สภาชาวพุทธ : ทางเลือกองค์กรพุทธสำหรับทศวรรษหน้า

สภาชาวพุทธ : ทางเลือกองค์กรพุทธสำหรับทศวรรษหน้า

 

พีรพร พงศ์พิพัฒนพันธุ์

นิสิตปริญญาโท สาขาวิชาพระพุทธศาสนา

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

 

๑.บทนำ

           

การปริวรรตของโลกสมัยใหม่ โดยเฉพาะทางด้านการสื่อสารและเทคโนโลยีนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล ส่งผลต่อการจัดระบบความสัมพันธ์ระหว่าง ๓ ฝ่ายในระบบแห่งพุทธบริษัท คือ ความสัมพันธ์ระหว่างสงฆ์(หนึ่งในพระรัตนตรัย ซึ่งเป็นสะดมภ์หลักหรือแกนของการนับถือของพุทธศาสนิก)  รัฐ และชาวพุทธที่เป็คฤหัสถ์ ที่มีมาแต่เดิม ที่ต่างมีอิทธิพลซึ่งกันและกันในเชิงเกื้อกูล ทั้งในเรื่องการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา  การจัดการเรื่องความเป็นระเบียบเรียบร้อยขององค์กรพุทธต่างๆ และการตรวจสอบในเรื่องของวัตรปฏิบัติของสงฆ์  ซึ่งในเวลานี้ความสัมพันธ์เชิงหน้าที่ของแต่ะฝ่ายได้กำลังเดินหน้าไปสู่ความล่มสลาย

            ระบบหรือโครงสร้างของคณะสงฆ์ที่เป็นไปในปัจจุบันกำลังได้รับผลกระทบจากการจัดระบบความสัมพันธ์ ๓ ฝ่าย อย่างรุนแรง เกิดเป็นผลเปลี่ยนแปลงหลากหลาย ทำให้ระบบการศึกษา ระบบการปฏิบัติและค่านิยมของคณะสงฆ์ รวมถึงของชาวพุทธคฤหัสถ์ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่มีวันย้อนกลับ โลกยุคใหม่นำคณะสงฆ์ออกไปจากระบบเดิมมาเป็นเวลาหนึ่ง หากแต่จะสังเกตเห็นกันหรือไม่เท่านั้น 

            พระพุทธศาสนาได้ตั้งมั่นในประเทศไทยมาช้านาน จนกลายเป็นสถาบันหลักทางสังคมของไทย เป็นที่พึ่งทั้งทางกายและทางใจของพุทธศาสนิกชน ซึ่งความเป็นสถาบันของพระพุทธ ศาสนานี้ เป็นทั้งในส่วนของสถาบันเชิงทางการและสถาบันเชิงไม่เป็นทางการ ด้วยเหตุที่ ๓ ภาคส่วนที่ว่า ยึดโยงเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน นั่นก็คือ ภาคประชาชนชาวพุทธ ภาคสงฆ์ และภาครัฐ (ราชาและนิติรัฐ)  พระพุทธศาสนาจะมีความเป็นทางการหรือไม่นั้นขึ้นกับระบบนิติรัฐ  หรือบทบัญญัติทางด้านกฎหมาย ซึ่งในส่วนของประเทศไทยได้มีการบัญญัติกฎหมายคณะสงฆ์(พระราชบัญญัติ-พ.ร.บ.)[๑]ขึ้นมาใช้ตั้งสมัยรัฐกาลที่ ๕ เป็นต้นมา เรื่อยมาตลอดถึงปัจจุบันจำนวน ๓ ฉบับ  โดยที่ฉบับปัจจุบันที่กำลังใช้กันอยู่ คือ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๓๕)

            ภายใต้สถานการณ์หลายด้านในปัจจุบัน มีความล่อแหลม และสุ่มเสี่ยง ต่อความเสื่อมถอยมากขึ้นอย่างยิ่ง มีปัจจัยหลายประการเป็นสัญญาณว่า หากทั้ง ๓ ภาค ไม่ร่วมมือกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาก็จะปลาสนาการไปจากประเทศไทย[๒]เร็วก่อนกาล ไม่ก็อาจย้ายศูนย์กลางไปอยู่ที่ประเทศอื่น หรืออีกอย่างอาจกลายเป็นลัทธิแก้ไป เสมือนการกลายพันธุ์ ออกไปจากคำสอน(ธรรมวินัย)ดั้งเดิมที่เป็นต้นฉบับมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีความเชื่อ หลักคำสอนในลัทธิศาสนาอื่น หรือแม้กระทั่งในพุทธนิกายด้วยปลอมปนเข้ามา[๓] 

            ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเสื่อมถอยของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย มีดังนี้

          ๑. ความเป็นไปของสถานการณ์(current of situation)พระพุทธศาสนาของโลก

๒. แนวโน้ม(trend) ความเป็นไปของพระพุทธศาสนาในอนาคต

๓. ความเป็นไปของสถานการณ์พระพุทธศาสนาในประเทศไทย

๔. แนวโน้มความเป็นไปของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย

 

เนื่องจากเนื้อหาของทั้ง ๔ ข้อ[๔]ข้างต้นมีมาก ผู้เขียน จึงขอกล่าวเพียงแนวโน้มความเป็นไปของพระพุทธศาสนาในประเทศไทยที่แสดงนัยสำคัญ(significant) ดังนี้

๑. บทบาทของสงฆ์จะเปลี่ยนไปจากเดิม คือ มีบทบาทต่อชุมชนน้อยลง จากแต่เดิมที่บทบาทของสงฆ์มีผลอย่างยิ่งต่อชุมชน เช่น แก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชน รวมถึงการให้การศึกษากับชุมชน บทบาทดังกล่าวนี้ถูกทดแทนด้วยระบบใหม่ ซึ่งชุมชนเองไม่เน้นการต้องพึ่งพาคณะสงฆ์อีกต่อไป โดยเฉพาะในเรื่ององค์ความรู้ระหว่างสงฆ์กับฆราวาส ที่เริ่มไม่สมดุลและไม่สอดคล้อง(matching)กันมากขึ้น

๒. ชาวพุทธที่เป็นฆราวาส จะมีบทบาทมากขึ้นกว่าการแสดงบทบาทในด้านต่างๆของคณะสงฆ์[๕]  โดยเฉพาะในกิจการเกี่ยวกับพระศาสนา ทั้งในระบบปริยัติและปฏิบัติ สามารถเรียกได้ว่า เป็นยุคของฆราวาสผู้ปฏิบัติธรรม[๖]

๓. ความแปลกแยกระหว่างสงฆ์กับฆราวาสจะมีมากขึ้น ซึ่งความแปลกแยกที่เกิดขึ้นมีสาเหตุจากระบบสายการบังคับบัญชาของสงฆ์ที่เป็นการนำเอาระบบราชการมาใช้ การให้คุณให้โทษแก่พระสงฆ์ขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจในคณะสงฆ์ตามลำดับชั้น ไม่ได้อยู่ในประชาชนในชุมชนอีกต่อไป[๗]

๔. เกิดการนับถือพุทธนิกายที่หลากหลาย ทั้งนิกายเถรวาทและนิกายมหายาน เนื่องจาก อิทธิพลของการสื่อสาร และข้อมูลถึงกันมากขึ้นและเป็นไปอย่างรวดเร็วในยุคโลกาภิวัฒน์

๕. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสงฆ์กับชาวบ้าน(คฤหัสถ์)จะเปลี่ยนไปในหลายด้าน เช่น การให้ความสำคัญ การให้ความเชื่อถือ และความศรัทธาต่อสงฆ์น้อยลง เป็นต้น[๘]

๖. ทุน จะเข้ามามีอิทธิพลในการกำหนดสถานะ,บทบาทและค่านิยมของ ของทั้งฝ่ายสงฆ์และฝ่ายฆราวาส[๙]

๗.ระบบการสื่อสารระหว่างคณะสงฆ์ด้วยกันเอง เป็นไปในแนวระนาบเดียวกันมากขึ้น หรือถึงกับตัดขาดจากการสื่อสารแบบแนวดิ่งไปเลย ซึ่งสาเหตุเกิดจากระบบการสื่อสารสมัยใหม่ที่มีการตอบโต้สนทนาอย่างรวดเร็ว  สามารถรู้ผลหรือรู้ข้อเท็จจริงในเวลาอันรวดเร็ว เช่น การสื่อสารผ่านระบบอินเตอร์เน็ต หรือระบบออนไลน์   ทำให้การสื่อสารแบบแนวดิ่งในระหว่างสงฆ์ค่อยๆลดอิทธิพลลงไป

 

๒. สาวปมกฎหมายสงฆ์กับปมคาใจครั้งในอดีต

 

มงเซเญอร์ ปาเลกัวซ์ ผู้ประกาศศาสนาชาวคริสต์ กล่าวถึงเหตุการณ์และสถานะของสงฆ์ในรัชสมัยของพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.๒๑๙๙-๒๒๓๑)ว่า

 

“อาชีพพระนั้นดูจะได้รับประโยชน์มาก เพราะพวกผู้หญิงชอบเอาของไปถวายเสมอ และถ้าพระนั้นเป็นพระนักเทศน์ ก็จะสะสมเงินทองและสึกออกไปตั้งเนื้อตั้งตัวได้ อนึ่ง พระมีอภิสิทธิ์มาก…ด้วยเหตุนี้จึงอาศัยผ้าเหลืองหาผลประโยช์ให้แก่ตนเองโดยไม่ต้องเสียอย่างใด” [๑๐] 

 

            ในวงการพุทธศาสนานั้น ได้มีความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสถาบันสงฆ์และขัดแย้งภายในดำรงอยู่เรื่อยมา สมัยรัตนโกสินทร์คู่ขัดแย้งที่เด่นชัดที่สุดหลังจากสถาปนารัฐสมัยใหม่คือ ขั้วของสงฆ์ ๒ นิกายคือ มหานิกายที่อยู่มาแต่เดิม กับ ธรรมยุติกนิกาย ในมุมของฝ่ายหลังนั้นมีพลังและแรงผลักดันอันมุ่งมั่นในการจะสถาปนาพุทธศาสนา ที่บริสุทธิ์ น่าเลื่อมใส สมสมัย มีความเป็นเหตุเป็นผลและเป็นวิทยาศาสตร์ขึ้น โดยผู้นำคือ วชิรญาณภิกขุ หรือเจ้าฟ้ามงกุฎ ในอีกด้านคณะสงฆ์ใหม่นี้ก็เป็นฐานอำนาจทางการเมืองใหม่ระหว่างที่อยู่นอก ราชบัลลังก์ด้วย จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าพระธรรมยุตนั้นมากับเส้น ที่มีรัชกาลที่ ๔ เป็นองค์อุปถัมภ์ใหญ่[๑๑]

ความบาดหมางดังกล่าวถูกบ่มเพาะขึ้นด้วยดูถูกจากฝ่ายธรรมยุติกนิกาย โดยเฉพาะหลังจากที่รัชกาลที่ ๔ ขึ้น ครองราชย์แล้ว ได้มีการชี้ผิดในพระมหานิกายหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการสวดมนต์ในการอุปสมบทไม่ถูก บวชในสีมาไม่ถูก ครองผ้าไม่ถูก มีวงศ์ที่เสื่อมมาตั้งแต่เสียกรุงครั้งที่สอง และมีประพฤติทราม[๑๒]ความอึดอัดและมีท่าที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันได้รับการบ่มเพาะมาตั้งแต่ครั้ง นั้น ความบาดหมางได้รับการบอกเล่าและสืบทอดมาอย่างเป็นระบบ  

พ.ร.บ.ลักษณะปกครองสงฆ์  ร.ศ.๑๒๑  ถูกตราขึ้นเป็นกลไกของรัฐสยามในการจัดการอำนาจการปกครองสงฆ์อย่างชัดเจน พุทธจักรขึ้นอยู่กับอาณาจักรและกษัตริย์ บนยอดปิรามิดของอำนาจในตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชนั้นก็ถูกวางตัวไว้แล้วว่า  ต้องเป็นพระที่วางใจได้ซึ่งจะเป็นใครไม่ได้นอกจากพระสงฆ์ชั้นสูงจากธรรมยุติกนิกาย   ทำให้คณะสงฆ์สยามอยู่ภายใต้การปกครองของฝ่ายธรรมยุตมาอย่างยาวนานถึง  ๓๘ ปี นั่นคือ วาระของสมเด็จพระสังฆราชนับแต่สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส  (๒๔๔๒-๒๔๖๔) และสมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงชินวรสิริวัฒน์  (๒๔๖๔-๒๔๘๐) ข้อสังเกตก็คือ ทั้งสองมีสถานะที่เป็นทั้ง “พระ” และ “เจ้า” [๑๓]

๒.๑ การปฏิวัติเพื่อความเสมอภาคของคณะสงฆ์

ก่อนปฏิวัติสยาม ๒๔๗๕  ปรีดี พนมยงค์ และพรรคพวกที่เป็นทั้งพลเรือนและทหารได้เช่าห้องเพื่อใช้ในการประชุมเพื่อ เตรียมปฏิวัติ ณ ถนน Rue du Sommarard ในเขต Quartier Latin กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส [๑๔]ในปี ๒๔๗๗ ก็พบว่า มีพระสงฆ์หนุ่มสังกัดมหานิกาย จากวัดมหาธาตุ, วัดเชตุพนฯ, วัดเบญจมบพิตร, วัดสุทัศน์ฯ และวัดอรุณ ได้นัดพบกันที่บ้านคหบดี ในเขต อ.บางรัก บ้านหลังนั้นชื่อว่า “ภัทรวิธม” เมื่อวันที่  ๑๑ มกราคม ๒๔๗๗ ว่ากันว่า จำนวนพระหนุ่มที่เดินทางมีจำนวนกว่า ๓๐๐  รูป  เรียกชื่อคณะผู้ก่อการคราวนี้ไว้ว่า “คณะปฏิสังขรณ์การพระศาสนา”[๑๕]  การหารือครั้งนั้นได้รับการจารึกในประวัติศาสตร์ถึงข้อเสนอต่อรัฐ เพื่อการเปลี่ยนโครงสร้างของคณะสงฆ์ให้มีความเท่าเทียมกัน มีการประกาศแถลงการณ์และเป็นที่รับรู้ในที่สาธารณะผ่านหนังสือพิมพ์ ไทยใหม่ ในวันที่  ๒๒  กุมภาพันธ์  ๒๔๗๗ ว่า “…เป็นไปเพื่อความเสมอภาคในการปกครองคณะสงฆ์ และเพื่อการรวมนิกายสงฆ์ให้มีสังวาสเสมอกัน คือให้มีการอุโบสถสังฆกรรมร่วมกัน…” หลังจากนั้นได้มีหนังสือไปเสนอแด่พระผู้ใหญ่และรัฐบาลในภายหลัง[๑๖]

๒.๒ แบบจำลอง(Model)สังฆสภาในพ.ร.บ.คณะสงฆ์ ๒๔๘๔

จากประวัติศาตร์ของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะในช่วงก่อนกาลพุทธปรินิพพาน จะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้าทรงมอบอำนาจให้สงฆ์ปกครองกันเองด้วยระบบสังฆาธิปไตยหรือการรับฟังเสียงส่วนใหญ่(democratic way)[๑๗] โดยมีสังฆสภาเป็นศูนย์กลางในการดำเนินการปกครอง โดยทรงใช้รูปแบบและวิธีการในการปกครองของรัฐสามัคคีธรรม(republic state) ของกษัตริย์ลิจฉวี หรือกษัตริย์โกลิยะและศากยวงศ์  ซึ่งพระพุทธองค์เคยเป็นสมาชิกและเรียนรู้วัฒนธรรมตามระบอบนั้นมาก่อน โดยการใช้รูปแบบการบริหารผ่านสภา(สัณฐาคารสภา) รับกับเนื้อหาในส่วนของอปริหารนิยธรรม ที่ทรงระบุถึงการปกครองแบบสาธารณรัฐ ที่ต้องมีการประชุมสภากันอยู่ประจำ แม้กระทั่งในเหล่าเทวดา(สุธัมมาเทวสภา)เองก็เช่นกัน ทำให้เชื่อได้ว่า ระบบสภา เป็นระบบหรือแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาของคณะสงฆ์ที่พระพุทธองค์ได้ทรงวางไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งทรงพระชนม์ชีพอยู่ เรียกว่า เป็นการปกครองระบอบสังฆาธิปไตย[๑๘]

เช่นเดียวกับ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๔๘๔ ที่สะท้อนฐานความคิดเชิงคุณค่าประชาธิปไตย จนถึงที่สุดในระบอบสงฆ์ คือสังฆาธิปไตย เป็นอย่างดี  นั่นคือมีการรื้อโครงสร้างความสัมพันธ์ภายในองค์กรสงฆ์ขึ้นใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่หัวอย่างพระสังฆราชลงมา การแบ่งโครงสร้างการบริหารการปกครองใหม่ที่มีการแบ่งแยกอำนาจ และคานอำนาจระหว่างกัน เพื่อรองรับการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาในวงการสงฆ์เองที่นับวันจะซับซ้อนขึ้น การออกแบบโครงสร้างใหม่นี้ก็เพื่อสร้างหลักการร่วมกันโดยมิต้องยึดอยู่กับปัญหาบุคคล ที่เป็นต้นตอความไม่ชอบมาพากลอันเนื่องมาจากอคติทั้งปวง สอดคล้องกับหลักการแบ่งแยกและถ่วงดุลอำนาจตามหลักอธิปไตยที่ระบอบ ประชาธิปไตยที่ได้สถาปนาขึ้น

สาระสำคัญของ พ.ร.บ.นี้ อาจจำแนกได้เป็นสามประการ ได้แก่ [๑๙]

ประการแรก ยุบเลิกมหาเถรสมาคม ที่ทำหน้าที่องค์กรปกครองสงฆ์หนึ่งเดียวที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่กับตัวเอง ในโครงสร้างใหม่นี้ได้แบ่งอำนาจการปกครองเป็น ๓ ส่วนได้แก่ สังฆสภา[๒๐] ถืออำนาจนิติบัญญัติ สังฆมนตรีถืออำนาจบริหาร และคณะวินัยธร ถืออำนาจตุลาการ เพื่อถ่วงดุลอำนาจการบริหารคณะสงฆ์เช่นเดียวกับการปกครองฝ่ายอาณาจักร

ประการที่สอง หลังจากที่มหาเถรสมาคมหาย ไปจากโลก กฎหมายก็ยังจำกัดอำนาจสมเด็จพระสังฆราชด้านบริหารคณะสงฆ์ให้มีอำนาจแต่เพียง ในนาม ดังนั้นเอาเข้าจริงแล้วตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชแทบจะไม่มีความหมายใดๆในการ บริหาร แต่เป็นเพียงสัญลักษณ์หรือเป็นประมุขของฝ่ายสงฆ์ กล่าวได้ว่าทรงบัญชาการคณะสงฆ์โดยลำพังมิได้ ซึ่งในวิธีคิดแบบนี้ทำให้พระสังฆราชไม่ต้องรับผิดชอบการบริหาร เนื่องจากว่าอำนาจการบริหารอยู่ที่สังฆนายกและคณะสังฆมนตรีแล้ว จึงอยู่ในฐานะประมุขของประเทศ เช่นเดียวกับกษัตริย์ในฝ่ายของอาณาจักร

ประการที่สาม วางลู่ทางที่จะรวมนิกายสงฆ์ให้เป็นนิกายเดียวกัน ตามบทเฉพาะกาลในมาตรา ๖๐ เพื่อที่จะทำสังคายนาพระธรรมวินัยในเวลา ๘ ปี

การเสนอญัตติเข้าประชุมสภาที่มีอยู่สามทาง ได้แก่ จากคณะสังฆมนตรี จากกระทรวงศึกษาธิการ และจากสมาชิกสังฆสภา แต่ในส่วนสมาชิกสังฆสภา จะเสนอได้ก็ต้องให้สังฆนายกรับรองเสียก่อน[๒๑] อำนาจของตำแหน่งนี้จึงทำให้ทั้งฝ่ายมหานิกายและฝ่ายธรรมยุติพยายามผลักดัน พระสงฆ์ของตนขึ้นดำรงตำแหน่งสังฆนายก ซึ่งในที่สุดฝ่ายธรรมยุตก็คว้าความได้เปรียบนี้ไปเมื่อตำแหน่งอยู่ที่ สมเด็จพระมหาวีระวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) แห่งวัดบรมนิวาส สายธรรมยุต รัฐบาลประกาศแต่งตั้งในเดือนพฤษภาคม ๒๔๘๕ [๒๒]  อำนาจหน้าที่ของสังฆสภา มีหน้าที่ในการออกสังฆาณัติ (เทียบได้กับพระราชบัญญัติ) กติกาสงฆ์(พระราชกฤษฎีกา) กฎองค์การ (กฎกระทรวง) พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช (พระบรมราชโองการ) ข้อบังคับ (กฎสำนักนายกรัฐมนตรี) และระเบียบ (ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี) ทั้งนี้ต้องไม่ขัดกับพระธรรมวินัย[๒๓]เพื่อไม่ให้การดำเนินการของคณะสงฆ์เป็นที่กังขาต่อพระธรรมวินัย หรือขัดกับพระไตรปิฏก จึงได้มีการระบุไว้เลยว่า หากมีข้อสงสัยในญัตติต่างๆ ให้ตีความโดยรักษาพระธรรมวินัยโดยเคร่งครัดไม่จำเป็นต้องลงมติ หรือใช้เสียงข้างมาก[๒๔]

               ๒.๓ ระบบการศึกษาคณะสงฆ์ในยุคเสรีชนชาวพุทธ

                  การดำเนินการตามพระราชบัญญัติที่มีโครงสร้างที่เป็นธรรมมากขึ้น และเปิดช่องทางให้พระสงฆ์ปฏิบัติงานตามความสามารถมากกว่าเดิมที่รวมศูนย์ อยู่ที่มหาเถรสมาคม พระมหาวรชัย กลึงโพธิ์ ได้แบ่งผลงานที่มาจากการบริหารการปกครองคณะสงฆ์ในพ.ร.บ.ตัวใหม่(พ.ศ. ๒๔๘๔)นี้ ให้เห็นเป็นผลงานอันน่าตื่นตาตื่นใจ ๒ ช่วง[๒๕] ได้แก่

                  ระยะแรก ปี  ๒๔๘๕- ๒๔๙๐ เป็นระยะปรับตัวเตรียมงานปกครอง เป็นช่วงที่มีการออกสังฆาณัติ ออกระเบียบมากที่สุด เช่น สังฆาณัติระเบียบบริหารคณะสงฆ์ส่วนภูมิภาค พ.ศ.๒๔๘๕, สังฆาณัติระเบียบพระคณาธิการ พ.ศ.๒๔๘๖ เป็นต้น นอกจากนั้นถือว่ามีการตื่นตัวทางการศึกษาขึ้นมาก โดยเปิดการศึกษาวิชาการฝ่ายสามัญเป็นครั้งแรกอย่างจริงจังในระดับ มหาวิทยาลัยคือ มหามกุฏราชวิทยาลัย ปี ๒๔๘๙ และมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ปี ๒๔๙๐  นับเป็นการเตรียมผลิตบุคลากรเพื่อเข้าไปดำเนินการปกครองสงฆ์ต่อไป

                 ระยะที่สอง ปี ๒๔๙๐-๒๕๐๓ เป็นระยะทำงานเชิงรุก นับเป็นยุคที่คณะสงฆ์ไทยเฟื่องฟูขึ้นมาก เพราะมีความพร้อมทางด้านบุคลากรที่เข้าใจ พ.ร.บ.มากขึ้น โดยเฉพาะการปฏิบัติหน้าที่สังฆมนตรีว่าการองค์การปกครอง (คล้าย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย) ของ พระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) วัดมหาธาตุ ได้มีการทำงานเชิงรุก โดยส่งพระภิกษุสงฆ์ที่มีความรู้ไปยังภูมิภาคต่างๆ และนำพระสังฆาธิการและพระสงฆ์มาอบรมที่วัดมหาธาตุ ทั้งยังส่งภิกษุไปดูงานและเผยแผ่ศาสนาในต่างประเทศ

                หากเปรียบกับรัฐบาลทางโลกที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ต่อสังคมไทย แล้ว ผลงานของรัฐบาลคณะสงฆ์ที่คู่ขนานกันไปนั้นสัมฤทธิ์ผลอย่างน่าสนใจ เช่น การก่อตั้งและขยายสำนักวิปัสสนา โดยหลักการนับได้ว่าภารกิจของพระสงฆ์มีอยู่ ๒ ประการ ก็คือ คันถธุระ การศึกษาเล่าเรียน และ วิปัสสนาธุระ คือ การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน สมเด็จมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) สังฆนายกองค์แรก ได้ทำการรวบรวมวัดป่าในเขตอีสานขึ้นต่อคณะสงฆ์ธรรมยุตเกือบทั้งหมด นอกจากนั้นยังพบว่ามีฝ่ายมหานิกายไม่น้อยที่เลื่อมใสข้อวัตรของธรรมยุตแล้ว หันไป อุปสมบทแปรญัตติใหม่ แม้จะมีพรรษากว่า ๑๐ พรรษาแล้วก็ตาม ซึ่งภายในเวลาไม่ถึงสิบปี พบว่าธรรมยุตได้ตั้งมั่นในเขตอีสานตอนบนและล่างแทบทั้งหมด ทำให้ฝ่ายมหานิกายตื่นตัวว่าได้สูญเสียสมาชิกจำนวนมาก จึงทำให้ฝ่ายมหานิกาย ให้ความสนใจกับการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมากขึ้นพระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) ได้ส่งเปรียญวัดมหาธาตุไปศึกษาพุทธศาสนาทั้งคันถธุระและวิปัสสนาธุระที่พม่าในปี  ๒๔๙๕ และยังให้พระเถระพม่าเข้ามาสอน โดยเปิดสอน ณ อุโบสถวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏ์ตั้งแต่ปี  ๒๔๙๖ เป็นต้นมา ปรากฏว่าเป็นที่สนใจกันมากการแข่งขันดังกล่าวจึงส่งผลให้การศึกษาของพุทธศาสนาขยายตัวคึกคักมากขึ้น[๒๖]

๓. บทบาทสงฆ์เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสงฆ์

 

ผู้เขียนมองความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นกับคณะสงฆ์ในประเทศไทย ดังนี้

 

๓.๑ บทบาทของวัดกำลังเลือนหาย

 

วัดไม่ได้เป็นศูนย์กลางหรือสถานที่สำหรับจัดการศึกษาอีกต่อไป หลังจากเมื่อก่อนวัดเป็นที่พึ่งทางการศึกษา ทั้งสงฆ์และฆราวาส ระบบดังกล่าวนี้กำลังจะโดนกลืนหายไปกับกระแสสังคมสมัยใหม่ ตามแบบแผนการศึกษาตะวันตก  ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้เกิดขึ้นมาพักใหญ่แล้ว ภายหลังการจัดการนำเข้าศึกษานอกวัดกันอย่างขนานใหญ่ เช่น ระบบประถมศึกษา ระบบมัธยมศึกษา และระบบมหาวิทยาลัย เมื่อก่อนวัดเป็นสถานที่ตั้งของสถานศึกษาทางโลกเหล่านี้ก็จริง แต่ยังมีความสัมพันธ์เชิงการบริหารระหว่างพระสงฆ์กับโรงเรียนอยู่บ้าง แต่หลังจากนั้นไม่นาน วัดเป็นเพียงสถานที่ตั้งของโรงเรียนเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนของโรงเรียนแต่อย่างใดเลย ปล่อยให้เป็นไปตามหน้าที่ตามระบบกฎหมาย โดยครู  ผู้บริหารโรงเรียน และผู้บริหารในกระทรวงศึกษาธิการ

การเริ่มต้นของเปลี่ยนแปลงในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการของไทยที่เห็นได้ชัด อย่างเช่น  เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๑๔  ที่มีการประกาศใช้ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่า “โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา” เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของภิกษุสามเณร  โดยให้เรียนทั้งวิชาธรรมและวิชาสามัญศึกษาควบคู่กันไป ดำเนินการโดยกรมการศาสนา โดยมีวัตถุที่จะให้การศึกษามนโรงเรียนดังกล่าว เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายศาสนจักร  และฝ่ายบ้านเมือง กล่าวคือ ทางฝ่ายศาสนจักรก็จะได้ศาสนทายาทที่ดี มีความรู้ความเข้าใจหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง เป็นผู้ประพฤติดีประพฤติชอบ ดำรงอยู่ในสมณธรรมสมควรแก่ภาวะ  สามารถดำรงและสืบต่อพระพุทธศาสนาให้เจริญสถาพรต่อไป และถ้าหากพระภิกษุสามเณรเหล่านี้ลาสิกขาไปแล้วก็สามารถเข้าศึกษาในสถานศึกษาของรัฐได้ หรือเข้ารับราชการสร้างประโยชน์ ให้ก้าวหน้าแก่ตนเอง และบ้านเมืองสืบต่อไปด้วยเช่นกัน[๒๗] แสดงให้เห็นว่า พระภิกษุ สามเณร เริ่มเข้าสู่กระแสการศึกษาแบบโลกนับแต่นั้น และเป็นมากขึ้นเรื่อยๆตลอดมาจนถึงสมัยปัจจุบัน

 

๓.๒ เปรียญธรรมบาลีกำลังเลือนหาย

 

การศึกษาปริยัติธรรม “เปรียญธรรมบาลี” กำลังถึงขั้นวิกฤติ เดินหน้าไปสู่ความล่มสลาย, ในปัจจุบันแม้จะยังมีการสอบเปรียญธรรมสนามหลวงอยู่ก็ตาม แต่ในแต่ละปีมีผู้สอบผ่านน้อยมาก เช่น ผลการสอบบาลีสนามหลวงปี พ.ศ.๒๕๕๔  ชั้นเปรียญธรรม ๗ ประโยค พระภิกษุ สามเณร เข้าร่วมสอบจำนวน  ๕๓๓ รูป สอบผ่านจำนวน   ๑๐๕  รูปคิดเป็น  ๑๙.๗๐  เปอร์เซ็นต์  , ชั้นเปรียญธรรม ๘ ประโยค  พระภิกษุ สามเณร เข้าสอบจำนวน  ๓๗๑ รูป สอบผ่านจำนวน ๗๒ รูป คิดเป็น  ๑๙.๔๑ เปอร์เซ็นต์  ,เปรียญธรรม ๙ ประโยค พระภิกษุ สามเณร เข้าสอบจำนวน  ๓๘๕ รูป สอบผ่าน  ๖๐ รูป คิดเป็น  ๑๕.๕๘ เปอร์เซ็นต์  ขณะที่สถิติพระภิกษุ สามเณรที่เข้าสอบบาลีสนามหลวงในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ทุกระดับชั้น มีพระภิกษุ สามเณร เข้าสอบจำนวน ๒๒,๖๓๑ รูป สอบผ่านจำนวน  ๓,๐๒๖  รูป คิดเป็น ๑๓.๓๗ เปอร์เซ็นต์ [๒๘] แสดงให้เห็นถึงความสนใจต่อการเรียนปริยัติธรรมบาลี อันเป็นพุทธวัจนะ(ซึ่งมีความหมายทางการศึกษาปริยัติธรรม)ที่น้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ  นอกเหนือไปจากคุณภาพของสงฆ์ผู้เรียนที่ด้อยลงไปอย่างมาก 

สถิติการสอบบาลีปี ๒๕๕๕ มีจำนวนที่มากขึ้นกว่าปี ๒๔๔๔  โดยในปี  ๒๕๕๕  มีผู้เข้าสอบรวม  ๓๔,๙๘๐  รูป แบ่งเป็นเปรียญธรรม ๑-๒  ประโยค จำนวน ๒๓,๗๕๘  รูป เปรียญธรรม ๓ ประโยค จำนวน  ๔,๕๕๑ รูป  เปรียญธรรม ๔  ประโยค จำนวน ๒,๒๙๗  รูป เปรียญธรรม ๕  ประโยค จำนวน  ๑,๕๑๒ รูป  เปรียญธรรม ๖ ประโยค  จำนวน ๘๗๖ รูป เปรียญธรรม ๗  ประโยค จำนวน  ๙๖๕  รูป  เปรียญธรรม ๘  ประโยค จำนวน ๕๙๔  รูป และ เปรียญธรรม. ๙ ประโยค จำนวน ๙๔๐ รูป[๒๙]   อย่างไรก็ตามในแต่ละปีมีสงฆ์จำนวนมาก สมัครสอบเอาไว้แต่ไม่ได้เข้าสอบ เมื่อถึงเวลาจริง

ตัวอย่างที่แสดงถึงขีดความรู้ทางด้านบาลีที่ลดลง  เช่น  การสมัครสอบเปรียญธรรม ๙ ประโยค เมื่อปี ๒๕๕๕ ที่มีจำนวน ๙๔๐ รูป แต่สอบได้เพียงแค่ ๖๓ รูป  ขณะที่ในปี ๒๕๕๔ มีผู้เข้าสอบ จำนวน ๓๘๕ รูป สอบผ่าน  ๖๐ รูป เมื่อเทียบอัตราส่วนแล้ว จะเห็นได้มีผู้สอบระดับเปรียญธรรม ๙ ประโยค น้อยลงมาก[๓๐]

พระสงฆ์ สามเณร และพุทธศาสนิกชน ต้องเห็นการศึกษาพระบาลีเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นหัวใจที่ทำให้ศึกษาหลักธรรมในพระไตรปิฎกได้อย่างถ่องแท้ เป็นพื้นฐานการศึกษาพระธรรมวินัย ที่สำคัญจะทำให้สื่อสารแลกเปลี่ยนกับพระสงฆ์ที่อยู่ในประเทศต่างๆที่มีการ เรียนบาลีด้วย เช่น ศรีลังกา พม่า อินเดีย เนปาล เป็นต้น เป็นไปอย่างสะดวกมากขึ้น นอกจากนี้ พุทธศาสนิกชนเองก็ควรเข้ามาศึกษาบาลีกันให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้เข้าใจแก่นของพระพุทธศาสนา[๓๑]

 

๓.๓ สิกขาหน้าที่ในสถานภาพสงฆ์กำลังเลือนหาย

พระสงฆ์จำนวนมากหันมาสนใจการศึกษาทางโลก ละเลยความสนใจการศึกษาทางธรรม หมายถึง สงฆ์ให้ความสนใจในแง่ของวิชาชีพที่คฤหัสถ์ให้ความสนใจ จนละเลยความสนใจใน ๒ ส่วน ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงในส่วนการศึกษา(สิกขา)ของสงฆ์ คือ 

(๑) ความสนใจเกี่ยวกับปริยัติสิกขา  คือ ความสนใจต่อการศึกษา ทำความเข้าใจในหลักพุทธรรม ทั้งเพื่อตนเอง และให้ความรู้กับคฤหัสถ์

(๒) ความสนใจเกี่ยวกับจิตตสิกขา คือ ความสนใจต่อการปฏิบัติทางจิต  อบรมจิต เพื่อบรรลุเป้าหมายทางธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง หรืออย่างน้อยๆ ก็พอเป็นแนวทางสำหรับตัวเอง และเพื่ออบรมให้ความรู้กับคฤหัสถ์ได้บ้าง

ความละเลยทั้ง ๒ ประการ นับเป็นความละเลยต่อหน้าที่หลักของสงฆ์ ทำให้บทบาทของสงฆ์ต่อชุมชนชาวพุทธมีน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่นับรวมการที่พระสงฆ์กันไปสนใจศึกษาศาตร์ทางโลกกันอย่างขนานใหญ่ ดุจเดียวกับการศึกษาของคฤหัสถ์  ในส่วนนี้แม้ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อความรู้เท่าทันโลกของสงฆ์ หรืออีกส่วนหนึ่งเป็นประโยชน์ในอนาคตต่อพระสงฆ์ในยามลาสิกขาก็จริง แต่การที่พระสงฆ์ละเลยการให้ความสำคัญต่อการศึกษาพุทธธรรม ย่อมทำให้การแสดงบทบาทของสงฆ์ไม่ตรงกับหน้าที่ของสงฆ์ที่ถูกกำหนดไว้ทั้งในพุทธวัจนะและโดยสถานะของความเป็นสงฆ์   ซึ่งที่ถูกแล้วแม้ว่าการศึกษาทางโลกจะเป็นประโยชน์กับสงฆ์ แต่สงฆ์ไม่ควรละเลยต่อการศึกษาพุทธธรรมควบคู่กันไปด้วย

ในชุมชน(สงฆ์) หากละเลยหรือไม่ประสบความสำเร็จในการฝึกฝนจิตใจให้เข้าถึงความสุขอันประณีต เช่น สุขจากสมาธิ หรือความสงบเย็นจิตใจก็จะยิ่งเป็นทุกข์เพราะสุขจากเพศรสก็ไม่ได้ประสบสัมผัส จิตใจที่เหี่ยวแห้งและเคร่งเครียดเช่นนี้ย่อมโหยหาความสุขจากเพศรสหนักขึ้น อาจจะยิ่งกว่าฆราวาสซึ่งยังมีความสุขจากเพศรสมาหล่อเลี้ยงใจด้วยซ้ำ ผลที่ตามมาก็คือการหวนไปหาเซ็กส์ หากหวนด้วยการสึกไปเป็นฆราวาส ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร แต่ถ้ากลับไปเสพเพศรสขณะที่เป็นภิกษุ ก็จะเกิดผลเสียตามมาทั้งต่อตนเองและคณะสงฆ์ รวมทั้งศรัทธาของญาติโยมที่มุ่งหวังให้ท่านเป็นแบบอย่างของผู้พากเพียรเพื่อ จิตที่เป็นอิสระเหนือโลก หรืออย่างน้อย ๆ ก็เป็นแบบอย่างในทางชีวิตพรหมจรรย์[๓๒]

 

๓.๔ สถานภาพสงฆ์เป็นบันไดไต่เต้าทางชนชั้น

การศึกษาของสงฆ์ทั้งทางโลกและทางธรรม มุ่งเพื่อแสวงหาลาภยศและตำแหน่งมากขึ้น ใช้การศึกษาเป็นบันไดไต่เต้าเพื่อยกระดับชั้นทางสังคมของตนเอง ประจวบกับระบบการปกครองคณะสงฆ์ของไทยในปัจจุบันซึ่งใช้ “ระบบสมณศักดิ์”นั้น เอื้อต่อการทำความก้าวหน้าให้กับตนเองของภิกษุมากขึ้น จึงทำให้สงฆ์จำนวนไม่น้อย และกำลังมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆใช้พลังงานเพื่อการศึกษาในเชิงเป้าหมายประโยชน์ลาภผล ยศ ตำแหน่ง สักการะ เป็นการแสวงหา ลาภผล ยศ ตำแหน่ง สักการะ ตามระบบ หรือที่เรียกว่า “กินตามน้ำ” นั่นเอง

เมื่อครั้งสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทรงริเริ่ม ปฏิรูปการศึกษาแบบใหม่  พระองค์ทรงมีความเข้าใจว่า การจัดการศึกษาให้ได้ผลดี  จะต้องจัดการปกครองคณะสงฆ์ให้เรียบร้อยไปพร้อมกันด้วย จึงปรับเปลี่ยนรูปแบบการปกครองใหม่โดยจับมือกับฝ่ายบ้านเมืองเพื่อเสาะหาพระผู้รู้ภาษามคธ ผู้สอบได้เป็นเปรียญสูงๆ เป็นพระราชาคณะเพื่อช่วยปกครองสังฆมณฑลโดยผูกอำนาจการปกครองไว้กับระบบสมณศักดิ์ที่พระองค์ทรงจัดทำเนียบขึ้นมาใหม่ ซึ่งในเวลาต่อมาพระสมณศักดิ์นี้กลับกลายเป็นเป้าหมายการศึกษาของพระภิกษุสามเณรไปโดยปริยาย แทนที่จะศึกษาเพื่อเข้าถึงนามธรรมอันลึกซึ้ง แต่กลับเรียนเพื่อไต่เต้าในทางสังคมสงฆ์ เพื่อสมณศักดิ์ หรือการเป็นพระสังฆาธิการ หาไม่ก็เตรียมสึกออกไปทำมาหากิน[๓๓]

เมื่อมิติทางปรมัตถธรรมเริ่มเสื่อมสูญ ผนวกกับการศึกษาที่ขาดวิปัสสนาหรืออธิจิตสิกขา ย่อมทำให้โลกทรรศน์และวิถีชีวิตของพระภิกษุสามเณรฝักใฝ่ในวัตถุมากขึ้นประดุจเดียวกับคฤหัสถ์ผู้บริโภคกามโภคี ด้วยทัศนะคติที่ไม่สอดคล้องกับไตรสิกขา ไม่เป็นไปเพื่อการเรียน เพื่อรู้แจ้งเห็นจริง เน้นการเลื่อนสถานะทางสังคมมากกว่า จึงทำให้การศึกษาของสงฆ์ตกลงสู่วงจรความเสื่อมสูญอย่างรวดเร็ว[๓๔]

 

Robert David Larson หรืออดีตพระสันติกโร(Santikaro Bhikkhu) [๓๕] มองว่า

 

“ผู้ชายจำนวนมากที่เข้ามาบวชที่จริงไม่ได้เลือกที่จะมีชีวิตพรหมจรรย์ ผมเองตอน มาบวช ไม่ได้มาบวชเพื่อเลิกทางเพศ แต่เป็นผลพลอยได้จากการปฏิบัติธรรม ผมบวชเพื่อศึกษา เพื่อปฏิบัติ แต่มีกฎเกณฑ์ในพระวินัยว่า ต้องอย่างนี้ๆ หลายปีผมก็รับไปปฏิบัติ แต่ตอนหลัง ถูกผิดก็ไม่รู้ ผมมองว่า เมื่อพระจำนวนมากเห็นว่าเรื่องนี้ยาก แล้วโยมก็เป็นห่วงด้วยกลัวว่าพระจะสึกเขาก็เลยสร้างอะไรเพื่อกันพระกับฆราวาส แม้แต่ระหว่างพระเอง เรื่องความรู้สึกก็มักจะเกิดขึ้น ความรู้สึกนั้น ไม่ต้องเป็นเรื่องเพศ แต่พระผู้ใหญ่กลัว ก็เลยพยายามทำทุกอย่างที่อาจจะสร้างความลำบากต่อพรหมจรรย์ ก็กันไว้ ผมสันนิษฐานว่า เพราะไปให้ความสำคัญกับพรหมจรรย์เกินไป แล้วคนมาบวชส่วนใหญ่ไม่ตั้งใจจะถือพรหมจรรย์ด้วย ผมมั่นใจว่า พระ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าแต่งงานได้ก็เอา”[๓๖]

 

John H. Crook กล่าวถึงการเชื่อมต่อระหว่างโลกตะวันออกกับตะวันตก(linkages between east and west) ในสถานการณ์ของโลกสมัยของพระพุทธศาสนาว่า เป็นเพราะคน ๒  ฝ่าย คือ กลุ่มนักคิด(ชาวพุทธ)ฝ่ายหนึ่ง กับกลุ่มผู้สนับสนุนการเผยแผ่พระพุทธศาสนา(ผ่านทุนและอื่นๆ)อีกฝ่ายหนึ่ง ทุกเพศสภาพและทุกสถานภาพ ซึ่งสภาพของโลกของเราในเวลานี้กลวงโบ๋ เต็มไปด้วยการโป้ปดมดเท็จ เป็นโลกในยุคคอนกรีตและคอมพิวเตอร์ ซึ่งมนุษย์เองเป็นผู้ผลิตสิ่งเหล่านี้ออกมา  พร้อมกันกับการเพิ่มขึ้นถึงขีดสุดของลัทธิปัจเจกนิยมที่เน้นความเป็นส่วนตัว ความเป็นตัวของตัวเอง ประเภทใครปรารถนาจะทำอะไรตามใจก็ได้[๓๗] (หมายถึง individual life  ซึ่งปรัชญาตะวันตก โดยนักปรัชญาจำนวนหนึ่ง เสนอกฎเกณฑ์ทางสังคม ซึ่งต่อมากลายเป็นจารีต  คือ การดำเนินชีวิตมีเสรีได้ แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น[๓๘] -ผู้เขียน)  

            ปัจจุบันการใช้ระบบออนไลน์เชื่อมเข้าหากันของชาวพุทธ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้สถานภาพภิกษุ  เสมือนเป็น กับดัก ที่อันตราย ผ่าน  รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส  หรือกามคุณทั้ง ๕ [๓๙] เช่น การใช้สัญลักษณ์ทางเพศ(sex symbol) เป็นเครื่องมือโฆษณาการค้า โดยที่ตัวภิกษุเองรับสื่อประเภทนี้เข้าไปโดยไม่รู้เท่า หรือ อาจรับโดยรู้เท่า แต่ยังฝืนกระทำการที่เป็นการฝ่าฝืนธรรมวินัย อย่างน้อยก็ในส่วนของเสขิยวัตร หรือไม่ก็การกระทำดังกล่าวเป็นโลกวัชชะหรือโลกติเตียน อย่างเช่น การคุยออนไลน์(chatting)กับสีกาในเรื่องทางเพศ หรือการเกี้ยวพาราสีสีกา เป็นต้น ทั้งยังเป็นไปได้ด้วยว่า สงฆ์เหล่านี้อาศัยสีกาเป็นบันไดไต่เต้าทางชนชั้นก็มี ทั้งที่กำลังอยู่ในสมณเพศ และลาสิกขาออกมาภายหลังจากการมีปฏิสัมพันธ์กับสีกาคนนั้นแล้ว[๔๐]

 

๓.๕ สิกขาสงฆ์แบบสุกๆดิบๆ

 

ผลผลิตทางการศึกษาของคณะสงฆ์ เป็นแบบสุกๆดิบๆ  หมายถึง ความสัมฤทธิ์ผลทางการศึกษาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้ศึกษา หรือนักศึกษาผู้นั้นมีประสบการณ์เชิงประจักษ์ ในการใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับแขนงวิชาการที่ศึกษาด้วย(ไม่นับรวมการศึกษาภายนอกวัดเองที่ไม่คำนึงถึงคุณสมบัติเรื่องนี้กันแล้ว โดยเฉพาะในชั้นบัณฑิตศึกษา ประเภทเอาใครจากที่ไหน  อายุเท่าไร มีวุฒิภาวะอย่างไร ไปเรียนก็ได้ เพราะหวังจะได้คนศึกษาเชิงปริมาณ และหวังจะได้ปริมาณเงินค่าเรียนจากนักศึกษาเป็นที่ตั้ง)   กรณีของพระสงฆ์ เมื่อท่านไม่มีประสบการณ์ทางโลกแล้วไปศึกษาวิชาการทางโลก ผล(งาน)ที่ออกมา เช่น งานทางด้านวิชาการในแขนงศาตร์โลก จึงเป็นแบบสุกๆดิบๆ[๔๑] ซึ่งประเด็นนี้วัฒนธรรมการศึกษาของไทยไม่ค่อยได้มีการคำนึงถึง หากแต่วัฒนธรรมการศึกษาของตะวันตกมองตรงกันข้าม ถือว่าประสบการเชิงประจักษ์  มีส่วนสำคัญต่อความความคิดเห็นของคน โดยเฉพาะของคนที่เป็นนักวิชาการ ,การที่พระสงฆ์ซึ่งไม่มีประสบการณ์ทางโลก ไปเรียนรู้เรื่องทางโลกเชิงวิชาการ ส่วนหนึ่งจัดเป็นการ “อนุมาน” ตามตัวหนังสือ ไม่อาจได้ชื่อว่า “แทงตลอด”ต่อปัญหาที่วิเคราะห์หรือวิจัยนั้น แม้จะประสบความสำเร็จตามขั้นตอนของงานวิชาการก็ตาม แต่สัมฤทธิ์ผลที่ออกมา เป็นสัมฤทธิ์ผลแบบสุกๆดิบๆ

ความสำคัญของพระพุทธศาสนาทีมีต่อสังคมไทยนั้นเกิดทางตรงและทางอ้อม ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับสังคมมาโดยตลอด สถาบันสงฆ์เคยเป็นดั่งตัวแทนทางจริยธรรมของสังคม เมื่อสังคมเกิดปัญหา ก็อาศัยหลักธรรมคำสอนในทางพระพุทธศาสนาเข้าแก้ไข มีการดำเนินชีวิตตามแบบฉบับพระศาสนา แต่เมื่อสถาบันสงฆ์เกิดมีปัญหาขึ้นมาบ้างนั่นย่อมสะท้อนให้เห็นว่า สังคมก็ถึงขั้นวิกฤติแล้วด้วยเช่นกัน[๔๒]

 

๔. ความแปลกแยกของคณะสงฆ์กับคฤหัสถ์

 

ชาวพุทธควรพิจารณาว่า เป็นเรื่องที่เป็นเหตุเป็นผลหรือไม่ โดยเฉพาะความแปลกแยกระหว่างชาวพุทธกับสงฆ์ ที่ตอนนี้ต่างมุ่งไปคนละทาง , สงฆ์ นั้นมุ่งไต่เต้าผลักดัน ยกระดับตัวเอง ๒ แบบ คือ  หนึ่ง ใช้ระบบการศึกษา(จากสถาบันการศึกษาของสงฆ์เองและจากสถาบันการศึกษาจากข้างนอก) และ สอง มุ่งไต่เต้า ผลักดัน ยกระดับตัวเอง โดยผ่านระบบสมณศักดิ์  ตามร่างกฎหมายคณะสงฆ์  ขณะที่รัฐ (รัฐบาล+รัฐสภา) ทำหน้าที่สนับสนุนกิจการของคณะสงฆ์  

            ขณะที่ภาคประชาชนชาวไทยพุทธ กลับมีทิศทางเชิงปฏิภาคกับความเป็นไปของคณะสงฆ์  ซึ่งนับเป็นแนวโน้ม(trend)ที่น่าสนใจ

แนวโน้มดังกล่าว มีดังนี้[๔๓]

(๑)การที่ภาคประชาชนไม่ได้เป็นภาคส่วนที่ช่วยทำหน้าที่ในการตรวจสอบพระสงฆ์ เพื่อความสมดุล โปร่งใส อีกต่อไป ต่างจากเมื่อก่อนที่แม้มีคณะวินัยธรก็ตาม แต่ประชาชน ถือเป็นส่วนสำคัญของที่ช่วยกันตรวจสอบวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ พระสงฆ์ที่วัตรปฏิบัติไม่ดี ก็จะถูกภาคประชาชนชาวพุทธอัปเปหิออกไปจากชุมชน หรืองดการสนับสนุนต่อภิกษุรายรูป หรือต่อวัดนั้นๆ

(๒)การที่ภาคประชาชน ไม่เห็นความสำคัญของการพึ่งพาคณะสงฆ์ เนื่องจากสถานการณ์ที่เรียกว่า “คฤหัสถ์ผู้ปฏิบัติธรรม” มีมากขึ้นเรื่อยๆ เกิดจากการที่ชาวพุทธมีความรู้มากขึ้นบนฐานแหล่งความรู้ที่กว้างและหลากหลายในโลกกว้าง มีการทำให้เข้า (adapt) กับความต้องการหรือจริตทางด้านความชอบ ความสนใจของตัวเอง โดยตัวเองมากขึ้นทุกที  ทำให้สงฆ์มีบทบาทเป็นแค่ผู้มีหน้าที่ประกอบพิธีกรรมต่างๆ  เช่น งานบุญ งานศพ เท่านั้น

 (๓) ฝ่ายสงฆ์ขาดการนำศาตร์สมัยใหม่มาบูรณาการ (integration)กับหลักพุทธธรรม เรื่องนี้ ส่งผลต่อการเผยแผ่พุทธศาสนาทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน มีโจทย์(คำถาม)ใหม่ทั้งในเชิงความเชื่อ เชิงปรัชญา และเชิงศาสนาเกิดมามากมาย หากแต่สงฆ์ไทยส่วนใหญ่ยังคงมุ่งตอบโจทย์ปัญหาแบบเดิมๆ

            (๔) ช่องว่าง(gap)ในเชิงเป้าประสงค์ ระหว่างสงฆ์กับชาวพุทธมีมากขึ้น พระสงฆ์จำนวนมากขึ้นสนใจ “ศาตร์ทางโลก”  (ส่วนหนึ่ง ดูได้จากระบบการสอบปรียญธรรมที่ล้มเหลวไม่เป็นท่า และมีทีท่าว่าจะต้องเลิกในอนาคต) ขณะที่ชาวพุทธที่เป็นชาวบ้านกลับสนใจ “ศาสตร์ทางธรรม” หรือสนใจทางธรรมหรือธรรมวินัยทั้งในส่วนของการศึกษาและส่วนของการปฏิบัติ ไม่รวมถึงวัฒนธรรมสงฆ์ไทยเชิงจารีต ที่มุ่งเน้นการสร้างศาสนวัตถุอย่างปราศจากการวางแผนรอบคอบเพื่อผลประโยชน์ในระยะยาวของศาสนา

             (๕) การเคลื่อนไหวของคณะสงฆ์ไทยที่เป็นทางการ นอกจากไม่กระฉับกระเฉงแล้ว ยังไม่กล้าตัดสินหรือชี้ทางออก ถูก-ผิด ของปัญหาของสังคมในประเด็นร่วมสมัยต่างๆ  อย่างน้อยก็เป็นแนวทาง(guideline) บนความเข้มข้น(ของทางออก ถูก-ผิด)ในระดับต่างๆ  เรื่องนี้แม้อาจถูกมองว่า สงฆ์ไปยุ่งเรื่องของชาวบ้าน และสังคม (แน่นอนว่าต้องดูถึงระดับของความเหมาะสมของการเข้าไปยุ่ง) แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง การเข้าไปยุ่งเกี่ยวดังกล่าวเป็นการคงบทบาทของคณะสงฆ์ต่อชุมชนชาวบ้านในระดับต่างๆ ตลอดถึงชุมชนประเทศ และต่างประเทศ ดังการทำงานขององค์ดาไล ลามะ เป็นต้น

            สัญญาณเหล่านี้ เป็นตัวชี้อนาคตของคณะสงฆ์ไทย ที่มีระบบแบบแผน “สายงานแนวดิ่ง”  ต้องพึ่งพาสายงานบังคับบัญชา แทนที่จะเป็นแนวร่วมระนาบ ผสานกับชาวบ้านหรือชุมชน ซึ่งเป็น “สายค้ำจุน”ที่สำคัญ [๔๔]

เสมือนชาวบ้านกับพระ ต่างฝ่ายต่างแยกกันไปคนละทาง ไม่ผลประโยชน์เกื้อกูล “เชิงธรรม” หรือ “เชิงจิตวิญญาณ” ซึ่งกันและกัน หากกลับเป็นไปในแง่ลัทธิมายา ไสยาศาตร์มากขึ้นเรื่อยๆ จนลบเลือนแก่นแท้ของพระสัทธรรมไป ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบันเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ในยามที่เรายังมีระบบศูนย์กลางที่ยังพอเกื้อหนุนสถาบันสงฆ์อยู่ได้บ้าง ,ในอนาคต ทั้งสงฆ์ ทั้งรัฐและชาวบ้านพุทธบริษัท จำต้องช่วยเหลือกันเองให้มากขึ้น แบ่งกันทำหน้าที่ ไม่ใช่ต่างคนต่างเดิน[๔๕]

 

๕. พ.ร.บ.คณะสงฆ์ :ปมปัญหาบทบาทสงฆ์ในโลกสมัยใหม่

         

ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์ มองว่า  พ.ร.บ.คณะสงฆ์ในปัจจุบัน เป็นอุปสรรคต่อความตั้งมั่น หรือความมั่นคงของพุทธศาสนา เป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาตกอยูในความเสื่อมถอย[๔๖] ด้วยเหตุที่ทั้ง ๓ ฝ่าย คือ ฝ่ายสงฆ์  ฝ่ายรัฐและฝ่ายประชาชน(พุทธศาสนิกทั่วไป) ไม่ได้อิงซึ่งกันและกัน  โดยเฉพาะแกนกลางของฝ่ายสงฆ์ คือ มหาเถรสมาคม ซึ่งเป็นองค์กรฝ่ายกำกับกิจการคณะสงฆ์ ที่ผูกติดกับฝ่ายโลก(หรือฝ่ายกฎหมาย) หมายถึง รัฐ(รัฐสภา/รัฐบาล)เป็นฝ่ายออกกฎหมายเพื่อดูแลความเป็นระเบียบร้อยของสงฆ์อีกชั้น ขณะที่สงฆ์เองมีวินัยสงฆ์คอยกำกับดูแลอยู่แล้วการมีพ.รบ.คณะสงฆ์ ทำให้การปฏิบัติตนของสงฆ์ต้องคำนึงความถูกต้องในแง่มุมของกฎหมายทั้งในเชิงภิกษุปัจเจกและเชิงการปกครองด้วย

ในการร่างรัฐธรรมนูญของไทย ฉบับปัจจุบัน(พ.ศ. ๒๕๕๐) กำหนดหน้าที่ของรัฐ ในการอปุภัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน และศาสนาอื่น ทั้งต้องส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความสมานฉันท์ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา รวมทั้งสนับสนุนการนำหลักธรรมของศาสนามาใช้เพื่อเสริมสร้างคุณธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิต[๔๗] ซึ่งถือเป็นการให้ความสำคัญกับศาสนา โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา ในแง่ความเกี่ยวพันระหว่างรัฐกับศาสนาในฐานะหน้าที่(ของรัฐ) หรือเป็นหน้าที่ของรัฐในเชิงกฎหมาย(หลัก)แห่งการปกครองประเทศ, รัฐเข้าไปจัดการดูแลศาสนาเพื่อเป้าประสงค์บางอย่าง โดยร่างรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันนี้ยังร่างขึ้นเพื่อสวมคลุมสอดรับพ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับ พ.ศ.๒๕๐๕ (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๓๕) ที่มีอยู่เดิม จึงเป็นการยึดโยงระหว่างอำนาจ ๒ ฝ่าย คือ อำนาจโดยตัวของคณะสงฆ์เองโดย “พระวินัยบัญญัติ” และอำนาจที่สอดแทรกเข้าไปจากส่วนของรัฐ โดย “นิติรัฐบัญญัติ”

            เปรียบเทียบกับระบบกฎหมายของอเมริกัน แยกเรื่องศาสนา ลัทธิหรือความเชื่อออกจากรัฐ หรืออีกนัยหนึ่ง คือ รัฐไม่เข้ายุ่งเกี่ยวกับศาสนา ปล่อยให้เป็นเรื่องความเชื่อของปัจเจกชนไป ใครไม่มีศาสนาก็เป็นเรื่องของใครคนนั้น ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพต่อความเชื่อความศรัทธาของตนเอง เพียงแต่ความเชื่อความศรัทธานั้น ต้องไม่ไปประทุษร้ายต่อตนเองและผู้อื่นให้เดือดร้อน หรือความเชื่อในลัทธิ ศาสนา ในอเมริกา กฎหมายเอื้อมไปไม่ถึง[๔๘] ลัทธิ ศาสนาต่างๆ จำนวนมาก ไปเจริญเติบโตในอเมริกา ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ พุทธศาสนา ที่โตวันโตคืน มีชาวอเมริกันนับถือมากขึ้นเรื่อยๆ เพียงแต่ฐานของความสนใจในไม่เพียง เป็นไปในแง่ของปริยัติเท่านั้น หากชาวอเมริกันยังสนใจ เรื่องการปฏิบัติอีกด้วย[๔๙]

            ต่างจากของไทยที่มีพ.ร.บ.คณะสงฆ์คอยกำกับดูแลองค์กรสงฆ์ในระดับต่างๆ ไล่ตั้งแต่ แต่ละวัด จนกระทั่งถึงแต่ละจังหวัด แต่ละภาค ตลอดถึงในระดับประเทศ  การไล่ลำดับผ่านระบบสมณศักดิ์ ตามสายการบังคับบัญชาคณะสงฆ์ ได้ก่อให้เกิดความแปลกแยก ขึ้นใน ๓ ฝ่าย คือ ฝ่ายสงฆ์ ฝ่ายพุทธบริษัท และฝ่ายรัฐ

ที่ผ่านมามีนักวิชาการบางคนเสนอให้เลิกพ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับปัจจุบัน เพราะเห็นว่า เป็นฉบับเผด็จการเต็มรูปแบบ ซึ่งนอกจากประชาชนและพระสงฆ์ชั้นผู้น้อยทั่วประเทศจะไม่มีส่วนร่วมแล้ว ยังทำให้ความสัมพันธ์ ๓ ฝ่ายระหว่างประชาชน สงฆ์ และรัฐ แตกออกเป็น ๓ เสี่ยง อย่างสมบูรณ์โดยไม่มีส่วนเชื่อมโยงกันอีกเลย เป็นการรวบอำนาจภายใคณะสงฆ์ไว้ที่ มหาเถรสมาคม ซึ่งเป็นกลุ่มพระราชาคณะอาวุโสที่ได้รับการแต่งตั้งจำนวน ๒๐ กว่ารูป นับเป็นการปกครองในระบอบคณาธิปไตย ภายในคณะสงฆ์นับตั้งแต่นั้นมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน[๕๐] พร้อมกันนี้ ยังมีการเสนอให้แยกการเมืองกับศาสนาออกจากกัน ยุบสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) และยุบกรมการศาสนา[๕๑]  

 

๖. สภาชาวพุทธ : ทางออกปัญหาสงฆ์

 

จึงเป็นปัญหาว่า ชาวพุทธร่วมสมัยจะหาทางออกอย่างไร เพื่อให้พระพุทธศาสนายังเป็นที่พึ่งทางกายและทางใจสำหรับคนไทยในกาลข้างหน้าต่อไป  โดยเฉพาะในประเด็นการแก้ไขปัญหาด้านการศึกษาของสงฆ์และการศึกษาคฤหัสถ์ชาวพุทธเพื่อให้เข้าถึงการศึกษาพระพุทธศาสนาในเชิงปริยัติ และในเชิงจิตตสิกขา[๕๒]   ขณะเดียวกันก็เป็นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของพระพุทธศาสนาทั้งระบบในประเทศไทย โดยไม่ปล่อยให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำหน้าที่แต่เพียงฝ่ายเดียว หรือต่างฝ่ายต่างทำเหมือนสถานการณ์ที่เป็นอยู่เช่นปัจจุบัน[๕๓] ซึ่งผู้เขียนเสนอทางออกของปัญหาเชิงแบบจำลอง[๕๔] คือ ระบบสภา[๕๕]  หรือ สภาชาวพุทธ (พุทธบริษัทสภา) ประกอบด้วยบุคคลจาก ๓ ฝ่าย ได้แก่ ตัวแทนชาวพุทธที่เป็นคฤหัสถ์[๕๖] ตัวแทนชาวพุทธฝ่ายสงฆ์[๕๗] และฝ่ายรัฐ[๕๘] ซึ่งมีหน้าที่ประสานการทำงานซึ่งกันและกัน เพื่อผดุง และทำนุบำรุงสถาบันพระพุทธศาสนาให้ตั้งมั่นอยู่ได้ในสถานการณ์โลกปัจจุบันและโลกอนาคต นอกเหนือไปจากการเห็นความสำคัญของ“ทุนและระบบกฎหมาย”[๕๙] ที่จะต้องนำมาเกี่ยวข้องและใช้เพื่อการนี้อีกด้วย[๖๐]

 

๗. สรุป

 

          ทางออกเพื่อผดุงและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เป็นมรดกตกทอดไปถึงคนรุ่นใหม่และคนรุ่นต่อไป อยู่ที่การปรับสมดุลของพลังแห่งศักยภาพของพุทธบริษัททั้งระบบ ไม่จำเพาะแต่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และแนวโน้มความเป็นไปของโลกที่เปลี่ยนจากเดิม ทั้งในเรื่องวัตถุ จิตใจ วัฒนธรรมและค่านิยม, แนวทางเชิงรายละเอียดของสภาชาวพุทธ ไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามที่ผู้เขียนนำเสนอทั้งหมด  หากสามารถปรับเปลี่ยนได้ ตามหลักการของการพร้อมใจเพื่อสร้างสมดุลร่วมกันทั้ง ๓ ฝ่ายคือ ฝ่ายฆราวาส  ฝ่ายรัฐและฝ่ายสงฆ์ โดยมีทุนและระบบกฎหมายเป็นเสมือนน้ำหล่อเลี้ยงตามความเหมาะสมแห่งยุคสมัย ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นและสำคัญสำหรับการกอบกู้สถานการณ์ของพระพุทธศาสนาในประเทศไทยไม่ให้เสื่อมถอยไปมากกว่านี้ และเพื่อให้สอดคล้องกับยุคร่วมสมัย สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง เหมือนดังช่วงการเปลี่ยนผ่านของพระพุทธศาสนาหลายยุคที่ผ่านมาที่ได้มีการปรับตัวมาตลอดเพื่อให้เป็นไปตามยุคสมัยเชิงกาลานุวัตร  ขณะเดียวกันชาวพุทธเองต้องมีวิสัยทัศน์มองไปยังกาลสิบปีหรืออีกหลายปีข้างหน้าอีกด้วย โดยต้องไม่ลืมว่า ศาสนา ทุกศาสนาดำรงอยู่ได้ ก็เพราะการตีความให้เข้ากับยุคสมัย (จึงจะเป็นอกาลิโกได้จริง) ในสังคมไทยปัจจุบัน ก็ใช่ว่าจะไร้นักปราชญ์ทำอย่างนั้น ซึ่งทำให้ศรัทธาต่อศาสนามีนัยะสำคัญต่อชีวิตมากขึ้น[๖๑]

 

 

 

 

 

 

๘. แผนผังแสดงโครงสร้างของสภาชาวพุทธ

 

 

 

 

 

 

๙. แผนผังแสดงหน้าที่ด้านการวางระบบการศึกษาของสภาชาวพุทธ

 

          สภาชาวพุทธมีหน้าที่ในการวางระบบหรือแผนแม่บทการศึกษาพระพุทธศาสนา(Buddhism educational master plan) บนฐานความร่วมมือและความสอดคล้องกัน ๓ ฝ่าย คือ สงฆ์ รัฐ และคฤหัสถ์

 

 
   

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บรรณานุกรม

 

๑.เอกสารภาษาไทย

ก.ข้อมูลปฐมภูมิ

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย . พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙

 

ข.ข้อมูลทุติยภูมิ

(๑)หนังสือ

คนึงนิตย์ จันทบุตร . การเคลื่อนไหวของยุวสงฆ์ไทยรุ่นแรก พ.ศ. ๒๔๗๗-๒๔๘๔ .

กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๒๘

พระเฉลิมชาติ ชาติวโร(อิทธะรงค์) . ศึกษาวิเคราะห์การพัฒนาการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย.

กรุงเทพมหานคร : นวสาส์นการพิมพ์, ๒๕๕๒

พระไพศาล วิสาโล . เซ็กส์กับพุทธ(บทความ) . October 11 .กรุงเทพมหานคร :

สำนักพิมพ์ Openbooks, ๒๕๕๔

พระมหาสมจินต์ สมฺมาปญฺโญ . พระพุทธศาสนามหายานในอินเดีย พัฒนาการและสารัตถ

ธรรม .กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๓

มงเซเญอร์ ปาเลกัวซ์    . เล่าเรื่องกรุงสยาม . แปลโดย สันต์ ท. โกมลบุตร. พิมพ์ครั้งที่ ๓ .

กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ศรีปัญญา , ๒๕๔๙

ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๘ .”พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช  ๒๔๘๔”  .วันที่  ๑๔  

ตุลาคม  ๒๔๘๔

แสวง อุดมศรี .การปกครองคณะสงฆ์ไทย .กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราช

วิทยาลัย,  ๒๕๕๓

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร .รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย . พิมพ์ครั้งที่ ๓.

กรุงเทพมหานคร :  กลุ่มงานผลิตเอกสาร สำนักประชาสัมพันธ์, ๒๕๕๓

 

(๒) วารสารและสิ่งพิมพ์

คอลัมน์สายด่วนจากอเมริกา,  พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์  ,” สภาชาวพุทธ” , สยามรัฐรายวัน, (๗

กันยายน ๒๕๕๕): ๒๐

ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์ รศ.ดร., “พ.ร.บ.คณะสงฆ์กับอนาคตพระพุทธศาสนาของไทย”,

บัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ , ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๒ (เมษายน-มิถุนายน ๒๕๕๑) : ๑-๑๘

อธิเทพ ผาทา ดร., “กำเนิดและพัฒนาการรูปแบบการปกครองแบบสังฆาธิปไตยของคณะสงฆ์

สมัยพุทธกาล” , บัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ , ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๒ (เมษายน-มิถุนายน ๒๕๕๑) : ๖๓-๗๐

 

 

 

(๓) สาระสังเขปออนไลน์

ข่าวสดออนไลน์ . ผลเปรียญ ๙ ผ่าน ๖๓ รูป-สามเณร ๔. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา :

http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNek1UWXpOVEl6TUE9PQ == [๑๐ ก.ย. ๒๕๕๕].

ดุษฎี พนมยงค์ . ร้านกาแฟ Cafe de la Paix ในกรุงปารีส กับนายปรีดี พนมยงค์  .

[ออนไลน์].แหล่งที่มา : http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid= TUROamIyd3dNVEUzTURnMU1nPT0= [๑๐ ก.ย. ๒๕๕๕].

นิธิ เอียวศรีวงศ์ .ดวงแก้วกลางพุงสตีฟ จ๊อปส์ . [ออนไลน์]. แหล่งที่มา :

http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNME56Z3dNelEyTXc9PQ==&sectionid=[๑๗ ก.ย.๒๕๕๕].

ผู้จัดการออนไลน์.ยอดภิกษุสอบบาลีเพิ่มกว่า ๓.๔ หมื่นรูป แต่ห่วงขาดสอบ ๑ ใน ๓.

[ออนไลน์].แหล่งที่มา : http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID= 9550000012007 &TabID=1&[๑๐ ก.ย.๒๕๕๕].

พระไพศาล วิสาโล .พุทธศาสนาไทยในอนาคต. [ออนไลน์] . แหล่งที่มา :

http://www.visalo.org/columnInterview/5507TPBS.htm [๑๗ ก.ย.๒๕๕๕].

_________.ดูรายละเอียดใน พระไพศาล วิสาโล . พุทธศาสนาไทยในทศวรรษหน้า . [ออนไลน์]

.แหล่งที่มา : http://www.visalo.org/article/budNextDecade.htm [๑๑ ก.ย.๒๕๕๕].

มนสิกุล โอวาทเภสัชช์ .  “ถ้าเราเป็นตัวปลอมจะดับทุกข์ไม่ได้” .[ออนไลน์] . แหล่งที่มา :

http://epsie.wordpress.com/2006/01/07/robert-david-larson–อดีต-สันติกโรภิกขุ/   [๒๐ ก.พ. ๒๕๕๕].

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ .  ยอดภิกษุสอบบาลีเพิ่มกว่า ๓.๔ หมื่นรูปแต่ห่วงขาดสอบ ๑

ใน ๓. [ออนไลน์].แหล่งที่มา : http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx? NewsID=9550000012007 &TabID=1&[๑๐ ก.ย.๒๕๕๕].

สำนักงานแม่กองบาลีสนามหลวง . ประกาศผลสอบบาลีสนามหลวงปี ๕๔ . [ออนไลน์]. 

แหล่งที่มา : http://www.dmc.tv/page_print.php?p=news/ประกาศผลสอบบาลีสนามหลวงปี-54.html [๑๐ ก.ย.๒๕๕๕].

Wikipedia. Separation of church and state in the United States. [online]. Source :

http://en.wikipedia.org/wiki/Separation_of_church_and_state_in_the_United_States%5B Sept. 10, 2012].

 

๒.เอกสารภาษาอังกฤษ

Crook , John H. .Buddhist Behavior and the Modern World :An International

Symposium. (Preceptual Truth and the Western Psychology of Human Nature,1994

Putuwar, Sunanda . The Buddhist Sangha Paraigm of the I deal Human society .

Maryland :University Press of America, 1991

 


[๑] พ.ร.บ.คณะสงฆ์ทั้ง ๓ ฉบับ ประกอบด้วย  ๑.พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉบับพ.ศ.๒๔๔๕ (ร.ศ. ๑๒๑)ร่างในสมัยรัชกาลที่ ๕  ,๒. พ.ร.บ.คณะสงฆ์ )ฉบับพ.ศ. ๒๔๘๔  ร่างในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ,๓. พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๓๕) ร่างในสมัยรัฐบาลสฤดิ์ ธนะรัชต์ แก้ไขเพิ่มเติมในสมัยรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน , ดูรายละเอียดใน  ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์ รศ.ดร., “พ.ร.บ.คณะสงฆ์กับอนาคตพระพุทธศาสนาของไทย”, บัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ , ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๒ (เมษายน-มิถุนายน ๒๕๕๑) : ๔-๙

[๒] เรื่องเดียวกัน , หน้า ๓

[๓]  ในช่วงที่ผ่าน พระพุทธศาสนานิกายต่างๆจากต่างประเทศเข้ามา ในประเทศไทยมาก เช่น นิกายมหายาน  นิกายวัชรยาน  เป็นต้น การดังนี้ ไม่ใช้เรื่องเสียหาย หากแต่ควรประเมินสถานการณ์ในบริบทความเป็นไปของพระพุทธศาสนาในประเทศไทยเสียใหม่ เพื่อให้ทราบว่าไปถึงแล้ว และควรมีวิธีการจัดการเพื่อความพัฒนาสถาพรของพระศาสนาอย่างไร  หาใช่ต่างคน ต่างฝ่าย ต่างทำเหมือนที่เป็นอยู่ทุกวันนี้  -ผู้เขียน

[๔] เนื้อหาของทั้ง ๔ ข้อ  ล้วนเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก เช่น ระหว่างความเป็นไปของสถานการณ์โลกกับแนวโน้มความเป็นไปของสถานการณ์พุทธศาสนาในประเทศไทย ดังกรณีประเด็นสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นเรื่องสากล ส่งผลถึงการออกบังคับใช้กฎหมายต่างๆของแต่ละประเทศ รวมถึงประเทศไทย  สิทธิมนุษยชนในมิติของศาสนา  ถือว่าการบังคับให้นับถือศาสนา(อยู่ในกฎของศาสนา) หรือความได้สิทธิ์ไม่เท่าเทียมกันทางศาสนา(ในแต่ละศาสนา)ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนสากล ,พระมหาสุทิตย์ อาภากโร ,ดร. ,บรรยายในชั้นเรียนวิชาสัมมนาพระพุทธศาสนา , มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(วัดมหาธาตุ),วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๕

[๕] มีการวิเคราะห์ อย่างน้อยก็โดย นิกเกียว นิวาโนะ (Nikkyo Nivano) ซึ่งศึกษาวิเคราะห์สัทธรรมปุณฑริกสูตร เขาเห็นว่า ในอีกไม่เกินคริสตสหัสวรรษหน้า พระพุทธศาสนาจะกลายเป็นศาสนาแห่งคฤหัสถ์ , พระมหาสมจินต์ สมฺมาปญฺโญ , พระพุทธศาสนามหายานในอินเดีย พัฒนาการและสารัตถธรรม, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๓),  หน้า ๒๑๑

[๖] ดูรายละเอียดใน พระไพศาล วิสาโล . พุทธศาสนาไทยในอนาคต . [ออนไลน์] . แหล่งที่มา : http://www.visalo.org/columnInterview/5507TPBS.htm [๑๗ ก.ย.๒๕๕๕].

[๗] ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์ รศ.ดร., “พ.ร.บ.คณะสงฆ์กับอนาคตพระพุทธศาสนาของไทย”, หน้า ๓

[๘] ดูรายละเอียดใน พระไพศาล วิสาโล . พุทธศาสนาไทยในทศวรรษหน้า . [ออนไลน์] . แหล่งที่มา : http://www.visalo.org/article/budNextDecade.htm [๑๑ ก.ย.๒๕๕๕].

[๙] อ้างแล้ว

[๑๐] มงเซเญอร์ ปาเลกัวซ์    , เล่าเรื่องกรุงสยาม , แปลโดย สันต์ ท. โกมลบุตร, พิมพ์ครั้งที่ ๓ , (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ศรีปัญญา , ๒๕๔๙), หน้า ๓๓๓-๓๓๔

[๑๑] ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์. ๗๐ ปี พ.ร.บ. คณะสงฆ์ 2484 อ่านกฎหมายเก่านั่งคุยกับนิติราษฎร์  ตอนที่  ๑ “ในอ้อมอกคณะราษฎร” . [ออนไลน์] . แหล่งที่มา :  http://enlightened-jurists.org/directory/204  [๑๐ ก.ย. ๒๕๕๕].

[๑๒] คนึงนิตย์ จันทบุตร , การเคลื่อนไหวของยุวสงฆ์ไทยรุ่นแรก พ.ศ. ๒๔๗๗-๒๔๘๔ , (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๒๘) , หน้า ๑๖

[๑๓] ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์. ๗๐ ปี พ.ร.บ. คณะสงฆ์ 2484 อ่านกฎหมายเก่านั่งคุยกับนิติราษฎร์  ตอนที่  ๑ “ในอ้อมอกคณะราษฎร” , อ้างแล้ว

[๑๔] ดุษฎี พนมยงค์ . ร้านกาแฟ Cafe de la Paix ในกรุงปารีส กับนายปรีดี พนมยงค์  . [ออนไลน์] . แหล่งที่มา : http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROamIyd3dNVEUzTURnMU1nPT0 = [๑๐ ก.ย. ๒๕๕๕].

[๑๕]  ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์. ๗๐ ปี พ.ร.บ. คณะสงฆ์ 2484 อ่านกฎหมายเก่านั่งคุยกับนิติราษฎร์  ตอนที่  ๑ “ในอ้อมอกคณะราษฎร” ,อ้างแล้ว

[๑๖] คนึงนิตย์ จันทบุตร , การเคลื่อนไหวของยุวสงฆ์ไทยรุ่นแรก พ.ศ. ๒๔๗๗-๒๔๘๔ , หน้า ๗๓

[๑๗] Putuwar, Sunanda , The Buddhist Sangha Paraigm of the I deal Human society, (Maryland : University Press of America, 1991)  p. 11

[๑๘] ดูรายละเอียดใน อธิเทพ ผาทา ดร., “กำเนิดและพัฒนาการรูปแบบการปกครองแบบสังฆาธิปไตยของคณะสงฆ์สมัยพุทธกาล” , บัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ , ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๒ (เมษายน-มิถุนายน ๒๕๕๑) : ๖๓-๗๐

[๑๙] พระมหาวรชัย กลึงโพธิ์ ,อ้างใน  ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์. ๗๐ ปี พ.ร.บ. คณะสงฆ์ ๒๔๘๔  อ่านกฎหมายเก่านั่งคุยกับนิติราษฎร์  ตอนที่  ๑ “ในอ้อมอกคณะราษฎร” . อ้างแล้ว

[๒๐] สมาชิกสังฆสภา กำหนดไว้ว่ามีจำนวนไม่เกิน  ๔๕ รูป ประกอบด้วยสมาชิกได้แก่ พระเถระชั้นธรรมขึ้นไป, พระคณาจารย์เอก, พระเปรียญเอก (ตั้งแต่เปรียญ  ๗-๙) คัดมาจากพระภิกษุผู้มีคุณสมบัติถึง แต่หากมีจำนวนมากจะคัดตาม “ลำดับอาวุโส” [๒๐]ประธานและรองประธานสภา สมเด็จพระสังฆราชก็จะเป็นคนแต่งตั้งจากสมาชิกสังฆสภา[๒๐] อนึ่ง สมาชิกสังฆสภาไม่ได้เกิดจากการ “เลือกตั้ง” แต่อย่างใด อย่างไรก็ตามกฎหมายได้เปิดช่องให้ตั้ง “คณะกรรมการวิสามัญ” ที่ไม่จำเป็นต้องสมาชิกสังฆสภา เปิดโอกาสให้พระสงฆ์ทั่วไปได้มีส่วนร่วมในการประชุม หากมีความรู้ความสามารถ และคณะกรรมาธิการยังมีอำนาจนิมนต์ภิกษุ หรือเชิญผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการมาแสดงความคิดเห็นกิจการที่กระทำอยู่  สิ่งเหล่านี้เป็นการเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้คณะสงฆ์และผู้เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมได้กว้างขวาง, อ้างแล้ว

[๒๑]  มาตรา ๑๖  ใน “พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช  ๒๔๘๔” ใน ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๘, วันที่  ๑๔  ตุลาคม  ๒๔๘๔, หน้า ๑๓๙๖

[๒๒] แสวง อุดมศรี ,การปกครองคณะสงฆ์ไทย ,(กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,  ๒๕๕๓), หน้า ๑๙๐

[๒๓] มาตรา ๒๒ ใน “พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช  ๒๔๘๔” ใน ราชกิจจานุเบกษา เล่ม  ๕๘, วันที่ ๑๔  ตุลาคม ๒๔๘๔, หน้า  ๑๓๙๘  

[๒๔] มาตรา ๑๗ ใน “พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช  ๒๔๘๔” ใน ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๘, วันที่  ๑๔  ตุลาคม  ๒๔๘๔, หน้า ๑๓๙๖

[๒๕] พระมหาวรชัย กลึงโพธิ์ ,อ้างใน  ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์. ๗๐ ปี พ.ร.บ. คณะสงฆ์ ๒๔๘๔  อ่านกฎหมายเก่านั่งคุยกับนิติราษฎร์  ตอนที่  ๑ “ในอ้อมอกคณะราษฎร” ,อ้างแล้ว

 

[๒๖] ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์. ๗๐ ปี พ.ร.บ. คณะสงฆ์ ๒๔๘๔  อ่านกฎหมายเก่านั่งคุยกับนิติราษฎร์  ตอนที่  ๑ “ในอ้อมอกคณะราษฎร” . อ้างแล้ว

[๒๗] ถวิล สมัครรัฐ ,อ้างใน พระเฉลิมชาติ ชาติวโร(อิทธะรงค์) . ศึกษาวิเคราะห์การพัฒนาการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย,(กรุงเทพมหานคร : นวสาส์นการพิมพ์, ๒๕๕๒), หน้า ๕๖

[๒๘] สำนักงานแม่กองบาลีสนามหลวง . ประกาศผลสอบบาลีสนามหลวงปี ๕๔. [ออนไลน์].  แหล่งที่มา: http://www.dmc.tv/page_print.php?p=news/ประกาศผลสอบบาลีสนามหลวงปี-54.html[๑๐ ก.ย.๒๕๕๕].

[๒๙] สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ .  ยอดภิกษุสอบบาลีเพิ่มกว่า ๓.๔ หมื่นรูปแต่ห่วงขาดสอบ ๑ ใน ๓. [ออนไลน์].แหล่งที่มา : http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID= 9550000012007 &TabID=1&[๑๐ ก.ย.๒๕๕๕].

[๓๐] ข่าวสดออนไลน์ . ผลเปรียญ ๙ ผ่าน ๖๓ รูป-สามเณร ๔. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNek1UWXpOVEl6TUE9PQ == [๑๐ ก.ย. ๒๕๕๕].

[๓๑] สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ .  ยอดภิกษุสอบบาลีเพิ่มกว่า ๓.๔ หมื่นรูปแต่ห่วงขาดสอบ ๑ ใน ๓ . อ้างแล้ว

 

[๓๒]  พระไพศาล วิสาโล , เซ็กส์กับพุทธ(บทความ) , October 11 ,(กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ Openbooks, ๒๕๕๔) ,หน้า ๑๓๗-๑๔๗

[๓๓] พระเฉลิมชาติ  ชาติวโร(อิทธะรงค์) , ศึกษาวิเคราะห์การพัฒนาการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย , หน้า ๗๘-๗๙

[๓๔] อ้างแล้ว

[๓๕] Robert David Larson หรืออดีตพระสันติกโร(Santikaro Bhikkhu)เกิดเมื่อปี ๒๕๐๐ ที่นครชิคาโก มลรัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา ในครอบครัวคริสเตียน นิกายโปรเตสแตนต์ สำเร็จการศึกษาทางด้านศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวาทศิลป์ Liberal Arts (Rhetoric) จาก University of Illinois แล้วผันชีวิตมาเป็นอาสาสมัครของหน่วยอาสาสมัครเพื่อสันติภาพสหรัฐอเมริกา (Peace Corps) ในเมืองไทยเมื่อปี ๒๕๒๓ กระทั่งออกบวชเกือบครึ่งชีวิต อุปสมบทที่วัดชลประทานรังสฤษฏ์ โดยท่านปัญญานันทภิกขุเป็นพระอุปัชฌาย์ สันติกโรยังเป็นผู้ก่อตั้งเครือข่ายพุทธศาสนิกสัมพันธ์เพื่อสังคม (INEB) และเป็นที่ปรึกษาสมาคมนพลักษณ์ไทย 

[๓๖]อดีตสันติกโรให้สัมภาษณ์ใน เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่  ๑๕ ฉบับที่ ๖๘๔  วันจันทร์ที่ ๒ มกราคม ๒๕๔๙ , ดูรายละเอียดใน มนสิกุล โอวาทเภสัชช์ .  “ถ้าเราเป็นตัวปลอมจะดับทุกข์ไม่ได้” .[ออนไลน์] . แหล่งที่มา : http://epsie.wordpress.com/2006/01/07/robert-david-larson–อดีต-สันติกโรภิกขุ/   [๒๐ ก.พ. ๒๕๕๕].

[๓๗] Crook , John H. ,Buddhist Behavior and the Modern World :An International Symposium, (Preceptual Truth and the Western Psychology of Human Nature,1994),   p.223-224

[๓๘] จารีตที่ได้จากการค้นพบในช่วงหลายปีมานี้ได้ก่อให้เกิดความเจ็บปวดทั้งกายและใจ จากยุคแห่งการสำรวจเพื่อศึกษา(exploring)พฤติกรรมของมนุษย์จนกระทั่งถึงยุคของการทดสอบจิตร่วมสำนึก (consciousness)  ซึ่งเป็นการทดสอบเพื่อจำแนกถึงความแตกต่างระหว่าง ฉัน/กู (me/สำนึกในตัวตน –conscious of self) กับ ฉัน/กู( I /สติในตัวตน-self awareness)  ผลที่ได้ ก่อให้เกิดกระแสการเคลื่อนย้ายความคิดจากทฤษฎีการกระทำ(action theory) ไปสู่การเพ่งพิจารณาถึงพฤติกรรมของผู้กระทำ ตลอดถึงทฤษฎีการเคลื่อนไหว(motion theory) แม้แต่การเพ่งพิจารณาจากฐานขั้นต่ำของกระบวนการทั้งหมด ก็ปรากฎว่าทั้งหมดเชื่อมโยงกับจิตร่วมสำนึก(consciousness) , Op.cit.

[๓๙] ม.มู.(ไทย)๑๒/๑๗๘/๑๗๘-๑๘๒

[๔๐] หรือเรียกได้ว่า อาศัยความสัมพันธ์กับสีกาอย่างมีเป้าประสงค์-ผู้เขียน 

[๔๑]  สังเกตุว่า วัฒนธรรมทางการศึกษาไทยไม่ค่อยได้คำนึงถึงเรื่องนี้ ขณะที่วัฒนธรรมการศึกษาของโลกตะวันเป็นไปอีกอย่าง คือ มีการคำนึงถึงประสบการณ์เชิงประจักษ์ของผู้เล่าเรียน ที่หมายถึง การคำนึงจากฟากของสถาบันการศึกษา หนึ่งและจากฟากของผู้เล่าเรียนหรือนักศึกษาเอง หนึ่ง การวางระบบการศึกษาของไทยจึงเป็นการวางระบบ เพื่อ “ตะบี้ตะบันเรียน” เพื่อให้จบๆไป อย่างไรก็ได้  เพราะเป้าหมายคือ ปริญญา ที่เป็นบันไดขั้นหนึ่งของสังคมไทย  ผลสัมฤทธิ์ของการศึกษาที่ออกมาจึงเป็นการวิเคราะห์แต่ในตำรา ลอยไปบนกระดาษ  ขาดความรู้เชิงประจักษ์ การวิเคราะห์จึงคับแคบ ไม่ใค่รจะอยู่บนสถานการณ์ความเป็นจริ ง  ไม่ทะลุทะลวงลงไปถึงความหมายเชิงลึกของตัวหนังสือ  จึงเรียกว่า การศึกษาแบบสุกๆกดิบๆ ผลิตนักวิชาการคอหอยงาช้าง นั่งวิเคราะห์ อยู่บนวิมานออกมามากมาย   โดยเฉพาะที่มาจากพระสงฆ์ (หมายถึงจำเพาะ สงฆ์ที่มุ่งจะผลิตงานวิชาการแขนงทางโลก เป็นหลัก) -ผู้เขียน

[๔๒]  พระเฉลิมชาติ  ชาติวโร(อิทธะรงค์) , ศึกษาวิเคราะห์การพัฒนาการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย , หน้า ๑๐๑

[๔๓]  คอลัมน์สายด่วนจากอเมริกา,  พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์  ,” สภาชาวพุทธ” , สยามรัฐรายวัน, (๗ กันยายน ๒๕๕๕): ๒๐

 

[๔๔] อ้างแล้ว

[๔๕] อ้างแล้ว

[๔๖] ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์ รศ.ดร. .“พ.ร.บ.คณะสงฆ์กับอนาคตพระพุทธศาสนาของไทย”,หน้า ๓

[๔๗] สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ,รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย , พิมพ์ครั้งที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร :  กลุ่มงานผลิตเอกสาร สำนักประชาสัมพันธ์, ๒๕๕๓),หน้า ๕๑

[๔๘] ดูรายละเอียดใน Separation of church and state  ของสหรัฐอเมริกา ใจความตอนหนึ่งที่ว่า “…and Article VI specifies that “no religious Test shall ever be required as a Qualification to any Office or public Trust under the United States”  จดหมายของThomas Jefferson ถึง Danbury Baptists เมื่อปี ค.ศ.๑๘๐๒  , wikipedia. Separation of church and state in the United States. [online]. Source : http://en.wikipedia.org/wiki/Separation_of_church_and_state_in_the_United_States%5B Sept. 10, 2012].

[๔๙] คอลัมน์สายด่วนจากอเมริกา,  พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์  ,” สภาชาวพุทธ” , สยามรัฐรายวัน, (๗ กันยายน ๒๕๕๕): ๒๐

[๕๐]ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์ รศ.ดร. .“พ.ร.บ.คณะสงฆ์กับอนาคตพระพุทธศาสนาของไทย”,  หน้า ๘

[๕๑] เรื่องเดียวกัน ,หน้า  ๑๖

[๕๒] เชิงจิตตสิกขา หมายถึง การศึกษาเรื่องปฏิบัติการทางจิต ทั้งในส่วนของสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน

[๕๓] พ.ร.บ. คณะสงฆ์ปี ๒๔๘๔ ใช้ระบบสังฆสภา  คือ มีแต่ฝ่ายสงฆ์เพียงอย่างเดียว แต่หลักการของสภาชาวพุทธ อาศัย ๓ ฝ่ายประกอบกัน เพื่อสร้างความสมดุลและร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนา

[๕๔] แบบจำลอง หรือที่เรียกว่า“ตุ๊กตา” หมายถึงการวางแบบ(องค์กรพุทธ)เพื่อให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างชัดเจน ส่วนจะเป็นอย่างแบบที่วางไว้หรือไม่นั้น ต้องมีการหารือหรือพิจารณาร่วมกันเพื่อหาข้อสรุปในท้ายที่สุด

[๕๕] สภา หมายถึง การประชุมร่วม ตั้งแต่ ๒ คณะบุคคลขึ้นไป-ผู้เขียน

[๕๖] ซึ่งมีหน้าที่ คือ ก. หน้าที่ทำนุบำรุงสงฆ์(วัด) ข.หน้าที่ในการตรวจสอบวัตรปฏิบัติของสงฆ์ ค.หน้าที่ในการเผยแผ่พระศาสนา -ผู้เขียน

[๕๗] ซึ่งมีหน้าที่ คือ  ก.ปฏิบัติตามกฎหมายคณะสงฆ์    ข..เผยแผ่พระพุทธศาสนา  ค.ทำนุบำรุงวัด- ผู้เขียน

[๕๘] ซึ่งมีหน้าที่ คือ ก.สนับสนุนกิจการของคณะสงฆ์ข. ปฏิบัติตามกฎหมายคณะสงฆ์ ค.เผยแผ่พระศาสนา – ผู้เขียน

[๕๙] กล่าวได้ว่า ทุน เป็นปัจจัยสำคัญของต่อการขับเคลื่อนในเชิงความตั้งมั่น และการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ในปัจจุบัน ซึ่งจะละเลยเสียมิได้ ส่วนกฎหมายนั้น หมายถึงการออกแบบเพื่อวางองค์กรชาวพุทธไว้ในที่ทางที่เหมาะสม และสะดวกสำหรับความตั้งมั่น และการเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้อย่างได้ผลทั้งในเชิงปริมาณของศาสนิก และคุณภาพของศาสนิก-ผู้เขียน

[๖๐] คอลัมน์สายด่วนจากอเมริกา,  พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์  ,” สภาชาวพุทธ” , สยามรัฐรายวัน, (๗ กันยายน ๒๕๕๕): ๒๐

[๖๑] นิธิ เอียวศรีวงศ์ .ดวงแก้วกลางพุงสตีฟ จ๊อปส์ . [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNME56Z3dNelEyTXc9PQ==&sectionid=[๑๗ ก.ย.๒๕๕๕].

 

  1. แสดงความคิดเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: