คิดถึง…ลุงม้า

พีร์  พงศ์พิพัฒนพันธ์ 

9/10/10

เมื่อเพื่อนรุ่นอาวุโสแนะนำให้รู้จักกับเขาในครั้งแรก ผมรู้สึกประทับใจในความเป็นผู้รอบรู้เรื่องอเมริกาของ นาคร ไกลแสน ด้วยความที่เขาอาศัยอยู่ในประเทศนี้เป็นเวลาเฉียดกึ่งศตวรรษ ในหลายรัฐ ทั้งฟากตะวันออกและตะวันตก

                ในวัย 62 ย่าง 63  ตอนนั้น ผมเรียกชื่อเขาด้วยความน่ารักน่าชังยิ่งว่า “น้าอู๊ด” บุรุษร่างสมส่วน ตามแบบฉบับชายไทย  หุ่นไม่เล็กไม่ใหญ่ ย้ายจากเมืองเฟรสโน (City of Fresno) แคลิฟอร์เนีย มายังลาสเวกัสเมื่อราวกลางปี 2004 ตามคำเชื้อเชิญของเพื่อนฝูงผู้เคยอยู่เมืองไวซาเลีย (City of Visalia) อีกเมืองที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองเฟรสโนมากนัก

                น้าอู๊ดมาดูลาดเลาเมืองลาสเวกัสก่อน เมื่อต้นปี 2004 เขากำลังคิดว่า จะย้ายดีหรือไม่ เพราะอยู่ที่เมืองเฟรสโนเสียนานกว่า 30 ปี  อยู่จนชักติดสถานที่

                ด้วยลู่ทางทำมาหากินที่แคบลง กอปรกับชีวิตครอบครัวที่ไม่ลงตัว  เขากับเมียระหองระแหง และแยกกันอยู่ในบางครั้ง จากฐานความคิดและทัศนคติที่ไม่ตรงกัน น้าอู๊ด ผิดหวังในหลายเรื่อง โดยเฉพาะความหวังที่จะให้ลูกชายเป็นแชมป์เทนนิส ต้องพังทลายทำให้เกิดความท้อแท้และเบื่อหน่วยการใช้ชีวิตกับครอบครัวที่เฟรสโน

                ว่าไปแล้วน้าอู๊ด เป็นนักกีฬาเทนนิสตัวยงมาก่อน เขาสนใจเล่นเทนนิสมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว และพยายามฝึกฝนลูกชายให้เป็นนักเทนนิสที่ยิ่งใหญ่ให้ได้ เพราะเชื่อในศักยภาพแห่งการฝึกฝนตั้งแต่อายุยังน้อย ดูเหมือนในช่วงแรกทุกอย่างจะออกมาเป็นผลสมบูรณ์ ลูกชายของน่าอู๊ด ได้แชมป์เทนนิส ตั้งแต่ระดับโรงเรียน ระดับท้องถิ่นหลายแห่งตลอดไปจนถึงระดับรัฐ ในแมชสำคัญๆ เวลานั้นลูกชายของเขาอายุยังไม่ถึงสิบห้า แต่ก็มีถ้วยรางวัลเต็มบ้าน  น้าอู๊ดฝึกลูกชายมาตั้งแต่สี่ห้าขวบ ภูมิใจที่เห็นลูกเดินถูกทางและกำลังไปได้สวย สามารถทำเงินรางวัลจากการแข่งขันได้บ้าง  เส้นทางเดินก็ยังอีกยาวไกล มีโอกาสไต่เต้าไปสู่การแข่งขันในระดับโปรได้

น้าอู๊ด เคี่ยวเข็ญฝึกลูกอย่างหนัก เขาเชื่อว่า สมรรถภาพทางด้านการกีฬาเกิดจากการฝึกฝน ทุกอย่างกำลังไปได้ดี  หากลูกชายของเขาไม่ไปติดเพื่อน และยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดบางประเภทที่วัยรุ่นอเมริกันนิยมเสพกันในขณะนั้นจนเฉออกนอกทาง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับลูกชายบั่นทอนจิตใจของน้าอู๊ดเกินไป ขณะที่เล่าให้ผมฟัง ผมรู้ว่า เขาผิดหวังในตัวลูกชายอย่างแรง การผิดหวังของน้าอู๊ดไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่มันเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว เพราะเขาเป็นคนที่อ่อนไหวมากที่สุด แท้กระทั่งในวัยกำลังย่าง 63  ไปแล้ว

ความอ่อนไหวกังวลของเขามีมากจนผมแปลกใจ เมื่อเกิดเหตุแค่เขาทำโทรศัพท์มือถือหายเท่านั้น น้าอู๊ดถึงกับกินข้าวไม่ลง ไม่เป็นอันทำอะไร  มีอาการลุกรี้ลุกรนอย่างยิ่ง ผมคิดว่า เป็นอาการพิเศษอย่างหนึ่งของเขา ไม่รวมถึงวัตรปฏิบัติหลายอย่างที่ไม่เหมือนใคร เมื่อผมมาเจอในตอนหลัง หลังจากที่น้าอู๊ดย้ายมาอยู่ที่ลาสเวกัสแล้ว 

ผมและเขาใกล้ชิดกันมากขึ้น ผมพยายามค้นหาและอ่านรหัสนัยของน้าอู๊ด   เขาทิ้งรหัสไว้มากมายในช่วงหลายปีที่ผมกับเขารู้จักกัน เป็นรหัสที่ส่วนใหญ่ผมสามารถแกะออก แต่ก็มีรหัสบางอันที่ผมไม่สามารถแกะออกจนถึงทุกวันนี้

  เมืองเฟรสโน ขึ้นกับเฟรสโนเค้าน์ตี้ รัฐแคลิฟอร์เนีย  เมืองที่น้าอู๊ดคุ้นเคยและอยู่มาหลายปี เป็นเมืองการเกษตร ถือเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำอีกเมืองของแคลิฟอร์เนีย หรือแม้กระทั่งของอเมริกาเอง มีการปลูกพืชหลายชนิดที่นั่น เช่น องุ่นสำหรับทำไวน์ ผลไม้และพืชผักเมืองหนาว เมืองร้อนแทบทุกชนิด ผมกับเพื่อนจากลาสเวกัสยังเคยไปเก็บผลสตรอเบอรี่กินกันสดๆที่ฟาร์มข้างถนนเมื่อหลายปีมาแล้ว นั่นเป็นปีที่น้าอู๊ดยังอยู่ที่นั่น เราเจอเขาและครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา

 ชุมชนเอเชียนที่เฟรสโน ค่อนข้างใหญ่ ที่มีประชากรจำนวนมากที่สุดเห็นจะเป็นชุมชนลาวและชุมชนม้ง ซึ่งเป็นผู้อพยพมาจากเมืองลาว ที่เข้ามาอยู่ที่นั่นหลายปีแล้ว จนมีลูกหลาน เกิดเป็นชุมชนใหญ่ เข้ากันได้ดีกับเมืองเกษตรกรรมอย่างเฟรสโน เพราะคนลาวและคนม้งชอบทำการเกษตรปลูกพืช เลี้ยงสัตว์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ผมไปเยือนเฟรสโนหลายครั้ง ความรู้สึกเหมือนอยู่ในประเทศลาวหรือเมืองไทยแถบภาคเหนือ ตอนเช้าตรู่จะเห็นตลาดสดแบบสดจริงๆ เป็นตลาดลาวหรือตลาดม้ง วางขายผักและผลไม้สดจากฟาร์ม  เพื่อนหลายคนที่ไปด้วยกันมักซื้อผัก ผลไม้จากเมืองเฟรสโนกลับบ้าน เพราะชอบในความสดและราคาถูกกว่าที่อื่น นอกเหนือจากมีอาหาร และขนมพื้นเมืองโบราณๆ เหมือนอย่างในเมืองไทยหรือเมืองลาวขาย ในตลาดที่มีอยู่สองสามแห่ง

ช่วงอยู่เฟรสโนผมรู้ว่า น้าอู๊ด ไม่ได้ทำงานในระบบ  ส่วนหนึ่งของรายได้ รวมทั้งบ้านเช่าที่อาศัยอยู่ เขาได้เงินอุดหนุนจากรัฐบาลท้องถิ่นแคลิฟอร์เนีย ที่ให้กับคนไม่มีงานทำ และให้กับครอบครัวที่มีลูก โดยคิดให้ต่อจำนวนหัวของเด็ก ไม่แปลกที่คนทางแถบเฟรสโน โดยเฉพาะคนลาวและม้ง ได้รับการกล่าวขวัญแกมประชดประชันในทำนองมีลูกมากเพื่อให้ได้สวัสดิการจากทางรัฐมาก ในปัจจุบัน รัฐบาลแคลิฟอร์เนียรู้ทันจึงหยุดให้เงินอุดหนุนต่อหัวเสีย  โดยหากขืนให้เงินดังกล่าวต่อไปเรื่อยๆรัฐบาลท้องถิ่นของรัฐนี้อาจต้องถึงขั้นล้มละลาย เพราะอีกหลายเชื้อชาติที่นิยมมีลูกมาก โดยเฉพาะพวกเม็กซิกัน ที่คนไทยชอบเรียกว่ากันว่า อ้ายแม็ก

รายได้ของ น้าอู๊ด  อีกส่วนหนึ่งมาจากการเป็นซาปั๊ว รับแทงหวยเถื่อนในเขตเมืองเฟรสโน เมืองโกลวิส (City of Glovis) เมืองไวซาเลีย และอีกหลายเมืองในเขตใกล้เคียง ส่วนใหญ่เขาดีลกับคนลาว คนม้งและคนไทย  น้าอู๊ดรับช่วงต่อจากยี่ปั๊วคนลาวอีกทอดหนึ่ง การรับแทงก็ทำเหมือนเมืองไทยทุกอย่าง คือ ทุกๆสิบห้าวัน หรือสองครั้งต่อเดือน เอาเลขท้าย  สองตัว สามตัวตามผลการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลที่เมืองไทย  ที่เมืองเฟรสโนไม่ใช่เรื่องแปลก หากจะพบเห็นโพยกระดาษ คำนวณตัวเลข หรือพยากรณ์หวยเบอร์ตามตลาดลาวหรือตลาดม้งเกลื่อนกลาด พร้อมทั้งแม็กกาซีนจากเมืองไทยประเภทเก็งหวยเบอร์ และอาจารย์ดัง ให้เลขเด็ด ในแต่ละงวด  ให้ความรู้สึก ที่เหมือนยิ่งกว่าอยู่เมืองไทย สำหรับผมมันให้ความรู้สึกนับย้อนลึกลงไปเมื่อ 20 ปีที่แล้วในบรรยากาศของเมืองไทย

ชายจากเมืองชายทะเล ประจวบคีรีขันธ์ ใช้เวลา และสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับชุมชนลาวและม้งที่เฟรสโน แคลิฟอร์เนีย

ระบบประกันสังคม หรือระบบโซเชียล เซคคิวริตี้ (Social  Security) ของเขาถูกโยนเก็บใส่ลิ้นชักไปนานหลายปี นับแต่ทำงานบริษัทก่อสร้างครั้งสุดท้ายที่แอล.เอ. อย่างไม่ไยดี น้าอู๊ดไม่เคยมีความปรารถนาที่จะทำงานในระบบ เพื่อเข้าสู่ระบบประกันสังคม  และจ่ายภาษีให้กับทั้งรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลกลางเลย

ระบบประกันสังคมของรัฐบาลอเมริกัน เป็นการประกันอนาคตของผู้ทำงานทุกคน  ด้วยการหักเงินจากทุกๆเพย์เช็ค ( Pay Check) ใส่ในระบบเลขประกันฯ หรือที่เรียกกันว่า โซเชียลเซคคิวริตี้ นัมเบอร์ ของแต่ละคน และสำนักงานประกันสังคมจะคืนกลับให้เมื่อถึงวัยที่กำหนดว่าเป็นวัยเกษียณ  (Age of Retirement ) อาจเกษียณก่อนกำหนดได้ แต่เงินที่ได้คืนจะน้อยกว่าการเกษียณตามที่ระบุไว้ในกฎหมายประกันสังคม จำนวนเงินที่จะได้รับตอนเกษียณขึ้นกับระยะเวลาของการทำงาน และรายได้ที่ได้รับทั้งหมดในช่วงแห่งการทำงาน  หากทำงานไม่ถึง 10 ปี  หรือ ไม่ถึง 40 เครดิตก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะรับเงินประกันสังคมแม้ถึงวัยเกษียณก็ตาม

จนถึงปี 2007 สำนักงานประกันสังคมของอเมริกา กำหนดวัย 65 เป็นวัยเกษียณ อเมริกันสามารถเกษียณก่อนได้ตั้งแต่วัย 62 แต่ก็มีแนวโน้มว่า จะเพิ่มขยายวัยเกษียณเป็น 67 เพราะประชากรมีอายุยืนมากขึ้น  จนเป็นที่วิตกกันว่า เงินประกันฯอาจไม่พอ กับคนที่เกิดในช่วงเบบี้บูม (Baby Booming) ซึ่งมีจำนวนมากและกำลังจะเกษียณ 

น้าอู๊ด ไม่ได้ห่วงเรื่องนี้ เขาไม่เคยใส่ใจกับมันตั้งแต่ออกจากงานก่อสร้างที่แอล.เอ. เขาเคยทำอาชีพช่างไม้อยู่ราวๆ 10 ปี อย่างที่ผมว่า เขามีความคิดในการใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่ง ที่เฟรสโนน้าอู๊ดคลุกคลีกับคนลาว คนม้งมากกว่าคนไทย ในช่วงประมาณ 30 ปี เขาพูดภาษาลาวจนชิน พูดคล่องมากกว่าภาษาไทย ทั้งที่เป็นคนกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์

เมื่อน้าอู๊ดตัดสินใจขั้นสุดท้ายที่จะย้ายมายังลาสเวเกัส ผมกับเพื่อนไม่ได้ชี้ช่องให้เขา แต่ผมว่าน่าจะเป็นเหตุผลด้วยเรื่องครอบครัวมากกว่า ผมทราบตอนหลังไม่นานว่า เมียและลูกชายของน้าอู๊ดย้ายไปอยู่ลอสแองเจลิส แคลิฟอร์เนีย คนในครอบของเขาไม่มีใครอยู่เฟรสโนอีกต่อไป

ผมเอาเขาใส่ลงในธุรกิจแท็กซี่ หลังจากที่เขาลาออกจากการทำงานที่บ่อน แคนเนอรี่ (Cannery Hotel & Casino) เขตเมืองนอร์ธ ลาสเวกัส ในแผนกอาหาร  บ่อนแห่งนี้เป็นสถานที่ทำงานแห่งแรกของเขาในลาสเวกัส และเป็นการทำงานครั้งแรกในรอบ 30 ปี ของการกลับเข้าสู่ระบบอเมริกันของเขา ซึ่งหมายการทำงานแบบมีเพย์เช็ค จ่ายภาษี จ่ายเงินประกันสังคม และมีประกันสุขภาพให้  เขาร้างลาระบบ หายหน้าไปนานมาก บัตร และเอกสารหลายอย่างต้องทำใหม่ ดีที่เขายังมีกรีนการ์ดติดตัวอยู่

ในช่วงแรกของการอาศัยที่เมืองบาป น้าอู๊ด มีท่าทีไม่ใคร่พอใจลาสเวกัสอยู่เหมือนกัน เขาเป็นคนที่แคร์อย่างมากในเรื่องสุขภาพ มักบ่นเสมอว่า ลาสเวกัสเป็นเมืองที่มีฝุ่นควันมาก ผมบอกเขาว่า มันเป็นฝุ่นจากดินทรายบนภูเขาโล่งเตียนรอบเมืองลาสเวกัส  ที่เผอิญลมหอบมา และฟุ้งกระจายในเมือง ไม่เป็นอันตรายนักหรอก แต่เขาดูเหมือน ไม่สามารถยอมรับได้ บอกว่า เมืองลาสเวกัสต่อไปต้องแย่แน่ เพราะปัญหามลพิษทางอากาศ ทั้งจำนวนรถราก็เพิ่มมากขึ้นทุกวัน

ที่ลาสเวกัส เมื่อเกิดพายุ มักเกิดฝุ่นคลุ้งไปทั้งเมือง ที่เรียกกันว่า พายุทะเลทราย แม้อาจไม่เหมือนภาพแห่งพายุทะเลทรายของทะเลทรายซาฮาร่า ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา แต่มีความรุนแรงถึงขั้นบางครั้งสามารถโค่นเสาไฟฟ้าได้เหมือนกัน

เนื้อดินในเขตรัฐเนวาดา รัฐอริโซน่า และส่วนหนึ่งของรัฐแคลิฟอร์เนียด้านตะวันออกเฉียงใต้ เป็นดินเหนียว ไม่ใช่ดินทรายร่วน เพียงแต่เพราะเป็นเขตห่างจากมหาสมุทร แห้งแล้ง ปริมาณน้ำฝนน้อย ไม่มีต้นไม้ใหญ่ มีแต่ไม้พุ่ม เช่น แคลิฟอร์เนียจูนิเปอร์ (California Juniper) และต้นโฮชัว (Joshua)   ที่ไม่ต้องการน้ำมาก จึงมีบรรยากาศเหมือนๆกับเขตพอจะเรียกว่าทะเลทรายได้

มีบางพื้นที่ในเขตนี้ที่เป็นแบบผืนทรายร่วนล้วนๆแบบทะเลทรายซาฮาร่า แต่มีไม่กี่แห่งอย่างเช่น ในเขตเดท วัลเลย์  (Death Valley Area) เขตเบเกอร์ (Baker Area)  รัฐแคลิฟอร์เนีย

ความกังวลของน้าอู๊ด ไม่จำกัดแค่มลพิษทางอากาศของลาสเวกัส แต่ในช่วงก่อนการทำงาน ขับรถแต่ละวัน เขาวุ่นใจกับการทำความสะอาดรถ โดยเฉพาะตรงพวงมาลัย และเบาะนั่ง เกรงว่าจะติดเชื้อโรคจากคนขับรอบอื่น รวมทั้งติดจากผู้โดยสารที่นั่งมาในรถแต่ละเที่ยว  ผมเห็นเขาพกน้ำยาสเปรย์แบบพ่นฆ่าเชื้อ รวมทั้งยาฆ่าเชื้อสำหรับทาที่มือเป็นประจำ

 เลยไปกว่านั้น เขาห่วงกังวลในเรื่องการควบคุมน้ำหนักอย่างมาก ไม่กินอาหารไขมันทุกชนิด  อย่าง ไข่ หรือเนื้อติดมัน ตอนเช้าหรือมีเวลาว่างเขาอาจกระโดดเชือก น้าอ๊อดเป็นนักเทนนิสเก่า แต่ที่ลาสเวกัสไม่มีคู่ซ้อม การกระโดดเชือกสามารถทำเดี่ยว   กล่าวได้ว่าระเบียบวินัยต่อตัวเองในเรื่องการออกกำลังของเขาดียิ่ง ไม่นับรวมการพกถุงทรายถ่วงน้ำหนักแบบสวมรัดที่ข้อเท้า และบางครั้งที่ข้อมือ   เขาบอกว่า เพื่อให้กล้ามเนื้อขา และแขนมีกำลัง  พร้อมความเชื่อในเรื่องพลังและอานุภาพของแม่เหล็ก ซึ่งเขาใส่มันที่ข้อมือเป็นประจำ

ความเคร่งครัดในเรื่องสุขภาพยังมากไปกว่านี้   เขากังวลใจต่อการควบคุมน้ำหนัก และโคเลสเตอรอลในเลือด ที่เขาไม่เคยไปตรวจมาเป็นเวลานาน จนถึงขนาดสามารถกินข้าวเปล่ากับน้ำได้ โดยไม่มีกับข้าวใดๆ ในหลายๆมื้อ ….ผมเห็น…นี่เป็นการดำเนินชีวิตในอเมริกาในรูปแบบขัดแย้งที่น่าสนใจยิ่ง

แต่ผมคิดว่า ตัวผมเข้าใจน้าอู๊ด เขามีหลักการและทัศนคติที่ไม่ค่อยเหมือนกับใคร เขาต่อต้าน และปฏิเสธการบริโภคแบบอเมริกัน ปฏิเสธน้ำโซดาทั้งหลายอย่างสิ้นเชิง รวมทั้งอาหารด่วน (Fast Food) ที่มีอยู่แทบทุกหัวมุมถนนทุกเมืองในอเมริกา

  น้าอู๊ดตั้งข้อรังเกียจ และชิงชัง แบบเหม็นเบื่อ ความเป็นอยู่แบบอเมริกันที่เขาจมอยู่กับมันกว่า 40 ปี และเป็นกว่า 40 ปี ที่เขาไม่เคยเดินทางกลับไปเยี่ยมครอบครัว และญาติที่เมืองไทย แม้แต่ครั้งเดียว มากไปกว่านั้น เขาไม่เคยเลยที่จะติดต่อกลับไปหาครอบครัว นับแต่โทรครั้งสุดท้ายหาญาติ เพื่อให้ส่งข่าวถึงแม่ที่ประจวบคีรีขันธ์ว่าเขาถึงอเมริกาแล้ว แล้วทุกอย่างก็หายดำมืดไปในช่วงราว 40  ปี ญาติทางเมืองไทยคิดว่า เขาหายสาบสูญ  และหามีชีวิตอยู่ไม่ด้วยซ้ำ

และเวลา 40 ปี นั้นมากพอที่จะทำให้ญาติ และเพื่อนรุ่นเดียวกับเขาที่เมืองไทยล้มหายตายจากไปหลายคน ไม่ก็ถูกความชราคร่าผลาญ  ไม่นับรวมญาติสูงวัยกว่า ที่หลายคนอันตรธานไปจากโลกนี้  รวมทั้งพ่อแม่ของเขา

เหมือนกับเด็กรุ่นลูกรุ่นหลานที่โตเป็นผู้ใหญ่มีครอบครัว มีลูก มีหลานกันไปหมดแล้วเช่นกัน  กว่า  40 ปี ไม่ใช่เป็นเวลาเล็กน้อย แต่เป็นมากกว่าค่อนชีวิตของมนุษย์ทีเดียว

  น้าอู๊ด หยุดความหลังที่เมืองไทยไว้เมื่อยังหนุ่มแน่นอายุแค่ 22 เขามาอเมริกาเพื่อทำงานกับบริษัทก่อสร้าง ซึ่งมีดีลกับกองทัพอากาศของอเมริกัน ในช่วงหลังสงครามเวียดนามไม่นาน บริษัทนี้ส่งคนเข้าไปทำงานที่เมืองลาว แต่ใช้เมืองไทยเป็นฐานการทำธุรกิจ ทั้งในเรื่องวัสดุอุปกรณ์และการสื่อสาร เขาเดินทางมากับเครื่องบินของกองทัพอากาศอเมริกันในฐานะคนงาน ถึงอเมริกาครั้งแรกที่เมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์  เขตมิดเวสต์ (Midwest) ก่อนที่จะย้ายมาทำงานที่ลอสแองเจลิส แคลิฟอร์เนียต่อมาไม่นาน  แล้วเขาก็เจอกับผู้หญิงที่ชอบพอ ซึ่งต่อมานำไปสู่การแต่งงาน ก่อนย้ายไปอยู่เมืองเกษตรเฟรสโน   เขาอยู่เมืองนี้เสียนาน ผมคิดว่าคงราวๆ 30 ปี

ผมไม่ทราบว่า เพราะเหตุใดน้าอู๊ดไม่ยอมกลับไปเยี่ยมเมืองไทย เมื่อฟังจากที่เล่า บ้านเดิมทางเมืองไทยของเขาไม่ถึงกับสิ้นไร้ไม้ตอก ญาติพี่น้อง จัดว่ามีฐานะทางเศรษฐกิจดีในแถบนั้น  ทั้งเมื่อพิจารณาจากสภาพแวดล้อม ผมไม่เชื่อว่าเมืองประจวบฯนั้นสารพัดจะสมบูรณ์ การที่จะหมดที่ทางทำมาหากินแทบเป็นไปไม่ได้เลย 

ผมดูการทำงานที่ลาสเวกัสของน้าอู๊ดแล้ว เหมือนเขายอมจำนนต่อชะตากรรม งานขับแท็กซี่ ในวัยกว่า 60 นับว่าตรากตรำเอาการทีเดียว  น้าอู๊ดบ่นทุกวันอยากออกจากงาน  บางครั้งผมคิดว่า เขารอโชค  ลาสเวกัสเป็นเมืองที่ทั้งสองขั้ว คือ ไม่โชคดีก็โชคร้าย ชายผู้ย้ายมาจากรัฐแคลิฟอร์เนียชอบเสี่ยงโชคด้วยการเล่นม้า ในสปอร์ตบุคตามบ่อนต่างๆ

เป็นสปอร์ตบุ๊ค (Sport Book)  ที่หมายถึงสถานที่หรือห้องพนันเกมกีฬาประเภทต่างๆ แต่น้าอ๊อดกลับชอบกีฬาแข่งม้า  เขาหลงไหลเอามากๆ  เพื่อนผมบางคนตั้งฉายาให้เขาอย่างน่ารักน่าชังว่า “ลุงม้า”

จนเมื่อผมถามเขาในวันหนึ่งว่า ในแต่ละวันแทงม้าด้วยจำนวนเงินเท่าไร เขาบอกว่า แค่เพียงไม่กี่ดอลล์ อย่างมากอาจไม่เกิน 10 หรือ 15 ดอลล์ นี่เขาเล่าให้ผมฟังในวันที่มีเวลากินข้าวด้วยกันช่วงวันหยุดงาน ผมไม่เห็นเขาพกโพยม้าแข่งในวันนั้น ทั้งที่โดยปกติแล้วกระเป๋าแบ็กแพคของเขาอัดแน่นไปด้วยหนังสือวิจารณ์ม้า ในทำนองม้าตัวไหนมีสิทธิ์จะชนะ

 เขาหลงไหลมันมาก และพยายามค้นข้อมูล สถิติ และแบ็คกราวด์ของม้าแต่ละตัวที่ลงแข่ง ขณะทำงานก็เอาแม็กกาซีนม้าแข่งไปอ่านในรถ  บางครั้งเมื่อผลการแข่งขันไม่เป็นไปตามคาดการณ์ เขาออกก็แสดงอารมณ์ความรู้สึกเหมือนกัน

“ม้าตัวที่ลงแข่งบางตัว ต้องย้อมสี หลอกตา พวกในวงการ(ม้าแข่ง) ต้องย้อมสีเพื่อต้มคนดู”   เขาพูดด้วยอาการเคร่งเครียดในวันหนึ่งเมื่อเก็งม้าพลาด  และเสียเงิน

                น้าอู๊ดทำงาน ในรอบเช้า แทบทุกเย็นหลังเลิกงาน เขาต้องแวะสปอร์ตบุ๊ค ในบ่อนโรงแรมลาสเวกัสฮิลตัน  (Las Vegas Hilton) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากอพาร์ทเม้นท์ที่เขาพัก  ใช้เวลาที่บ่อนจากเวลาบ่าย 3 จนกระทั่งถึง 6 โมงเย็น หรือบางครั้งอาจถึงราวทุ่มหนึ่ง

                ว่าไปแล้วเขาแทบไม่ยุ่งกับสังคมคนไทยที่ลาสเวกัสเลย ยกเว้นกลุ่มเพื่อนที่สนิทและรู้นิสัย อย่างไม่แยแส ไยดี ผมไม่เคยเห็นเขานินทาว่าร้ายใครลับหลัง เหมือนพวกนักกิจกรรมโหลยโท่ยหลายคนในอาณาบริเวณชุนชนไทย

                “คนทำงานที่อเมริกาเหมือนหมาไล่เนื้อ ทำงานหนักค่อนชีวิต หมดแรงเมื่อไรก็เหมดคุณค่าเมื่อนั้น”  เขาแสดงความเห็นกรณีใช้ชีวิตที่อเมริกาให้ผมฟังอยู่เสมอ และมักติงผมในทำนอง “ยูยังมีเวลาคิด ตัดสินใจ ทำงานเก็บเงิน แล้วกลับเมืองไทย ก่อนที่ที่จะสาย” คำว่า “ยู” นั้นเขาหมายถึงผม

                เป็นความจริงอย่างปฏิเสธไม่ได้ ผมเองเคยเห็นภาพ และได้ยินเหตุการณ์แสลงใจหลายอย่าง คนอเมริกันวัยชรานอนตายในบ้านนานหลายวัน กว่าที่เจ้าหน้าที่หรือเพื่อนบ้านจะรู้ ไม่มีใครคอยดูแลคนพวกนี้   หลายคนถูกส่งไปบ้านพักคนชรา ซึ่งรัฐจัดให้เป็นสวัสดิการ  บางครั้งที่ผมเห็น สถานที่เหล่านี้เป็นเสมือนคอกกักสัตว์ที่รอวันตายมากกว่า เพราะเจ้าหน้าที่ที่ดูแลคนชรา สักแต่เพียงทำตามหน้าที่เท่านั้น การใส่ใจจากจิตภายในนับว่าหวังได้ยาก

                ผมเห็นทั้งอเมริกัน โดยเฉพาะคนไทยบางราย นำพ่อแม่ ไปฝากไว้กับสถานพักฟื้น หรือสถานดูแลคนชราแล้ว รู้สึกเวทนายิ่งนัก พวกลูกๆหลานๆ อาจมีเวลาไปเยี่ยมพ่อแม่ หรือปู่ย่าตายายแค่สัปดาห์ละวัน ด้วยเหตุผลภาระทางด้านการงาน  หลายรายเมื่อนำพ่อแม่ไปฝากไว้กับสถานที่ดังกล่าวแล้ว หายไปไม่กลับไปเยี่ยมอีกเลย อย่างนี้ก็มี

                คนสูงอายุเหล่านี้ในอดีตเคยประกอบอาชีพต่างๆนานา   เช่นเป็นหมอ  พยาบาล วิศวกร  หรืออาชีพที่ทำรายได้สูง แต่สภาพที่พวกได้รับในโค้งสุดท้ายของชีวิด คิดแล้วน่าใจหาย  ความจริงเรื่องนี้ผมคิดว่า เป็นด้วยวัฒนธรรมอเมริกัน ที่การปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวไม่ค่อยใกล้ชิดเหมือนกับผู้คนทางเอเชีย หรือในประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ ที่มีระบบความเป็นอยู่แบบครอบครัวรวม

                ระบบวัฒนธรรมอเมริกันที่ว่า แม้ไม่ใช่เป็นไปทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ส่วนใหญ่เดินตามวัฒนธรรมที่สั่งสมมา พอเด็กโตสามารถดูแลตัวเองได้ ก็จากเป็นอิสระจากครอบครัว หางานทำ  ส่งตัวเองเรียน  หรือช่วยเหลือตัวเองได้  โดยไม่ต้องพึ่งครอบครัว

                กฎหมายอเมริกันกำหนดให้พลเมืองอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป สามารถเรียกได้ส่า บรรลุนิติภาวะ พ่อแม่อาจไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเป็นอยู่ เพราะถือว่า เป็นผู้ใหญ่แล้ว  ยกเว้นเครื่องประเภทผสมแอลกอฮอล์ และบุหรี่  ที่ไม่สามารถแตะต้องได้ ต้องรอจนกว่าอายุถึง  21 ปี

                แต่ผมก็เห็นว่า ระบบวัฒนธรรมของอเมริกัน ไม่เลวร้ายไปเสียทีเดียวหลายครอบครัว ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ หรือปู่ ย่า ตา ยาย ผู้สูงอายุก็เป็นไปอย่างอบอุ่น และอยู่บริเวณใกล้ๆกัน  แต่จะมีแบบนี้กี่เปอร์เซ็นต์เป็นเรื่องที่ต้องคิดกันอีกที

                ที่ลาสเวกัส มีคนชราจำนวนมากอยู่ในบ้านหรูแบบโดดเดี่ยว  ทั้งประเภทอยู่แบบเดี่ยว และอยู่แบบคู่ตายาย ขณะที่พวกลูกๆ ของคนสูงอายุเหล่านี้ อาศัยและทำมาหากินในรัฐอื่นไกลออกไป อย่างรัฐทางแถบฟากตะวันออก ผมเคยคุยกับคนแก่เหล่านี้ ส่วนใหญ่ต้องการย้ายไปอยู่ใกล้ๆบ้านลูกหลานของพวกเขา  แทบไม่มีใครอยากโดดเดี่ยว ในบ้านใหญ่  แม้เครื่องอำนวยความสะดวกจะพร้อมสรรพตามมาตรฐานอเมริกัน

                 น้าอู๊ด มองเห็นภาพตรงนี้….

วันหนึ่งในปลายเดือนพฤศจิกายน ในช่วงเทศกาลขอบคุณพระเจ้า(Thanksgiving Day) ปี 2005  ขณะผมคุยกับเขาอย่างซีเรียสถึงเรื่องนี้  ตอนท้ายของบทสนทนา ได้ยินเขาพูดว่า เวลามาถึงแล้ว ผมถามกลับไปว่า  “เวลาอะไร”

“เวลาที่เราจะหยุดทุกสิ่งทุกอย่างที่อเมริกามาถึงแล้ว จะไม่ทำอะไรอีกต่อไปแล้ว พอกันที เราจะกลับเมืองไทย และไม่กลับมาอเมริกาอีกต่อไป” เขามักใช้คำพูดแทนตัวเองว่า “เรา”เสมอ แต่ก็มีบ้างที่คำสรรพนามแทนตัวสมัยพ่อขุนรามฯหลุดออกมา เพราะเห็นผมเป็นคนคุ้นเคย

“เราจะไปอยู่ในถ้ำ หรือกระท่อมหลังเล็กๆในป่า ที่เมืองไทย ไม่ต้องมีไฟฟ้า ใช้ตะเกียงแทน หุงต้มอาหารด้วยหม้อดิน ยูคิดดูปัจจุบันหม้อ(หุงเข้าว)ไฟฟ้า  ทำจากวัสดุโลหะอย่างสแตนเลส ที่เป็นอันตราย มีสารเคมีปนออกมาเวลาโดนความร้อน  หรือเวลาเอาไปขัดทำความสะอาด หม้อดินจึงดีหลาย” เขาบอก

น้าอู๊ดเคยบอกผมหลายครั้งในเรื่องนี้ นั่นทำให้ผมนึกถึงเพื่อนรุ่นอาวุโสคนหนึ่งที่สงขลา บ้านเขาอยู่บนถนนเส้นหลักหาดใหญ่- ปัตตานี ที่ปฏิเสธการใช้เทคโนโลยีทั้งหมด  นับแต่การไม่ใช้ไฟฟ้า  ซึ่งนำไปสู่การดำเนินชีวิตแบบย้อนยุค  เพราะเพื่อนคนนี้หุงอาหารด้วยหม้อดินเช่นกัน ไม่ใช่เขาไม่มีเงิน หรือไม่มีครอบครัว แต่เขาชอบการใช้ชีวิตในรูปแบบดังกล่าว   หากเพื่อนคนสงขลา ครอบครัวไม่เอาด้วยกับเขา เขาต้องใช้ชีวิตแบบย้อนยุคตามลำพัง

                ผมและเพื่อนที่ลาสเวกัส วิจารณ์กันว่า ภาพเมืองไทยในจินตนาการของน้าอู๊ด ยังติดตรึงอยู่เมื่อ 40 ปีที่แล้ว เมืองไทยวันนี้ กับเมืองไทยเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ช่างแตกต่างกันลิบลับ เขายังคิดถึงเตาเผาถ่านไม้ ในสวนมะพร้าวที่บ้านเกิด เมืองกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์  ตลอดไปถึงโรงหนังเฉลิมกรุง ในกรุงเทพ แต่ไม่สามารถจินตนาการพันทิพย์พล่าซ่า และสยามพารากอนได้

                อีกวันหนึ่งเมื่อเขามาหาผมด้วยความลิงโลดใจ หลังสอบเป็นพลเมืองอเมริกันได้ เป็นในช่วงกำลังรอสาบานตัว เขาส่งใบสมัครไปในช่วงหนึ่งปีก่อนหน้านี้   ต่อมาสำนักงานอิมมิเกรชั่นเรียกสอบข้อเขียน และสัมภาษณ์ และเขาสอบผ่าน

                ความจริงก่อนหน้านี้น้าอู๊ดเคยบอกกับผมว่า ไม่ต้องการเป็นยูเอสซิติเซ่น เขาเพียงแต่อยากกลับไปอยู่เมืองไทย   ผมและเพื่อนทักท้วงว่า ไหนๆก็อยู่อเมริกามานานแล้ว น่าจะเป็นซิติเซ่น เพื่อประโยชน์เกี่ยวกับเงินประกันสังคม ในฐานะที่เขาทำงานเกิน 10 ปีย่อมที่ย่อมมีสิทธิจะได้ เหตุผลประการต่อมา คือ หากเขาเป็นยูเอสซิติเซ่น ไม่ต้องกังวลใจเกี่ยวกับการเดินทางไปกลับเมืองไทย-อเมริกา เพราะสถานะของคนถือกรีนการ์ด ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในอเมริกาไม่เช่นนั้นอาจโดนทางการอเมริกันยึดกรีนการ์ดคืน ทั้งออกต่างประเทศนานไม่ได้ จะถูกทางการอมริกันเพ่งเล็ง ในเมื่อเขาอยากกลับไปอยู่เมืองไทยนานๆ หรือแม้กระทั่งแบบถาวร ก็ควรต้องเตรียมพร้อมเรื่องนี้ ส่วนเงินประกันสังคม หรือเงินรีไทร์ที่เขามิสิทธิได้ทุกเดือนนั้น สำนักงานประกันสังคมที่อเมริกาจะส่งไปให้เองไม่ว่าเขาจะไปอยู่ที่ประเทศใดก็ตาม

                น้าอู๊ดเซ็ตเวลากลับเมืองไทย แต่ปัญหาคือกว่า  40  ปีล่วงมา เขาไม่ทราบข่าวคราวเกี่ยวกับญาติพี่น้องเลย ผมอาสาค้นให้จากอินเตอร์เน็ต   เป็นการค้นจากนามสกุลของเขา ปรากฏว่า พบชื่อญาติบางคนของน้าอู๊ด  และเขารู้จักญาติคนนี้

ผมจับสีหน้าของน้าอู๊ดในวันนั้นได้  เขารู้สึกลิงโลดใจอย่างมาก เมื่อผมต่อโทรศัพท์ให้คุยกับญาติคนนั้น ครั้งแรกเขาพูดไม่ออก เธอเป็นญาติลูกพี่ลูกน้อง ข้างฝ่ายพ่อ และทำงานเป็นครู ที่กุยบุรี ไม่ไกลจากบ้านเดิมของเขานัก

ผมเตือนเขาให้ไปดูลาดเลาก่อนที่จะไปอยู่เมืองไทยแบบถาวร เพราะเห็นเขาอยู่อเมริกามานาน แต่เหมือนเขาจะมั่นใจว่า สามารถปรับสภาพตัวเอง และอาศัยที่เมืองไทยได้

หลังลาออกจากงาน น้าอู๊ดลงไปเมืองไทย  ผมเจอเขาอีกประมาณ 6 สัปดาห์ต่อมา ในต้นเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2006 ครั้งแรกสำหรับเขา ไม่เลวทีเดียวเขาผ่านปีใหม่ที่เมืองไทยได้ ฟังว่าร่วมฉลองกับญาติ ผมกับเพื่อนยังอดคลางแคลงใจไม่ได้ว่าญาติๆของน้าอู๊ดจะสะดุดใจบ้างหรือไม่?

ก็น้าอู๊ดพูดภาษาลาวคำไทยคำ   แม้ขณะเขาอยู่อเมริกาตั้งกว่า 40 ปี ภาษาไทยหลายคำเมื่อผมและเพื่อนทดสอบ เขาลืมมันไปแล้ว  พูดลาวจ้อย นั่นทำให้ผมนึกบรรยากาศเมืองเฟรสโนขึ้นมาอีกครั้ง

“มาอเมริกาคราวนี้ กะมาทำอิน คัม แท็กซ์ เสร็จแล้วจะกลับไปเมืองไทยอีก” เขาหมายถึงการทำรายงานภาษีเงินได้ประจำปี เสนอต่อ “ไออาร์เอส” ซึ่งเป็นหน่วยงานจัดการทางด้านภาษีของรัฐบาลอเมริกัน เหมือนกรมสรรพากรของไทย

ผมถามเขาว่า ได้เงินประกันสังคมเท่าไร เขาบอกว่า ประมาณ 400 ร้อยเหรียญ และจะไปรอรับที่เมืองไทย ให้เลขบัญชีธนาคารกับสำนักงานประกันสังคมไปแล้ว

ผมทราบเพียงว่า หลังจากทำเรื่องเอกสารภาษี และอะไรต่างๆที่ลาสเวกัสเสร็จแล้ว น้าอู๊ดไปพักอยู่กับเพื่อนเก่าที่ลอสแองเจลิส แคลิฟอร์เนีย เขาไปเยี่ยมเมียและลูกที่นั่นด้วย แล้วก็กลับเมืองไทยไปในราวต้นเดือนมีนาคม ปี 2006

และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมพบเห็นเขา

โดยไม่มีเบอร์โทร ที่อยู่  ที่สามารถติดต่อได้ ไม่ว่าจะเป็นที่ลาสเวกัส แอล.เอ. หรือเมืองไทย  ทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเขาเงียบหาย ทั้งส่วนหนึ่งโดยการย่อยสลายของกาลเวลา 

ผมเองคิดถึงกระท่อมน้อย ในผืนป่าใหญ่ เขตตะวันตก เขตเชื่อมอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ที่มีช้างเป็นโขลงๆ

แต่ในบรรดาเพื่อนๆที่ลาสเวกัส หามีใครแปลกใจกันไม่ เพราะรู้ถนัดว่า เขาคือ นาคร ไกลแสน ฉายา“ลุงม้า” ผู้ไม่เคยเหมือนใคร…….

Advertisements
  1. #1 by chalerm pongpipattanapan on กุมภาพันธ์ 6, 2011 - 7:59 am

    ดีมาก

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: