กลายเป็นการข้ออ้างของคนที่ไม่เคยศึกษาวัฒนธรรมฝรั่ง

เหตุผลเช่นนี้ ล้วนส่งผล ต่อการกลับหรือไม่กลับเมืองไทยของไทย-อเมริกันซิติเซ่น ทั้งเพื่อเยี่ยมญาติ ท่องเที่ยว และเกษียณ

แต่ก็มีไทยอเมริกันซิติเซ่น(Thai American citizen) จำนวนหนึ่งกลับไปประกอบธุรกิจที่เมืองไทย โดยไม่เกี่ยวกับเหตุรีไทร์ หรือเจ็บป่วย แต่เป็นด้วยเรื่องการงาน

ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นบุคคลถือ 2 สัญชาติ พวกเขามีบัตรประจำตัวประชาชน ใบขับขี่และพาสปอร์ตไทย เหมือนๆกับที่พวกเขามีอเมริกันพาสปอร์ต บัตรประตัวประชาชนในแต่ละรัฐที่พวกเขาอาศัยอยู่

ปัจจุบันทางการไทยอนุญาตอเมริกันซิติเซ่นเข้าเมืองได้เป็นระยะเวลาเดือนเดียว โดยไม่ต้องขออนุมัติวีซ่าจากสถานกงสุลไทยในอเมริกา แต่หากอยู่ต่อเดือนที่สองหรือยาวกว่านี้เป็นปี ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเข้าเมือง(วีซ่า)กับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(ตม.) ประมาณ 1,900 บาท  และหากอยู่เมืองไทยเกินระยะเวลาที่กำหนดไว้ในวีซ่า ต้องจ่ายค่าปรับ 500 บาทต่อวัน

คนไทย-อเมริกัน และคนอเมริกันโดยทั่วไป หากไม่ยอมเสียค่าธรรมเนียมประเภทนี้ให้กับทางการไทย ก็ต้องออกประเทศ เพื่อกลับเข้ามาใหม่ ส่วนใหญ่เลือกประเทศเพื่อนบ้านของไทย อย่างลาว กัมพูชา พม่า หรือมาเลเซีย ในจำนวนประเทศเหล่านี้มีมาเลเซียประเทศเดียวที่อเมริกันไม่ต้องเสียค่าธรรมค่าเข้าประเทศ นอกนั้นต้องเสียทั้งหมด ค่าธรรมเนียมไม่ถูกมากนัก อย่างกัมพูชาเก็บค่าธรรมเนียมค่าเข้าประเทศจำนวน 20 ดอลลาร์อเมริกัน  หรือ  1,000 บาท สามารถอยู่ในประเทศได้นาน  3 เดือน เหมือนกับมาเลเซียที่ให้อเมริกันซิติเซ่นอยู่ในประเทศได้   3 เดือนเช่นเดียวกัน

เพิ่งเมื่อไม่นาน ที่ทางการไทยเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ ที่ใช้กับต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทย ซึ่งหมายรวมถึงอเมริกันซิติเซ่นด้วย

ก่อนหน้านี้ วิธีการที่คนไทย-อเมริกันผู้ต้องการไปเที่ยวหรืออยู่เมืองไทยราว 2-3 เดือน นิยมทำกัน คือ เดินทางไปที่ด่านตม. แล้วเลยเข้าไปในเขตประเทศเพื่อนบ้านของไทย ให้ด่านของประเทศเพื่อนบ้านแสต๊มป์พาสปอร์ตก่อนกลับเข้ามาฝั่งไทยอีกครั้ง ซึ่งก็จะได้วีซ่าแค่ 15 วัน หากหวังวีซ่าระยะ 2 เดือน ก็ต้องค้างคืนที่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้านเพื่อต่อและรอรับวีซ่า ณ สถานกงสุลไทยที่ประเทศ(เพื่อนบ้าน)ใดประเทศหนึ่ง เรื่องนี้ทำให้อเมริกันและนักท่องเที่ยวจำนวนมากต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

วิธีการของรัฐบาลไทยที่ว่า ก่อให้เกิดผลด้านลบ แทนที่นักท่องเที่ยวอเมริกัน หรือต่างด้าวชาติอื่นจะจับจ่ายใช้สอยในเมืองไทย ก็จะหันไปเที่ยว หรือใช้จ่ายในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น

กรณี มาเลเซีย ซึ่งไม่เก็บค่าธรรมเนียมค่าเข้าประเทศ และให้เวลาอเมริกันซิติเซ่นอยู่ในประเทศถึง 3 เดือน ทำให้ในแต่ละปีมีเงินตราต่างประเทศไหลเข้าเพื่อนบ้านของไทยประเทศนี้จำนวนมหาศาล การเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่าและระเบียบที่รัดตึงแบบตีขลุม บางครั้งก็เป็นผลลบในเชิงการท่องเที่ยว

เพื่อนคนไทย-อเมริกันคนหนึ่ง เคยอาศัยอยู่แถบเมืองซานฟรานซิสโก กลับไปเมืองไทยเมื่อหลายปีมาแล้ว หลังจากนั้นไม่ยอมเขากลับมาอเมริกาอีกเลย ทิ้งความเป็นพลเมืองอเมริกัน ดำรงชีพที่เมืองไทยเหมือนคนไทยปกติ ทั้งไม่ยอมรับสิทธิประโยชน์ต่างๆที่พลเมืองอเมริกันพึงจะได้รับ  

เพื่อนผู้ใช้ชีวิตในอเมริกานานเกิน 30 ปี มองอเมริกาเป็นดินแดนแห่งวัตถุนิยม ผมคิดว่า เขาคงเบื่ออย่างถึงที่สุด บางครั้งชีวิตที่อเมริกาก็ช่างไร้สีสัน ขาดความมีชีวิตชีวา งานและเงินกลายเป็นเรื่องใหญ่ เหมือนกับระเบียบ กฎหมายต่างๆที่บังคับรัดตัว

เขาเคยบอกผมว่า อเมริกาเป็นยิ่งกว่า ประเทศคอมมิวนิสต์  ไม่มีเสรีภาพที่แท้จริงในอเมริกา มันหายไปกับการใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยข้อบังคับทางกฎหมาย

ที่เมืองไทย ตอนแรกเขาลงทุนทำธุรกิจส่วนตัว แต่ก็พังไม่เป็นท่า ต่อมาผันตัวเองไปทำงานเป็นอาจารย์สอนพิเศษที่มหาวิทยาลัยฝรั่งแห่งหนึ่งในต่างจังหวัด มีรายได้พอเลี้ยงครอบครัวได้ เขาบอกผมว่า แค่นี้ก็พอแล้ว ชีวิตได้เป็นผู้เป็นคนขึ้นมาบ้าง มีเวลาอยู่กับครอบครัว

เป็นชีวิตที่เขาถวิลหามานาน แต่อเมริกาที่เขาอยู่มานานค่อนชีวิตไม่มีให้ ชีวิตมีแต่งานกับงานเท่านั้น แถมวันละหลายๆชั่วโมง

เพื่อนพ้องรุ่นพี่ที่กลับไปอยู่เมืองไทยบางคนเตือน ให้คอยสำเหนียกเสียงภายในของตัวเองให้มากว่า ในชีวิตนี้ต้องการอะไร และจะอยู่ตรงไหน พวกเขาบอกว่า หากตัดสินใจช้าจะสายไป  ถึงตอนนั้นหากอายุมากแล้ว กลับเมืองไทยก็หาความสุขไม่ได้มาก เพราะแก่เกินไป จนทำอะไรก็ไม่ได้ ทานอาหารก็ไม่อร่อย เที่ยวก็ไม่สนุก เพราะตา หู  หรือขาอาจเสื่อม ใช้การได้ไม่ดีเสียแล้ว

“ต้องตัดสินใจแล้ว อยู่อเมริกานาน ประเดี๋ยวติดลมบน” เพื่อนบอก

“เมื่อติดลมบนแล้วก็ลงยาก ไหนจะครอบครัว ไหนจะการงาน ไหนจะทรัพย์สินเอย แล้วก็ต้องอยู่อเมริกาตลอดไป”

“น้องชอบเหรอชีวิตอย่างนั้น ถามจริงๆ” รุ่นพี่ถามผม

Advertisements
  1. #1 by Nanny on พฤศจิกายน 4, 2016 - 8:21 pm

    ขอบคุณข้อมูลที่ดีๆค่ะอ่านแล้วได้ความรู้เยอะมากและแฝงแง่คิดของชีวิตระยะยาวได้เป็นอย่างดีเยี่ยมค่ะ💐😊มีคำถามค่ะ..กรณีแต่งงานกับอเมริกันที่ไทยได้15ปีแต่จดทะเบียนตามกม.ได้4ปีย้ายมาอยู่อเมริกาครบสองปีเต็มๆถือกรีนการ์ดแบบ10ปีมีบุตรถือสองสัญชาติอายุ12,11ปี..มีปัญหาครอบครัวเฉลี่ยเดือนละครั้งมีผลกระทบกับเด็กและบั่นทอนความสุขมากๆ..เด็กๆเครียกอยากกลับไปเรียนที่ไทยและดิฉันอยากกลับมากๆเพราะความแตกต่างหลายๆด้าน.ถ้ากลับโดยไม่อย่าเราจะมีวิธีอย่างไรเพื่อที่จะไม่เสียสิทธิ์การเข้าออกประเทศอเมริกา?กรีนการ์ดสามารถเปลี่ยนกลับไปเป็นวีซ่าได้หรือไม่?..ถ้าอย่าที่อเมริกาดิฉันมีสิทธิ์ที่จะพาเด็กกลับไปอยู่ไทยได้โดยบิดาไม่คัดค้านได้หรือไม่(ระหว่างที่ไม่ได้จดทะเบียนตามกม.เด็กเกิดที่ไทยและอาศัยอยู่กับมารดาตลอดบิดามาเยี่ยมเป็นครั้งคราวแต่ทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่าย..ขณะนี้ดิฉันมีหลักฐานที่เขาทำร้ายร่างกายแต่ยังไม่ได้แจ้งตำรวจ..ถ้าต้องขึ้นศาลเกรงว่าจะพาลูกกลับไทยยากขึ้นและเท่าที่ทราบคชจ.ทนายแพงมากๆค่ะ)..ขอขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

    • #2 by jaojook on พฤศจิกายน 7, 2016 - 9:29 pm

      คุณได้วีซ่ากรีนการ์ด ๑๐ ปีถือว่าดีแล้วครับ เพราะทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
      กลับเมืองไทยได้ครับ ถ้าอยากกลับ จะเดินทางกลับมาอเมริกาได้อย่างไม่มีปัญหา ตราบเท่าวีซ่ายังไม่หมดอายุ
      ถ้ามีการทำร้ายร่างกาย ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรปล่อยไว้ครับ ไม่กระทบต่อวีซ่าหรือการเข้าเมืองครับ
      ลองปรึกษาผู้รู้ทางกฎหมายที่เป็นศูนย์ช่วยเหลือก็ได้ครับ เค้าไม่คิดตังค์ (ช่วยฟรี) ถ้าอยู่ทางแถบแอล.เอ.หรือใกล้ๆ ใช้บริการศุนย์ส่งเสริมชาวไทย(thai CDC)ของคุณแจนซี่ มาร์เเทอร์เรลล์ ก็ได้ครับ กูเกิลดูเบอร์ติดต่อนะครับ

      พีร์

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: