ทะแนะ

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์

วันนี้ผมขอเลยประเด็นการเมือง และเศรษฐกิจของอเมริกา มาดูเรื่องความเป็นอยู่ของคนไทยเราในอเมริกากันบ้าง โดยที่ผมเองเคยเรียนให้ทราบมาก่อนแล้วว่า เวลานี้คนไทยอาศัยอยู่ในอเมริกาจำนวนมาก และคิดว่าคงไม่สามารถระบุจำนวนตัวเลขที่แท้จริงได้ เพราะมีแรงงานใต้ดินอยู่เป็นจำนวนมากด้วย ซึ่งบรรดาแรงงานเหล่านี้อาจไม่โชว์ตัวแจ้งกับทางการไทยโดยผ่านสถานกงสุลในเมืองต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดๆ(อย่างเช่น การลงทะเบียนเลือกตั้งในต่างประเทศ) ทำให้ยากแก่การประมาณการ หรือสำรวจ

                อย่างไรก็ตาม ประเด็นจำนวนคนไทยในอเมริกานี้ น่าแปลกใจว่า หามีหน่วยงานใด ได้ทำการสำรวจ หรือทำวิจัยกันอย่างจริงจังไม่ แม้โดยที่เวลานี้ผมเชื่อว่า แรงงานไทยในอเมริกาส่งเงินกลับเมืองไทยมากที่สุด มากกว่าจำนวนเงินจากแรงงานในประเทศอื่น เพียงแต่ เป็นทั้งการส่งนอกระบบและในระบบเท่านั้น

                ข้อสังเกตอีกประการหนึ่ง คือ ความเข้าใจของคนไทยในประเทศและรัฐบาลไทยหลายยุคหลายสมัย ต่อแรงงานไทยในอเมริกา ยังห่างไกลจากความเป็นจริงอยู่มาก เพราะมักเข้าใจว่า แรงงานไทยในอเมริกา สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ จนแทบไม่ต้องรับความช่วยเหลืออะไรจากรัฐบาลไทยอีกแล้ว  ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว เรื่องราวไม่ได้เป็นเช่นนั้นแลย

                นครลอสแองเจลิส หรือแอล.เอ.  (รัฐแคลิฟอร์เนีย) เป็นเมืองที่คนไทยอาศัยอยู่หนาแน่นและมากที่สุด ในขณะเดียวกัน  ก็เป็นเมืองที่มีปัญหามากที่สุด  ทั้งคนไทยด้วยกันเอง และคนไทยกับคนเชื้อชาติอื่น โดยเหตุที่แม้เจ้าหน้าที่สถานกงสุลไทย ก็ทำงานใน “เชิงพิธีกรรม” (เปิดงาน หรือเป็นประธานในงานเลี้ยง งานบอลล์) เสียเป็นส่วนใหญ่

                ปัญหาที่เห็น ซึ่งเกิดขึ้นกับคนไทย ในหลายๆประการ คือ เรื่องของข้อกฎหมาย  ซึ่งในอเมริกานับว่า สำคัญอย่างยิ่งยวด ที่ผ่านมาคนไทยเกิดเป็นคดีความ แม้กระทั่งตกเป็นผู้ต้องหาจำนวนหลายราย

คนไทยที่เมืองไทยอาจไม่ค่อยคุ้นเคยกับคำว่า “ทะแนะ”  แค่ฟังก็ทะแม่งๆหูอยู่แล้ว แต่คนไทยที่อเมริกา พอได้ยินอาจร้องอ๋อ!!! ขึ้นมาทีเดียว   หลายคนอาจกำลังติดต่อธุระส่วนตัวกับทะแนะอยู่ด้วย

สำเนียงฟังดูคล้ายคำว่า  “ทนาย” ผมไม่ทราบว่าใครเป็นคนบัญญัติศัพท์แสงคำนี้ เพราะแค่ฟังก็ รู้สึกจั๊กกะจี้ “ทะลึ่ง” เสียแล้ว ทำให้สามารถตีความแยกออกไปหลายอย่าง

เพื่อนผมบางคนบอกว่า ทะแนะ มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “ทะนาน” ซึ่งหมายถึงดองเรื่องไว้นานแบบเก็บเข้ากรุ ไม่ก็ลูกค้าหรือลูกความต้องจ่ายเงินกันไปอีกหลายรอบนานๆ ให้กับทนายไม่มีคุณภาพที่ทะแนะหามาให้

คนไทยที่อเมริการู้กันโดยทั่วไปว่า ทะแนะย่อมต้องคู่กับทนาย ทะแนะทำหน้าที่เป็นลูกมือให้กับทนาย  แต่ทะแนะก็ไม่ใช่ทนาย บ้างก็เข้าใจว่า ทะแนะเป็นเสมือนนายหน้าของทนาย เพราะแทนที่จะเสียค่าทนายอย่างเดียวก็เสียเงินค่าทะแนะ พ่วงรวมกันไปกับค่าทนายด้วย การมองในประเด็นหลังออกไปในเชิงลบ (Negative) อยู่หน่อย บรรดาทะแนะได้ฟังอาจโกรธเคืองเอาได้

แต่ความจริงก็คือความจริง ในอเมริกา หากคุณไปเจอทนายที่ไม่มีคุณภาพ ในคดีฉกรรจ์ หรือไม่ฉกรรจ์ก็ตาม คุณอาจเจอคุกได้  ฉะนั้นการหาทนายความจึงต้องพิถีพิถันอย่างยิ่ง

ทนายที่ไม่เข้มแข็งและมีประสบการณ์มากพอ ลูกความอาจต้องเสียทั้งเงิน และเข้าคุก

ทนายที่เข้มแข็ง และมีประสบการณ์หมายความว่าอย่างไร ?

ในอเมริกามีสมาคมทนายทีเรียกว่า บาร์ (Bar Association)  ทำหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับใบอนุญาตประกอบการกับทนายในแต่ละรัฐ ทนายทั้งหลายต้องมีใบอนุญาตประจำสำนักงานจึงสามารถว่าความได้  ซึ่งใบอนุญาตดังกล่าวต้องต่ออายุกันเป็นช่วงๆไป อาจเป็นปีหรือแล้วแต่กฎของบาร์ ของแต่ละประเภททนาย ที่กำหนดไว้ไม่เหมือนกัน  ทนายด้านอาชญากรรมเป็นอย่างนี้  ทนายด้านต่างด้าว หรืออิมมิเกรชั่น อาจกำหนดไว้อีกแบบ   

แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับ การเป็นทนายที่เข้มแข็ง คือ เป็นทนายที่กล้าหาญในศาล ทั้งต่อหน้าคู่ความ และผู้พิพากษา เพราะช่วงขณะที่กำลังว่าความอยู่นั้น มีการใช้จิตวิทยาอย่างสูง ทนายบางคนไม่แข็งพอก็ต้องแพ้ต่อประกายรัศมีของทนายฝ่ายตรงกันข้าม หรือกระทั่งแพ้รัศมีผู้พิพากษา 

ลักษณะของทนายที่ดีจึงต้องอาจหาญมั่นใจ และมั่นคง ไม่วอกแวก ซึ่งการที่จะมีบุคลิกลักษณะเหล่านี้ได้  ส่วนหนึ่งเกิดจากประสบการณ์ในการว่าความ รวมทั้งต้องมีไหวพริบอีกด้วย

                แต่การว่าจ้างทนายที่ดี  ย่อมต้องเตรียมใจไว้สำหรับค่าจ้างที่จะแพงขึ้นตามคุณภาพไปด้วย  เพื่อนบางคนพูดว่า เมื่อถึงช่วงที่กำลังมีปัญหาสำคัญแล้ว บางทีก็ต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างอยู่นอกคุกกับอยู่ในคุก ค่าจ้างทนายที่เพิ่มสูงหากเทียบกับการนอนคุกแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้คิดให้ว่าจะเลือกแบบไหน บางคนจ่ายค่าทนายเท่าไหร่ก็ต้องยอม

                สำหรับทะแนะในชุมชนไทยที่อเมริกา ผมไม่ทราบว่า เกิดขึ้นเมื่อไร แค่คิดว่าคงนานหลายปีมาแล้ว นับแต่คนไทยเข้ามาปักหลักทำมาหากินในอเมริกากันมาก และชุมชนเติบใหญ่ขึ้น  ผมสันนิษฐานเอาว่า แต่เดิมคงไม่ได้ทำกันเป็นกิจลักษณะอย่างปัจจุบัน แต่คงเป็นแบบให้คำแนะนำ ช่วยเหลือซึ่งกันและกันของคนไทยด้วยกันเองมากกว่าหวังผลทางด้านธุรกิจ

                สาเหตุที่ต้องอาศัยทะแนะ ประการแรกน่าจะเกิดจากคนไทยมีอุปสรรคทางด้านภาษา คือสื่อภาษาอังกฤษไม่ได้ หรือได้บ้างในระดับพื้นๆแต่ใช้ประโยชน์ในระดับที่มีความจำเป็นไม่ได้ จึงต้องอาศัยคนไทยด้วยกันที่รู้ภาษาอังกฤษดีช่วยเหลือเป็นสื่อกลาง เสมือนเป็นล่าม นอกเหนือจากการติดต่อวิ่งหาทนาย และประสานงานให้ในช่วงแห่งคดีความนั้นๆ ต่อมาเมื่อชุมชนไทยขยายใหญ่มากขึ้น จึงมีคนไทยหลายคนตั้งตนเป็นทะแนะ ทำธุรกิจร่วมกับทนายที่มีใบอนุญาตว่าความ

                ผมขอแบ่งทะแนะออกเป็น 2 พวกก็แล้วกัน คือ ทะแนะที่ทำงานในออฟฟิศทนาย และทะแนะนอกออฟฟิศของทนาย

                ทะแนะที่ทำงานในออฟฟิศของทนาย หมายถึงทะแนะที่เป็นลูกน้องของทนาย กินเงินเดือนของสำนักงานทนายความ  ไม่ก็ทนายอาจให้ค่าตอบแทนเป็นลักษณะค่าคอมมิชชั่นต่อการว่าความของแต่ละลูกความ  มีหน้าที่คอยรับโทรศัพท์ของคนที่โทรเข้ามาสอบถาม อาจให้คำแนะนำในเบื้องต้นได้   ออฟฟิศของทนายคนเดียวอาจมีทะแนะหลายคน  หลายสำนักงานทนายในเมืองใหญ่ๆอย่างลอสแองแจลิส ซานฟรานซิสโก นิวยอร์ค  ที่มีคนหลากหลายเชื้อชาติ หลายภาษา ใช้ทะแนะทำหน้าที่สื่อสารกับลูกค้าหลากหลาย ทำให้ได้ลูกความหลายเชื้อชาติ เพราะในอเมริกาคนเชื้อสายต่างด้าวจำนวนมากไม่สามารถสื่อภาษาอังกฤษได้ดี  หลายคนที่แค่สนทนาระดับพื้นฐานก็ยังไม่รู้เรื่อง ทะแนะจึงเข้ามารับบทบาทช่วยตรงจุดนี้

                ส่วนทะแนะที่ทำงานนอกออฟฟิศของทนาย อาจเป็นทะแนะอิสระ เป็นทะแนะที่มีงานประจำอื่นทำอยู่ด้วย ส่วนใหญ่สำนักงานทนายให้ค่าตอบแทนในรูปแบบ คอมมิชชั่น หรือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของค่าจ้างว่าความ  ทนายในแต่ละสำนักอาจมีข้อตกลงกับทะแนะที่แตกต่างกันออกไป ทั้งสองฝ่ายตกลงกันเอง แต่สรุปแล้วทั้งสองฝ่ายต้องได้ผลประโยชน์ 

นี่เป็นเรื่องที่คนไทยจำนวนมากในอเมริกาต้องเจอ เมื่อมีปัญหาคดีความ หรือปัญหาข้อกฎหมาย รวมทั้ง การจัดการยื่นเรื่องเกี่ยวกับสถานะการอยู่อย่างถูกต้องในอเมริกา

คนไทยจำนวนมาก ต้องพึ่งพาทะแนะ ทั้งรู้เท่าและไม่รู้เท่า

เพราะคนไทยในอเมริกาจำนวนมากไม่มีที่พึ่ง หรือที่ปรึกษาด้านกฎหมาย(ของอเมริกา) เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมามักไม่เข้าใจกระบวนการเชิงกฎหมาย ซึ่งแน่นอนย่อมแตกต่างจากระบบกฎหมายของไทย และเป็นเหตุให้ต้องเสียเงินเสียทองกันไปจำนวนมาก  จากความไม่รู้ ความกลัวและความวิตกกังวล

                และโดยเหตุที่พักหลัง(แรงงาน)คนไทยนิยมเดินทางมาทำงานในอเมริกา เป็นหลัก ดังนั้นปัญหาข้อกฎหมายของที่นี่จึงเป็นเรื่องสำคัญ

                น่าแปลกใจเช่นเดียวในช่วงที่ผ่านมา ปัญหาเหล่านี้หาได้รับการใส่ใจทางฝ่ายรัฐแต่อย่างใดไม่ ทั้งๆที่โดยความเป็นจริงแล้ว ฝ่ายไทยสามารถประสานกับฝ่ายทางการอเมริกันได้

                ขณะที่สาขาธุรกิจสำคัญของคนไทย คือ ร้านอาหารไทยนั้นเวลานี้ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานในระดับมืออาชีพ อย่างพ่อครัวแม่ครัว  ยิ่งในช่วงภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ หลายร้านต้องตัดสินใจปล่อยทิ้ง ไม่สามารถทำธุรกิจต่อไปได้ เนื่องจากต้นทุนในการทำร้านสูงขึ้น

                เหตุการณ์ทำนองนี้ เกิดขึ้นในหลายรัฐ โดยเฉพาะรัฐที่มีร้านอาหารไทยมากที่สุด อย่างแคลิฟอร์เนีย ที่มีอาการย่ำแย่เอามากๆ

                กลับมาเรื่องทะแนะนะครับ

                คราวที่แล้ว มีผู้อ่านสนใจถามมาเหมือนกัน  บอกว่า ไม่เคยได้ยินคำๆนี้มาก่อน

                ก็อย่างที่ว่า ทะแนะ คือ ส่วนซ้อน หรือตัวเชื่อมระหว่างลูกความไทย(หรือเชื้อชาติอื่น)กับทนายตัวจริง และบางครั้งมีพฤติกรรมคล้ายๆกับทนาย              

อย่างทะแนะคนไทยก็มีหน้าที่จัดการหาลูกค้าในส่วนของชุมชนไทย โดยอาศัยความเชื่อถือส่วนตัว และการลงโฆษณาตามสื่อท้องถิ่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นภาษาไทยของคนไทยในแต่ละเมือง หรือสื่อประเภทอื่นๆ เช่น ตอนหลังมีทีวีท้องถิ่นของคนไทย ก็ลงไปลงโฆษณากับสื่อทีวีด้วย

รูปแบบการโฆษณาของทะแนะบางคนสร้างภาพที่ก่อให้เกิดความน่าเชื่อถือกับคนอ่าน เช่น ระบุประวัติการศึกษาของทะแนะว่า จบเนติบัณฑิตจากสำนักโน่นสำนักนี่ที่ดังๆของเมืองไทย และมีใบอนุญาตว่าความที่เมืองไทยด้วย

แต่ความจริงก็คือ การจบการการศึกษาในเมืองไทยไม่ว่าจากสถาบันไหน ก็ไม่เกี่ยวกับกระบวนการทางด้านกฎหมายในอเมริกา เป็นคนละเรื่องกัน  คนไทยหลายคนไม่เข้าใจถึงข้อเท็จจริง อาจไปถือจริงจังว่า ทะแนะคงมีความรู้เกี่ยวกับข้อกฎหมายของอเมริกันด้วย อาจจะใช่ ในเรื่องของความรู้พื้นๆ เกี่ยวกับกฎหมายของอเมริกัน แต่ทะแนะก็คือ ทะแนะ ไม่ใช่ทนาย

เพราะไม่มีใบอนุญาตว่าความที่อเมริกา และไม่อยู่ในสารบบของกระบวนงานยุติธรรมในอเมริกา

ข้อดีของทะแนะก็มี แต่หากคนไทยหรือคนเชื้อชาติอื่น สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดี หรืออยู่ในระดับดีพอควร ก็ไม่จำเป็นพึ่งทะแนะก็ได้ ไม่อีกทางสำหรับคนที่ไม่รู้ภาษาก็สามารถใช้ล่ามในศาลได้

 ทะแนะในชุมชนไทยที่อเมริกา ส่วนใหญ่ทำงานให้กับทนายความ 3 ประเภท ได้แก่ ทนายความด้านต่างด้าว หรือที่รู้กันดีในชื่อ Attorney at Law of Immigration หรือ Immigration lawyer  ทนายความด้านอุบัติเหตุ และทนายความด้านการจัดการสินทรัพย์  ส่วนทะแนะที่ทำงานให้กับทนายประเภทอื่น เช่น ทนายด้านอาชญากรรมอาจมีบ้างแต่เป็นจำนวนไม่มาก

ในจำนวนหลายประเภทของทนายทั้งหลายแหล่ มีทนายประเภทเดียวที่ว่าความก่อน ค่อยรับเงินค่าจ้างทีหลัง คือ ทนายความด้านอุบัติเหตุ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกรณีที่เห็นว่า คดีสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทประกันฝ่ายตรงกันข้ามได้ คือ ลูกความไม่ผิด และเป็นฝ่ายเสียหาย บางครั้งยังสามารถเรียกค่าเสียหายส่วนหนึ่งจากบริษัทประกันของลูกความเองได้ด้วย ซึ่งหลังจากได้ค่าเสียหายแล้วทนายด้านนี้ก็จะแบ่งเปอร์เซ็นต์จากเงินค่าเสียหายที่ได้กับลูกความ และทะแนะก็จะได้รับไปส่วนหนึ่งในส่วนเปอร์เซ็นต์วงเงินของทนาย 

ทนายบางสำนักก็จ่ายค่าคอมมิชชั่นให้กับทะแนะในรูปแบบตายตัวก็มี อย่างเช่นคดีละ 500 เหรียญ หรือ 1,000 เหรียญ  โดยส่วนใหญ่การจ่ายแบบนี้จะจ่ายให้กับทะแนะประเภทที่ทำงานนอกสำนักงาน ที่นำลูกค้าไปให้

ขณะที่ทนายประเภทที่อยู่นอกเหนือไปจากทนายทางด้านอุบัติเหตุ จะรับเงินค้าจ้างก่อน ทั้งนี้แล้วแต่เงื่อนไขที่ตกลงกัน เช่น ลูกความอาจจ่ายครึ่งหนึ่งก่อน หลังจบคดีถึงค่อยจ่ายเต็มจำนวน เป็นต้น

                ดังที่บอกการติดต่อทนาย เป็นเรื่องที่ควรพิจารณาให้รอบคอบ โดยเฉพาะคดีสำคัญ อย่างคดีอาชญากรรม  บางทีคนไทยในอเมริกาไม่ค่อยรอบคอบ บางคนอาจเห็นว่า ทนายเป็นคนไทย หรือเป็นคนเอเชียนด้วยกัน  ก็เลือกไว้ก่อน แบบนี้ถือเป็นการสุ่มเสี่ยงหากเจอทนายที่ไม่มีคุณภาพเข้าแล้วเรื่องก็อาจไม่ลงเอยแบบดีๆ

                ผมเห็นการใช้ทนายของคนอเมริกันจากหลายกรณี  หรือหลายๆคดีที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะคดีอาชญากรรม ซึ่งทนายสามารถชี้เป็นชี้ตายกับชีวิตของลูกความได้ พวกเขาใช้ทนายส่วนใหญ่เป็นทนายผิวขาวที่ดูเหมือนให้พวกทนายเหล่านี้เข้าไปสู้หรือว่ากันเองในศาลซึ่งประกอบไปด้วยผู้พิพากษา คณะลูกขุน และทนายทั้งสองข้าง  การแสดงทีท่าของทนายผิวขาว ส่วนใหญ่ออกจะอาจหาญไม่หวั่นเกรงที่จะต่อกรกับฝ่ายตรงกันข้าม แต่หากเป็นทนายต่างเชื้อชาติ อาจจะยังมีท่าทีพรั่นพรึงต่ออำนาจผู้พิพากษา หรือพรั่นพรึงทนายผิวขาวฝ่ายตรงกันข้าม  ให้เห็นอยู่ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ผมถึงเกิดความรู้สึกในทำนองนี้  

                แต่มีข้อสังเกตอยู่บางประการ ในเรื่องสีผิว ในกรณีการว่าจ้างทนาย คือ คนผิวดำหรืออาฟริกัน-อเมริกัน มักว่าจ้างทนายผิวขาว  ขณะที่มีคนผิวขาวหลายคนเหมือนกันที่ว่าจ้างทนายความผิวดำ

อย่างไรก็ตาม ไม่ค่อยพบว่า ทะแนะคนไทยได้ทำงานกับทนายความด้านอาชญากรรม อาจถือเป็นเรื่องหนักเกินไปสำหรับงานกฎหมายด้านนี้ ขณะที่การทำงานในคดีใหญ่ๆ ถือเป็นงานหนักมาก ต้องใช้ทนายหลายคนช่วยกันระดมสมองสู้คดี ดังเช่นคดีของคนดัง นักการเมือง ดารานักแสดง ในอเมริกาหลายคน บางครั้งใช้ทนายมากกว่าหนึ่งคนขึ้นไป เงินค่าจ้างก็มากตามขึ้นไปด้วย   เช่น คดีของโอเจ ซิมสัน เป็นต้น แต่ในคดีนี้พวกเขากลับไม่มี  “ทะแนะ”

                ที่เขียนมาทั้งหมดไม่ใช่เห็นว่า  ทะแนะไม่มีประโยชน์ ทะแนะยังคงต้องอยู่คู่กับชุมขนไทยในอเมริกาต่อไป เพียงแต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า ทะแนะควรดำรงบทบาทของทะแนะ มิใช่ “ทะลึ่ง”กระทำตนเยี่ยงทนาย

เรื่องของเรื่องก็มีแค่นี้ครับ

  1. #1 by อรรัตน์ on มีนาคม 7, 2011 - 11:17 am

    เรียนคุณพีร์

    ดิฉันอยากขอคำปรึกษาเรื่องของเพื่อนดิฉันค่ะ เค้าถือพาสปอร์ตอเมริกาและมีพาสปอร์ตไทยด้วยนะค่ะ แต่เรื่องคือว่าพาสปอร์ตอเมริกาเค้าหมดอายุ และถูกปฏิเสธการต่ออายุพาสปอร์ต เนื่องจาก เค้ามีคดีความเรื่องเช็คเด้งอยู่ที่รัฐมินเนโซต้า แต่ปัจจุบันเค้าได้ย้ายมาอยู่ที่ แคนซัสเมืองemporia แล้วน่ะค่ะ เรื่องเช็คที่เกิดนั้นเนื่องจาก เพื่อนร่วมห้องของเค้าได้ขโมยสมุดเช็คไปและทำการจ่ายค่าของโดยใช้สมุดเช็คของเค้าเมื่อหลายปีก่อน (น่าจะประมาณ5-6ปี ได้แล้วมั้งค่ะ) ซึ้งตัวเค้าเองไม่ได้ทราบมาก่อนเนื่องจาก เค้าต้องคดี(คดีอื่นที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องเช็คน่ะค่ะ)อยู่ในคุก และหลังจากออกมาเค้าก้อย้ายมาเมืองemporia โดยที่ไม่สนใจเรื่องเช็คที่ถูกขโมย และระหว่างนั้นตัวเค้าก้อได้เดินทางเข้าออกอเมริกา(กลับไทย)ได้ตามปกติ

    ตอนนี้เค้าสับสนมากค่ะ ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนเพราะเค้าอยากกลับเมืองไทยมากๆๆเนื่องจากตอนนี้คุณพ่อเค้าป่วย แต่ไม่รู้ว่าจะกลับมาได้ยังงัย เป็นไปได้ไหมค่ะที่เค้าจะกลับมาเมืองไทยโดยใช้พาสปอร์ตไทยแล้วมาดำเนินเรื่องคดีความจากทางเมืองไทยแทน เพื่อที่เค้าจะยังสามารถเดินทางเข้าออกที่อเมริกาได้อีก ตัวเค้าไม่ได้คิดจะหนีเพราะเนื่องจาก เค้าเองยังมีภาระผูกพันอยู่ที่อเมริกา เค้าเพียงแต่อยากจะกลับมาเยี่ยมคุณพ่อที่ป่วยอยู่ และอยากจะหาทางเรื่องคดีจากทางเมืองไทยแทนเพราะค่าใช้จ่ายเรื่องทนายน่าจะถูกกว่า

    รบกวนช่วยแนะนำด้วยน่ะคะ หรือยังงัยรบกวนช่วยแนะนำเรื่องทนายความในการดำเนินเรื่องด้วยค่ะ เพราะเค้าได้ลองคุยกับทนายคนหนึ่ง(ทนายคนอเมริกัน) ทนายบอกแค่ว่าให้ยอมติดคุก 1 ปี เรื่องจะได้จบ ถ้าเป็นไปได้ก้อไม่อยากให้เพื่อนต้องติดคุกอีกน่ะค่ะ ไม่ทราบว่าคุณพีร์จะแนะนำได้ไหมค่ะ และ ไม่แน่ใจว่ายอดเงินฟ้องร้องจะสูงขึ้นเรื่อยๆๆรึเปล่าเนื่องจากทางเพื่อนดิฉันเองก้อยังหาทนายเพื่อยื่นเรื่องไม่ได้ กลัวว่าถ้าปล่อยไปเรื่อยๆๆยอดเงินจะเพิ่มขึ้นจนไม่สามารถชดใช้ได้น่ะค่ะ

    รบกวนช่วยตอบกลับด้วยน่ะค่ะ หรือพอจะแนะนำเรื่องทนายความช่วยเหลือได้บ้างไหมค่ะ ตอนนี้เพื่อนดิฉันร้อนใจมากจริงๆๆค่ะ เค้าอยากกลับเมืองไทยมากๆๆเพราะเค้าเป็นห่วงคุณพ่อค่ะ

    ขอบคุณค่ะ
    อรรัตน์

  2. #3 by jaojook on มีนาคม 9, 2011 - 2:09 am

    เรียน คุณอรรัตน์

    ต้องปรึกษาทนายความด้านอิมมิเกรชั่นครับ ลองดูสัก 2-3 คนหรือมากกว่า แล้วพิจารณาดู
    ซึ่งก็ต้องระมัดระวังครับ การต่อสู้ทางคดีขึ้นกับ”ข้อเท็จจริง”ด้วย ผมจะลองสอบถามเพื่อนๆทางแอล.เอ.ที่มีความรู้เรื่องนี้ ดูอีกทางหนึ่งนะครับ

    พีร์ พงศ์พิพัฒน์

  3. #4 by อรรัตน์ on มีนาคม 9, 2011 - 6:18 am

    เรียน คุณพีร์

    ขอบคุณมากน่ะค่ะ ตอนนี้อยากรู้จริงๆๆว่าจะต้องทำอะไรก่อนหรือหลัง และอยากจะประเมินเรื่องค่าใช้จ่ายด้วยค่ะ เหมือนกับตอนนี้ทำอะไรไม่ถูกเลยค่ะเพราะไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดี เพื่อนเองก้อทุกข์ใจมาก

    รบกวนคุณพีร์ด้วยน่ะค่ะ ถ้าพอจะแนะนำทนายให้ได้จะขอบคุณมากๆๆเลยค่ะ

    ขอบคุณจากใจจริงค่ะ
    อรรัตน์

  4. #5 by jaojook on มีนาคม 9, 2011 - 6:32 am

    ลองติดต่อ ที่อีเมลแอดเดรสนี้ดูนะครับ kulason@gmail.com เจ้าของชื่อ คุณมนตรี อยู่ที่ LA ครับ

    พีร์

  5. #6 by peter on มีนาคม 11, 2011 - 9:28 pm

    เรียน. คุณพีร์

    ผมขอปรึกษาเรื่องการขอใบเขียวให้ภรรยาหน่อยนะครับ. เริ่มเลยนะครับ ภรรยาของผมมาที่อเมริกาเมื่อปี 2007. ซึ่งในตอนนั้นภรรยาของผมมากับสามีเก่า คือเขาจดทะเบียนสมรสกันแล้วก็มาเที่ยวอเมริกาด้วยกันตอนนั้นเขายังไม่ได้เลิกกันแต่ตอนนี้เขาเลิกกันไปแล้ว. และในกลางปี 2009 ภรรยาของผมได้ไปจดทะเบียนหย่ากับสามีเก่ากันที่สถานกงสุลไทยที่นิวยอร์ก. พอเขาหย่ากันได้ประมาณสามเดือนผมจึงเจอกับเธอและอยากจะช่วยเหลือเธอผมจึงไปจดทะเบียนสมรสกับเธอปลายปี2009. คือผมลืมบอกไปว่าผมเป็นอเมริกันซิติเซ่น. คือเราแค่จดทะเบียนสมรสกันไว้เฉยๆยังไม่ได้ทำเรื่องขอใบเขียวให้เธอและอีกอย่างก็เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าเขารักเราจริงหรือเปล่าและในตอนนี้ผมอยากจะยื่นเรื่องขอใบเขียวให้เธอ. ผมอยากจะทราบว่ามันจะมีปัญหาอะไรไหมถ้าผมจะยื่นเรื่องเข้าไปที่อิมมิเกรชั่น. และการหย่าร้างของภรรยากับสามีเดิมนั้นเรียบร้อยดีหรือเปล่าเพราะที่กงสุลเขาให้ใบหย่ากับทะเบียนหย่ามาแล้วแต่ผมไม่ทราบว่า. อิมมิเกรชั่นจะยอมรับใบหย่านี้หรือเปล่า หรือว่าต้องมีหลักฐานการหย่าจากศาลที่เมืองไทมายืนยันอีกไหม. รบกวนถามคุณพีร์เพียงเท่านี้ครับ. อ่อ แล้วคุณพีร์พ ที่จะรู้จักทนายไทยแถวนิวยอร์กหรือรัฐไกล้เคียงไหมครับ. ถ้ามีรบกวนขอเบอร์ติดต่อด้วยนะครับ.

    ขอบคุณมากครับ

    Peter.

    • #7 by jaojook on มีนาคม 12, 2011 - 3:41 pm

      เรียน คุณpeter
      เรื่องของคุณคาบเกี่ยวทั้งในส่วนของกฎหมายไทยและกฎหมายอเมริกัน กรณีการจดทะเบียนสมรสและจดทะเบียนหย่า ประด็นหลัก คือ
      คุณ ต้องมีใบหย่า(ของแฟนคุณกับสามีเก่าของเธอ) อยู่ในมือเพือเป็นหลักฐานแอพพลายต่ออิมมิเกรชั่น อีกอย่างคือ ผมไม่ทราบว่า แฟนคุณ(ตอนนี้)
      กับสามีเก่าของเธอจดทะเบียนกม.อเมริกันหรือเปล่า ถ้าจดต้องมีหลักฐานการหย่าตรงนี้ด้วย ซึ่งสำคัญมากกว่าในส่วนของใบหย่าตามกม.ไทย(ที่สถานกงสุลไทย
      ตามที่คุณบอกมา)ด้วยซ้ำ ….และใบหย่า ตามกม.อเมริกัน ต้องมีศาลประทับรับรองเท่านั้น จึงจะถือว่าสมบูรณ์
      ส่วนเรืองทนาย ขอให้เลือกเองดีกว่าครับ ลองค้นดู มีอยู่มาก แต่ขอให้ดูดีๆแล้วกันครับ ส่วนหนึ่งมาจากการวินิจฉัยตัวเองจาก”กรณี”ของเราด้วยครับ
      ว่าเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน หากอยู่ในกรอบกม. ก็ไม่มีปัญหา แต่หากนอกกรอบ แม้ทนายจะบอกว่าช่วยได้ ก็เสียเงินเปล่าเท่านั้น..

      พีร์ พงศ์พิพัฒน์

    • #8 by อรรัตน์ on มีนาคม 14, 2011 - 6:11 am

      เรียนคุณพีร์

      ขอบคุณมากๆๆค่ะ ต้องขอโทษทีค่ะที่เข้ามาขอบคุณช้า พอดีงานยุ่งมากๆๆเลยค่ะ วันนี้ดิฉันได้ลองเขียนอีเมล์หาคุณมนตรีแล้วค่ะ

      ขอบคุณอีกครั้งจากใจจริงน่ะค่ะ
      อรรัตน์

  6. #9 by Peter on มีนาคม 12, 2011 - 11:27 pm

    เรียน คุณพีร์

    เรื่องของผมในข้างต้นที่ได้สอบถามคุณพีร์ไปและก็ได้คำตอบที่เป็นประโยชน์เป็นอย่างมากต้องขอขอบคุณ คุณพีร์มา. ณ ท่ีนี้ด้วย และผมอยากจะสอบถามคุณพีร์อีกครับว่า. ตอนนี้ใบหย่าของภรรยาผมนั้นอยู่ในมือผมแล้วคือจะมี ทะเบียนหย่าซึ่งในนั้นจะมีบอกเกี่ยวกับความรับผิดชอบในการรับเลี้ยงบุตร ความรับผิดชอบในหนี้สิน. ซึ่งในส่วนนี้ ภรรยาของผมไม่มีบุตรและไม่มีหนีิ้สินร่วมกัน และก็มีใบหย่าอีกหนึ่งใบ. และเขาก็ไม่ได้จดทะเบียนสมรสที่อเมริกา คือเขาจดทะเบียนสมรสกันที่เมืองไทยแล้วเขาก็มาเที่ยวอเมริกาด้วยกัน และก็มาหย่ากันที่น่ี. ในกรณีแบบนี้คุณว่าเวลายื่นขอใบเขียวให้ภรรยาผมจะมีปัญหาอะไรไหมครับ เพราะว่าการจดทะเบียนสมรสของภรรยาผมกับสามีเก่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกฏหมายอเมริกาผมรบกวนแอบถามเท่าน้ีครับ

    ขอบคุณครับ

    Peter.

    • #10 by jaojook on มีนาคม 13, 2011 - 2:09 pm

      ไม่มีปัญหาครับคุณ peter คุณสามารถดำเนินการจดทะเบียนได้ครับ

      พีร์

  7. #11 by อุรารัตน์ on เมษายน 1, 2011 - 10:43 am

    เรียน คุณพีร์

    คุณมนตรีได้ติดต่อมาที่ดิฉันและเพื่อนดิฉันได้ติดต่อคุณมนตรีแล้วค่ะ ขอบคุณมากๆน่ะค่ะที่ช่วยแน่ะนำค่ะ

    ดิฉันขอเรียนถามเกี่ยวกับเรื่องอายุความน่ะค่ะ คดีเช็คมีอายุความไหมค่ะ

    ขอบคุณค่ะ
    อุรารัตน์

    • #12 by jaojook on เมษายน 2, 2011 - 4:59 am

      ครับผม

      • #13 by jaojook on สิงหาคม 11, 2011 - 10:46 am

        ผมอยากได้รายละเอียดเกี่ยวกับปัญหาของคุณ Rin นะครับ ถ้าเป็นไปได้ ช่วยเล่าประสบการณ์ในการทำธุรกิจของคุณให้ฟังก็ดีครับ
        ptipitaka@yahoo.com

        พีร์

  8. #14 by กานต์สินี on สิงหาคม 10, 2011 - 7:39 pm

    เรียนคุณพีร์
    ดิฉันและสามีเป็นคนไทย สามีมาทำงานที่อเมริกาด้วยวีซ่า E2 และดิฉันติดตามเค้ามาด้วยวีซ่าผู้ติดตามโดยเจ้าของร้านอาหารไทยเป็นผู้สปอนเซอร์วีซ่า ดิฉันต้องการหย่าขาดจากเค้าและเค้าก็ยินยอม มีคำถามดังนี้ค่ะ
    1. ไม่ทราบว่าเราสามารถจดทะเบียนหย่าได้ที่ไหน สามารถยื่นเรื่องได้ในเมืองที่เราอาศัยอยู่ หรือต้องบินไปสถานทูตไทยแห่งใดแห่งหนึ่งในอเมริกาเท่านั้น เราจดทะเบียนสมรสมาจากเมืองไทย
    2. ทราบว่าวีซ่าของดิฉันจะขาดทันทีที่การหย่าสิ้นสุด ดิฉันต้องเดินทางกลับเมืองไทยทันทีหรือไม่ ยังพอจะมีเวลาให้ดิฉันจัดการเรื่องต่างๆได้ไหม ต้องยื่นเรื่องที่ไหน
    3. ดิฉันสามารถเปลี่ยนสถานะวีซ่าโดยการแต่งงานกับ US citizen ได้เลยหรือไม่
    4. ดิฉันโดนเจ้านายสามีขู่ว่าจะแจ้ง immigration ถ้าดิฉันไม่บินกลับทันที ไม่ทราบว่าเค้าทำได้จริงหรือไม่
    ขอบคุณมากค่ะ หวังว่าจะได้รับคำแนะนำจากคุณพีร์

    • #15 by jaojook on สิงหาคม 11, 2011 - 10:20 am

      เรียน กานต์สินี
      1. คุณสามารถยืนเรื่องขอหย่าได้ที่สถานทูตหรือสถานกงสุลไทยในอเมริกาครับ แต่คุณต้องมีหลักฐานสำหรับการหย่าอย่างครบถ้วนนะครับ
      2. ผมไม่ทราบว่าคุณเข้าอเมริกาด้วยวีซ่าประเภทไหน ระยะเวลาของวีซ่าที่อิมมิเกรชั่นสแตมป์ให้ที่สนามบินในานเท่าไร หากวีซ่าคุณยังไม่ขาด แม้คุณหย่าแล้วก็ตาม ไม่ใครบังคับให้คุณออกนอกประเทศได้หรอก ยกเว้นคุณได้อยู่เกินวีซ่าไปแล้วเท่านั้น
      3. คุณสามารถเปลี่ยนสถานะวีซ่าได้ทันที หลังจากที่คุณจดทะเบียนแต่งงานใหม่แล้วเสร็จ แต่คุณต้องใช้เวลารอ สำหรับกระบวนการยื่นเรื่อง เพื่อใบอนุญาตทำงานหรือ work permit
      4. หากวีซ่าของคุณยังไม่ขาด แสดงว่าคุณยังอยู่อย่างถุกกฎหมายอเมริกัน(ยกเว้นเค้าแจ้งคุณกรณีที่คุณทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตหรือใบทำงาน นั่นอีกเรืองหนึ่ง) เจ้านายของสามีคุณไม่สามารถทำไรคุณได้

      ทางที่ดีนั้น คุณไม่ควรปล่อยให้วีซ่าของคุณขาด หรือหากจะจดทะเบียนใหม่ต้องไม่เลยไปจากกรอบเวลาที่อิมมิเกรชั่นระบุให้คุณอยุ่ในอเมริกา
      แต่หากวีซ่าคุณขาดแล้ว แม้คุณจดทะเบียนแต่งใหม่ ก็ต้องรอจนกว่า คุณจะได้ใบเขียวเสียก่อนอย่างเดียวเท่านั้น คุณกลับเมืองไทยขณะกำลังรอเรื่องไม่ได้

      พีร์

    • #16 by jaojook on สิงหาคม 11, 2011 - 10:55 am

      คุณ กานต์สินี

      ผมเพิ่งอ่านข้างต้น เห็นว่าคุณเข้ามาด้วยวีซ่า E-2 เป็นวีซ่าปีต่อปี อย่างนี้คุณต้องมีพันธะสัญญากับนายจ้าง หากเขายกเลิกการว่าจ้าง คุณก็หมดสิทธิ์ที่จะใช้สิทธิ์ตามที่วีซ่านี้ให้ไว้ ซึ่งจะเป็นเหตุให้คุณถูกส่งตัวกลับได้ ดังนั้น หากคุณประสงค์จะอยู่ต่อ คุณต้องหาทางเปลี่ยนไปเป็นวีซ่าประเภทอื่น หรือไม่ก็จดทะเบีบน แต่อย่างที่ผมบอกในตอนแรก

      พีร์

  9. #17 by กานต์สินี on สิงหาคม 11, 2011 - 9:20 pm

    ดิฉันขอขอบคุณคุณพีร์มากค่ะที่ให้ความกระจ่าง
    ดิฉันถือวีซ่าผู้ติดตามอิงกับสามีค่ะ เข้าใจว่าถ้าการหย่าสิ้นสุดวีซ่าของดิฉันก็จะขาดไปโดยอัตโนมัติ นายจ้างเค้าจ้างสามีดิฉันคนเดียว ส่วนตัวดิฉันไม่ได้ทำงาน

    เมื่อเช้าดิฉันเพิ่งโทรไปที่สถานทูตไทยที่แอลเอ เค้าบอกว่าหย่าที่นี่ได้ แต่ใบหย่านี้จะไม่มีผลบังคับใช้ถ้าเกิดวันข้างหน้าคนใดคนหนึ่งต้องการแต่งงานกับชาวต่างชาติ หมายความว่าถึงจะหย่าแล้วแต่ดิฉันก็ไม่สามารถแต่งงานใหม่ได้เพื่อเปลี่ยนสถานะหรือเปล่าคะ รบกวนคุณพีร์อธิบายด้วย

    ขอบคุณค่ะ

  10. #18 by jaojook on สิงหาคม 12, 2011 - 10:19 am

    เรียน คุณกานต์สินี
    ก่อนอื่นคุณต้องเข้าใจว่าระบบกฎหมายของไทยกับของอเมริกันไม่เหมือนกัน ตอนนี้ตัวคุณอยู่ที่อเมริกา คุณต้องปฏิบัติตามกฎหมายอเมริกัน ดังนั้นไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตามคุณต้องให้ความสำคัญหรือคำนึงถึงกฎหมายอเมริกันเป็นหลักไว้ก่อน ส่วนกฎหมายไทยมีผลที่เมืองไทย แม้เงื่อนไขหรือพันธะทางกฎหมายของทั้งสองประเทศบางประการจะเชื่อมถึงกัน แต่ก็ใช่ว่ากระบวนการพิศุจน์จะครอบคลุมไปถึงทุกประเด็น
    อย่างไรก็ตามปัจจุบันนี้คุณต้องคำนึงเช่นกันว่าระบบข้อมูลของทั้งสองประเทศเชื่อมถึงกันแทบทั้งหมด ข้อที่ระบุ(ในวีซ่า E-2 และคุณติดตามสามีมา) ถึงสถานะของคุณที่ว่า เป็นคนที่สมรสแล้วจะเป็นเครื่องบ่งว่าคุณต้องหย่าเสียก่อนเท่านั้น ถึงจะแต่งงานใหม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป้นการแต่งซ้ำซ้อน
    ผมเข้าใจว่า ทางกงสุลมีอำนาจในการหย่าอยู่หรอก แต่เนื่องจากการหย่าในเมืองไทยนั้น จะต้องผ่านงานทะเบียนที่อำเภอ(หรือไงเนี่ย) ดังนั้น การหย่าที่สถานกงสุล จึงไม่ครบกระบวนการที่กำหนดไว้ตามกฎหมายไทย ทำให้ใบหย่าไม่มีผลสมบูรณ์
    เรื่องนี้ คุณอาจต้องปรึกษาทนายหรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายอิมมิเกรชั่นดูว่า ใบหย่าที่สถานกงสุลออกให้นั้นจะสามารภใช้เป็นใบแทนไปก่อนได้หรือไม่

    พีร์

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: