อีกหนึ่งของหลังฉากลาสเวกัส

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์ 

09/10/10

เมื่อรับทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมวงการแคบบี้ส์ “สรณ์ สิงหราช” ในเดือนพฤศจิกายน  2007  ภาพอะไรหลายอย่างของลาสเวกัสที่เคยพร่ามัวก็เด่นชัดมากขึ้นในความคิดและความรู้สึกของผม หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ยังคาใจอยู่ในหลายประเด็น

                “สรณ์”ทั้งที่จริงควรเป็น “สอน” มากกว่า  ผมเคยถามเขาครั้งหนึ่งว่า เป็น “อนุสรณ์” หรือ “ไกรสร” ได้หรือไม่ เขาบอกว่าเป็น “สอน”หรือ “Sorn” คำเดียว และหากให้ชัดถึงนามสกุล ก็น่าจะเป็น “สิงหะลาด” เพียงแต่ผมไม่ได้ถามเขาในข้อนี้ ในฐานะแห่งการเป็น คนเวียง

เวียงจันทน์ เป็นบ้านเกิดของสอนเขาอพยพไปอยู่ปารีส ฝรั่งเศส เหมือนเพื่อนคนลาวหลายคน  ซึ่งไปโตที่นั่น ขณะเกิดสงครามกลางเมืองแบ่งเป็นลาวขาว ลาวแดงเมื่อหลายปีก่อน  สอนใช้ชีวิตที่นั่นหลายปี  ก่อนมาปักหลักที่อเมริกา  เมืองแรกที่เขาถึง  คือ  ดัลลัส รัฐเท็กซัส   ยึดอาชีพนั่งหลังพวงมาลัยแต่ไหนแต่ไร ขับรถจนกระทั่งมีบริษัทเป็นของตัวเอง ก่อนปิดกิจการไปเพราะครอบครัวแตก  หลังจากนั้นเขาก็เดินทางมาแสวงหาโชคที่ลาสเวกัส เหมือนหลายๆคนที่ตั้งความหวังไว้กับเมืองนี้

                เหมือนเดิม สอนยึดอาชีพเก่าที่เขาเคยทำมาค่อนชีวิตที่อเมริกา สนามลาสเวกัสมีความแตกต่างจากดัลลัส ตรงความหลากหลายของผู้คน ระบบธุรกิจทำให้เขาต้องตกอยู่ภายใต้พันธนาการแห่งชีวิตลูกจ้าง แม้จะคงความอิสระแห่งการงานไว้ส่วนหนึ่งก็ตาม  แต่เขาก็ต้องเดินตามระเบียบปฏิบัติของบริษัทเหมือนพนักงานคนอื่นๆ ทั้งในเรื่องเวลาเข้าออก  ก่อนเลิกงานในแต่ละวันเขาต้องโยนเงินที่หาได้ในแต่ละวันทิ้งลงกล่องให้บริษัท

                เมื่อขณะปฏิบัติหน้าที่บนท้องถนน  พนักงานทุกคนต้องรับความเสี่ยงกันเอาเองทั้งในเรื่องการจราจร และปัญหาเกี่ยวพันในเชิงอาชญากรรม ที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา  ในช่วงดังกล่าวการตัดสินใจของคนขับสำคัญมากที่สุด โดยเฉพาะหากเป็นเหตุการณ์ปล้น ก็จะนับนาทีแห่งความเป็นความตายทีเดียว

                พฤศจิกายน 2007  สอนไม่รู้ว่า ผู้โดยสารผิวขาว ร่างใหญ่ ที่นั่งข้างหน้าคู่กับเขามีที่มาที่ไปอย่างไร เขาไม่ผิดสังเกตเลยเมื่อขณะรับจาก Hooters บ่อนไม่ใหญ่นักตรงกันข้ามกับโรงแรมเอ็มจีเอ็มแกรนด์ บนถนน อีสต์ ทร็อปปิกาน่า  แขกให้เขาไปส่งที่บ่อนซีซาร์ส พาเลซ บนถนนลาสเวกัส บูเลอวาร์ด ย่านใจกลางสทริพ 

จนกระทั่งเขาจอดติดไฟแดง แยกแรกลาสเวกัสบูเลอวาร์ด กับทร็อปปิกาน่า มีตำรวจนอกเครื่องแบบหลายคนมาขอตรวจรถของเขา นั่นทำให้สอนรู้ทันทีว่า เขาถูกติดตามจากตำรวจนอกเครื่องแบบนับแต่เขารับแขกคนนี้จากบ่อน Hooters แล้ว เพียงแต่ไม่ได้ใส่ใจว่ากำลังจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น

หลังจากนั้นเขาก็เลี้ยวขวาหักหัวรถจากทร็อปปิกาน่าเพื่อเข้าสู่ลาสเวกัสบูเลอวาร์ด ถนนหลักผ่ากลางเมืองลาสเวกัส

                “รถตำรวจจำนวนหลายคันวิ่งตามรถผม แบบประกบเลย มาถึงก็ตรวจค้นทุกที่ในรถ เปิดฝากระโปรงหลัง ดูในเก๊ แต่ก็ไม่เจออะไร แล้วก็ถอยกลับไปขึ้นรถตำรวจอีก แต่ผมก็เห็นพวกเขายังคงพากันขับตามผมมาอีก  เมื่อรถติดและจอดนิ่งๆพวกเขาก็มาตรวจค้นรถผมอีกสองสามครั้ง จนกระทั่งผมเลี้ยวผ่านย่านสทริพออกถนนFrank Sinatra  ด้านหลัง เหลือเพียงคันเดียว ตำรวจก็ตะครุบรถผมอีก” สอนเล่าให้ฟัง หลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว วันหนึ่ง

                วันนั้น ไม่เพียงแต่รถแท็กซี่ของสอนเท่านั้นที่โดนตำรวจนอกเครื่องแบบตรวจค้น  แต่รถหลายคันในบริเวณเดียวกันกับที่รถของเขาจอดติดไฟแดงอยู่ก็โดนเจ้าหน้าที่ตรวจค้น สอนไม่รู้ว่าพวกตำรวจกำลังค้นหาอะไร เขาไม่ได้ทำอะไรผิด รถมินิแวนหกที่นั่ง ดอดจ์ แกรนด์ คาราวาน สีดำ ด้านข้างของรถบอกชื่อบริษัท เอบีซี ยูเนี่ยนคันที่เขาขับ โดนเปิดกระโปรงท้ายหลายครั้ง

ผู้โดยสารหรือแขกที่นั่งบนเบาะหน้า ด้านข้างคนขับ  ไม่ได้พูดอะไรมาก อาจมีบ่นพึมพำนิดหน่อย ในเชิงตำหนิตำรวจ หาว่าทำให้เขาเสียเวลาโดยใช่เหตุ

ในช่วงที่สภาพการจราจรบนลาสเวกัส บูเลอวาร์ดติดอย่างหนักแทบจะทุกวัน คนขับแค๊บที่ลาสเวกัสพอใจที่จะเลือกเส้นทางที่สร้างเสร็จได้ไม่นาน  อย่างFrank Sinatra  ด้านหลังสทริพ ซึ่งเคียงขนานในด้านตะวันตกคู่กับลาสเวกัส บูเลอวาร์ด เพราะมันทั้งทำความเร็วได้มากกว่า และยังทำให้ค่าโดยสารบนมิเตอร์เพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยด้วย

“ขับมาถึงช่วงถนนแฟรงค์ฯหลังโรงแรมแบลลาจิโอ ทีนี้ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบมากันเต็มไปหมด ประกบทั้งหน้าและหลังรถผม จนไม่สามารถขับต่อไปได้” เขาเล่าถึงในนาทีระทึกของเหตุการณ์วันนั้น

“ตำรวจแห่กันลงมาจากรถ ทั้งปืนสั้นปืนยาวหลายสิบกระบอก เล็งตรงมาที่ผมและผู้โดยสารที่นั่งมาด้วย หลังจากนั้นตำรวจ  4-5 นาย ก็วิ่งเข้าชาร์จตัวผม และผู้โดยสารที่อยู่เบาะหน้า  ปืนสั้นหลายกระบอก เล็งตรงมาที่หัวระยะห่างไม่ถึงฟุต…ใจผมตกลงไปอยู่ที่ตีน” สอนบอกผม 

“มันใกล้มากจนผมมองเห็นเข้าไปในลำกล้องของปืน  เห็นนิ้วมือที่สอดอยู่ด้านหน้าไกปืนพร้อมที่จะเหนี่ยวตลอดเวลา จังหวะนั้นผมขนลุกซู่ทีเดียว ลมหายใจเหมือนขาดหายไป  หากผู้โดยสารคนนั้นเกิดตุกติก ทั้งผมและเขาก็ร่างพรุนแน่”

เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วจนเขาลำดับภาพที่เกิดขึ้นแทบไม่ทัน รู้ตัวอีกที เมื่ออยู่ที่สถานีตำรวจในชั่วโมงต่อมา

ผู้โดยสารที่นั่งมากับเขาที่แท้เป็นโจรที่เพิ่งปล้นธนาคารมาไม่นาน โจรผิวขาวเอาเงินที่ปล้นมาใส่ไว้ในรถส่วนตัว แล้วจอดทิ้งไว้ที่พาร์คกิ้งบ่อน Hooters  ก่อนดึงเอาเงินสดราว 4-5 หมื่นเหรียญใส่กระเป๋ากางเกงเดินมาขึ้นรถของสอนที่จอดรอผู้โดยสารอยู่ที่คิวรถแท็กซี่หน้าโรงแรมเดียวกัน

“ไม่มีอะไรผิดสังเกต เหมือนผู้โดยสารธรรมดาเดินมาขึ้นรถ  ตอนหลังตำรวจตามไปค้นในรถที่จอดไว้ที่ Hooters เจอเงินสดที่ปล้นมาอีกเป็นแสนเหรียญ” เขาเล่า

ทั้งโจรผิวขาวและสอน โดนรวบตัวไปสถานีตำรวจเพื่อสอบสวน ตำรวจลาสเวกัสรู้ว่า ชายผิวขาวนั้นเป็นโจรปล้นแบงก์แน่  เพราะค้นตัวแล้วเจอของกลางเป็นเงิน ซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกงเต็มไปหมด แต่สำหรับสอนแล้ว ต้องรอพิสูจน์ประวัติ รวมทั้งทำแผนนานถึง 5 ชั่วโมง ก่อนตำรวจจะปล่อยตัวเขาไป ด้วยคำพูดส่งท้ายแค่เพียงว่า “Sorry”

เพื่อนผมหลายคนวิจารณ์กันว่า สิ่งที่ตำรวจทำกับสอนในวันนั้นสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง เสี่ยงต่อการเข้าใจผิดว่า คนขับแท็กซี่ร่วมมือกับโจรปล้นธนาคาร ซึ่งหากโจรเกิดตุกติกขึ้นมา มีหวังทั้งสอนทั้งโจร คงโดนเป่าเกลี้ยง ใครจะไปรู้ว่า ผลบั้นปลายจะเป็นอย่างไรหากมีการยิงกัน ตำรวจอาจหาทางปิดคดีเสียง่ายๆด้วยเหตุผลว่าโจรขัดขืนต่อสู้กับเจ้าหน้าที่  ก็เลยถูกเก็บทั้งหมด ใจผมเองก็คิดเลยเถิดไปไกล แต่ยินดีที่เพื่อนวัย 57 ของผมปลอดภัย

 “ตำรวจรู้ตลอดว่าเงินที่โจรปล้นไปอยู่ไหน  เพราะที่ปลอกรัดปึกเงินมีโค้ดที่ลิงค์กับสัญญาณดาวเทียม เงินเคลื่อนที่ทางไหนพวกเขาก็แห่ตามไปที่นั่น  ตำรวจที่ติดตามเงินมา รู้ว่ามันอยู่แถวรถของผม เพียงแต่ตอนแรกไม่แน่ใจว่าเป็นคันของผมหรือไม่ จนต้องค้นหลายครั้ง ผู้โดยสารโจรของผมคนนั้นก็ไม่ได้แสดงอาการพิรุธให้เห็นเลย ผมเองก็ไม่ได้เอะใจอะไร”สอน เล่าย้อนหลังให้ฟังในวันต่อมา

ตำรวจลาสเวกัสบอกกับสอนว่า เหตุการณ์ปล้นธนาคารที่เมืองบาปเกิดขึ้นบ่อย โดยได้ยกกรณีที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่วันก่อนที่จะเกิดคดีของสอน เจ้าหน้าที่ไล่ตามรถโดยอาศัยสัญญาณดาวเทียมแบบเดียวกัน เมื่อโจรจนมุมก็ยิงตัวตายในรถ เงินที่ปล้นมากถึงกว่าล้านเหรียญ

ผมออกความเห็นว่า ตำรวจกระทำการที่ไม่สมควรกับเขา ทำให้เขาเสียขวัญ จนกระทั่งทำอะไรไม่ถูกอยู่หลายวัน สามารถไปหาหมอตรวจร่างกาย หากมีอะไรผิดปกติเกี่ยวกับร่างกายหรือสภาพจิตใจขึ้นมา สามารถฟ้องกลับตำรวจได้ แต่สอนไม่อยากให้เรื่องยุ่งยากต่อไป เขาอยากตัดปัญหา เพระรอดจากเหตุการณ์ครั้งนี้มาได้นับว่าบุญแล้ว

เขาเล่าให้ฟังด้วยว่า สื่อมวลชนมาทำข่าวกันเต็มไปหมด ทั้งหนังสือพิมพ์ และทีวี มีนักข่าวท้องถิ่นหลายคนสัมภาษณ์เขา แต่เมื่อทั้งผมและเขาตรวจสอบข่าวในช่วงเช้าและช่วงกลางวันของวันถัดมา ไม่เห็นมีข่าวอะไรเกี่ยวกับคดีปล้นธนาคารที่เกี่ยวพันกับขับคนขับแค๊บบริษัทเอบีซียูเนี่ยนเลย เป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อสอนเพิ่งให้สัมภาษณ์กับนักข่าวไปหยกๆ ทีวีหลายช่องก็มาทำข่าวที่สถานีตำรวจ

เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงหลายเหตุการณ์ที่คนขับรถส่วนใหญ่ที่ลาสเวกัสรับรู้กัน แต่เหตุการณ์เหล่านั้น ไม่ปรากฏ เป็นข่าวทางสื่อแต่อย่างใด อย่างเช่น เมื่อหลายปีก่อน ที่มีเด็กวัยรุ่นกระโดดจากหอคอยสูง 1,149 ฟุต หรือ 350 เมตร  ของสตราโตสเฟียร์ ทาวเออร์ ตกลงมาตาย บนถนนลาสเวกัสบูเลอวาร์ด เซ้าท์  รวมทั้งในตอนเช้าของวันหนึ่งเมื่อผมขับรถผ่านโรงแรมเอ็มจีเอ็มแกรนด์ด้านถนนลาสเวกัสบูเลอวาร์ดเซาท์เช่นเดียวกัน ตำรวจกำลังปิดถนน หลังจากที่มีคนกระโดดตึกสีเขียว 30 ชั้น สูง 293 ฟุตหรือ  89 เมตร ลงมาตายที่พื้นด้านล่าง

เพื่อนที่อยู่ลาสเวกัสมานานก่อนผมเล่าให้ฟังว่า ในช่วงที่ผ่านมาหลายปีมีคนฆ่าตัวตาย ด้วยวิธีการกระโดดตึกหลายราย เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย พนักงานโรงแรมหรือที่คนที่ทำงานในบ่อนรู้ แต่ไม่เคยปรากฏข่าวออกไปสู่สื่อสาธารณะแต่อย่างใด

เมื่อผนวกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสอนแล้ว ทำให้ผมฉุกใจนึกขึ้นได้ การที่สื่อในลาสเวกัสและเมืองอื่นๆไม่เผยแพร่ข่าวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างเช่น การปล้นแบงก์ หรือ การกระโดดตึกฆ่าตัวตาย เป็นเพราะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในเมืองลาสเวกัสไม่ต้องการให้ข่าวดังกล่าวออกไป และกระทบกับความรู้สึกของนักท่องเที่ยว ยกเว้นบางกรณีหรือบางข่าวที่เลี่ยงไม่ได้จริงๆเท่านั้น

สื่อเองได้รับการร้องขอจากเจ้าหน้าที่ไม่ให้นำเสนอข่าวที่สะเทือนขวัญนักท่องเที่ยว เพราะความเป็นอยู่ของลาสเวกัสขึ้นกับธุรกิจการท่องเที่ยวโดยตรง และแทบจะเป็นเพียงธุรกิจเดียวที่หล่อเลี้ยงเมืองบาปแห่งนี้ให้ดำรงอยู่ได้

 ขณะเดียวกัน ที่น่าสนใจขึ้นยิ่งไปกว่านั้น คือ สื่อในลาสเวกัส  ไม่ว่าจะเป็นทั้งหนังสือพิมพ์ หรือทีวี ให้ความร่วมมือกับเมืองลาสเวกัส หรือหน่วยงานทางการอื่นๆเป็นอย่างดี ไม่มีการแก่งแย่งกันขายข่าวแบบเปิดโปงหมดเหมือนสื่อในบางประเทศ

ที่ลาสเวกัส มีสื่อหนังสือพิมพ์ผูกขาดอยู่เจ้าเดียว คือ ลาสเวกัส รีวิว เจอร์นัล (Las Vegas Review Journal) หรือที่เรียกกันย่อๆว่า อาร์.เจ.(R.J.) โดยเพิ่งรวมกับหนังสือพิมพ์ลาสเวกัส ซัน  (Las Vegas Sun)ของตระกูลกรีนสปัน (Greenspun) ตระกูลนักหนังสือพิมพ์เก่าแก่ของเมืองลาสเวกัส เมื่อปี 2005  โดยใช้ระบบการจัดส่งเดียวกัน แม้ว่าบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์จะแยกกัน  ขณะที่ลาสเวกัส ซันในช่วง 15 ปีก่อนหน้าปี ที่จะรวมกัน เป็นหนังสือพิมพ์ฉบับบ่าย ส่วนอาร์.เจ.นั้นออกในช่วงเช้า

 เรื่องการนำเสนอข่าวที่ควรนำเสนอนั้น ผมคิดว่า สื่ออเมริกันตระหนักในเรื่องนี้อย่างมาก เพื่อนอเมริกันของผมหลายคน เล่าให้ฟังว่า หากได้รับการร้องขอจากทางการหรือเจ้าหน้าที่ในกรณีข่าวเกี่ยวข้องกับความมั่นคง และเป็นประเด็นอ่อนไหว (Sensitive Issues)   สื่อจะยอมรับที่จะปฏิบัติตาม

บางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ลาสเวกัส อาจกระทบต่อการเดินทางมาท่องเที่ยวหรือทำธุรกิจในเมืองนี้ของผู้คนจากต่างรัฐหรือต่างเมือง สื่อเองตระหนักดี พวกเขายินดีที่จะไม่นำเสนอข่าวประเภทสะเทือนขวัญผู้มาเยือน เพราะหากขืนนำเสนอไป ท้ายที่สุด องค์กรสื่อเองก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย  เพราะธุรกิจในลาสเวกัส ทั้งบ่อน โรงแรม  หรือแม้แต่ธุรกิจประเภทอื่นๆ ล้วนมีส่วนเกื้อหนุนต่อธุรกิจสื่อเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะเงินโฆษณาที่ทำให้สื่ออยู่ได้ มาจากธุรกิจเหล่านี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่า สื่อที่ลาสเวกัสหรือในอเมริกาขาดความเป็นอิสระในเชิงวิชาชีพ แต่ผมว่า พวกเขา รู้ว่าเรื่องไหนควรไม่ควรนำเสนอ บางเรื่องหากนำเสนอออกไป อาจกระทบต่อผลประโยชน์ส่วนรวม สื่ออเมริกันก็จะละเว้นที่จะนำเสนอเรื่องเหล่านั้น  ผมพบจากกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสอน และอีกหลายๆเหตุการณ์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ส่วนภาพรวมการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองลาสเวกัส จากการประเมินของผม อยู่ในเกณฑ์ดี ที่ลาสเวกัสทุกอย่างมักดีลด้วยเงิน ไม่เครดิตก็เงินสด อย่างค่าแท็กซี่ก็ต้องจ่ายเป็นเงินสด ในบ่อนเราเห็นเงินสด ชิฟท์พนันกระจายอยู่ทั่วไป ระบบการรักษาความปลอดภัยและการตามติดคดีเป็นเรื่องสำคัญ เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ที่ลาสเวกัสปฏิบัติงานได้รวดเร็ว ตามคดีอย่างได้ผล ตำรวจเองก็เสี่ยงเหมือนกัน หลายครั้งที่ผมได้ยินข่าวตำรวจโดนผู้ร้าย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกแก๊งค์ยิงเอาเหมือนกัน

สำหรับสอน สัปดาห์ต่อมาหลังเกิดเหตุการณ์ตำรวจเอาปืนส่องหัว เขาบอกผมเมื่อเจอกันในวันทำงานว่า ใจยังสั่นไม่หาย ผมเข้าใจเขา ไม่ง่ายนักที่จะลืมภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น…..แค่เพียงแตะไกปืนเบาๆ เท่านั้นก็….…ผมพอมองเห็นภาพนั้น สิ่งที่ทำได้คือ ปลอบใจเขาเท่านั้นเอง

 “ผมเพิ่งโดนตำรวจสั่งหยุด ให้ตั๋วข้อหาขับรถเร็วเกิน 25 ไมล์ต่อชั่วโมงบน Koval Lane หลังได้ลูกค้าจากโรงแรมมัณฑเลย์เบย์ไม่นาน และกำลังจะไปส่งที่สนามบิน ทั้งโดนตั๋วเพิ่มอีก 15 ใบ ข้อหาไม่เขียนลงเวลารับส่งผู้โดยสารแต่ละเที่ยวลงในทริพชีท (Trip Sheet)” สอนบอกผม  

ถือเป็นหน้าที่ของคนขับแค๊ปที่เมืองลาสเวกัสทุกคน ขณะทำงานจะต้องเขียนจำนวนเที่ยว และสถานที่รับส่งผู้โดยสารในกระดาษของบริษัทที่ทำเป็นฟอร์มเอาไว้แล้ว ที่เรียกกันว่า ทริพชีท วันนั้นสอนบอกว่า ขับไปได้ 15 เที่ยวแล้ว แต่เขาไม่ได้ลงเวลาเลย

“ผมบอกกับตำรวจคนนั้นไปว่า ยังเบลอๆ ไม่หายตกใจจากเหตุการณ์ที่โดนเพื่อนของคุณเอาปืนมาจ่อหัว ตอนจับโจรปล้นเงินแบงก์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว” เขาอ้างถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น รวมทั้งเพื่อนของตำรวจคนที่หยุดเขาบน Koval Lane

“ตำรวจที่หยุดรถผมวิทยุไปสอบถามที่สถานีฯ แล้วพูดว่า อ้าว…คุณหรอกเหรอที่ขับรถให้โจรในวันนั้น ผมได้ยินเสียงจากวิทยุที่สื่อสารกัน ตำรวจที่สถานีฯบอกให้ปล่อย ตำรวจคนที่หยุดรถและตั้งท่าจะให้ตั๋วผมก็เลยปล่อยผม รอดตัวไปไม่ได้ตั๋วสักใบ” สอนเล่าให้ผมฟังด้วยความตื่นเต้น ระคนยินดี หากไม่เช่นนั้นเขาอาจต้องเสียค่าปรับนับพันเหรียญจากตั๋วหลายใบ สองข้อหารวมกัน

ผมเก็บเอามาคิดต่อภายหลังเขาแยกไปทำงานแล้ว การไม่ให้ตั๋วกับสอนของตำรวจคราวนี้  สำนักงานตำรวจเมืองลาสเวกัส คงตอบแทน บุญคุณของเขาหมดแล้ว  ต่อไปคงต้องว่ากันไปตามหน้าที่

เป็นบุญคุณที่สอนไม่เอาเรื่องขึ้นฟ้องศาล ในฐานะที่ตำรวจกระทำการเกินกว่าเหตุ ทำให้สภาพจิตใจของเขาไม่อยู่ในสภาพที่สามารถทำงานอย่างคนปกติได้  ซึ่งหากได้รับการรับรองจากแพทย์ว่ามีอาการดังกล่าวจริง และสอนนำเรื่องขึ้นฟ้องศาล ตำรวจเมืองลาสเวกัสก็จะตกเป็นผู้ต้องหาทันที…..

 

  1. ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: